พลสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต พลสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ กำลัง คือ ปัญญา ๑ กำลัง คือ ความเพียร ๑ กำลัง คือ การงานอันไม่มี โทษ ๑ กำลัง คือ การสงเคราะห์ ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ปัญญาเป็นไฉน ธรรมเหล่าใดเป็น กุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใด มีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดดำ นับว่าดำ ธรรมเหล่าใดขาว นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควร เสพ ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความ เป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความ เป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรม อันบุคคลเห็นแจ้ง ประพฤติได้ด้วยปัญญา นี้เรียกว่ากำลัง คือ ปัญญา ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ความเพียรเป็นไฉน ธรรมเหล่าใด เป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดดำ นับว่าดำ ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถ ทำความเป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ บุคคลยังฉันทะ ให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อละธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดขาว นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรม เหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ บุคคล ย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อ ได้ธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่ากำลัง คือ ความเพียร ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษเป็นไฉน อริยสาวก ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษ มิได้ นี้เรียกว่ากำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ คือ ทาน ๑ เปยยวัชชะ ๑ อัตถจริยา ๑ สมานัตตตา ๑ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก การชักชวนคน ผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มี ปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ ทั้งหลาย พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับ พระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับ พระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ การ สงเคราะห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔ ประการนี้แล ย่อม ก้าวล่วงภัย ๕ ประการ ภัย ๕ ประการเป็นไฉน คือ อาชีวิตภัย ๑ อสิโลกภัย ๑ ปริสสารัชภัย ๑ มรณภัย ๑ ทุคติภัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นแล พิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราไม่กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไฉนเราจักกลัวต่อภัยอัน เนื่องด้วยชีวิตเล่า เรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทรามแล จึงกลัว ต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนเกียจคร้านจึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คือ กลัว ต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเพราะการงานทางกาย ทางวาจาและทางใจที่มีโทษ คนที่ ไม่สงเคราะห์ใครก็กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต เราไม่กลัวต่อภัย คือ การ ติเตียน ฯลฯ เราไม่กลัวต่อภัยคือการสะทกสะท้านในบริษัท ... เราไม่กลัวต่อภัย คือความตาย ... เราไม่กลัวต่อภัยคือทุคติ ไฉนเราจักกลัวต่อภัย คือ ทุคติเล่า เพราะเรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงาน อันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทรามแล จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คนเกียจคร้านแล จึงกลัวต่อภัยคือทุคติ คือ กลัวต่อภัยคือทุคติเพราะการงาน ทางกาย ทางวาจา และทางใจที่มีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร ก็กลัวภัยคือทุคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔ ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วง ภัย ๕ ประการนี้ ฯ จบสูตรที่ ๕
๕ จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว พลานิ ฯ กตมานิ จตฺตาริ ปญฺญาพลํ วิริยพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคหพลํ ฯ {๒๐๙.๑} กตมญฺจ ภิกฺขเว ปญฺญาพลํ เย ธมฺมา กุสลา กุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา อกุสลา อกุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา สาวชฺชา สาวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา อนวชฺชา อนวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา กณฺหา กณฺหสงฺขาตา เย ธมฺมา สุกฺกา สุกฺกสงฺขาตา เย ธมฺมา อเสวิตพฺพา อเสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา เสวิตพฺพา เสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา นาลมริยา นาลมริยสงฺขาตา เย ธมฺมา อลมริยา อลมริยสงฺขาตา ตฺยสฺสุ ธมฺมา ปญฺญาย โวทิฏฺฐา โหนฺติ โวจริตา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปญฺญาพลํ ฯ {๒๐๙.๒} กตมญฺจ ภิกฺขเว วิริยพลํ เย ธมฺมา อกุสลา อกุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา สาวชฺชา สาวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา กณฺหา กณฺหสงฺขาตา เย ธมฺมา อเสวิตพฺพา อเสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา นาลมริยา นาลมริยสงฺขาตา เตสํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ เย ธมฺมา กุสลา กุสลสงฺขาตา เย ธมฺมา อนวชฺชา อนวชฺชสงฺขาตา เย ธมฺมา สุกฺกา สุกฺกสงฺขาตา เย ธมฺมา เสวิตพฺพา เสวิตพฺพสงฺขาตา เย ธมฺมา อลมริยา อลมริยสงฺขาตา เตสํ ธมฺมานํ ปฏิลาภาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว วิริยพลํ ฯ {๒๐๙.๓} กตมญฺจ ภิกฺขเว อนวชฺชพลํ อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก อนวชฺเชน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน วจีกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อนวชฺเชน มโนกมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนวชฺชพลํ ฯ {๒๐๙.๔} กตมญฺจ ภิกฺขเว สงฺคหพลํ จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว สงฺคหวตฺถูนิ ทานํ เปยฺยวชฺชํ อตฺถจริยา สมานตฺตตา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว ทานานํ ยทิทํ ธมฺมทานํ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว เปยฺยวชฺชานํ ยทิทํ อตฺถิกสฺส โอหิตโสตสฺส ปุนปฺปุนํ ธมฺมํ เทเสติ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว อตฺถจริยานํ ยทิทํ อสฺสทฺธํ สทฺธาสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ ทุสฺสีลํ สีลสมฺปทาย มจฺฉรึ จาคสมฺปทาย ทุปฺปญฺญํ ปญฺญาสมฺปทาย สมาทเปติ นิเวเสติ ปติฏฺฐาเปติ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว สมานตฺตตานํ ยทิทํ โสตาปนฺเนน โสตาปนฺนสฺส สมานตฺโต สกทาคามินา สกทาคามิสฺส สมานตฺโต อนาคามินา อนาคามิสฺส สมานตฺโต อรหตา อรหโต สมานตฺโต อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สงฺคหพลํ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ พลานิ ฯ {๒๐๙.๕} อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ พเลหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก ปญฺจ ภยานิ สมติกฺกนฺโต โหติ ฯ กตมานิ ปญฺจ อาชีวิตภยํ อสิโลกภยํ ปริสสารชฺชภยํ มรณภยํ ทุคฺคติภยํ ฯ โส โข ภิกฺขเว อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ นาหํ อาชีวิตภยสฺส ภายามิ กิสฺสาหํ อาชีวิตภยสฺส ภายิสฺสามิ อตฺถิ เม จตฺตาริ พลานิ ปญฺญาพลํ วิริยพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคหพลํ ทุปฺปญฺโญ โข อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย กุสีโต อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย สาวชฺชกายกมฺมนฺตวจีกมฺมนฺตมโนกมฺมนฺโต อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย อสงฺคหโก อาชีวิตภยสฺส ภาเยยฺย นาหํ อสิโลกภยสฺส ภายามิ ฯเปฯ นาหํ ปริสสารชฺชภยสฺส ภายามิ นาหํ มรณภยสฺส ภายามิ นาหํ ทุคฺคติภยสฺส ภายามิ กิสฺสาหํ ทุคฺคติภยสฺส ภายิสฺสามิ อตฺถิ เม จตฺตาริ พลานิ ปญฺญาพลํ วิริยพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคหพลํ ทุปฺปญฺโญ โข ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย กุสีโต ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย สาวชฺชกายกมฺมนฺตวจีกมฺมนฺตมโนกมฺมนฺโต ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย อสงฺคหโก ทุคฺคติภยสฺส ภาเยยฺย อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ พเลหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก อิมานิ ปญฺจ ภยานิ สมติกฺกนฺโต โหตีติ ฯ