ฐิติสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ฐิติสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่สรรเสริญแม้ซึ่งความตั้งอยู่ในกุศล- *ธรรมทั้งหลาย ไฉนจะสรรเสริญความเสื่อมรอบในกุศลธรรมทั้งหลายเล่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แต่เราสรรเสริญความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเจริญอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้นย่อมไม่ตั้ง อยู่ ย่อมไม่เจริญขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวข้อนี้ว่า เป็นความเสื่อมใน กุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ เสื่อมในกุศลธรรมทั้งหลายมีอยู่ มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเจริญ อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้นย่อมไม่เสื่อม ย่อมไม่เจริญขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวข้อนี้ว่า เป็นความตั้งอยู่ในกุศลธรรม ทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งอยู่ใน กุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความเสื่อม มิใช่ความเจริญ อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเสื่อมอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร ธรรมเหล่านั้นของภิกษุย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่เสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวข้อนี้ว่า เป็นความเจริญในกุศลธรรม ทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเสื่อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเจริญ ในกุศลธรรมทั้งหลาย มิใช่ความตั้งอยู่ มิใช่ความเสื่อม อย่างนี้แล ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย หากว่าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้ เมื่อเป็นอย่างนั้น ภิกษุนั้นพึงศึกษาว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตนอย่างไร ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่องดู เงาหน้าของตนในคันฉ่องอันบริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส ถ้าเห็นธุลี หรือจุดดำที่หน้านั้น ก็พยายามเพื่อขจัดธุลีหรือจุดดำนั้นเสีย ถ้าว่าไม่เห็นธุลีหรือ จุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมดีใจ มีความดำริอันบริบูรณ์ด้วยเหตุนั้นแลว่า เป็นลาภ ของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การ พิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่มี อภิชฌาอยู่โดยมาก ... เราเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็น ผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ ย่อมเป็นอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกันแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มี อภิชฌาอยู่โดยมาก ... เป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควร ทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเหล่า นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลมีผ้าอันไฟไหม้ หรือมีศีรษะอันไฟ ไหม้ พึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความ ไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือไฟไหม้ ศีรษะนั้น ฉันใด ภิกษุนั้นพึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อ ละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ ไม่มีอภิชฌาอยู่โดยมาก ... เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ ในกุศลธรรมเหล่านั้นแล้ว พึงทำความเพียรเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ให้ยิ่งขึ้นไป ฯ จบสูตรที่ ๓
ฐิติมฺปหํ ภิกฺขเว น วณฺเณมิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปเคว ปาริหานึ วุฑฺฒิญฺจ โข อหํ ภิกฺขเว วณฺเณมิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิตึ โน หานึ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว หานิ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิติ โน วุฑฺฒิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยตฺตโก โหติ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย ปฏิภาเณน ตสฺส เต ธมฺมา เนว ติฏฺฐนฺติ โน วฑฺฒนฺติ หานิเมตํ ภิกฺขเว วทามิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิตึ โน วุฑฺฒึ เอวํ โข ภิกฺขเว หานิ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิติ โน วุฑฺฒิ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ฐิติ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน หานิ โน วุฑฺฒิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยตฺตโก โหติ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย ปฏิภาเณน ตสฺส เต ธมฺมา เนว หายนฺติ โน วฑฺฒนฺติ ฐิติเมตํ ภิกฺขเว วทามิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน หานึ โน วุฑฺฒึ เอวํ โข ภิกฺขเว ฐิติ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน หานิ โน วุฑฺฒิ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว วุฑฺฒิ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิติ โน หานิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยตฺตโก โหติ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย ปฏิภาเณน ตสฺส เต ธมฺมา เนว ติฏฺฐนฺติ โน หายนฺติ วุฑฺฒิเมตํ ภิกฺขเว วทามิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิตึ โน หานึ เอวํ โข ภิกฺขเว วุฑฺฒิ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โน ฐิติ โน หานิ โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปรจิตฺตปริยายกุสโล โหติ อถ สจิตฺตปริยายกุสลา ภวิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สจิตฺตปริยายกุสโล โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อิตฺถี วา ปุริโส วา ทหโร ยุวา มณฺฑนกชาติโก อาทาเส วา ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อจฺเฉ วา อุทกปตฺเต สกํ มุขนิมิตฺตํ ปจฺจเวกฺขมาโน สเจ ตตฺถ ปสฺสติ รชํ วา องฺคณํ วา ตสฺเสว รชสฺส วา องฺคณสฺส วา ปหานาย วายมติ โน เจ ตตฺถ ปสฺสติ รชํ วา องฺคณํ วา เตเนวตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ลาภา วต เม ปริสุทฺธํ วต เมติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺจเวกฺขณา พหุการา โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อภิชฺฌาลุ นุ โข พหุลํ วิหรามิ อนภิชฺฌาลุ นุ โข พหุลํ วิหรามิ พฺยาปนฺนจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อพฺยาปนฺนจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ วิคตถีนมิทฺโธ นุ โข พหุลํ วิหรามิ อุทฺธโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อนุทฺธโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ วิจิกิจฺโฉ นุ โข พหุลํ วิหรามิ ติณฺณวิจิกิจฺโฉ นุ โข พหุลํ วิหรามิ โกธโน นุ โข พหุลํ วิหรามิ อกฺโกธโน นุ โข พหุลํ วิหรามิ สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ สารทฺธกาโย นุ โข พหุลํ วิหรามิ อสารทฺธกาโย นุ โข พหุลํ วิหรามิ กุสีโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อารทฺธวิริโย นุ โข พหุลํ วิหรามิ อสมาหิโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ สมาหิโต นุ โข พหุลํ วิหรามีติ ฯ {๕๓.๑} สเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภิชฺฌาลุ พหุลํ วิหรามิ พฺยาปนฺนจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิโต พหุลํ วิหรามิ อุทฺธโต พหุลํ วิหรามิ วิจิกิจฺโฉ พหุลํ วิหรามิ โกธโน พหุลํ วิหรามิ สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ สารทฺธกาโย พหุลํ วิหรามิ กุสีโต พหุลํ วิหรามิ อสมาหิโต พหุลํ วิหรามีติ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย อธิมตฺโต ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหิ จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ กรณียํ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อาทิตฺตเจโล วา อาทิตฺตสีโส วา ตสฺเสว เจลสฺส วา สีสสฺส วา นิพฺพาปนาย อธิมตฺตํ ฉนฺทญฺจ วายามญฺจ อุสฺสาหญฺจ อุสฺโสฬฺหิญฺจ อปฺปฏิวานิญฺจ สติญฺจ สมฺปชญฺญญฺจ กเรยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว เตน ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย อธิมตฺโต ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหิ จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ กรณียํ ฯ {๕๓.๒} สเจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อนภิชฺฌาลุ พหุลํ วิหรามิ อพฺยาปนฺนจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ วิคตถีนมิทฺโธ พหุลํ วิหรามิ ติณฺณวิจิกิจฺโฉ พหุลํ วิหรามิ อกฺโกธโน พหุลํ วิหรามิ อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ อสารทฺธกาโย พหุลํ วิหรามิ อารทฺธวิริโย พหุลํ วิหรามิ สมาหิโต พหุลํ วิหรามีติ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เตสุเยว กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย อุตฺตรึ อาสวานํ ขยาย โยโค กรณีโยติ ฯ