สคารวสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต สคารวสูตร
ครั้งนั้นแล สคารวพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นฝั่งนี้ อะไรเป็นฝั่งโน้น พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ปาณาติบาตเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้นจาก ปาณาติบาตเป็นฝั่งโน้น อทินนาทานเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้นจากอทินนาทานเป็น ฝั่งโน้น กาเมสุมิจฉาจารเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้นจากกาเมสุมิจฉาจารเป็นฝั่งโน้น มุสาวาทเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้นจากมุสาวาทเป็นฝั่งโน้น ปิสุณาวาจาเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้นจากปิสุณาวาจาเป็นฝั่งโน้น ผรุสวาจาเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้น จากผรุสวาจาเป็นฝั่งโน้น สัมผัปปลาปวาจาเป็นฝั่งนี้ เจตนาเครื่องเว้นจาก สัมผัปปลาปวาจาเป็นฝั่งโน้น อภิชฌาเป็นฝั่งนี้ อนภิชฌาเป็นฝั่งโน้น พยาบาท เป็นฝั่งนี้ อพยาบาทเป็นฝั่งโน้น มิจฉาทิฐิเป็นฝั่งนี้ สัมมาทิฐิเป็นฝั่งโน้น ดูกร พราหมณ์ นี้แลเป็นฝั่งนี้ นี้แลเป็นฝั่งโน้น ฯ ในหมู่มนุษย์ เหล่าชนที่ไปถึงฝั่งโน้นมีประมาณน้อย ส่วน หมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามฝั่งทั้งนั้น ส่วนชนเหล่าใด ประพฤติตามธรรม ในธรรมอันพระตถาคตตรัสแล้วโดยชอบ ชนเหล่านั้นจักข้ามพ้นวัฏฏะ อันเป็นบ่วงมารที่ข้ามพ้นได้ แสนยาก แล้วจักถึงฝั่งโน้น คือ นิพพาน บัณฑิตละธรรม ดำเสียแล้ว พึงยังธรรมขาวให้เจริญ บัณฑิตละกามทั้งหลาย แล้ว เป็นผู้ไม่มีกังวล ออกจากความอาลัย อาศัยธรรมไม่มี ความอาลัย พึงปรารถนาความยินดียิ่งในวิเวกที่ยินดีได้ แสนยาก บัณฑิตพึงชำระตนให้ผ่องแผ้ว จากเครื่องเศร้า หมองจิตทั้งหลาย บัณฑิตเหล่าใด อบรมจิตโดยชอบใน องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย ไม่ถือมั่นแล้ว ยินดี ในนิพพานเป็นที่สละความถือมั่น บัณฑิตเหล่านั้นสิ้นอาสวะ มีความรุ่งเรือง ดับสนิทแล้วในโลก ฯ จบสูตรที่ ๓
อถโข สคารโว พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สคารโว พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ กึ นุ โข โภ โคตม โอริมํ ตีรํ กึ ปาริมํ ตีรนฺติ ฯ {๑๕๘.๑} ปาณาติปาโต โข พฺราหฺมณ โอริมํ ตีรํ ปาณาติปาตา เวรมณี ปาริมํ ตีรํ อทินฺนาทานํ โอริมํ ตีรํ อทินฺนาทานา เวรมณี ปาริมํ ตีรํ กาเมสุ มิจฺฉาจาโร โอริมํ ตีรํ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี ปาริมํ ตีรํ มุสาวาโท โอริมํ ตีรํ มุสาวาทา เวรมณี ปาริมํ ตีรํ ปิสุณา วาจา โอริมํ ตีรํ ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ปาริมํ ตีรํ ผรุสา วาจา โอริมํ ตีรํ ผรุสาย วาจาย เวรมณี ปาริมํ ตีรํ สมฺผปฺปลาโป โอริมํ ตีรํ สมฺผปฺปลาปา เวรมณี ปาริมํ ตีรํ อภิชฺฌา โอริมํ ตีรํ อนภิชฺฌา ปาริมํ ตีรํ พฺยาปาโท โอริมํ ตีรํ อพฺยาปาโท ปารมํ ตีรํ มิจฺฉาทิฏฺฐิ โอริมํ ตีรํ สมฺมาทิฏฺฐิ ปาริมํ ตีรํ อิทํ โข พฺราหฺมณ โอริมํ ตีรํ อิทํ ปาริมํ ตีรนฺติ ฯ อปฺปกา เต มนุสฺเสสุ เย ชนา ปารคามิโน อถายํ อิตรา ปชา ตีรเมวานุธาวติ ฯ เย จ โข สมฺมทกฺขาเต ธมฺเม ธมฺมานุวตฺติโน เต ชนา ปารเมสฺสนฺติ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ฯ กณฺหํ ธมฺมํ วิปฺปหาย สุกฺกํ ภาเวถ ปณฺฑิโต โอกา อโนกมาคมฺม วิเวเก ยตฺถ ทูรมํ ฯ ตตฺราภิรติมิจฺเฉยฺย หิตฺวา กาเม อกิญฺจโน ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต ฯ เยสํ สมฺโพธิยงฺเคสุ สมฺมา จิตฺตํ สุภาวิตํ อาทานปฏินิสฺสคฺเค อนุปาทาย เย รตา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินิพฺพุตาติ ฯ