๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระมาลุงกยบุตรเถระ (พระมาลุงกยบุตรเถระได้กล่าวภาสิตเหล่านี้ว่า)
เมื่อเห็นรูป มัวใส่ใจถึงอารมณ์อันเป็นที่รักอยู่ ย่อมหลงลืมสติได้ ผู้ที่มีจิตกำหนัดนักยังเสวยรูปารมณ์อยู่
เวทนาต่างๆ ซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน
เมื่อฟังเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์อันเป็นที่รักอยู่ ย่อมหลงลืมสติได้ ผู้ที่มีจิตกำหนัดนัก ยังเสวยสัททารมณ์อยู่ สัททารมณ์นั้นย่อมผูกพันเขาไว้
เวทนาต่างๆ ซึ่งมีเสียงเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน
เมื่อบุคคลดมกลิ่นแล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่ายินดี ก็เป็นอันหลงลืมสติ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก เพลิดเพลิน และติดคันธารมณ์นั้นอยู่ @เชิงอรรถ : @ ความเพ่งเล็งอยากได้จัด (ขุ.เถร.อ. ๒/๗๙๕/๓๓๕) @ ความพยาบาท (ขุ.เถร.อ. ๒/๗๙๒/๓๓๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
เวทนาต่างๆ ซึ่งมีกลิ่นเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป ท่านกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน
เมื่อบุคคลลิ้มรสแล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่อร่อย ก็เป็นอันหลงลืมสติ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก เพลิดเพลิน และติดรสารมณ์นั้นอยู่
เวทนาต่างๆ ซึ่งมีรสเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน
เมื่อบุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่าติดใจ ก็เป็นอันหลงลืมสติ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก เพลิดเพลิน และติดโผฏฐัพพารมณ์นั้นอยู่
เวทนาต่างๆ ซึ่งมีผัสสะเป็นอารมณ์ ย่อมเจริญแก่เขา อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป ท่านกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน
เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว ใส่ใจว่าเป็นนิมิตที่น่าเพลิดเพลิน ก็เป็นอันหลงลืมสติ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เขามีจิตกำหนัดนัก เพลิดเพลิน และติดธรรมารมณ์นั้นอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
เวทนาต่างๆ ซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นเหตุ ย่อมเจริญแก่เขา อภิชฌา และวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของเขา เพราะสั่งสมอย่างนี้ ทุกข์ย่อมเป็นไป ท่านกล่าวว่ายังห่างไกลนิพพาน
ผู้ที่เห็นรูปแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า ไม่กำหนัดยินดีในรูป มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งรูปารมณ์นั้น และไม่ติดรูปารมณ์นั้นอยู่
เมื่อพระโยคีนั้นพิจารณาเห็นรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้เสวยเวทนาโดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้ กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ก็ฉันนั้น เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน
ผู้ที่ฟังเสียงแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า ไม่กำหนัดยินดีในเสียง มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งสัททารมณ์นั้น และไม่ติดสัททารมณ์นั้นอยู่
เมื่อพระโยคีนั้น ฟังเสียง หรือแม้เสวยเวทนา โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้ กิเลสวัฏ ย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน
ผู้ที่ดมกลิ่นแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า ไม่กำหนัดยินดีในกลิ่น มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งคันธารมณ์นั้น และไม่ติดคันธารมณ์นั้นอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
เมื่อพระโยคีนั้น ดมกลิ่น หรือแม้เสวยเวทนา โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้ กิเลสวัฏ ย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน
ผู้ที่ลิ้มรสแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า ไม่กำหนัดยินดีในรส มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งรสารมณ์นั้น และไม่ติดรสารมณ์นั้นอยู่
เมื่อพระโยคีนั้นลิ้มรส หรือแม้เสวยเวทนา โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้ กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน
ผู้ที่ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า ไม่กำหนัดยินดีในโผฏฐัพพะ มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งโผฏฐัพพารมณ์นั้น และไม่ติดโผฏฐัพพารมณ์นั้นอยู่
เมื่อพระโยคีนั้น ถูกต้องโผฏฐัพพะ หรือแม้เสวยเวทนา โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้นเป็นไปไม่ได้ กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน
ผู้ที่รู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติอยู่เฉพาะหน้า ไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์ มีจิตคลายความกำหนัด รู้แจ้งธรรมารมณ์นั้น และไม่ติดธรรมารมณ์นั้นอยู่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๖. เสลเถรคาถา
เมื่อพระโยคีนั้น รู้แจ้งธรรมารมณ์หรือแม้เสวยเวทนา โดยที่กิเลสมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปไม่ได้ กิเลสวัฏย่อมสิ้นไป ย่อมก่อรากขึ้นไม่ได้ ท่านมีสติประพฤติอยู่อย่างนี้ เมื่อไม่ก่อวัฏฏทุกข์อย่างนี้ ท่านกล่าวว่าอยู่ใกล้นิพพาน