๑๖. ปิยวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๖. ปิยวรรค หมวดว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก ๑. ตโยชนปัพพชิตวัตถุ เรื่องบรรพชิต ๓ รูป (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บรรพชิต ๓ รูป ดังนี้)
บุคคลทำตัวให้หมกมุ่นในกิจที่ไม่ควรหมกมุ่น และไม่หมกมุ่นในกิจที่ควรหมกมุ่น ละเลยสิ่งที่เป็นประโยชน์ ติดอยู่ในปิยารมณ์ ทะเยอทะยานตามบุคคลผู้ปฏิบัติตนดี @เชิงอรรถ : @ มีวัตร หมายถึงมีศีลวัตร และธุดงควัตร ๑๓ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๓๗) @ กิจที่ไม่ควรหมกมุ่น หมายถึงการเสพอโคจร ๖ อย่าง มีหญิงแพศยาเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๐) @ สิ่งที่เป็นประโยชน์ หมายถึงไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๐) @ ปิยารมณ์(อารมณ์ที่น่ารัก) หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๖. ปิยวรรค ๓. วิสาขาวัตถุ
ไม่ว่าเวลาใด บุคคลไม่ควรติดพันกับสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เพราะการไม่เห็นสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ การพบเห็นสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรทำสิ่งไรๆ ให้เป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์ระทม ผู้ที่ไม่มีสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ๒. อัญญตรกุฏุมพิกวัตถุ เรื่องกุฎุมพีคนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่กุฎุมพี ดังนี้)
ความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ภัยก็เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ผู้พ้นจากสิ่งเป็นที่รักได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย ๓. วิสาขาวัตถุ เรื่องนางวิสาขา (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นางวิสาขามิคารมาตาผู้เศร้าโศกเพราะหลานสาว ชื่อสุทัตตีเสียชีวิต ดังนี้)
ความโศกเกิดจากความรัก ภัยก็เกิดจากความรัก ผู้พ้นจากความรักได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๖. ปิยวรรค ๖. อัญญตรพราหมณวัตถุ ๔. ลิจฉวีวัตถุ เรื่องเจ้าลิจฉวี (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพวกเจ้าลิจฉวีที่แย่งหญิงผู้งดงามในเมืองจนถึงขั้น ชกต่อยกัน จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ความโศกเกิดจากความยินดี ภัยก็เกิดจากความยินดี ผู้พ้นจากความยินดีได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย ๕. อนิตถิคันธกุมารวัตถุ เรื่องอนิตถิคันธกุมาร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อนิตถิคันธกุมาร ดังนี้)
ความโศกเกิดจากกาม ภัยก็เกิดจากกาม ผู้พ้นจากกามได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย ๖. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ ดังนี้)
ความโศกเกิดจากตัณหา ภัยก็เกิดจากตัณหา ผู้พ้นจากตัณหาได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย @เชิงอรรถ : @ ความยินดี หมายถึงความยินดีในกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๕) @ กาม ในที่นี้หมายถึงวัตถุกามและกิเลสกาม (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๖. ปิยวรรค ๘. อนาคามิเถรวัตถุ ๗. ปัญจสตทารกวัตถุ เรื่องเด็กน้อย ๕๐๐ คน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เด็กน้อย ๕๐๐ คน ดังนี้)
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล และทัสสนะ ดำรงอยู่ในธรรม กล่าวคำสัตย์ ทำหน้าที่ของตน ย่อมเป็นที่รักของประชาชน ๘. อนาคามิเถรวัตถุ เรื่องพระอนาคามีเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของพระผู้บรรลุ อนาคามิผล ดังนี้)
ภิกษุผู้เกิดฉันทะในธรรม ที่ใครๆ บอกไม่ได้ มีใจได้สัมผัสแล้ว และมีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลาย เราเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน @เชิงอรรถ : @ ศีล หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒) @ ทัสสนะ หมายถึงสัมมาทัสสนะ (เห็นชอบ) ที่ประกอบด้วยมรรคและผล (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒) @ ดำรงอยู่ในธรรม หมายถึงบรรลุโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒) @ กล่าวคำสัตย์ หมายถึงแสดงอริยสัจ ๔ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒) @ ทำหน้าที่ของตน หมายถึงบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้บริบูรณ์ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒-๑๕๓) @ ธรรม หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔) @ มีใจได้สัมผัสแล้ว หมายถึงมีใจได้สัมผัสมรรคผลเบื้องต่ำ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค @สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔) @ ด้วยอำนาจอนาคามิมรรค จึงมีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลาย (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔) @ ผู้มีกระแสในเบื้องบน หมายถึงจะบังเกิดในสุทธาวาสชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ คือบังเกิดในชั้นอวิหาจนถึง @ชั้นอกนิฏฐา (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๗. โกธวรรค ๑. โรหิณีขัตติยกัญญาวัตถุ ๙. นันทิยวัตถุ เรื่องนายนันทิยะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระมหาโมคคัลลานะผู้เห็นทิพยสมบัติของ นายนันทิยะในเทวโลก ดังนี้)
ญาติ มิตร และผู้มีใจดีทั้งหลาย เห็นคนที่จากบ้านไปนาน กลับจากที่ไกลมาถึงโดยสวัสดิภาพ ย่อมยินดีว่ามาแล้ว
เช่นเดียวกันนั้น บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับคนที่ทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า เหมือนญาติต้อนรับญาติผู้เป็นที่รักที่กลับมาบ้าน ฉะนั้น ปิยวรรคที่ ๑๖ จบ