มาตาสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต มาตาสูตร
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะจาริกไป ในทักษิณาคีรีชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็สมัยนั้นแล นันทมารดา อุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง สวดปารายนสูตร ทำนอง สรภัญญะ สมัยนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชมีกรณียกิจบางอย่าง เสด็จจากทิศอุดร ไปยังทิศทักษิณ ได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกาสวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ ประทับรอฟังจนจบ ขณะนั้น นันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตรทำนอง สรภัญญะจบแล้วนิ่งอยู่ ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงทราบว่า กถาของนันทมารดา อุบาสิกาจบแล้ว จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุ พี่หญิง สาธุ พี่หญิง นันท- *มารดาอุบาสิกาถามว่า ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า ฯ เว. ดูกรพี่หญิง เราคือท้าวเวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ฯ น. ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ ดิฉันสวดแล้วนี้เป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน ฯ เว. ดูกรพี่หญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับแก่ฉันพรุ่งนี้ ภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมา ถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึงอังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทานให้ฉัน ด้วย ก็การทำอย่างนี้ จักเป็นเครื่องต้อนรับฉัน ฯ ลำดับนั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป นันทมารดาอุบาสิกาสั่งบุรุษผู้หนึ่ง ให้ จัดแจงขาทนียโภชนียาหารอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า เดินทาง มาถึงเวฬุกัณฏกนคร นันทมารดาอุบาสิกาจึงเรียกบุรุษผู้หนึ่งมาสั่งว่า ดูกรบุรุษ ผู้เจริญ มาเถิดท่าน จงไปยังอาราม บอกภัตตกาลแด่ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ กาลนี้เป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของแม่เจ้า นันทมารดาสำเร็จ แล้ว บุรุษนั้นรับคำนันทมารดาอุบาสิกาแล้ว ไปยังอาราม บอกภัตตกาลแก่ ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กาลนี้เป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของ แม่เจ้านันทมารดาสำเร็จแล้ว ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและ ท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของ นันทมารดาอุบาสิกา นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ ลำดับนั้น นันทมารดาอุบาสิกา อังคาสภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ให้ อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ด้วยมือของตน ครั้นทราบ ว่าท่านพระสารีบุตรฉันเสร็จ ลดมือลงจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ถามว่า ดูกรนันทมารดา ใครบอกกาลมาถึงของ ภิกษุสงฆ์แก่ท่านเล่า นันทมารดาอุบาสิกากราบเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอ โอกาสเจ้าค่ะ ดิฉันลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง สวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบ แล้วนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวเวสสวัณมหาราชทราบถึงการจบคาถาของดิฉันแล้ว ทรงอนุโมทนาว่า สาธุ พี่หญิง สาธุ พี่หญิง ดิฉันถามว่า ดูกรท่านผู้มี พักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า ท้าวเวสสวัณตอบว่า ดูกรพี่หญิง เราคือท้าว เวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ดิฉันกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ดิฉันสวดแล้วนี้ จงเป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน ท้าว เวสสวัณกล่าวว่า ดูกรพี่หญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับฉันด้วย พรุ่งนี้ ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมาถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึงอังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทาน ให้ฉันด้วย ก็การทำอย่างนี้ จักเป็นเครื่องต้อนรับฉัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กิจที่ นับว่าเป็นบุญในทานทั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อความสุขแด่ท้าวเวสสวัณมหาราชเถิด ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านเจรจากันต่อหน้าได้กับท้าวเวสสวัณมหาราช ซึ่งเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มีศักดิ์ มากอย่างนี้ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่ เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีบุตรน้อยอยู่คนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ พระราชาได้ข่มขี่ปลงเธอเสียจากชีวิตในเพราะเหตุเพียงนิดหน่อย ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อบุตรของดิฉันนั้น ถูกจับแล้วก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังถูกจับก็ดี ถูกฆ่า แล้วก็ดี กำลังจะถูกฆ่าก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังจะถูกประหารก็ดี ดิฉันไม่ รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเลย ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สามีของดิฉันกระทำกาละแล้ว เกิดเป็นยักษ์ตนหนึ่ง มาแสดงตน แก่ดิฉันด้วยรูปร่างอย่างครั้งก่อนนั้นทีเดียว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่รู้สึกความ เปลี่ยนแปลงแห่งจิตเพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันยังสาวถูกส่งตัวมาให้แก่สามีหนุ่ม ไม่เคยคิดที่จะนอก ใจเลย ไฉนจะประพฤตินอกใจด้วยกายเล่า ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันแสดงตนเป็นอุบาสิกาแล้ว ไม่รู้สึกว่าได้แกล้งล่วง สิกขาบทอะไรๆ เลย ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์ ฯ น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันหวังอยู่เพียงใด ดิฉันสงัดจากกาม สงัดอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความ ผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวย สุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้าจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ บริสุทธิ์อยู่เพียงนั้น ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ฯ น. ข้าแต่ท่านเจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว มิใช่เพียง เท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ดิฉันไม่พิจารณาเห็นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง อันพระผู้มี พระภาคทรงแสดงแล้วบางข้อ ที่ยังละไม่ได้ในตน ฯ สา. ดูกรนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูกรนันทมารดา ไม่เคยมีมาแล้ว ฯ ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้นันทมารดาอุบาสิกาเห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบมหายัญญวรรคที่ ๕ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. จิตตสูตร ๒. ปริกขารสูตร ๓. อัคคิสูตรที่ ๑ ๔. อัคคิสูตรที่ ๒ ๕. สัญญาสูตรที่ ๑ ๖. สัญญาสูตรที่ ๒ ๗. เมถุนสูตร ๘. สังโยคสูตร ๙. ทานสูตร ๑๐. มาตาสูตร จบปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
เอกํ สมยํ ภควา อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน ทกฺขิณาคิริสฺมึ จาริกํ จรนฺติ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน เวฬุกณฺฏกี นนฺทมาตา อุปาสิกา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย ปารายนํ สเรน ภาสติ ฯ เตน โข ปน สมเยน เวสฺสวณฺโณ มหาราชา อุตฺตราย ทิสาย ทกฺขิณํ ทิสํ คจฺฉติ เกนจิเทว กรณีเยน อสฺโสสิ โข เวสฺสวณฺโณ มหาราชา นนฺทมาตาย อุปาสิกาย ปารายนํ สเรน ภาสนฺติยา สุตฺวา กถาปริโยสานํ อาคมยมาโน อฏฺฐาสิ ฯ อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา ปารายนํ สเรน ภาสิตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถโข เวสฺสวณฺโณ มหาราชา นนฺทมาตาย อุปาสิกาย กถาปริโยสานํ วิทิตฺวา อพฺภานุโมทิ สาธุ ภคินิ สาธุ ภคินีติ ฯ โก ปเนโส ภทฺรมุขาติ ฯ อหนฺเต ภคินิ ภาตา เวสฺสวณฺโณ มหาราชาติ ฯ สาธุ ภทฺรมุข เตน หีโย เม อยํ ธมฺมปริยาโย ภณิโต อิทํ เต โหตุ อาติเถยฺยนฺติ ฯ สาธุ ภคินิ เอตญฺเจว เม โหตุ อาติเถยฺยํ เสฺวว สารีปุตฺตโมคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ อกตปาตราโส เวฬุกณฺฏกํ อาคมิสฺสติ ตญฺจ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวิสิตฺวา มม ทกฺขิณํ อาทิเสยฺยาสิ เอวญฺจ เม ภวิสฺสติ อาติเถยฺยนฺติ ฯ {๕๐.๑} อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา อญฺญตรํ ปุริสํ ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน สเก นิเวสเน ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปสิ ฯ อถโข สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ อกตปาตราโส เยน เวฬุกณฺฏกํ ตทวสริ ฯ อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส อารามํ คนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส กาลํ อาโรเจหิ กาโล ภนฺเต อยฺยาย นนฺทมาตาย นิเวสเน นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ เอวํ อยฺเยติ โข โส ปุริโส นนฺทมาตาย อุปาสิกาย ปฏิสฺสุณิตฺวา อารามํ คนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส กาลํ อาโรเจสิ กาโล ภนฺเต อยฺยาย นนฺทมาตาย นิเวสเน นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ อถโข สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน นนฺทมาตาย อุปาสิกาย นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ {๕๐.๒} อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ อถโข นนฺทมาตา อุปาสิกา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข นนฺทมาตรํ อุปาสิกํ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ โก ปน เต นนฺทมาเต ภิกฺขุสงฺฆสฺส อพฺภาคมนํ อาโรเจสีติ ฯ อิธาหํ ภนฺเต รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย ปารายนํ สเรน ภาสิตฺวา ตุณฺหี อโหสึ อถโข ภนฺเต เวสฺสวณฺโณ มหาราชา มม กถาปริโยสานํ วิทิตฺวา อพฺภานุโมทิ สาธุ ภคินิ สาธุ ภคินีติ โก ปเนโส ภทฺรมุขาติ อหนฺเต ภคินิ ภาตา เวสฺสวณฺโณ มหาราชาติ สาธุ ภทฺรมุข เตน หีโย เม อยํ ธมฺมปริยาโย ภณิโต อิทนฺเต โหตุ อาติเถยฺยนฺติ สาธุ ภคินิ เอตญฺเจว เม โหตุ อาติเถยฺยํ เสฺวว สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ อกตปาตราโส เวฬุกณฺฏกํ อาคมิสฺสติ ตญฺจ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริวิสิตฺวา มม ทกฺขิณํ อาทิเสยฺยาสิ เอวญฺจ เม ภวิสฺสติ อาติเถยฺยนฺติ ยทิทํ ภนฺเต ทาเน ปุญฺญํ ปุญฺญมหิตํ เวสฺสวณฺณสฺส มหาราชสฺส สุขาย โหตูติ ฯ {๕๐.๓} อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม เวสฺสวณฺเณน มหาราเชน เอวํมหิทฺธิเกน เอวํมเหสกฺเขน เทวปุตฺเตน สมฺมุขา สลฺลปิสฺสสีติ ฯ น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อิธ เม ภนฺเต นนฺโท นาม เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป ตํ ราชาโน กิสฺมิญฺจิเทว การเณ โอกฺกสฺส ปสยฺห ชีวิตา โวโรเปสุํ ตสฺมึ โข ปนาหํ ภนฺเต ทารเก คหิเต วา คยฺหมาเน วา วเธ วา วชฺฌมาเน วา หเต วา หญฺญมาเน วา นาภิชานามิ จิตฺตสฺส อญฺญถตฺตนฺติ ฯ {๕๐.๔} อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม จิตฺตุปฺปาทมตฺตมฺปิ ปริโสเธสฺสสีติ ฯ น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อิธ เม ภนฺเต สามิโก กาลกโต อญฺญตรํ ยกฺขโยนึ อุปปนฺโน โส เม เตเนว ปุริเมน อตฺตภาเวน อุทฺทสฺเสสิ น โข ปนาหํ ภนฺเต อภิชานามิ ตโต นิทานํ จิตฺตสฺส อญฺญถตฺตนฺติ ฯ {๕๐.๕} อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม จิตฺตุปฺปาทมตฺตมฺปิ ปริโสเธสฺสสีติ ฯ น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม ยโตหํ ภนฺเต สามิกสฺส ทหรสฺเสว ทหรา อานีตา นาภิชานามิ มนสาปิ อติจริตุํ กุโต ปน กาเยนาติ ฯ อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเต ยตฺร หิ นาม จิตฺตุปฺปาทมตฺตมฺปิ ปริโสเธสฺสสีติ ฯ {๕๐.๖} น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม ยทาหํ ภนฺเต อุปาสิกา ปฏิเทสิตา นาภิชานามิ กิญฺจิ สิกฺขาปทํ สญฺจิจฺจ วีติกฺกมิตาติ ฯ อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเตติ ฯ {๕๐.๗} น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อิธาหํ ภนฺเต ยาวเทว อากงฺขามิ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขิกา จ วิหรามิ สตา จ สมฺปชานา สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทมิ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามิ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรามีติ ฯ อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเตติ ฯ {๕๐.๘} น โข เม ภนฺเต เอเสว อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม อตฺถิ เม อญฺโญปิ อจฺฉริโย อพฺภุโต ธมฺโม ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา เทสิตานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สญฺโญชนานิ นาหนฺเตสํ กิญฺจิ อตฺตนิ อปฺปหีนํ สมนุปสฺสามีติ ฯ อจฺฉริยํ นนฺทมาเต อพฺภุตํ นนฺทมาเตติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต นนฺทมาตรํ อุปาสิกํ ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามีติ ฯ มหายญฺญวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ จิตฺตปริกฺขารํ เทฺวอคฺคิ สญฺญา อปรา ทุเว เมถุนา จ สญฺโญโค ทานํ มาตาย เต ทสาติ ฯ ปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ -------------