๓. พาลวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๓. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๒. คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ คนพาล ๒ จำพวกนี้แล บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๒. คนที่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๓} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๓. พาลวรรค ๑. คนเจ้าโทสะที่มีความโหดร้ายอยู่ภายใน ๒. คนที่เชื่อโดยยึดถือผิด คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๒)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต ได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” ๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต ไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต ไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” ๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตได้ ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๓)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะมีการขยาย ความแล้ว” ๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่ควร ขยายความ” คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๔} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๓. พาลวรรค
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะควรขยายความ” ๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่มี การขยายความแล้ว” คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๕) คติและฐานะ ๒ อย่างเป็นต้น
ผู้มีการงานปกปิดไว้ พึงหวังได้ คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ผู้มีการงานไม่ปกปิดไว้พึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดาหรือมนุษย์ (๖)
ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรกหรือ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน (๗)
ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดาหรือ มนุษย์ (๘)
สถานที่รองรับคนทุศีล ๒ แห่ง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน สถานที่รองรับคนมีศีล ๒ แห่ง คือ เทวดาหรือมนุษย์ (๙)
เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการจึงอาศัยเสนาสนะอัน เงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ @เชิงอรรถ : @ การงานที่ปกปิดไว้ หมายถึงบาปกรรม แท้จริง ขึ้นชื่อว่าบาป บุคคลจะทำอย่างปกปิดหรือไม่ปกปิด @ก็ตาม ก็ชื่อว่าบาปกรรมที่ปกปิดไว้ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๒๗/๒๙) @ พึงหวังได้ ในที่นี้หมายถึงจำต้องปรารถนา จำต้องมีแน่นอน หรือจำต้องบังเกิดในคตินั้นๆ แน่นอน @(องฺ.ติก.อ. ๒/๗๐/๒๑๔) @ อำนาจประโยชน์ หมายถึงเหตุทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐) @ ป่าโปร่ง (อรญฺญ) หมายถึงป่าอยู่นอกเสาหลักเมืองออกไปอย่างน้อยชั่ว ๕๐๐ ลูกธนู ป่าทึบ (วนปตฺถ) @หมายถึงสถานที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเลยเขตหมู่บ้านไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๕} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๓. พาลวรรค อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน ๒. อนุเคราะห์คนรุ่นหลัง เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แลจึงอาศัยเสนาสนะอันเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ (๑๐)
ธรรม ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายวิชชา ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ) ๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง) สมถะที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร คือ ย่อมให้จิตเจริญ จิต ที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร คือ ย่อมละราคะได้ วิปัสสนาที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร คือ ย่อมให้ปัญญาเจริญ ปัญญาที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร คือ ย่อมละอวิชชาได้ จิตที่เศร้าหมองเพราะราคะย่อมไม่หลุดพ้น ปัญญา ที่เศร้าหมองเพราะอวิชชา ย่อมไม่เจริญ เพราะสำรอกราคะจึงมีเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา จึงมีปัญญาวิมุตติ (๑๑) พาลวรรคที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ เห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน หมายถึงการอยู่ผาสุกอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ @(องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐) @ จิต ในที่นี้หมายถึงมรรคจิต คือจิตในขณะแห่งมรรค (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๒/๓๐) @ ปัญญา ในที่นี้หมายถึงมรรคปัญญา คือปัญญาในขณะแห่งมรรค (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๒/๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๗๖}