มิคสาลาสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต มิคสาลาสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังที่อยู่ของมิคสาลาอุบาสิกา แล้ว นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย ครั้งนั้น มิคสาลาอุบาสิกาเข้าไปหาท่านพระอานนท์ กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า ข้าแต่ ท่านพระอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันเป็นเหตุให้ คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร คือ บิดาของดิฉันชื่อปุราณะเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล งดเว้นจาก เมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่านกระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคล เข้าถึงชั้นดุสิต บุรุษชื่ออิสิทัตตะ ผู้เป็น ที่รักของบิดาของดิฉัน ไม่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ (แต่) ยินดีด้วยภรรยา ของตน แม้เขาทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามี บุคคล เข้าถึงชั้นดุสิต ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้ว อันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชน จะพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร ฯ ท่านพระอานนท์กล่าวว่า ดูกรน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์ไว้อย่างนั้นแล ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์รับบิณฑบาตที่นิเวศน์ของ มิคสาลาอุบาสิกา ลุกจากอาสนะกลับไปแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์กลับจาก บิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทาน พระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของ อุบาสิกาชื่อมิคสาลา แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้น มิคสาลา- *อุบาสิกาเข้าไปหาข้าพระองค์ กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ถามข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติ พรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้ อย่างไร คือ บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่านกระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาค ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคล เข้าถึงชั้นดุสิต บุรุษชื่ออิสิทัตตะ ผู้เป็น ที่รักของบิดาของดิฉัน ไม่เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ยินดีด้วยภรรยาของตน แม้เขาทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคล เข้าถึงชั้นดุสิต ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว อันเป็นเหตุให้คนสองคน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ คนหนึ่งไม่ประพฤติ พรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้ อย่างไร เมื่อมิคสาลาอุบาสิกากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะมิคสาลา อุบาสิกาว่า ดูกรน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็มิคสาลาอุบาสิกาเป็นพาล ไม่ฉลาด เป็นคนบอด มีปัญญาทึบ เป็นอะไร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล ดูกรอานนท์ บุคคล ๑๐ จำพวกนี้มีอยู่ในโลก ๑๐ จำพวกเป็นไฉน ดูกรอานนท์ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีล และไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็น ที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีลของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้น ไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอด แม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อม ไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทุศีลแต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดย ไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีลของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจ แม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือ ประมาณย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมแม้ของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรในสองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน ดูกรอานนท์ ในสองคนนั้น บุคคลใดเป็นผู้ทุศีล และรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความเป็นผู้ทุศีล ของเขา ตามความเป็นจริง กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็น พหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย ดูกรอานนท์ บุคคลนี้ดีกว่าและประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ กระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้ นอกจากตถาคต ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคลย่อมทำลายคุณวิเศษ ของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล แต่ไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งศีลของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่ทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่ แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อม ไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล และรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งศีลของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอด ด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไป ทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้า ทั้งไม่รู้ชัด ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งราคะของเขา ตามความ เป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความ เป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีราคะกล้า แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งราคะของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความ เป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณใน บุคคลได้ ฯ ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ ทั้งไม่รู้ชัด ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความโกรธของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วย ความเป็นพหูสูต ไม่แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิด ในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อม อย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ มักโกรธ แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่ง ความโกรธของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้ อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึง ความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ ฯลฯ เราหรือผู้ที่เหมือนเรา พึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ ดูกรอานนท์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ทั้งไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้นไม่กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่ แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขา ย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ ย่อมถึงความเสื่อมอย่างเดียว ไม่ถึงความเจริญ ดูกรอานนท์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความ เป็นจริง บุคคลนั้นกระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดีแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย เมื่อตายไป เขาย่อม ไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม ย่อมถึงความเจริญอย่างเดียว ไม่ถึงความเสื่อม ดูกรอานนท์ พวกคนผู้ถือประมาณ ย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมแม้ของ คนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมแม้ของคนอื่นก็เหล่านั้นแหละ เพราะเหตุไรใน สองคนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนาน ดูกรอานนท์ ในสองคนนั้น บุคคลใดเป็นผู้ฟุ้งซ่าน แต่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อัน เป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งความฟุ้งซ่านของเขา ตามความเป็นจริง บุคคลนั้น กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดี แม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุติแม้อันเกิดในสมัย บุคคลนี้ดีกว่า และประณีตกว่าบุคคล ที่กล่าวข้างต้นโน้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้อง บุคคลนี้ ใครเล่าจะพึงรู้เหตุนั้นได้นอกจากตถาคต ดูกรอานนท์ เพราะเหตุนั้น แหละ เธอทั้งหลายอย่าประมาณในบุคคล และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือน เราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ ดูกรอานนท์ ก็มิคสาลาอุบาสิกาเป็นพาล ไม่ฉลาด เป็นคนบอด มีปัญญาทึบ เป็นอะไร และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนด รู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล ดูกรอานนท์ บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรอานนท์ บุรุษชื่อปุราณะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นใด บุรุษชื่ออิสิทัตตะก็เป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นนั้น บุรุษชื่อปุราณะจะได้รู้แม้คติของ บุรุษชื่ออิสิทัตตะก็หามิได้ บุรุษชื่ออิสิทัตตะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นใด บุรุษชื่อปุราณะก็เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นนั้นบุรุษชื่ออิสิทัตตะจะได้รู้แม้คติ ของ บุรุษชื่อปุราณะก็หามิได้ ดูกรอานนท์ คนทั้งสองนี้เลวกว่ากันด้วยองคคุณคน ละอย่าง ด้วยประการฉะนี้ ฯ จบสูตรที่ ๕
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน มิคสาลาย อุปาสิกาย นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข มิคสาลา อุปาสิกา เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข มิคสาลา อุปาสิกา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ กถํกถา นามายํ ภนฺเต อานนฺท ภควตา ธมฺโม เทสิโต อญฺเญยฺโย ยตฺร หิ นาม พฺรหฺมจารี จ อพฺรหฺมจารี จ อุโภ สมสมคติกา ภวิสฺสนฺติ อภิสมฺปรายํ ปิตา เม ภนฺเต ปุราโณ พฺรหฺมจารี อโหสิ อาราจารี วิรโต เมถุนา คามธมฺมา โส กาลกโต ภควตา พฺยากโต สกทาคามี สตฺโต ตุสิตํ กายํ อุปปนฺโนติ ปิตุ ปิโย เม ภนฺเต อิสิทตฺโต อพฺรหฺมจารี อโหสิ สทารสนฺตุฏฺโฐ โสปิ กาลกโต ภควตา พฺยากโต สกทาคามี สตฺโต ตุสิตํ กายํ อุปปนฺโนติ กถํกถา นามายํ ภนฺเต อานนฺท ภควตา ธมฺโม เทสิโต อญฺเญยฺโย ยตฺร หิ นาม พฺรหฺมจารี จ อพฺรหฺมจารี จ อุโภ สมสมคติกา ภวิสฺสนฺติ อภิสมฺปรายนฺติ ฯ {๗๕.๑} เอวเมว โข ปเนตํ ภคินิ ภควตา พฺยากตนฺติ อถโข อายสฺมา อานนฺโท มิคสาลาย อุปาสิกาย นิเวสเน ปิณฺฑปาตํ คเหตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ อถโข อายสฺมา อานนฺโท ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน มิคสาลาย อุปาสิกาย นิเวสนํ เตนุปสงฺกมึ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทึ อถโข ภนฺเต มิคสาลา อุปาสิกา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข มิคสาลา อุปาสิกา มํ เอตทโวจ {๗๕.๒} กถํกถา นามายํ ภนฺเต อานนฺท ภควตา ธมฺโม เทสิโต อญฺเญยฺโย ยตฺร หิ นาม พฺรหฺมจารี จ อพฺรหฺมจารี จ อุโภ สมสมคติกา ภวิสฺสนฺติ อภิสมฺปรายํ ปิตา เม ภนฺเต ปุราโณ พฺรหฺมจารี อโหสิ อาราจารี วิรโต เมถุนา คามธมฺมา โส กาลกโต ภควตา พฺยากโต สกทาคามี สตฺโต ตุสิตํ กายํ อุปปนฺโนติ ปิตุ ปิโย เม ภนฺเต อิสิทตฺโต อพฺรหฺมจารี อโหสิ สทารสนฺตุฏฺโฐ โสปิ กาลกโต ภควตา พฺยากโต สกทาคามี สตฺโต ตุสิตํ กายํ อุปปนฺโนติ กถํกถา นามายํ ภนฺเต อานนฺท ภควตา ธมฺโม เทสิโต อญฺเญยฺโย ยตฺร หิ นาม พฺรหฺมจารี จ อพฺรหฺมจารี จ อุโภ สมสมคติกา ภวิสฺสนฺติ อภิสมฺปรายนฺติ เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต มิคสาลํ อุปาสิกํ เอตทโวจํ เอวเมว โข ปเนตํ ภคินิ ภควตา พฺยากตนฺติ ฯ กา จานนฺท มิคสาลา อุปาสิกา พาลา อพฺยตฺตา อนฺธกา อนฺธกปญฺญา เก จ ปุริสปุคฺคลา ปโรปริยญาเณ {๗๕.๓} ทสยิเม อานนฺท ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม ทส อิธานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล ทุสฺสีโล โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ ทุสฺสีลฺยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ อกตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ อกตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ อปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ น ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา หานาย ปเรติ โน วิเสสาย หานคามีเยว โหติ โน วิเสสคามี {๗๕.๔} อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล ทุสฺสีโล โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ ทุสฺสีลฺยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา วิเสสาย ปเรติ โน หานาย วิเสสคามีเยว โหติ โน หานคามี {๗๕.๕} ตตฺรานนฺท ปมาณิกา ปมินนฺติ อิมสฺสาปิ เตว ธมฺมา อปรสฺสาปิ เตว ธมฺมา กสฺมา เนสํ เอโก หีโน เอโก ปณีโตติ ตญฺหิ เตสํ อานนฺท โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย ตตฺรานนฺท ยฺวายํ ปุคฺคโล ทุสฺสีโล โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ ทุสฺสีลฺยํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ อยํ อานนฺท ปุคฺคโล อมุนา ปุริเมน ปุคฺคเลน อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ ตํ กิสฺส เหตุ อิมญฺหิ อานนฺท ปุคฺคลํ ธมฺมโสโต นิพฺพหติ ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย อญฺญตร ตถาคเตน ตสฺมา ติหานนฺท มา ปุคฺคเลสุ ปมาณิกา อหุวตฺถ มา ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺหิตฺถ มญฺญติ หานนฺท ปุคฺคโล ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺหนฺโต อหญฺจานนฺท ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺเหยฺยํ โย วา ปนสฺส มาทิโส ฯ {๗๕.๖} อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลวา โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ สีลํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ อกตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ อกตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ อปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ น ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา หานาย ปเรติ โน วิเสสาย หานคามีเยว โหติ โน วิเสสคามี อิธานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล สีลวา โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ สีลํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา วิเสสาย ปเรติ โน หานาย วิเสสคามีเยว โหติ โน หานคามี ตตฺรานนฺท ฯเปฯ อหญฺจานนฺท ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺเหยฺยํ โย วา ปนสฺส มาทิโส ฯ {๗๕.๗} อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล ติพฺพราโค โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส โส ราโค อปริเสโส นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ อกตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ อกตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ อปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ น ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา หานาย ปเรติ โน วิเสสาย หานคามีเยว โหติ โน วิเสสคามี อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล ติพฺพราโค โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส โส ราโค อปริเสโส นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา วิเสสาย ปเรติ โน หานาย วิเสสคามีเยว โหติ โน หานคามี ตตฺรานนฺท ฯเปฯ อหญฺจานนฺท ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คเณฺหยฺยํ โย วา ปนสฺส มาทิโส ฯ {๗๕.๘} อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล โกธโน โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส โส โกโธ อปริเสโส นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ อกตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ อกตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ อปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ น ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา หานาย ปเรติ โน วิเสสาย หานคามีเยว โหติ โน วิเสสคามี อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล โกธโน โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส โส โกโธ อปริเสโส นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา วิเสสาย ปเรติ โน หานาย วิเสสคามีเยว โหติ โน หานคามี ตตฺรานนฺท ฯเปฯ อหญฺจานนฺท ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คเณฺหยฺยํ โย วา ปนสฺส มาทิโส ฯ {๗๕.๙} อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล อุทฺธโต โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส อุทฺธจฺจํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ อกตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ อกตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ อปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ น ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา หานาย ปเรติ โน วิเสสาย หานคามีเยว โหติ โน วิเสสคามี อิธ ปนานนฺท เอกจฺโจ ปุคฺคโล อุทฺธโต โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ ปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ อุทฺธจฺจํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา วิเสสาย ปเรติ โน หานาย วิเสสคามีเยว โหติ โน หานคามี ตตฺรานนฺท ปมาณิกา ปมินนฺติ อิมสฺสาปิ เตว ธมฺมา อปรสฺสาปิ เตว ธมฺมา กสฺมา เนสํ เอโก หีโน เอโก ปณีโตติ ตญฺหิ เตสํ อานนฺท โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย ตตฺรานนฺท ยฺวายํ ปุคฺคโล อุทฺธโต โหติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ยตฺถสฺส ตํ อุทฺธจฺจํ อปริเสสํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สวเนนปิ กตํ โหติ พาหุสจฺเจนปิ กตํ โหติ ทิฏฺฐิยาปิ สุปฺปฏิวิทฺธํ โหติ สามายิกมฺปิ วิมุตฺตึ ลภติ อยํ อานนฺท ปุคฺคโล อมุนา ปุริเมน ปุคฺคเลน อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ ตํ กิสฺส เหตุ อิมญฺหิ อานนฺท ปุคฺคลํ ธมฺมโสโต นิพฺพหติ ตทนนฺตรํ โก ชาเนยฺย อญฺญตฺร ตถาคเตน ตสฺมา ติหานนฺท มา ปุคฺคเลสุ ปมาณิกา อหุวตฺถ มา ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺหิตฺถ มญฺญติ หานนฺท ปุคฺคโล ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺหนฺโต อหญฺจานนฺท ปุคฺคเลสุ ปมาณํ คณฺเหยฺยํ โย วา ปนสฺส มาทิโส ฯ {๗๕.๑๐} กา จานนฺท มิคสาลา อุปาสิกา พาลา อพฺยตฺตา อนฺธกา อนฺธกปญฺญา เก จ ปุริสปุคฺคลา ปโรปริยญาเณ อิเม โข อานนฺท ทส ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ยถารูเปน อานนฺท สีเลน ปุราโณ สมนฺนาคโต อโหสิ ตถารูเปน สีเลน อิสิทตฺโต สมนฺนาคโต อภวิสฺส นยิธ ปุราโณ อิสิทตฺตสฺส คติปิ อญฺญสฺส ยถารูปาย อานนฺท ปญฺญาย อิสิทตฺโต สมนฺนาคโต อโหสิ ตถารูปาย ปญฺญาย ปุราโณ สมนฺนาคโต อภวิสฺส นยิธ อิสิทตฺโต ปูราณสฺส คติปิ อญฺญสฺส อิติ โข อานนฺท อิเม ปุคฺคลา อุภโต เอกนฺตหีนาติ ฯ