คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๗. วสลสูตร

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๓๐๕–๓๐๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต๓ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต วสลสูตรที่ ๗

สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส สตฺตมํ วสลสุตฺตํ

๓๐๕

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มี พระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ยังพระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ก่อไฟแล้วตกแต่ง ของที่ควรบูชา อยู่ในนิเวศน์ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ตามลำดับตรอก ในพระนครสาวัตถี เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอัคคิกภารทวาช- *พราหมณ์ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนโล้น หยุดอยู่ที่ นั่นแหละสมณะ หยุดอยู่ที่นั่นแหละคนถ่อย ฯ เมื่ออัคคิกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส ถามว่า ดูกรพราหมณ์ ก็ท่านรู้จักคนถ่อย หรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็น คนถ่อยหรือ ฯ อ. ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำ ให้เป็นคนถ่อย ดีละ ขอท่านพระโคดมจงแสดงธรรมตามที่ข้าพเจ้าจะพึงรู้จักคน ถ่อยหรือธรรมเป็นเครื่องกระทำให้เป็นคนถ่อยเถิด ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระ- *คาถาประพันธ์นี้ว่า

๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อคฺคิกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสเน อคฺคิ ปชฺชลิโต โหติ อาหุตี ปคฺคหิตา ฯ อถ โข ภควา สาวตฺถิยํ สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน อคฺคิกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ภควนฺตํ เอตทโวจ อเตฺรว มุณฺฑก อเตฺรว สมณก อเตฺรว วสลก ติฏฺฐาหีติ ฯ {๓๐๕.๑} เอวํ วุตฺเต ภควา อคฺคิกภารทฺวาชํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ ชานาสิ ปน ตฺวํ พฺราหฺมณ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเมติ ฯ น ขฺวาหํ โภ โคตม ชานามิ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเม สาธุ เม ภวํ โคตโม ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถาหํ ชาเนยฺยํ วสลํ วา วสลกรเณ วา ธมฺเมติ ฯ เตน หิ พฺราหฺมณ สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ โภติ โข อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ

๓๐๖

๑. คนมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่อย่างเลว มีทิฐิวิบัติ และ มีมายา พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ๒. คนผู้เบียดเบียนสัตว์ที่เกิดหนเดียว แม้หรือเกิดสองหน ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๓. คนเบียดเบียน เที่ยวปล้น มีชื่อเสียงว่า ฆ่าชาวบ้าน และชาวนิคม พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๔. คนลักทรัพย์ที่ผู้อื่นหวงแหน ไม่ได้อนุญาตให้ ใน บ้านหรือในป่า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๕. คนที่กู้หนี้มาใช้แล้วกล่าวว่า หาได้เป็นหนี้ท่านไม่ หนี ไปเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๖. คนฆ่าคนเดินทาง ชิงเอาสิ่งของ เพราะอยากได้สิ่งของ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๗. คนถูกเขาถามเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุ แห่งตนก็ดี เพราะเหตุแห่งผู้อื่นก็ดี เพราะเหตุแห่งทรัพย์ ก็ดี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๘. คนผู้ประพฤติล่วงเกิน ในภริยาของญาติก็ตาม ของ เพื่อนก็ตาม ด้วยข่มขืนหรือด้วยการร่วมรักกัน พึงรู้ว่าเป็น คนถ่อย ฯ ๙. คนผู้สามารถ แต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่าผ่านวัย หนุ่มสาวไปแล้ว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๐. คนผู้ทุบตีด่าว่ามารดาบิดา พี่ชายพี่สาว พ่อตาแม่ยาย แม่ผัวหรือพ่อผัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๑. คนผู้ถูกถามถึงประโยชน์ บอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ พูดกลบเกลื่อนเสีย พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๒. คนทำกรรมชั่วแล้ว ปรารถนาว่าใครอย่าพึงรู้เรา ปกปิด ไว้ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๓. คนผู้ไปสู่สกุลอื่นแล้ว และบริโภคโภชนะที่สะอาด ย่อมไม่ตอบแทนเขาผู้มาสู่สกุลของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๔. คนผู้ลวงสมณะ พราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่น ด้วย มุสาวาท พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๕. เมื่อเวลาบริโภคอาหาร คนผู้ด่าสมณะหรือพราหมณ์ และไม่ให้โภชนะ พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๖. คนในโลกนี้ ผู้อันโมหะครอบงำแล้ว ปรารถนา ของเล็กน้อย พูดอวดสิ่งที่ไม่มี พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๗. คนเลวทราม ยกตนและดูหมิ่นผู้อื่น ด้วยมานะ ของตน พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๘. คนฉุนเฉียว กระด้าง มีความปรารถนาลามก มี ความตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอาย ไม่สะดุ้งกลัว พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๑๙. คนติเตียนพระพุทธเจ้า หรือติเตียนบรรพชิต หรือ คฤหัสถ์สาวกของพระพุทธเจ้า พึงรู้ว่าเป็นคนถ่อย ฯ ๒๐. ผู้ใดแลไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญาณว่าเป็นพระ- อรหันต์ ผู้นั้นแลเป็นคนถ่อยต่ำช้า เป็นโจรในโลกพร้อม ทั้งพรหมโลก คนเหล่าใด เราประกาศแก่ท่านแล้ว คนเหล่านั้นนั่นแล เรากล่าวว่าเป็นคนถ่อย ฯ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ท่าน จงรู้ข้อนั้น ตามที่เราแสดงนี้ บุตรของคนจัณฑาลเลี้ยง ตัวเองได้ ปรากฏชื่อว่ามาตังคะ เป็นคนกินของที่ตนให้ สุกเอง เขาได้ยศอย่างสูงที่ได้แสนยาก กษัตริย์และ พราหมณ์เป็นอันมากได้มาสู่ที่บำรุงของเขา เขาขึ้นยานอัน ประเสริฐ ไปสู่หนทางใหญ่อันไม่มีฝุ่น เขาสำรอกกาม- ราคะเสียได้แล้ว เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก ชาติไม่ได้ ห้ามเขาให้เข้าถึงพรหมโลก พราหมณ์เกิดในสกุลผู้สาธยาย- มนต์ เป็นพวกร่ายมนต์ แต่พวกเขาปรากฏในบาปกรรม อยู่เนืองๆ พึงถูกติเตียนในปัจจุบันทีเดียว และภพหน้า ก็เป็นทุคติ ชาติห้ามกันพวกเขาจากทุคติหรือจากครหาไม่ได้ บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม ฯ

|๓๐๖.๕๓๙| โกธโน อุปนาหี จ ปาปมกฺขี จ โย นโร วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑ |๓๐๖.๕๔๐| เอกชํ วา ทฺวิชํ วาปิ โยธ ปาณํ วิหึสติ ยสฺส ปาเณ ทยา นตฺถิ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๒ |๓๐๖.๕๔๑| โย หนฺติ อุปรุนฺเธติ คามานิ นิคมานิ จ นิคฺคาหโก สมญฺญาโต ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๓ |๓๐๖.๕๔๒| คาเม วา ยทิ วารญฺเญ ยํ ปเรสํ มมายิตํ เถยฺยา อทินฺนํ อาเนติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๔ |๓๐๖.๕๔๓| โย หเว อิณมาทาย ภุญฺชมาโน ปลายติ น หิ เต อิณมตฺถีติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๕ |๓๐๖.๕๔๔| โย เว กิญฺจิกฺขกมฺยตา ปนฺถสฺมึ วชตํ ชนํ หนฺตา กิญฺจิกฺขมาเทติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๖ |๓๐๖.๕๔๕| โย อตฺตเหตุ ปรเหตุ ธนเหตุ จ โย นโร สกฺขิปุฏฺโฐ มุสา พฺรูติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๗ |๓๐๖.๕๔๖| โย ญาตีนํ สขีนํ วา ทาเรสุ ปฏิทิสฺสติ สหสา สมฺปิเยน วา ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๘ |๓๐๖.๕๔๗| โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ ปหุสนฺโต น ภรติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๙ |๓๐๖.๕๔๘| โย มาตรํ วา ปิตรํ วา ภาตรํ ภคินึ สสุํ หนฺติ โรเสติ วาจาย ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๐ |๓๐๖.๕๔๙| โย อตฺถํ ปุจฺฉิโต สนฺโต อนตฺถมนุสาสติ ปฏิจฺฉนฺเนน มนฺเตติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๑ |๓๐๖.๕๕๐| โย กตฺวา ปาปกํ กมฺมํ มา มํ ชญฺญาติ อิจฺฉติ โย ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๒ |๓๐๖.๕๕๑| โย เว ปรกุลํ คนฺตฺวา ภุตฺวา จ สุจิโภชนํ อาคตํ นปฺปฏิปูเชติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๓ |๓๐๖.๕๕๒| โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา อญฺญํ วาปิ วนิพฺพกํ มุสาวาเทน วญฺเจติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๔ |๓๐๖.๕๕๓| โย พฺราหฺมณํ วา สมณํ วา ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต โรเสติ วาจา น จ เทติ ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๕ |๓๐๖.๕๕๔| อสตํ โยธ ปพฺรูติ โมเหน ปลิคุณฺฐิโต กิญฺจิกฺขํ นิชิคึสาโน ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๖ |๓๐๖.๕๕๕| โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ นิหีโน เสน มาเนน ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๗ |๓๐๖.๕๕๖| โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๘ |๓๐๖.๕๕๗| โย พุทฺธํ ปริภาสติ อถ วา ตสฺส สาวกํ ปริพฺพาชกํ คหฏฺฐํ วา ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ ๑๙ |๓๐๖.๕๕๘| โย เว อนรหํ สนฺโต อรหํ ปฏิชานติ โจโร สพฺรหฺมเก โลเก เอโส โข วสลาธโม ฯ ๒๐ |๓๐๖.๕๕๙| เอเต โข วสลา วุตฺตา มยา เย เต ปกาสิตา ฯ น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ ฯ |๓๐๖.๕๖๐| ตทมินาปิ ชานาถ ยถา เมทํ นิทสฺสนํ จณฺฑาลปุตฺโต โสปาโก มาตงฺโค อิติ วิสฺสุโต |๓๐๖.๕๖๑| โส ยสปฺปรมปฺปตฺโต มาตงฺโค ยํ สุทุลฺลภํ อาคญฺฉุํ ตสฺสุปฏฺฐานํ ขตฺติยา พฺราหฺมณา พหู ฯ |๓๐๖.๕๖๒| โส เทวยานํ อภิรุยฺห วิรชํ โส มหาปถํ กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อหุ ฯ น นํ ชาติ นิวาเรสิ พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา ฯ |๓๐๖.๕๖๓| อชฺฌายิกกุเล ชาตา พฺราหฺมณา มนฺตพนฺธวา เต จ ปาเปสุ กมฺเมสุ อภิณฺหมุปทิสฺสเร |๓๐๖.๕๖๔| ทิฏฺเฐว ธมฺเม คารยฺหา สมฺปราเย จ ทุคฺคติ ฯ น เน ชาติ นิวาเรติ ทุคฺคจฺจา ครหาย วา ฯ |๓๐๖.๕๖๕| น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณติ ฯ

๓๐๗

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุ จักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบวสลสูตรที่ ๗

เอวํ วุตฺเต อคฺคิกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ อเนกปริยาเยน โภตา โคตเมน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ วสลสุตฺตํ สตฺตมํ ฯ ---------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๗. วสลสูตร