นิทานสูตร ที่ ๑
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต นิทานสูตรที่ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้เป็นเหตุให้เกิด กรรม ๓ อย่างเป็นไฉน คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความโลภ เกิดแต่ความโลภ มีความโลภ เป็นเหตุ มีความโลภเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นอกุศล กรรมนั้นมีโทษ กรรม นั้นมีทุกข์เป็นผล กรรมนั้นเป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป กรรมนั้นไม่เป็นไปเพื่อ ความดับกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความโกรธ เกิดแต่ ความโกรธ มีความโกรธเป็นเหตุ มีความโกรธเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นอกุศล กรรมนั้นมีโทษ กรรมนั้นมีทุกข์เป็นผล กรรมนั้นเป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป กรรม นั้นไม่เป็นไปเพื่อความดับกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความ หลง เกิดแต่ความหลง มีความหลงเป็นเหตุ มีความหลงเป็นแดนเกิด กรรมนั้น เป็นอกุศล กรรมนั้นมีโทษ กรรมนั้นมีทุกข์เป็นผล กรรมนั้นเป็นไปเพื่อเกิดกรรม ต่อไป กรรมนั้นไม่เป็นไปเพื่อความดับกรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้ เป็นเหตุเพื่อให้เกิดกรรม ๓ อย่างเป็นไฉน คือ อโลภะ ๑ อโทสะ ๑ อโมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมใดซึ่งบุคคลทำด้วยความไม่โลภ เกิดแต่ความ ไม่โลภ มีความไม่โลภเป็นเหตุ มีความไม่โลภเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นกุศล กรรมนั้นไม่มีโทษ กรรมนั้นมีสุขเป็นผล กรรมนั้นเป็นไปเพื่อความดับกรรม กรรมนั้นไม่เป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมใดซึ่งบุคคล ทำด้วยความไม่โกรธ เกิดแต่ความไม่โกรธ มีความไม่โกรธเป็นเหตุ มีความ ไม่โกรธเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นกุศล กรรมนั้นไม่มีโทษ กรรมนั้นมีสุข เป็นผล กรรมนั้นเป็นไปเพื่อความดับกรรม กรรมนั้นไม่เป็นไปเพื่อเกิดกรรม ต่อไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมใดที่บุคคลทำด้วยความไม่หลง เกิดแต่ความไม่หลง มีความไม่หลงเป็นเหตุ มีความไม่หลงเป็นแดนเกิด กรรมนั้นเป็นกุศล กรรม นั้นไม่มีโทษ กรรมนั้นมีสุขเป็นผล กรรมนั้นเป็นไปเพื่อความดับกรรม กรรมนั้น ไม่เป็นไปเพื่อเกิดกรรมต่อไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ อย่างนี้แล เป็นเหตุ ให้เกิดกรรม ฯ
๑๑๒ ตีณีมานิ ภิกฺขเว นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย กตมานิ ตีณิ โลโภ นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย โทโส นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย โมโห นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย ฯ ยํ ภิกฺขเว โลภปกตํ กมฺมํ โลภชํ โลภนิทานํ โลภสมุทยํ ตํ กมฺมํ อกุสลํ ตํ กมฺมํ สาวชฺชํ ตํ กมฺมํ ทุกฺขวิปากํ ตํ กมฺมํ กมฺมสมุทยาย สํวตฺตติ น ตํ กมฺมํ กมฺมนิโรธาย สํวตฺตติ ฯ ยํ ภิกฺขเว โทสปกตํ กมฺมํ โทสชํ โทสนิทานํ โทสสมุทยํ ตํ กมฺมํ อกุสลํ ตํ กมฺมํ สาวชฺชํ ตํ กมฺมํ ทุกฺขวิปากํ ตํ กมฺมํ กมฺมสมุทยาย สํวตฺตติ น ตํ กมฺมํ กมฺมนิโรธาย สํวตฺตติ ฯ ยํ ภิกฺขเว โมหปกตํ กมฺมํ โมหชํ โมหนิทานํ โมหสมุทยํ ตํ กมฺมํ อกุสลํ ตํ กมฺมํ สาวชฺชํ ตํ กมฺมํ ทุกฺขวิปากํ ตํ กมฺมํ กมฺมสมุทยาย สํวตฺตติ น ตํ กมฺมํ กมฺมนิโรธาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย ฯ {๕๕๑.๑} ตีณีมานิ ภิกฺขเว นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย กตมานิ ตีณิ อโลโภ นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย อโทโส นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย อโมโห นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย ฯ ยํ ภิกฺขเว อโลภปกตํ กมฺมํ อโลภชํ อโลภนิทานํ อโลภสมุทยํ ตํ กมฺมํ กุสลํ ตํ กมฺมํ อนวชฺชํ ตํ กมฺมํ สุขวิปากํ ตํ กมฺมํ กมฺมนิโรธาย สํวตฺตติ น ตํ กมฺมํ กมฺมสมุทยาย สํวตฺตติ ฯ ยํ ภิกฺขเว อโทสปกตํ กมฺมํ อโทสชํ อโทสนิทานํ อโทสสมุทยํ ตํ กมฺมํ กุสลํ ตํ กมฺมํ อนวชฺชํ ตํ กมฺมํ สุขวิปากํ ตํ กมฺมํ กมฺมนิโรธาย สํวตฺตติ น ตํ กมฺมํ กมฺมสมุทยาย สํวตฺตติ ฯ ยํ ภิกฺขเว อโมหปกตํ กมฺมํ อโมหชํ อโมหนิทานํ อโมหสมุทยํ ตํ กมฺมํ กุสลํ ตํ กมฺมํ อนวชฺชํ ตํ กมฺมํ สุขวิปากํ ตํ กมฺมํ กมฺมนิโรธาย สํวตฺตติ น ตํ กมฺมํ กมฺมสมุทยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยายาติ ฯ