คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๗. ทุกถาสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๕๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๗. ทุกถาสูตร

๑๕๗

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้อยคำของบุคคล ๕ จำพวกย่อมเป็นถ้อยคำ ชั่ว เมื่อเทียบบุคคลกับบุคคล บุคคล ๕ จำพวกเป็นไฉน คือ ถ้อยคำปรารภศรัทธา เป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ถ้อยคำปรารภศีลเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ทุศีล ๑ ถ้อยคำปรารภพาหุสัจจะเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ได้สดับน้อย ๑ ถ้อยคำปรารภจาคะเป็น ถ้อยคำชั่วแก่ผู้ตระหนี่ ๑ ถ้อยคำปรารภปัญญาเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ทรามปัญญา ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภศรัทธาจึงเป็นถ้อยคำชั่ว แก่ผู้ไม่มีศรัทธา เพราะผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อพูดเรื่องศรัทธา ย่อมขัดข้อง โกรธ พยาบาท กระด้าง แสดงความโกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะ เหตุไร เพราะผู้ไม่มีศรัทธานั้น ย่อมไม่เห็นศรัทธาสัมปทาในตน และย่อมไม่ได้ ปีติปราโมทย์ที่มีศรัทธาสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภศรัทธาจึงเป็น ถ้อยคำชั่วแก่ผู้ไม่มีศรัทธา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภศีลจึง เป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ทุศีล เพราะผู้ทุศีล เมื่อพูดเรื่องศีลย่อมขัดข้อง โกรธ พยาบาท กระด้าง แสดงความโกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะ เหตุไร เพราะผู้ทุศีลนั้นย่อมไม่เห็นศีลสัมปทาในตน และย่อมไม่ได้ปีติและ ปราโมทย์ที่มีศีลสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภศีลจึงเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ ทุศีล เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภพาหุสัจจะจึงเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ได้สดับน้อย เพราะผู้ได้สดับน้อย เมื่อพูดเรื่องพาหุสัจจะ ย่อมขัดข้อง โกรธ พยาบาท กระด้าง แสดงความโกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ได้สดับน้อยนั้น ย่อมไม่เห็นสุตสัมปทาในตน และย่อมไม่ได้ปีติ ปราโมทย์ที่มีสุตสัมปทาเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภพาหุสัจจะจึงเป็นถ้อยคำ ชั่วแก่ผู้ได้สดับน้อย เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภจาคะจึงเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ตระหนี่ เพราะผู้ตระหนี่ เมื่อพูดเรื่องจาคะ ย่อมขัดข้อง โกรธ พยาบาท กระด้าง แสดง ความโกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ตระหนี่นั้น ย่อมไม่เห็นจาคสัมปทาในตนและย่อมไม่ได้ปีติปราโมทย์ที่มีจาคสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภจาคะ จึงเป็นถ้อยคำชั่วของผู้ตระหนี่ เพราะเหตุไร ถ้อยคำ ปรารภปัญญาจึงเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ทรามปัญญา เพราะผู้ทรามปัญญา เมื่อพูดเรื่อง ปัญญา ย่อมขัดข้อง โกรธ พยาบาท กระด้าง แสดงความโกรธเคืองและความ ขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ทรามปัญญานั้นย่อมไม่เห็นปัญญา สัมปทาในตน และย่อมไม่ได้ปีติปราโมทย์ที่มีปัญญาสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภปัญญาจึงเป็นถ้อยคำชั่วแก่ผู้ทรามปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้อยคำ ของบุคคล ๕ จำพวกนี้แล ย่อมเป็นถ้อยคำชั่ว เมื่อเทียบบุคคลกับบุคคล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้อยคำของบุคคล ๕ จำพวก ย่อมเป็นถ้อยคำดี เมื่อ เทียบบุคคลกับบุคคล บุคคล ๕ จำพวกเป็นไฉน คือถ้อยคำปรารภศรัทธาเป็น ถ้อยคำดีแก่ผู้มีศรัทธา ๑ ถ้อยคำปรารภศีลเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีศีล ๑ ถ้อยคำปรารภ พาหุสัจจะเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้ได้สดับมาก ๑ ถ้อยคำปรารภจาคะเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มี จาคะ ๑ ถ้อยคำปรารภปัญญาเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีปัญญา ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภศรัทธาจึงเป็นถ้อยคำดี แก่ผู้มีศรัทธา เพราะผู้มีศรัทธา เมื่อพูดเรื่องศรัทธาย่อมไม่ขัดข้อง ไม่โกรธ ไม่ พยาบาท ไม่กระด้าง ไม่แสดงความโกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะผู้มีศรัทธานั้นย่อมเห็นศรัทธาสัมปทาในตน และย่อมได้ปีติ ปราโมทย์ที่มีศรัทธาสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภศรัทธาจึงเป็นถ้อยคำดี แก่ผู้มีศรัทธา เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภศีลจึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีศีล เพราะผู้มีศีล เมื่อพูดเรื่องศีล ย่อมไม่ขัดข้อง ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่กระด้าง ไม่แสดง ความโกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้มีศีลนั้น ย่อมเห็นศีลสัมปทาในตน และย่อมได้ปีติปราโมทย์ที่มีศีลสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภศีลจึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีศีล เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภ พาหุสัจจะจึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้ได้สดับมาก เพราะผู้ได้สดับมาก เมื่อพูดเรื่อง พาหุสัจจะ ย่อมไม่ขัดข้อง ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่กระด้าง ไม่แสดงความ โกรธเคืองและความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้ได้สดับมากย่อม เห็นสุตสัมปทาในตน และย่อมได้ปีติปราโมทย์ที่มีสุตสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำปรารภพาหุสัจจะจึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้ได้สดับมาก เพราะเหตุไร ถ้อยคำ ปรารภจาคะจึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีจาคะ เพราะผู้มีจาคะ เมื่อพูดเรื่องจาคะ ย่อม ไม่ขัดข้อง ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่กระด้าง ไม่แสดงความโกรธเคืองและ ความขัดใจให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้มีจาคะนั้นย่อมเห็นจาคะ สัมปทาในตน และย่อมได้ปีติปราโมทย์ที่มีจาคสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น ถ้อยคำ ปรารภจาคะ จึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีจาคะ เพราะเหตุไร ถ้อยคำปรารภปัญญาจึงเป็น ถ้อยคำดีแก่ผู้มีปัญญา เพราะผู้มีปัญญา เมื่อพูดเรื่องปัญญา ย่อมไม่ขัดข้อง ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่กระด้าง ไม่แสดงความโกรธเคืองและความขัดใจ ให้ปรากฏ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้มีปัญญานั้น ย่อมเห็นปัญญาสัมปทาในตน และย่อมได้ปีติปราโมทย์ที่มีปัญญาสัมปทานั้นเป็นเหตุ ฉะนั้นถ้อยคำปรารภปัญญา จึงเป็นถ้อยคำดีแก่ผู้มีปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้อยคำของบุคคล ๕ จำพวกนี้แล ย่อมเป็นถ้อยคำดี เมื่อเทียบบุคคลกับบุคคล ฯ จบสูตรที่ ๗

ปญฺจนฺนํ ภิกฺขเว ปุคฺคลานํ กถา ทุกฺกถา ปุคฺคเล ปุคฺคลํ อุปนิธาย กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อสฺสทฺธสฺส ภิกฺขเว สทฺธากถา ทุกฺกถา ทุสฺสีลสฺส สีลกถา ทุกฺกถา อปฺปสฺสุตสฺส พาหุสจฺจกถา ทุกฺกถา มจฺฉริสฺส จาคกถา ทุกฺกถา ทุปฺปญฺญสฺส ปญฺญากถา ทุกฺกถา ฯ {๑๕๗.๑} กสฺมา จ ภิกฺขเว อสฺสทฺธสฺส สทฺธากถา ทุกฺกถา อสฺสทฺโธ ภิกฺขเว สทฺธากถาย กจฺฉมานาย อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว สทฺธาสมฺปทํ อตฺตนิ น สมนุปสฺสติ น จ ลภติ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา อสฺสทฺธสฺส สทฺธากถา ทุกฺกถา ฯ {๑๕๗.๒} กสฺมา จ ภิกฺขเว ทุสฺสีลสฺส สีลกถา ทุกฺกถา ทุสฺสีโล ภิกฺขเว สีลกถาย กจฺฉมานาย อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว สีลสมฺปทํ อตฺตนิ น สมนุปสฺสติ น จ ลภติ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา ทุสฺสีลสฺส สีลกถา ทุกฺกถา ฯ {๑๕๗.๓} กสฺมา จ ภิกฺขเว อปฺปสฺสุตสฺส พาหุสจฺจกถา ทุกฺกถา อปฺปสฺสุโต ภิกฺขเว พาหุสจฺจกถาย กจฺฉมานาย อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว สุตสมฺปทํ อตฺตนิ น สมนุปสฺสติ น จ ลภติ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา อปฺปสฺสุตสฺส พาหุสจฺจกถา กถา ทุกฺกถา ฯ {๑๕๗.๔} กสฺมา จ ภิกฺขเว มจฺฉริสฺส จาคกถา ทุกฺกถา มจฺฉรี ภิกฺขเว จาคกถาย กจฺฉมานาย อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว จาคสมฺปทํ อตฺตนิ น สมนุปสฺสติ น จ ลภติ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา มจฺฉริสฺส จาคกถา ทุกฺกถา ฯ {๑๕๗.๕} กสฺมา จ ภิกฺขเว ทุปฺปญฺญสฺส ปญฺญากถา ทุกฺกถา ทุปฺปญฺโญ ภิกฺขเว ปญฺญากถาย กจฺฉมานาย อภิสชฺชติ กุปฺปติ พฺยาปชฺชติ ปติตฺถียติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว ปญฺญาสมฺปทํ อตฺตนิ น สมนุปสฺสติ น จ ลภติ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา ทุปฺปญฺญสฺส ปญฺญากถา ทุกฺกถา ฯ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ กถา ทุกฺกถา ปุคฺคเล ปุคฺคลํ อุปนิธาย ฯ {๑๕๗.๖} ปญฺจนฺนํ ภิกฺขเว ปุคฺคลานํ กถา สุกถา ปุคฺคเล ปุคฺคลํ อุปนิธาย กตเมสํ ปญฺจนฺนํ สทฺธสฺส ภิกฺขเว สทฺธากถา สุกถา สีลวโต สีลกถา สุกถา พหุสฺสุตสฺส พาหุสจฺจกถา สุกถา จาควโต จาคกถา สุกถา ปญฺญวโต ปญฺญากถา สุกถา ฯ {๑๕๗.๗} กสฺมา จ ภิกฺขเว สทฺธสฺส สทฺธากถา สุกถา สทฺโธ ภิกฺขเว สทฺธากถาย กจฺฉมานาย นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺตียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว สทฺธาสมฺปทํ อตฺตนิ สมนุปสฺสติ ลภติ จ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา สทฺธสฺส สทฺธากถา สุกถา ฯ {๑๕๗.๘} กสฺมา จ ภิกฺขเว สีลวโต สีลกถา สุกถา สีลวา ภิกฺขเว สีลกถาย กจฺฉมานาย นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว สีลสมฺปทํ อตฺตนิ สมนุปสฺสติ ลภติ จ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา สีลวโต สีลกถา สุกถา ฯ {๑๕๗.๙} กสฺมา จ ภิกฺขเว พหุสฺสุตสฺส พาหุสจฺจกถา สุกถา พหุสฺสุโต ภิกฺขเว พาหุสจฺจกถาย กจฺฉมานาย นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว สุตสมฺปทํ อตฺตนิ สมนุปสฺสติ ลภติ จ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา พหุสฺสุตสฺส พาหุสจฺจกถา สุกถา ฯ {๑๕๗.๑๐} กสฺมา จ ภิกฺขเว จาควโต จาคกถา สุกถา จาควา ภิกฺขเว จาคกถาย กจฺฉมานาย นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว จาคสมฺปทํ อตฺตนิ สมนุปสฺสติ ลภติ จ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา จาควโต จาคกถา สุกถา ฯ {๑๕๗.๑๑} กสฺมา จ ภิกฺขเว ปญฺญวโต ปญฺญากถา สุกถา ปญฺญวา ภิกฺขเว ปญฺญากถาย กจฺฉมานาย นาภิสชฺชติ น กุปฺปติ น พฺยาปชฺชติ น ปติตฺถียติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ตํ กิสฺส เหตุ ตญฺหิ โส ภิกฺขเว ปญฺญาสมฺปทํ อตฺตนิ สมนุปสฺสติ ลภติ จ ตโตนิทานํ ปีติปามุชฺชํ ตสฺมา ปญฺญวโต ปญฺญากถา สุกถา ฯ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ กถา สุกถา ปุคฺคเล ปุคฺคลํ อุปนิธายาติ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๗. ทุกถาสูตร