คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๕. คุตติลวิมาน

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๓๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. คุตติลวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในคุตติลวิมาน

๓๓

พระมหาสัตว์นามว่าคุตติลบัณฑิต อันสมเด็จอัมรินทราธิราชทรงจำแลงองค์เป็น พราหมณ์โกสิยโคตร เสด็จเข้าไปหาทรงซักถามแล้ว ได้ทูลตอบแสดงความเจ็บใจของตนให้ ท้าวเธอทรงทราบ ด้วยคาถาความว่า ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ข้าพระองค์ได้สอนวิชาดีดพิณ ๗ สาย อันมีเสียง ไพเราะมาก น่ารื่นรมย์ ให้แก่มุสิละผู้เป็นศิษย์ เขาตั้งใจจะดีดพิณ ประชันกับข้าพระองค์บนกลางเวที ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระ- องค์ด้วย. สมเด็จอัมรินทราธิราช ทรงสดับคำปรับทุกข์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงปลอบอาจารย์ จึงตรัส ปลุกใจด้วยคาถาความว่า จะกลัวไปทำไมนะท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของท่านอาจารย์ เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์จะไม่ปล่อยให้ ท่านอาจารย์ปราชัย ท่านอาจารย์ต้องเป็นผู้ชนะนายมุสิละผู้เป็นศิษย์ แน่นอน. เมื่อสมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสปลอบใจเช่นนี้ คุตติลบัณฑิตก็โล่งใจ คลายทุกข์ พอถึงวันนัดก็ไปประลองศิลป์กันบนเวทีหน้าพระโรง ในที่สุดคุตติลบัณฑิตผู้อาจารย์เป็นฝ่ายชนะ นายมุสิละผู้เป็นศิษย์เป็นฝ่ายแพ้ถึงแก่ความตายกลางเวที เพราะอาชญาของปวงชน สมเด็จ อัมรินทราธิราชทรงกล่าววาจาแสดงความยินดีด้วยคุตติลบัณฑิตแล้ว เสด็จกลับเทวสถาน ครั้น กาลต่อมา สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสใช้ให้พระมาตลีเทพสารถี นำเวชยันตราชรถลงมารับ คุตติลบัณฑิตไปยังเทวโลกเพื่อให้ดีดพิณถวาย คุตติลบัณฑิตจึงกราบทูลท้าวโกสีย์ในท่ามกลาง เทพบริษัท เพื่อไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาทั้งหลาย ณ ที่นั้น เป็นรางวัลแห่งการดีดพิณ เสียก่อน เมื่อได้รับพระอนุญาตแล้ว จึงไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาเหล่านั้นว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องแสงสว่างไปทั่ว ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม อะไร? นางเทพธิดานั้น อันคุตติลบัณฑิตถามเหมือนท่านพระมหาโมคคัลลาน เถระถามแล้วมีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผ้าอย่างดี ผืนหนึ่งแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายผ้าอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ เชิญดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่า นั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เชิญดูผลแห่งบุญ คือ การถวายผ้า อย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. ๔. วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีความพิสดารเหมือนวัตถทายิกวิมาน. (๑) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายดอกมะลิ อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายดอกมะลิอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ ทิพยวิมานน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็น ผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือ การถวายดอกมะลิอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมนั้น. (๒) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายจุรณของหอม อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายจุรณของหอมอันน่ารักอย่างนี้ จึง มาได้ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉัน นี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้ง ยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่ง บุญ คือ การถวายจุรณของหอมอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรม นั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๓) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายผลไม้อย่างดี แก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายผลไม้อันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมาน อันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่า นั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือ การถวายผลไม้อย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมนั้น. (๔) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายอาหารมีรส อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดิฉันได้ถวายอาหารอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้น เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยัง เป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือการถวายอาหารมีรสอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉัน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ ได้ พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันได้นำของหอม ๕ อย่าง ไปประพรมที่องค์พระสถูปทองคำ สำหรับ บรรจุพระบรมธาตุของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นิมนต์พระคุณเจ้า ดูวิมานของดิฉันนี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและ ผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์ พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญคือการถวายของหอม ๕ อย่างนั้นเถิด เพราะบุญ กรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. ๔. วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับคันธปัญจังคลิกวิมาน (๑) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉัน ภิกษุและภิกษุณี ทั้งหลาย พากันเดินทางไกล ได้ฟังธรรมเทศนาของท่านเหล่านั้น ได้ เข้ารักษาอุโบสถอยู่วันหนึ่ง คืนหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉัน นั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผล แห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๒) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ดิฉันยืนอยู่ในน้ำ มีจิต เลื่อมใส ได้ถวายน้ำใช้และน้ำฉันแก่ภิกษุรูปหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดู วิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและ ผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์ พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมนั้น. (๓) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุก ทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม อะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันไม่คิดมุ่งร้าย ตั้งใจ ปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่งแม่ผัวและพ่อผัวผู้ดุร้าย ผู้มักโกรธง่ายและหยาบ คาย เป็นผู้ไม่ประมาทในการรักษาศีลของตน นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมาน ของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณ น่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้า ดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๔) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้ม ใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นหญิง รับใช้ รับจ้างทำกิจการงานของคนอื่น ไม่เกียจคร้าน ไม่เป็นคน โกรธง่าย ไม่ถือตัว ชอบแบ่งปันสิ่งของ อันเป็นส่วนของตนที่ได้ มาแก่ปวงชนที่ต้องการ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่ง กว่านั้นดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้ง หลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันได้ถวายข้าวสุกคลุกนมวัวสดแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้กำลังเที่ยวบิณฑ- บาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้าจงดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสร ตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. ในวิมานเหล่านั้น ๒๕ วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับขีโรทนทา- *ยิกาวิมาน. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันได้ถวาย (๑) น้ำอ้อยงบ ฯลฯ (๒) ผลมะพลับสุก ฯลฯ (๓) อ้อยท่อนหนึ่ง ฯลฯ (๔) แตงโมผลหนึ่ง ฯลฯ (๕) ฟักทองผลหนึ่ง ฯลฯ (๖) ยอดผักต้ม ฯลฯ (๗) ผลลิ้นจี่ ฯลฯ (๘) เชิงกราน ฯลฯ (๙) ผักดองกำหนึ่ง ฯลฯ (๑๐) ดอกไม้กำหนึ่ง ฯลฯ (๑๑) มัน ฯลฯ (๑๒) สะเดากำหนึ่ง ฯลฯ (๑๓) น้ำผักดอง ฯลฯ (๑๔) แป้งคลุกงาคั่ว ฯลฯ (๑๕) ประคตเอว ฯลฯ (๑๖) ผ้าอังสะ ฯลฯ (๑๗) พัด ฯลฯ (๑๘) พัดสี่เหลี่ยม ฯลฯ (๑๙) พัดใบตาล ฯลฯ (๒๐) หางนกยูงกำหนึ่ง ฯลฯ (๒๑) ร่ม ฯลฯ (๒๒) รองเท้า ฯลฯ (๒๓) ขนม ฯลฯ (๒๔) ขนมต้ม ฯลฯ (๒๕) น้ำตาลกรวด แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้กำลังบิณฑบาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดิฉัน นั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยัง เป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉัน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมนั้น. เมื่อนางเทพธิดาเหล่านั้น เฉลยผลกรรมที่ได้ทำมาเป็นอันดีอย่างนี้แล้ว คุตติลบัณฑิต ร่าเริง บันเทิงใจ เมื่อจะแสดงความชื่นชมยินดีของตน จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาถึงเมืองสวรรค์วันนี้ เป็นการดีแท้ เป็นฤกษ์งามยามดีที่ ข้าพเจ้าได้เห็นนางเทพธิดาทั้งหลาย ที่เป็นนางฟ้ามีรูปร่างและผิวพรรณ น่ารักใคร่ ทั้งยังได้ฟังธรรมอันแนะนำทางบุญกุศลจากเธอเหล่านั้นด้วย แต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักกระทำบุญกุศลให้มาก ด้วยการให้ทาน ด้วยการ ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการรักษาศีลสังวร และด้วยการฝึก อินทรีย์ ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ๆ ไปแล้วไม่เศร้าโศก. จบ คุตติลวิมานที่ ๕.

|๓๓.๓๑๑| ๕ สตฺตตนฺตึ สุมธุรํ รามเณยฺยํ อวาจยึ โสมํ รงฺคมฺหิ อเวฺหติ สรณํ เม โหหิ โกสิยาติ ฯ |๓๓.๓๑๒| อหํ เต สรณํ โหมิ อหมาจริยปูชโก น ตํ ชหิสฺสติ สิสฺโส สิสฺสมาจริย เชสฺสสีติ ฯ |๓๓.๓๑๓| อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา |๓๓.๓๑๔| เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๓๓.๓๑๕| ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๑๖| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๑๗| วตฺถุตฺตมทายิกา นาริ ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ |๓๓.๓๑๘| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๑๙| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ อิตรํ จตุรวิมานํ ยถา วตฺถทายิกวิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ |๓๓.๓๒๐| (๑) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๒๑| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๒๒| ปุปฺผุตฺตมทายิกา นารี ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ |๓๓.๓๒๓| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๒๔| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ------------ |๓๓.๓๒๕| (๒) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต ... เป ... โอสธี วิย ตารกา |๓๓.๓๒๖| เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๒๗| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๒๘| คนฺธุตฺตมทายิกา นารี ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ |๓๓.๓๒๙| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๓๐| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ------------ |๓๓.๓๓๑| (๓) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา |๓๓.๓๓๒| เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๓๓| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๓๔| ผลุตฺตมทายิกา นารี ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ |๓๓.๓๓๕| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๓๖| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ------------ |๓๓.๓๓๗| (๔) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา |๓๓.๓๓๘| เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๓๙| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๔๐| รสุตฺตมทายิกา นารี ปวรา โหติ นเรสุ นารีสุ เอวํ ปิยรูปทายิกา มนาปํ ทิพฺพํ สา ลภเต อุเปจฺจ ฐานํ |๓๓.๓๔๑| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๔๒| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ -------------- |๓๓.๓๔๓| อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต ... เป ... โอสธี วิย ตารกา |๓๓.๓๔๔| เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๔๕| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๔๖| คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ อหมทาสึ กสฺสปสฺส ภควโต ถูปสฺมึ |๓๓.๓๔๗| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๔๘| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ อิตรํ จตุรวิมานํ ยถา คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ วิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ |๓๓.๓๔๙| (๑) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๕๐| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๕๑| ภิกฺขู จาหํ ภิกฺขุนิโย จ อทฺทสามิ ปนฺถปฏิปนฺเน เตสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน เอกูโปสถํ อุปวสิสฺสํ |๓๓.๓๕๒| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๕๓| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๕๔| (๒) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๕๕| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๕๖| อุทเก ฐิตา อุทกํ อทาสึ ภิกฺขุโน จิตฺเตน วิปฺปสนฺเนน |๓๓.๓๕๗| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๕๘| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ---------------- |๓๓.๓๕๙| (๓) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๖๐| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๖๑| สสฺสุญฺจาหํ สสฺสุเร จ จณฺฑิเก โกธเน จ ผรุเส จ อนุสฺสุยฺยิกา อุปฏฺฐาสึ อปฺปมตฺตา สเกน สีเลน |๓๓.๓๖๒| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๖๓| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ----------------- |๓๓.๓๖๔| (๔) อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๖๕| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กสฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๖๖| ปรกมฺมการินี อาสึ อตฺเถนาตนฺทิตา ทาสี อกฺโกธนา อนติมานี สํวิภาคินี สกสฺส ภาคสฺส |๓๓.๓๖๗| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๖๘| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ----------------- |๓๓.๓๖๙| อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต ... เป ... โอสธี วิย ตารกา |๓๓.๓๗๐| เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๗๑| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๗๒| ขีโรทนมหํ อทาสึ ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส |๓๓.๓๗๓| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๓๗๔| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ เตสุ ปญฺจวีสติวิมานํ ยถา ขีโรทนทายิกาวิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ |๓๓.๓๗๕| อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๓๗๖| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓๓.๓๗๗| (๑) ผาณิตํ อหมทาสึ |๓๓.๓๗๘| (๒) อุจฺฉุขณฺฑิกํ ... เป ... |๓๓.๓๗๙| (๓) ติมฺพรูสกํ |๓๓.๓๘๐| (๔) กกฺการุกํ |๓๓.๓๘๑| (๕) เอฬาลุกํ |๓๓.๓๘๒| (๖) วลฺลีปกฺกํ |๓๓.๓๘๓| (๗) ผารูสกํ |๓๓.๓๘๔| (๘) หตฺถปฺปตาปกํ |๓๓.๓๘๕| (๙) สากมุฏฺฐึ |๓๓.๓๘๖| (๑๐) ปุปฺผกมุฏฺฐึ |๓๓.๓๘๗| (๑๑) มูลกํ |๓๓.๓๘๘| (๑๒) นิมฺพมุฏฺฐึ |๓๓.๓๘๙| (๑๓) อมฺพกญฺชิกํ |๓๓.๓๙๐| (๑๔) โทณินิมฺมุชฺชนํ |๓๓.๓๙๑| (๑๕) กายพนฺธนํ |๓๓.๓๙๒| (๑๖) อํสพนฺธกํ |๓๓.๓๙๓| (๑๗) อโยคปตฺตํ |๓๓.๓๙๔| (๑๘) วิธูปนํ |๓๓.๓๙๕| (๑๙) ตาลปณฺณํ |๓๓.๓๙๖| (๒๐) โมรหตฺถํ |๓๓.๓๙๗| (๒๑) ฉตฺตํ |๓๓.๓๙๘| (๒๒) อุปาหนํ |๓๓.๓๙๙| (๒๓) ปูวํ |๓๓.๔๐๐| (๒๔) โมทกํ |๓๓.๔๐๑| (๒๕) สกฺขลึ ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส |๓๓.๔๐๒| ตสฺสา เม ปสฺส วิมานํ อจฺฉรา กามวณฺณินีหมสฺมิ อจฺฉราสหสฺสาหํ ปวรา ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ |๓๓.๔๐๓| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓๓.๔๐๔| สฺวาคตํ วต เม อชฺช สุปฺปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ ยํ อทฺทสํ เทวตาโย อจฺฉรา กามวณฺณินิโย |๓๓.๔๐๕| ตาสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน กาหามิ กุสลํ พหุํ ทาเนน สมจริยาย สํยเมน ทเมน จ สาหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเรติ ฯ คุตฺติลวิมานํ ปญฺจมํ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๕. คุตติลวิมาน