หัตถกสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หัตถกสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐม ยามล่วงไป หัตถกเทพบุตรมีรัศมีงามยิ่งนัก ทำพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ คิดว่า จักยืนตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาค แล้วทรุดลงนั่งไม่สามารถที่จะยืนอยู่ได้ เปรียบเหมือนเนยใสหรือน้ำนมที่เขาเท ลงบนทรายย่อมจมลง ตั้งอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด หัตถกเทวบุตรก็ฉันนั้น เหมือนกัน คิดว่า จักยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคแล้วทรุดลงนั่ง ไม่ สามารถที่จะยืนอยู่ได้ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะหัตถกเทพบุตรว่า ดูกรหัตถกะ ท่านจงนิรมิตอัตภาพอย่างหยาบๆ หัตถกเทพบุตรทูลรับพระผู้มี พระภาคแล้ว นิรมิตอัตภาพอย่างหยาบ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกร หัตถกะ ธรรมที่เป็นไปแก่ท่านผู้เป็นมนุษย์แต่ครั้งก่อนนั้น บัดนี้ยังเป็นไป แก่ท่านอยู่บ้างหรือ หัตถกเทพบุตรกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ธรรมที่เป็นไป แก่ข้าพระองค์เมื่อยังเป็นมนุษย์ครั้งก่อนนั้น บัดนี้ก็ยังเป็นไปแก่ข้าพระองค์อยู่ และธรรมที่มิได้เป็นไปแก่ข้าพระองค์ เมื่อยังเป็นมนุษย์ครั้งก่อนนั้น บัดนี้ก็เป็น ไปอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระผู้มีพระภาคเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์อยู่ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นพระเจ้าข้า เกลื่อน กล่นไปด้วยเทพบุตรอยู่ พวกเทพบุตรต่างมากันแม้จากที่ไกล ก็ด้วยตั้งใจว่า จักฟังธรรมในสำนักของหัตถกเทพบุตร ข้าพระองค์ยังไม่ทันอิ่ม ยังไม่ทันเบื่อ ธรรม ๓ อย่างก็ได้ทำกาละเสียแล้ว ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ข้าพระองค์ ยังไม่ทันอิ่ม ยังไม่ทันเบื่อการเฝ้าพระผู้มีพระภาค ๑ ข้าพระองค์ยังไม่ทันอิ่ม ยังไม่ทันเบื่อการฟังพระสัทธรรม ๑ ข้าพระองค์ยังไม่ทันอิ่ม ยังไม่ทันเบื่อการ อุปัฏฐากพระสงฆ์ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ยังไม่ทันอิ่ม ยัง ไม่ทันเบื่อธรรม ๓ อย่างนี้แล ได้ทำกาละเสียแล้ว ครั้นหัตถกเทพบุตรได้ กล่าวไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้กล่าวคาถาประพันธ์นี้ต่อไปอีกว่า แน่ละ ในกาลไหนๆ จึงจักอิ่มต่อการเฝ้าพระผู้มีพระภาค การอุปัฏฐากพระสงฆ์ และการฟังพระสัทธรรม หัตถก อุบาสกยังศึกษาอธิศีลอยู่ ยินดีแล้วในการฟังพระสัทธรรม ยังไม่ทันอิ่มต่อธรรม ๓ อย่าง ก็ไปพรหมโลกชั้นอวิหา เสียแล้ว ฯ
๑๒๘ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถโข หตฺถโก เทวปุตฺโต อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต ปุรโต ฐสฺสามีติ โอสีทติ สํสีทติ น สกฺโกติ สณฺฐาตุํ เสยฺยถาปิ นาม สปฺปิ วา เตลํ วา วาลิกาย อาสิตฺตํ โอสีทติ สํสีทติ น สณฺฐาติ เอวเมว หตฺถโก เทวปุตฺโต ภควโต ปุรโต ฐสฺสามีติ โอสีทติ สํสีทติ น สกฺโกติ สณฺฐาตุํ ฯ อถโข ภควา หตฺถกํ เทวปุตฺตํ เอตทโวจ โอฬาริกํ หตฺถก อตฺตภาวํ อภินิมฺมินาหีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข หตฺถโก เทวปุตฺโต ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา โอฬาริกํ อตฺตภาวํ อภินิมฺมินิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ {๕๖๗.๑} เอกมนฺตํ ฐิตํ โข หตฺถกํ เทวปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ เย เต หตฺถก ธมฺมา ปุพฺเพ มนุสฺสภูตสฺส ปวตฺติโน อเหสุํ อปินุ เต เต ธมฺมา เอตรหิ ปวตฺติโนติ เย จ เม ภนฺเต ธมฺมา ปุพฺเพ มนุสฺสภูตสฺส ปวตฺติโน อเหสุํ เต จ เม ธมฺมา เอตรหิ ปวตฺติโน เย จ เม ภนฺเต ธมฺมา ปุพฺเพ มนุสฺสภูตสฺส นปฺปวตฺติโน อเหสุํ เต จ เม ธมฺมา เอตรหิ ปวตฺติโน เสยฺยถาปิ ภนฺเต ภควา เอตรหิ อากิณฺโณ วิหรติ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ อุปาสเกหิ อุปาสิกาหิ ราชูหิ ราชมหามตฺเตหิ ติตฺถิเยหิ ติตฺถิยสาวเกหิ เอวเมว โข อหํ ภนฺเต อากิณฺโณ วิหรามิ เทวปุตฺเตหิ ทูรโตปิ ภนฺเต เทวปุตฺตา อาคจฺฉนฺติ หตฺถกสฺส เทวปุตฺตสฺส สนฺติเก ธมฺมํ โสสฺสามาติ ติณฺณาหํ ภนฺเต ธมฺมานํ อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ กาลกโต กตเมสํ ติณฺณํ ภควโต อหํ ภนฺเต ทสฺสนสฺส อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ กาลกโต สทฺธมฺมสฺสวนสฺสาหํ ภนฺเต อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ กาลกโต สงฺฆสฺสาหํ ภนฺเต อุปฏฺฐานสฺส อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ กาลกโต อิเมสํ โข อหํ ภนฺเต ติณฺณํ ธมฺมานํ อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ กาลกโตติ ฯ ภควโต ทสฺสนสฺส ติตฺติ อทฺธา กุทาจนํ สงฺฆสฺส อุปฏฺฐานสฺส สทฺธมฺมสฺสวนสฺส จ ฯ อธิสีลํ สิกฺขมาโน สทฺธมฺมสฺสวเน รโต ติณฺณํ ธมฺมานมติตฺโต หตฺถโก อวิหํ คโตติ ฯ