๙. อังกุรเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๙. อังกุรเปตวัตถุ เรื่องอังกุระกับเปรต (พราหมณ์พ่อค้าคนหนึ่งเห็นของทิพย์ออกจากมือรุกขเทวดา จึงเกิดความโลภขึ้น ได้บอกแก่อังกุรพาณิชว่า)
เราทั้งหลายนำทรัพย์ที่หาได้ไปสู่แคว้นกัมโพชะเพื่อประโยชน์ใด พวกเราจะนำเทพบุตรผู้ให้สิ่งที่เราต้องการจะได้นี้ไปเพื่อประโยชน์นั้น
พวกเราจะอ้อนวอนเทพบุตรนี้ หรือบังคับให้ขึ้นยานแล้วรีบเดินทางไปยังเมืองทวารวดีโดยเร็ว (อังกุรพาณิชเมื่อจะห้ามพราหมณ์พ่อค้านั้นจึงได้กล่าวคาถาว่า)
บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้แต่กิ่งของต้นไม้นั้นก็ไม่ควรหัก เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม @เชิงอรรถ : @ เทวดาประจำต้นไม้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ (พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า)
บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้ลำต้นของต้นไม้นั้นก็พึงตัดได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)
บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้แต่ใบของต้นไม้นั้นก็ไม่ควรทำลาย เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม (พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า)
บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้ต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากก็พึงถอนได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)
ด้วยว่าบุรุษพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดเพียงหนึ่งคืน หรือได้ข้าวน้ำในที่อยู่ของบุคคลใด ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น ความเป็นผู้กตัญญูสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว
บุคคลพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดแม้เพียงหนึ่งคืน ได้รับบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ก็ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น บุคคลผู้มีมืออันไม่เบียดเบียนย่อมทำให้บุคคล ผู้ประทุษร้ายมิตรเดือดร้อน
บุคคลใดทำความดีไว้ในกาลก่อน ภายหลังกลับเบียดเบียนบุพการีชนด้วยความชั่ว บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นคนอกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญ บุคคลใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ความชั่วย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นซึ่งเป็นคนพาลแน่แท้ ดังธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมฉะนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ (รุกขเทวดาฟังคำโต้ตอบของคนทั้งสองนั้นแล้ว โกรธพราหมณ์ จึงกล่าวว่า)
ไม่เคยมีเทวดา มนุษย์ หรือผู้เป็นใหญ่คนใดจะมาข่มเหงเราได้โดยง่าย เราเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม ไปได้ไกล ประกอบด้วยรูปสมบัติและกำลัง (อังกุรพาณิชจึงถามรุกขเทวดานั้นว่า)
ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไปหมด ทรงไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕ เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย รสต่างๆ ย่อมไหลออก ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในปางก่อน (รุกขเทวดาตอบว่า)
เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในปางก่อน อังกุระเอ๋ย ท่านจงทราบว่า เราเป็นเปรตจุติจากโรรุวนครมาอยู่ที่ต้นไทรนี้ (อังกุรพาณิชถามว่า)
เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านรักษาศีลเช่นไร มีความประพฤติชอบอย่างไร เพราะพรหมจรรย์อะไร ผลบุญจึงสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน (รุกขเทวดาตอบว่า)
เมื่อก่อน เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนคร มีความเป็นอยู่แสนจะฝืดเคือง น่าสงสาร ในขณะนั้น เราไม่มีอะไรจะให้ทาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ
เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐีซึ่งเป็นผู้มีศรัทธา เป็นใหญ่ในทาน ทำบุญไว้แล้ว มีความละอาย
พวกยาจกวณิพกมีโคตรต่างกัน ไปที่บ้านของเรานั้น พากันถามเราถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีว่า
ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเราจะไปทางไหน เขาให้ทานกันที่ไหน เราถูกพวกยาจกวณิพกถามแล้ว จึงได้ชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐี
ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีว่า ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่านทั้งหลาย เขาให้ทานอยู่ที่เรือนของอสัยหเศรษฐีนั่น
เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่หลั่งออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย เพราะการทำดีนั้น ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเรา (อังกุรพาณิชถามว่า)
ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใครๆ ด้วยมือทั้งสองของตน เป็นแต่ร่วมอนุโมทนาทานของผู้อื่น ยกมือชี้บอกทางให้
เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของท่านจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่หลั่งออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย เพราะการทำความดีนั้น ผลบุญจึงสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน
ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใส ได้ให้ทานด้วยมือทั้งสองของตน ละร่างมนุษย์แล้วไปยังทิศไหนหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ (รุกขเทวดาตอบว่า)
ข้าพเจ้าไม่รู้ทางไปหรือทางมา ของอสัยหเศรษฐีผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวสวัณว่า อสัยหเศรษฐีได้เป็นสหายของท้าวสักกะ (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)
บุคคลควรทำความดีแท้ ควรให้ทานตามสมควร ใครเล่าได้เห็นฝ่ามือซึ่งให้สิ่งที่น่าปรารถนาแล้วจักไม่ทำบุญ
เราจากที่นี้ไปถึงเมืองทวารวดี จักรีบบำเพ็ญทานซึ่งจักนำความสุขมาให้เราแน่นอน
จักให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำดื่ม สระน้ำ และสะพานในที่เดินลำบากเป็นทาน (อังกุรพาณิชถามรุกขเทวดาว่า)
เพราะเหตุไร นิ้วมือของท่านจึงหงิกงอ หน้าของท่านจึงบิดเบี้ยว และนัยน์ตาทั้งสองจึงเขรอะ(ด้วยขี้ตา) ท่านได้ทำบาปอะไรไว้ (รุกขเทวดานั้นตอบว่า)
เราได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ในการให้ทาน ในโรงทานของคหบดีผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน มีศรัทธา ยังครองเรือนอยู่
เห็นยาจกผู้ต้องการอาหารพากันมาที่โรงทานนั้นแล้ว ได้หลีกไปทำหน้างออยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ
เพราะกรรมนั้น นิ้วของเราจึงหงิกงอ หน้าของเราจึงบิดเบี้ยว และนัยน์ตาทั้งสองของเราจึงเขรอะ เราได้ทำบาปนั้นไว้ (อังกุรพาณิชถามว่า)
แน่ะบุรุษเลวทราม สมควรแล้วที่ท่านมีหน้าบิดเบี้ยว นัยน์ตาทั้งสองจึงเขรอะ เพราะท่านได้ทำหน้างอต่อทานของผู้อื่น
ทำไม อสัยหเศรษฐีเมื่อจะให้ทาน จึงได้มอบข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัยให้ผู้อื่นจัดแจง
เราจากที่นี้ไปถึงเมืองทวาราวดี จักรีบบำเพ็ญทานซึ่งจะนำความสุขมาให้แก่เราแน่นอน
จักให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพานในที่ที่เดินลำบากเป็นทาน
อังกุรพาณิชนั้นกลับจากทะเลทรายนั้น ไปถึงเมืองทวาราวดีแล้ว เริ่มบำเพ็ญทานซึ่งจะนำความสุขมาให้ตน
ได้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำ สระน้ำ ด้วยจิตอันเลื่อมใสแล้ว
ช่างกัลบก พ่อครัวชาวมคธพากันป่าวร้องในเรือน ของอังกุรพาณิชนั้นทั้งในเวลาเย็นทั้งในเวลาเช้าทุกวันว่า ใครหิวจงมารับประทานตามชอบใจ ใครกระหายจงมาดื่มตามชอบใจ ใครจักนุ่งห่มผ้าจงมานุ่งห่มตามชอบใจ ใครต้องการพาหนะเทียมรถจงเลือกพาหนะที่ชอบใจ จากหมู่พาหนะเทียมรถนี้แล้วเทียมเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ
ใครต้องการร่มจงมาเอาร่มไป ใครต้องการของหอมจงมาเอาของหอมไป ใครต้องการดอกไม้จงมาเอาดอกไม้ไป ใครต้องการรองเท้าจงมาเอารองเท้าไป
ชนย่อมยกย่องเราว่า อังกุรพาณิชนอนเป็นสุข สินธุมาณพเอ๋ย เพราะไม่เห็นเหล่าชนผู้ขอ เราจึงนอนเป็นทุกข์
ชนย่อมยกย่องเราว่า อังกุรพาณิชนอนเป็นสุข สินธุมาณพเอ๋ย เมื่อวณิพกมีน้อย เราจึงนอนเป็นทุกข์ (สินธุมาณพได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า)
ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ และเป็นใหญ่กว่าชาวโลกทั้งปวง พึงประทานพรแก่ท่าน เมื่อท่านจะเลือก ท่านจะเลือกขอพรเช่นไร (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)
ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ พึงประทานพรแก่เรา เราจะพึงขอพรว่า เมื่อเราลุกขึ้นแต่เช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ภักษาหารอันเป็นทิพย์และเหล่าชนผู้ขอซึ่งมีศีลพึงปรากฏขึ้น
เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป ครั้นเราให้ทานนั้นแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้ พึงยังจิตให้เลื่อมใส ข้าพเจ้าพึงเลือกขอพรอย่างนี้กับท้าวสักกะ (โสนกบุรุษกล่าวเตือนอังกุรพาณิชว่า)
บุคคลไม่ควรให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดแก่บุคคลอื่น ควรให้ทานและควรรักษาทรัพย์ไว้ เพราะว่าทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน เพราะการให้ทานเกินประมาณ สกุลทั้งหลายจะล่มจม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ
บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญการไม่ให้ทานและการให้เกินควร เพราะเหตุนั้นแหละ ทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน ประเพณีแห่งการให้ทานและการไม่ให้ เป็นธรรมเนียมของบุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ พึงเป็นไปโดยพอเหมาะ (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)
ชาวเราทั้งหลาย ดีหนอ เราพึงให้ทานแน่แท้ ด้วยว่าสัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบระงับพึงคบหาเรา เราพึงทำความประสงค์ของวณิพกทั้งปวงให้เต็ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เปรียบเหมือนฝนตกทำที่ลุ่มทั้งหลายให้เต็ม
บุคคลผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเห็นเหล่าชนผู้ขอ ครั้นให้ทานแล้วมีใจเบิกบาน ข้อนั้นเป็นความสุขของบุคคลผู้อยู่ครองเรือน
บุคคลผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเห็นเหล่าชนผู้ขอ ครั้นให้ทานแล้วมีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ(บุญ)
ก่อนแต่ให้ก็มีใจดี เมื่อกำลังให้ก็ทำจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็มีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ (พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวเป็นคาถาว่า)
ในเรือนของอังกุรพาณิชผู้มุ่งบุญ เขาให้โภชนะแก่หมู่ชนวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียนเป็นนิตย์
พ่อครัว ๓,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูแก้วมณี เป็นผู้ขวนขวายในการให้ทาน พากันเข้าไปอาศัยอังกุรพาณิชเลี้ยงชีพ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ
มาณพ ๖๐,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูแก้วมณี ช่วยกันผ่าฟืนในมหาทานของอังกุรพาณิช
นารี ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ช่วยกันบดเครื่องเทศ(สำหรับปรุงอาหาร) ในมหาทานของอังกุรพาณิช
นารีอีก ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ถือทัพพีเข้าไปยืนคอยรับใช้ในมหาทานของอังกุรพาณิช
อังกุรพาณิชนั้นได้ให้ของเป็นอันมาก แก่คนจำนวนมากโดยประการต่างๆ ได้ทำความเคารพและความเลื่อมใสในกษัตริย์ด้วยมือของตนบ่อย ให้ทานโดยประการต่างๆ สิ้นกาลนาน
อังกุรพาณิชบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปแล้วตลอดเดือน ตลอดปักษ์ ตลอดฤดู ตลอดปีเป็นอันมาก ตลอดกาลนาน
อังกุรพาณิชนั้นได้ให้ทาน บูชาแล้วอย่างนี้ตลอดกาลนาน ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์
อินทกมาณพถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระอนุรุทธเถระ ละร่างมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์
แต่อินทกเทพบุตรรุ่งเรืองยิ่งกว่าอังกุรเทพบุตร โดยฐานะ ๑๐ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่ารื่นรมย์ใจ
อายุ ยศ วรรณะ สุข และความเป็นใหญ่ยิ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า) อังกุระ ท่านให้มหาทานสิ้นกาลนาน มาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๙. อังกุรเปตวัตถุ
ครั้งที่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบุรุษผู้สูงสุด ประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่โคนต้นปาริฉัตตกพฤษ์ ณ ภพดาวดึงส์
เทวดาในหมื่นโลกธาตุพากันมานั่งประชุม เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่บนยอดเขา
ไม่มีเทวดาตนไหนมีผิวพรรณงามรุ่งเรือง ยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นงดงามรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง
ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้อยู่ในที่ไกล ๑๒ โยชน์ จากที่พระศาสดาประทับอยู่ ส่วนอินทกเทพบุตรนั่งในที่ใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รุ่งเรืองยิ่งกว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร เมื่อจะทรงประกาศพระทักขิไณยบุคคล จึงได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
อังกุรเทพบุตร ท่านให้มหาทานสิ้นกาลนาน มาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก
อังกุรเทพบุตรผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อบรมพระองค์เองทรงตักเตือนแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า จะประสงค์อะไรด้วยทานของข้าพระองค์นั้น ซึ่งว่างจากพระทักขิไณยบุคคล
อินทกเทพบุตรนี้ให้ทานนิดหน่อย รุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดังดวงจันทร์รุ่งเรืองยิ่งกว่าหมู่ดาว @เชิงอรรถ : @ แท่นหินที่มีสีเหมือนผ้ากัมพล (สีเหลือง) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๒. อุพพริวรรค] ๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ (อินทกเทพบุตรกราบทูลว่า)
พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน ย่อมมีผลไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ทำชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด
ทานมากมายที่บุคคลตั้งไว้ในบุคคลผู้ทุศีล ย่อมมีผลไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ทำทายกให้ปลื้มใจ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
พืชแม้น้อยที่บุคคลหว่านลงในนาดี เมื่อฝนตกสม่ำเสมอ ผลย่อมทำชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด
อุปการะแม้น้อยที่บุคคลทำแล้วในท่านผู้มีศีล มีคุณความดี ผู้คงที่ บุญย่อมกลับมีผลมาก ฉันนั้นเหมือนกัน
ควรเลือกให้ทานในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก ทายกเลือกให้ทานแล้ว จึงไปสู่สวรรค์
ทานที่เลือกให้พระสุคตทรงสรรเสริญ ทานที่ทายกให้ในพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลายซึ่งยังอยู่ในมนุษยโลกนี้ ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดี อังกุรเปตวัตถุที่ ๙ จบ