๔. สีหสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๔. สีหสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติผลแห่งทานที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบัน หรือหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสามารถ ท่านสีหเสนาบดี แล้วจึงตรัสต่อไป ว่า ดูกรท่านสีหเสนาบดี ทายกผู้เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็น อันมาก แม้ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษผู้สงบย่อมคบหาทายกผู้เป็นทานบดี แม้ข้อนี้ ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ อีกประการหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของทายกผู้เป็นทานบดีย่อมขจร แม้ข้อนี้ ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ คือ ที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจไม่เก้อเขิน เข้าไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ฯ อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายภพ ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว สีหเสนาบดีจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๔ ข้อ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอก แล้ว ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน ๔ ข้อนี้ก็หามิได้ แม้ข้าพระองค์เองก็ทราบดี คือ ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก สัตบุรุษผู้สงบย่อมคบหาข้าพระองค์ ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี ย่อมขจร ทั่วไปว่า สีหเสนาบดีเป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้บำรุงพระสงฆ์ ข้าพระองค์ ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ คือ ที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินเข้าไป ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๔ ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสบอกแล้ว ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน ๔ ข้อนี้ ก็หามิได้ แม้ข้า พระองค์เองก็ย่อมทราบดี ส่วนผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง (ข้อที่ ๕) ที่พระผู้มี พระภาคตรัสบอกข้าพระองค์ว่า ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบ ก็แต่ว่าข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มี พระภาคในข้อนี้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสย้ำว่า อย่างนั้นท่านสีหเสนาบดีๆ คือ ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ นรชนผู้ไม่ตระหนี่ให้ทาน ย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชนเป็นอันมากย่อมคบหานรชนนั้น นรชนนั้นย่อมได้เกียรติ มียศ เจริญ เป็นผู้ไม่เก้อเขินแกล้วกล้าเข้าสู่ที่ประชุมชน เพราะเหตุนี้แล บัณฑิตผู้หวังสุข จงขจัดมลทิน คือ ความ ตระหนี่แล้วให้ทาน บัณฑิตเหล่านั้นย่อมประดิษฐานใน ไตรทิพย์ ถึงความเป็นสหายของเทวดา ร่าเริงอยู่ตลอดกาล นาน บัณฑิตเหล่านั้น ได้ทำสิ่งที่มุ่งหวัง ได้ทำกุศลแล้ว จุติจากโลกนี้แล้ว ย่อมมีรัศมีเปล่งปลั่ง เที่ยวชมไปใน อุทยานชื่อนันทนวัน ย่อมเพรียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ในนันทนวัน สาวกทั้งปวง ของพระสุคตผู้ไม่มีกิเลส ผู้คงที่ ทำตามพระดำรัสของ พระองค์แล้ว ย่อมร่าเริงทุกเมื่อ ฯ จบสูตรที่ ๔
เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข สีโห เสนาปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สีโห เสนาปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ สกฺกา นุ โข ภนฺเต สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ {๓๔.๑} สกฺกา สีหาติ ภควา อโวจ ทายโก สีห ทานปติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป ยํปิ สีห ทายโก ทานปติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป อิทํปิ สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ฯ {๓๔.๒} ปุน จปรํ สีห ทายกํ ทานปตึ สนฺโต สปฺปุริสา ภชนฺติ ยํปิ สีห ทายกํ ทานปตึ สนฺโต สปฺปุริสา ภชนฺติ อิทํปิ สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ฯ {๓๔.๓} ปุน จปรํ สีห ทายกสฺส ทานปติโน กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ ยํปิ สีห ทายกสฺส ทานปติโน กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อิทํปิ สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ฯ {๓๔.๔} ปุน จปรํ สีห ทายโก ทานปติ ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต ยํปิ สีห ทายโก ทานปติ ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต อิทํปิ สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ฯ {๓๔.๕} ปุน จปรํ สีห ทายโก ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ยํปิ สีห ทายโก ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ อิทํปิ สมฺปรายิกํ ทานผลนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต สีโห เสนาปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา จตฺตาริ สนฺทิฏฺฐิกานิ ทานผลานิ อกฺขาตานิ นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํเปตานิ ชานามิ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ พหุโน ชนสฺส ปิโย มนาโป อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มํ สนฺโต สปฺปุริสา ภชนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สีโห เสนาปติ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมามิ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมามิ อมงฺกุภูโต ฯ {๓๔.๖} ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา จตฺตาริ สนฺทิฏฺฐิกานิ ทานผลานิ อกฺขาตานิ นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํเปตานิ ชานามิ ฯ ยญฺจ โข มํ ภนฺเต ภควา เอวมาห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ เอตาหํ น ชานามิ เอตฺถ จ ปนาหํ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามีติ ฯ เอวเมตํ สีห เอวเมตํ สีห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ ฯ ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พหู กิตฺตึ จ ปปฺโปติ ยสสฺส วฑฺฒติ อมงฺกุภูโต ปริสํ วิคาหติ วิสารโท โหติ นโร อมจฺฉรี ตสฺมา หิ ทานานิ ททนฺติ ปณฺฑิตา วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สุเขสิโน เต ทีฆรตฺตํ ติทิเว ปติฏฺฐิตา เทวานํ สหพฺยคตา รมนฺติ เต กตาวกาสา กตกุสลา อิโต จุตา สยมฺปภา อนุวิจรนฺติ นนฺทเน เต ตตฺถ นนฺทนฺติ รมนฺติ โมทเร สมปฺปิตา กามคุเณหิ ปญฺจหิ ฯ กตฺวาน วากฺยํ อสิตสฺส ตาทิโน กมนฺติ สพฺเพ สุคตสฺส สาวกาติ ฯ