ภิกขุสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ภิกขุสูตร
๑๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลผู้หมดหวัง ๑ บุคคลผู้มีหวัง ๑ บุคคล ผู้ปราศจากความหวัง ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้หมดหวังเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล บางคนในโลกนี้ บังเกิดในสกุลต่ำ คือ สกุลจัณฑาล สกุลคนเป่าปี่ (ขอทาน) สกุลนายพรานป่า สกุลช่างรถ หรือสกุลกุลีเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นสกุลที่ยากจน มี ข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีความเป็นไปฝืดเคือง มีของกินและเครื่องนุ่งห่มหาได้ โดยฝืดเคือง และเขาเป็นคนมีผิวพรรณหม่นหมองไม่น่าดู ต่ำเตี้ย มากด้วยความ ป่วยไข้ เป็นคนบอด เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นโรคอัมพาต หาข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องตาม ประทีปไม่ได้ เขาได้ฟังข่าวว่า กษัตริย์ผู้มีพระนามอย่างนี้ ถูกพวกกษัตริย์อภิเษก แล้วด้วยการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์ เขาหาคิดอย่างนี้ไม่ว่า ถึงตัวเราก็จักถูกพวก กษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์สักครั้งหนึ่งแน่แท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้หมดหวัง" ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีหวังเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโอรส ของพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้ เป็นผู้ควรอภิเษก แต่ยัง ไม่ได้รับการอภิเษก ถึงความไม่หวั่นไหว เขาได้ฟังข่าวว่า กษัตริย์ผู้มีพระนามอย่างนี้ ถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์ เขาย่อมคิดดังนี้ว่า ถึงตัวเรา ก็จักถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์สักคราวหนึ่งโดยแท้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้มีหวัง" ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ปราศจากความหวังเป็นไฉน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พระราชาในโลกนี้ เป็นกษัตริย์ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว พระองค์ได้สดับ ข่าวว่า กษัตริย์ผู้มีพระนามอย่างนี้ ถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็น กษัตริย์ พระองค์หาทรงพระดำริดังนี้ไม่ว่า ถึงตัวเราก็จักถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วย การอภิเษกให้เป็นกษัตริย์สักคราวหนึ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุใด เพราะพระองค์ซึ่ง แต่ก่อนยังมิได้รับการอภิเษก ได้มีการอภิเษกสงบไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้ปราศจากความหวัง" ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก แม้ฉันใด ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่ภิกษุก็มีบุคคลอยู่ ๓ จำพวก ปรากฏฉันนั้น เหมือนกันแล บุคคล ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลผู้หมดหวัง ๑ บุคคล ผู้มีหวัง ๑ บุคคลผู้ปราศจากความหวัง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้หมดหวังเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีสมาจารที่พึงระลึกด้วยความรังเกียจ มีการงานปกปิด ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารี แต่ ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เน่าในภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นดังหยากเยื่อ เธอได้ สดับข่าวว่า ภิกษุชื่อนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอหาคิดดังนี้ไม่ว่า แม้เราก็จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้หมดหวัง" ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีหวังเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม เธอได้สดับข่าวว่า ภิกษุชื่อนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อมคิดดังนี้ว่า แม้เราก็จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อัน หาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สักคราวหนึ่งโดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้มีหวัง" ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปราศจากความหวังเป็นไฉน ภิกษุในธรรม วินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ เธอได้สดับข่าวว่า ภิกษุชื่อนี้ทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญา อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อมไม่คิดดังนี้ว่า ถึงเราก็จักทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอัน ยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สักคราวหนึ่งโดยแท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ ความหวังในวิมุติของเธอผู้ยังไม่หลุดพ้นในก่อนนั้นระงับแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้ปราศจากความหวัง" ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในหมู่ภิกษุ มีบุคคล ๓ จำพวกนี้แล ปรากฏอยู่ ฯ
๑๓ ตโยเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม ตโย นิราโส อาสํโส วิคตาโส ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิราโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล นีเจ กุเล ปจฺจาชาโต โหติ จณฺฑาลกุเล วา เวณกุเล วา เนสาทกุเล วา รถการกุเล วา ปุกฺกุสกุเล วา ทฬิทฺเท อปฺปนฺนปานโภชเน กสิรวุตฺติเก ยตฺถ กสิเรน ฆาสจฺฉาโท ลพฺภติ โส จ โหติ ทุพฺพณฺโณ ทุทฺทสิโก โอโกฏิมโก พหฺวาพาโธ กาโณ วา กุณี วา ขญฺโช วา ปกฺขหโต วา น ลาภี อนฺนสฺส ปานสฺส วตฺถสฺส ยานสฺส มาลาคนฺธวิเลปนสฺส เสยฺยาวสถปทีเปยฺยสฺส โส สุณาติ อิตฺถนฺนาโม กิร ขตฺติโย ขตฺติเยหิ ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิตฺโตติ ตสฺส น เอวํ โหติ กทาสฺสุ นาม มํปิ ขตฺติยา ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิญฺจิสฺสนฺตีติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิราโส ฯ {๔๕๒.๑} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อาสํโส อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ ขตฺติยสฺส มุทฺธาภิสิตฺตสฺส เชฏฺโฐ ปุตฺโต โหติ อภิเสเกน อนภิสิตฺโต มจลปฺปตฺโต โส สุณาติ อิตฺถนฺนาโม กิร ขตฺติโย ขตฺติเยหิ ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิตฺโตติ ตสฺส เอวํ โหติ กทาสฺสุ นาม มํปิ ขตฺติยา ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิญฺจิสฺสนฺตีติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อาสํโส ฯ {๔๕๒.๒} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วิคตาโส อิธ ภิกฺขเว ราชา โหติ ขตฺติโย มุทฺธาภิสิตฺโต โส สุณาติ อิตฺถนฺนาโม กิร ขตฺติโย ขตฺติเยหิ ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิตฺโตติ ตสฺส น เอวํ โหติ กทาสฺสุ นาม มํปิ ขตฺติยา ขตฺติยาภิเสเกน อภิสิญฺจิสฺสนฺตีติ ตํ กิสฺส เหตุ ยา หิสฺส ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนภิสิตฺตสฺส อภิเสกาสา สาสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วิคตาโส ฯ {๔๕๒.๓} อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา ภิกฺขูสุ กตเม ตโย นิราโส อาสํโส วิคตาโส กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิราโส อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล ทุสฺสีโล โหติ ปาปธมฺโม อสุจิ สงฺกสฺสรสมาจาโร ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ อนฺโตปูติ อวสฺสุโต กสมฺพุชาโต โส สุณาติ อิตฺถนฺนาโม กิร ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ตสฺส น เอวํ โหติ กทาสฺสุ นาม อหมฺปิ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามีติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล นิราโส ฯ {๔๕๒.๔} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อาสํโส อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ กลฺยาณธมฺโม โส สุณาติ อิตฺถนฺนาโม กิร ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ตสฺส เอวํ โหติ กทาสฺสุ นาม อหมฺปิ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามีติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อาสํโส ฯ {๔๕๒.๕} กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วิคตาโส อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ โหติ ขีณาสโว โส สุณาติ อิตฺถนฺนาโม กิร ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ตสฺส น เอวํ โหติ กทาสฺสุ นาม อหมฺปิ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามีติ ตํ กิสฺส เหตุ ยา หิสฺส ภิกฺขเว ปุพฺเพ อวิมุตฺตสฺส วิมุตฺตาสา สาสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วิคตาโส ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา ภิกฺขูสูติ ฯ