๗. เอกปุตตสูตร
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. เอกปุตตสูตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล บุตรคนเดียวของอุบาสก คนหนึ่ง เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นแล อุบาสกมากด้วยกัน มีผ้าชุ่ม มีผมเปียกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคม แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นว่า ดูกรอุบาสกทั้งหลาย ท่านทั้งหลายมีผ้าชุ่ม มีผมเปียกเข้ามาในที่นี้ในเวลาเที่ยง เพราะเหตุไรหนอ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว อุบาสกนั้นได้กราบ- *ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคบุตรคนเดียวของข้าพระองค์ ผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ ทำกาละแล้วเพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงมีผ้าชุ่ม มีผมเปียก เข้ามา ในที่นี้ในเวลาเที่ยง ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทาน นี้ในเวลานั้นว่า หมู่เทวดาและหมู่มนุษย์เป็นจำนวนมาก ยินดีแล้วด้วยความ เพลิดเพลินในรูปอันเป็นที่รัก ถึงความทุกข์ เสื่อมหมดแล้ว (จากสมบัติ) ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมัจจุราช พระอริยบุคคล เหล่าใดแล ไม่ประมาททั้งกลางคืนและกลางวัน ย่อมละรูป อันเป็นที่รักเสียได้ พระอริยบุคคลเหล่านั้นแล ย่อมขุดขึ้นได้ ซึ่งอามิสแห่งมัจจุราช อันเป็นมูลแห่งวัฏฏทุกข์ที่ล่วงได้ โดยยาก ฯ จบสูตรที่ ๗
๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส อุปาสกสฺส เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป กาลกโต โหติ ฯ อถ โข สมฺพหุลา อุปาสกา อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา ทิวาทิวสฺส เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต อุปาสเก ภควา เอตทโวจ กินฺนุ ตุเมฺห อุปาสกา อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา อิธูปสงฺกมิตฺวา ทิวาทิวสฺสาติ ฯ เอวํ วุตฺเต โส อุปาสโก ภควนฺตํ เอตทโวจ มยฺหํ โข ภควา เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป กาลกโต มยํ อลฺลวตฺถา อลฺลเกสา อิธูปสงฺกมนฺตา ทิวาทิวสฺสาติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ปิยรูปสฺสาทคทฺธิตา เส เทวกายา ปุถุมานุสา จ อฆาวิโน ปริชุนฺนา มจฺจุราชสฺส วสํ คจฺฉนฺติ ฯ เย เว ทิวา จ รตฺโต จ อปฺปมตฺตา ชหนฺติ ปิยรูปํ เต เว ขณนฺติ อฆมูลํ มจฺจุโน อามิสํ ทุรติวตฺตนฺติ ฯ สตฺตมํ ฯ