๒. สุนีตเถรคาถา
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. สุนีตเถรคาถา คาถาภาษิตของพระสุนีตเถระ
เราเกิดมาในสกุลต่ำ เป็นคนยากจน มีเครื่องบริโภคน้อย การงานของ เราเป็นการงานต่ำ เราเป็นคนเทดอกไม้ เราถูกมนุษย์เกลียดชัง ดูหมิ่น และแช่งด่า เราถ่อมตนไหว้หมู่ชนเป็นอันมาก ครั้งนั้น เราได้เห็น พระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ห้อมล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จ เข้าไปสู่พระนครอันอุดม ของชาวมคธเพื่อบิณฑบาต เราจึงวางกระเช้า ลงแล้วเข้าไปถวายบังคม พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษได้ประทับยืนอยู่เพื่อ อนุเคราะห์เรา ครั้งนั้นเราได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงทูลขอบรรพชากะพระองค์ผู้สูงสุด กว่าสัตว์ทั้งปวง ลำดับนั้น พระศาสดาผู้มีพระกรุณาอนุเคราะห์สัตว์โลก ทั้งปวง ได้ตรัสเรียกเราว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด พระดำรัสนั้นเป็น อุปสมบทของเรา เมื่อเราอุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่เกียจ คร้าน ได้ทำตามพระดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมาร ที่ทรงสั่งสอนเรา ในราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ในมัชฌิมยาม ก็ได้ทิพย- จักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลายกองแห่งความมืด คือ อวิชชาได้ ครั้น รุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากัน ประนมอัญชลีนมัสการเราพร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชา- ไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อ ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้า จึงทรงยิ้มแย้ม แล้วได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ มีตบะเป็นต้นนั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม. ในทวาทสกนิบาตนี้ พระเถระ ๒ รูป คือ พระสีลวเถระ ๑ พระสุนีต เถระ ๑ ล้วนแต่มีมหิทธิฤทธิ์ ได้ภาษิตคาถารูปละ ๑๒ คาถา รวมเป็น ๒๔ คาถา ฉะนี้. จบ ทวาทสกนิบาต. -----------------------------------------------------
|๓๗๙.๖๒๐| ๒ นีเจ กุลมฺหิ ชาโตหํ ทลิทฺโท อปฺปโภชโน หีนํ กมฺมํ มมํ อาสิ อโหสึ ปุปฺผฉฑฺฑโก ฯ |๓๗๙.๖๒๑| ชิคุจฺฉิโต มนุสฺสานํ ปริภูโต จ วมฺภิโต นีจํ มนํ กริตฺวาน วนฺทิสฺสํ พหุกํ ชนํ ฯ |๓๗๙.๖๒๒| อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขตํ ปวิสนฺตํ มหาวีรํ มคธานํ ปุรุตฺตมํ ฯ |๓๗๙.๖๒๓| นิกฺขิปิตฺวาน พฺยาภงฺคึ วนฺทิตุํ อุปสงฺกมึ มเมว อนุกมฺปาย อฏฺฐาสิ ปุริสุตฺตโม ฯ |๓๗๙.๖๒๔| วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท เอกมนฺตํ ฐิโต ตทา ปพฺพชฺชํ อหมายาจึ สพฺพสตฺตานมุตฺตมํ ฯ |๓๗๙.๖๒๕| ตโต การุณิโก สตฺถา สพฺพโลกานุกมฺปโก เอหิ ภิกฺขูติ มํ อาห สา เม อาสูปสมฺปทา ฯ |๓๗๙.๖๒๖| โสหํ เอโก อรญฺญสฺมึ วิหรนฺโต อตนฺทิโต อกาสึ สตฺถุ วจนํ ยถา มํ โอวที ชิโน ฯ |๓๗๙.๖๒๗| รตฺติยา ปฐมํ ยามํ ปุพฺพชาติมนุสฺสรึ รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธยึ รตฺติยา ปจฺฉิเม ยาเม ตโมกฺขนฺธํ ปทาลยึ ฯ |๓๗๙.๖๒๘| ตโต รตฺยา วิวสเน สุริยสฺสุคฺคมนํ ปติ อินฺโท พฺรหฺมา จ อาคนฺตฺวา มํ นมสฺสึสุ ปญฺชลี |๓๗๙.๖๒๙| นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกฺขิเณยฺโยสิ มาริส ฯ |๓๗๙.๖๓๐| ตโต ทิสฺวาน มํ สตฺถา เทวสงฺฆปุรกฺขตํ สิตํ ปาตุกริตฺวาน อิมมตฺถํ อภาสถ |๓๗๙.๖๓๑| ตเปน พฺรหฺมจริเยน สญฺญเมน ทเมน จ เอเตน พฺราหฺมโณ โหติ เอตํ พฺราหฺมณมุตฺตมนฺติ ฯ สุนีโต เถโร ฯ อุทฺทานํ สีลวา จ สุนีโต จ เถรา เทฺวเต มหิทฺธิกา ทฺวาทสมฺหิ นิปาตมฺหิ คาถาโย จตุวีสตีติ ฯ ทฺวาทสกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ ---------------