๑๐. ปุริสสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. ปุริสสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษพึงถูกกระแสแห่งแม่น้ำ คือ ปิยรูปและสาตรูปพัดไป บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ฝั่งเห็นบุรุษนั้นแล้ว พึงกล่าว อย่างนี้ว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านถูกกระแสแห่งแม่น้ำ คือ ปิยรูปและสาตรูปพัด ไปแม้โดยแท้ แต่ท่านถึงห้วงน้ำที่มีอยู่ภายใต้แห่งแม่น้ำนี้ซึ่งมีคลื่น มีความวนเวียน มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำ ย่อมเข้าถึงความตายหรือความทุกข์ปางตาย ลำดับนั้นแล บุรุษนั้นได้ฟังเสียงของบุรุษนั้นแล้ว พึงพยายามว่ายทวนกระแสน้ำด้วยมือทั้ง ๒ และด้วยเท้าทั้ง ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงข้ออุปมานี้แล เพื่อจะให้รู้แจ่ม แจ้งซึ่งเนื้อความ ก็ในอุปมานี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่า กระแสแห่งแม่น้ำนี้แล เป็นชื่อแห่งตัณหา คำว่า ปิยรูปและสาตรูป เป็นชื่อ อายตนะภายใน ๖ คำว่า ห้วงน้ำในภายใต้ เป็นชื่อแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ คำว่า มีคลื่น เป็นชื่อแห่งความโกรธและความแค้นใจ คำว่า มีความวนเวียน เป็นชื่อแห่งกามคุณ ๕ คำว่า มีสัตว์ร้าย มีผีเสื้อน้ำ เป็นชื่อของมาตุคาม คำว่า ทวนกระแสน้ำ เป็นชื่อของเนกขัมมะ คำว่า พยายามด้วยมือทั้งสองและด้วยเท้า ทั้งสอง เป็นชื่อแห่งการปรารภความเพียร คำว่า บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ฝั่ง เป็นชื่อ ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ ภิกษุพึงละกามทั้งหลายแม้กับด้วยทุกข์ เมื่อปรารถนาซึ่งความ เกษมจากโยคะต่อไป พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ มีจิตหลุดพ้น แล้วด้วยดี ถูกต้องวิมุตติในกาลเป็นที่บรรลุมรรคและผลนั้น ภิกษุนั้นผู้ถึงเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ถึงที่สุดแห่งโลก เรากล่าวว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ฯ จบสูตรที่ ๑๐
๑๐ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส นทิยา โสเตน โอวุเยฺหยฺย ปิยรูปสาตรูเปน ตเมนํ จกฺขุมา ปุริโส ตีเร ฐิโต ทิสฺวา เอวํ วเทยฺย กิญฺจาปิ โข ตฺวํ อมฺโภ ปุริส นทิยา โสเตน โอวุยฺหสิ ปิยรูปสาตรูเปน อตฺถิ เจตฺถ เหฏฺฐา รหโท สอูมี สาวฏฺโฏ สคโห สรกฺขโส ยํ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส รหทํ ปาปุณิตฺวา มรณํ วา นิคจฺฉสิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ อถ โข โส ภิกฺขเว ปุริโส ตสฺส ปุริสสฺส สทฺทํ สุตฺวา หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ ปฏิโสตํ วายเมยฺย ฯ {๒๘๙.๑} อุปมา โข เม อยํ ภิกฺขเว กตา อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย ฯ อยญฺเจเวตฺถ อตฺโถ นทิยา โสเตนาติ โข ภิกฺขเว ตณฺหาเยตํ อธิวจนํ ปิยรูปสาตรูเปนาติ โข ภิกฺขเว ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ เหฏฺฐา รหโทติ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ อธิวจนํ สอูมีติ โข ภิกฺขเว โกธุปายาสสฺเสตํ อธิวจนํ สาวฏฺโฏติ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺเนตํ กามคุณานํ อธิวจนํ สคโห สรกฺขโสติ โข ภิกฺขเว มาตุคามสฺเสตํ อธิวจนํ ปฏิโสตนฺติ โข ภิกฺขเว เนกฺขมฺมสฺเสตํ อธิวจนํ หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ วายาโมติ โข ภิกฺขเว วิริยารมฺภสฺเสตํ อธิวจนํ จกฺขุมา ปุริโส ตีเร ฐิโตติ โข ภิกฺขเว ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสาติ ฯ สหาปิ ทุกฺเขน ชเหยฺย กาเม โยคกฺเขมํ อายตึ ปตฺถยาโน สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต วิมุตฺติยา ผสฺสเย ตตฺถ ตตฺถ ส เวทคู วูสิตพฺรหฺมจริโย โลกนฺตคู ปารคโตติ วุจฺจตีติ ฯ ทสมํ ฯ