๑๒. จูฬวิยูหสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๒. จูฬวิยูหสูตร ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิสูตรเล็ก (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)
สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก ยึดถืออยู่เฉพาะทิฏฐิของตนๆ ถือแล้วก็อ้างตัวว่า เป็นคนฉลาด พูดกันไปต่างๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า ยังไม่สำเร็จกิจ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นถืออย่างนี้ แล้วก็พากันวิวาท และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตัวว่า เป็นคนฉลาด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
คนพาลไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑๓-๑๒๙/๓๓๘-๓๖๑ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสูตร สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั้นแหละเป็นคนพาล มีปัญญาทราม สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั้นแหละยึดถือทิฏฐิอยู่
ถ้าพวกสมณพราหมณ์ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น
คน ๒ จำพวกกล่าวทิฏฐิใดต่อกันว่า เป็นคนพาล เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่า จริง สมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่า จริง เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็นคนพาล (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้ สมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียว เท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒ สมณพราหมณ์เหล่านั้น พากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง เพราะฉะนั้น สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน @เชิงอรรถ : @ ข้อความนี้แปลตามบาลีที่ปรากฏว่า “สนฺทิฏฺฐิยา เจว น วีวทาตา” อีกนัยหนึ่งมีบาลีปรากฏว่า “สนฺทิฏฺฐิยา @เจ ปน วีวทาตา” ดังนี้ก็มี แปลว่า “ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้ว เพราะทิฏฐิของตน” @(ขุ.สุ.อ. ๒/๘๘๗-๘๘๘/๓๙๖) @ สัจจะมีอย่างเดียว หมายถึงนิโรธสัจจะ หรือมัคคสัจจะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๙๑/๓๙๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสูตร (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)
เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์จึงพูดสัจจะไปต่างๆ อ้างตนว่า เป็นคนฉลาดพูดพร่ำกันไป สัจจะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา มีหลายอย่างต่างๆ กันหรือ หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
มิได้มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายไปเอง แล้วกล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ
เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร และอารมณ์ที่รับรู้ แล้วแสดงอาการดูหมิ่น และดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ แล้วก็ร่าเริงกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด
เจ้าลัทธิใส่ไฟบุคคลอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะเหตุใด ก็กล่าวถึงตนเองว่า เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนั้น เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่า เป็นคนฉลาด ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่นและกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน
เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด อภิเษกตนเองด้วยใจ เพราะทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาอย่างนั้น @เชิงอรรถ : @ อติสารทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ และทิฏฐิ ๖๒ นี้เอง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ทิฏฐิที่ตกลงใจ’ @(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๒๔/๓๕๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสูตร
อนึ่ง หากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้ เขาก็เป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น และถ้าผู้เรียนจบพระเวทเอง เป็นนักปราชญ์ได้ไซร้ บรรดาสมณะ ก็ไม่มีใครเป็นคนพาล
ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน
พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้ ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น
อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะทิฏฐินี้ เจ้าลัทธินั้น กล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว
เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก คนที่เกิดมาละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้ ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒ จบ @เชิงอรรถ : @ จบพระเวท หมายถึงจบไตรเพท อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ มี ๓ คือ (๑) ฤคเวท @หรืออิรุเวท ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า (๒) ยชุรเวท บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ @(๓) สามเวท ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ ต่อมาเพิ่ม (๔) อถรรพเวท @หรืออาถรรพณเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๖}