๑. ตาลปุฏเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา ๑๙. ปัญญาสนิบาต ๑. ตาลปุฏเถรคาถา ภาษิตของพระตาลปุฏเถระ (พระตาลปุฏเถระหวังจะจำแนกแสดงโยนิโสมนสิการโดยประการต่างๆ จึงได้ กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)
เมื่อไรหนอเราจะอยู่ผู้เดียวไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนที่ซอกเขา เมื่อไรหนอเราจะพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวงโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยงอยู่ เมื่อไรหนอความดำริเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จได้
เมื่อไรหนอเราจะได้เป็นมุนีนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ที่ตัดด้วยศัสตรา ไม่ยึดมั่น ไม่มีความหวัง ละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เที่ยว ไปในป่าใหญ่อยู่ได้อย่างสบาย
เมื่อไรหนอเราจึงจะเห็นแจ้งร่างกายนี้ซึ่งไม่เที่ยง เป็นรังแห่ง ความตายและเป็นรังแห่งโรค ถูกมรณะและชราคอยรบกวน ปราศจากความกลัว อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราพึงจับดาบคมกริบคืออริยมรรคที่สำเร็จด้วยปัญญา ตัดเถาวัลย์คือตัณหาที่ก่อให้เกิดภัย นำทุกข์มาให้ เป็นเหตุให้หมุนวนเวียนไปตามอารมณ์มากอย่าง ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราจะได้ฉวยศัสตราที่สำเร็จด้วยปัญญาอันมีเดชานุภาพ มากของท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย หักรานกิเลสมาร พร้อมทั้งเสนามารโดยฉับพลัน เหนือบัลลังก์สีหอาสน์ ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ @เชิงอรรถ : @ บัลลังก์ที่นั่งอย่างมั่นคง, บัลลังก์ที่นั่งแล้วชนะมารและเสนามารได้ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๙๘/๕๑๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
เมื่อไรหนอสัตบุรุษผู้มีความหนักแน่นในธรรม คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็นจริง ชนะอินทรีย์แล้ว จะพึงเห็นเราว่า บำเพ็ญเพียรในสมาคม ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอความเกียจคร้าน ความหิวกระหาย ลม แดด หรือเหลือบ ยุง สัตว์เลื้อยคลาน จะไม่เบียดเบียนเราที่ซอกภูเขา นี้เป็นความประสงค์ส่วนตัวเรา ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราจึงจะได้เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบแล้วด้วยพระปัญญา ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอ เราจะมีความสงบระงับจากเครื่องเร่าร้อน ในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เรายังไม่รู้เท่าทัน พิจารณาเห็นได้ด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยคำหยาบ จะไม่เดือดร้อนใจ เพราะคำหยาบนั้นเป็นเหตุ ถึงได้รับการสรรเสริญ ก็จะไม่ยินดี เพราะการสรรเสริญนั้นเป็นเหตุ ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราพึงเห็นสภาพภายใน คือ เบญจขันธ์ของเราเหล่านี้ รูปธรรมที่ยังไม่รู้ และสภาพภายนอก คือ ท่อนไม้ กอหญ้า และลดาวัลย์ ว่าเป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
เมื่อไรหนอน้ำฝนใหม่ตามฤดูกาลในเวลาใกล้รุ่ง จะตกรดเราผู้ครองผ้าจีวรดำเนินไปในมรรคา ที่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ดำเนินไปอยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราพึงได้ยินเสียงร้องของนกยูงที่ซอกเขาในป่า แล้วลุกขึ้นพิจารณาเพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราจะพึงข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา สุรัสวดี ที่ไหล ไปถึงบาดาล มีปากอ่าวใหญ่ทั้งน่ากลัว ไปได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราจะพึงงดเว้นนิมิตว่างามทั้งปวงเสียได้ ขวนขวายในฌานแล้ว ทำลายความพอใจในกามคุณทั้งหลาย เหมือนช้างทำลายเสาตะลุง และโซ่เหล็กได้แล้วเที่ยวไปในสงคราม ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
เมื่อไรหนอเราจึงจะได้บรรลุคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่ได้แล้ว พอใจเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสนถูกเจ้าหนี้บีบ บังคับ แสวงหาทรัพย์มาได้ก็พึงพอใจ ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ
(จิตผู้เจริญ) ท่านอ้อนวอนเรามาเป็นเวลาหลายปีว่า ท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เรานั้นก็ได้บวชสมประสงค์ แล้ว เหตุไฉน ท่านจึงไม่ชักนำเสียเล่า
จิตผู้เจริญ ท่านอ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูงนกยูงมีขนปีกแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตาม ซอกเขา จะทำท่านผู้เข้าฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน @เชิงอรรถ : @ สมถะและวิปัสสนา (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๑๐๕/๕๑๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
เรายอมสละญาติมิตรอันเป็นที่รักในสกุล ความยินดีในการเล่น และกามคุณในโลกได้หมดแล้ว เข้ามาถึงป่านี้ ท่านช่างไม่ยินดีกับเราเสียเลยนะจิต
เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า เพราะจิตนี้เป็นของเราเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงไม่ใช่ของผู้อื่น การร้องไห้รำพันจะมีประโยชน์อะไร ในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร จิตทั้งหมดนี้มีแต่หวั่นไหวดังนี้ จึงได้ออกบวชแสวงหาอมตบท
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเหนือเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระได้ ตรัสสุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเหมือนลิง ทั้งห้ามได้แสนยาก เพราะไม่ปราศจากความกำหนัด
เพราะเหล่าปุถุชนที่ยังไม่รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลายที่งดงาม มีรสหวาน ชวนให้รื่นรมย์ใจ พวกเขาแสวงหาภพใหม่ ก่อแต่สิ่งที่ไร้ประโยชน์ ถูกจิตทำให้เหินห่างจากสุข นำไปไว้ในนรก ย่อมประสบทุกข์
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านมีเสือเหลืองและเสือโคร่งห้อมล้อมอยู่ในป่า ที่มีเสียงนกยูงและนกกระไนร่ำร้อง จงละความห่วงใยในร่างกาย อย่าได้พลาดหวังเสียเลย
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงเจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา ทั้งบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนาให้ได้
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงเจริญมรรคมีองค์ ๘ ที่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์ หยั่งถึงความสิ้นทุกข์ทั้งมวล ชำระล้างกิเลสได้หมดสิ้น เพื่อบรรลุนิพพานให้ได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยอุบายที่แยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละเหตุให้เกิดทุกข์ และจงทำความสิ้นทุกข์ในอัตภาพนี้แหละ ให้ได้
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงพิจารณาเบญจขันธ์โดยอุบายที่แยบคายว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่า ว่างเปล่า ไม่มีตัวตน และว่า ต้องวิบัติไป เป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารทางใจเสียให้ได้
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงปลงผมและโกนหนวดแล้ว ถือเพศสมณะ มีรูปร่างแปลก ถูกเขาสาปแช่ง ถือบาตรเที่ยวภิกษาไปตามตระกูลทั้งหลาย จงพากเพียรในคำสอนของพระศาสดา ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้ได้
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงสำรวมระวังให้ดี เมื่อเที่ยวไปในระหว่างตรอก อย่ามีใจเกี่ยวข้องในตระกูล และกามารมณ์ทั้งหลายเที่ยวไป เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญที่ปราศจากเมฆฉะนั้น
จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า ท่านจงยินดีในธุดงคคุณทั้ง ๕ คือ (๑) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร (๒) ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร (๓) ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร (๔) ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (๕) ถือการไม่นอนเป็นวัตรทุกเมื่อให้ได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
บุคคลบางคนต้องการผลไม้ ปลูกไม้ผลไว้แล้ว ไม่ได้รับผล ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด จิต ท่านทำเรา ที่ท่านชักนำให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ให้เป็นเหมือนบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ฉันนั้น
จิต ที่ไม่มีรูปร่าง ไปได้ไกล ทั้งเที่ยวไปแต่ผู้เดียว บัดนี้ เราจะไม่ทำตามคำของท่าน เพราะกามทั้งหลาย ล้วนแต่ก่อให้เกิดทุกข์ ให้ผลเผ็ดร้อน มีภัยอย่างใหญ่หลวง เราจะประพฤติมุ่งมั่นอยู่เฉพาะนิพพาน
เราไม่ได้ออกบวชเพราะไม่มีบุญ เพราะหมดความกระดากอาย เพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจจิต เพราะทำผิดต่อชาติบ้านเมือง ก็หรือเพราะเหตุแห่งอาชีพ จิต ก็ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จะอยู่ในอำนาจเรามิใช่หรือ
จิต ท่านแนะนำเราไว้คราวนั้นแหละว่า ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความสงบทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ มาบัดนี้ ท่านกลับประพฤติเช่นเดิม
เราไม่อาจกลับไปหาตัณหา อวิชชา ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และกามคุณที่น่าชอบใจ ซึ่งคายได้แล้ว
จิต เราได้ทำตามคำของท่านมาทุกภพ ทุกชาติ ทุกคติ และทุกวิญญาณฐิติ เราไม่ได้ขุ่นเคืองท่านในหลายชาติ เพราะความที่ท่านเป็นคนกตัญญู จึงเกิดมีอัตภาพนี้ขึ้น ทั้งเราก็ได้เร่ร่อนไปในทุกข์ ที่ท่านทำให้มาช้านาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
จิต ท่านนั่นแหละทำเราให้เป็นพราหมณ์บ้าง ให้เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นพระราชาบ้าง เพราะอำนาจแห่งท่านนั่นแหละ บางคราวเราเป็นแพศย์บ้าง เป็นศูทรบ้าง เป็นเทพบ้าง
เพราะเหตุแห่งท่าน เพราะอำนาจแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ บางคราวเราเป็นอสูรบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง
ท่านประทุษร้ายเรามาแล้วบ่อยครั้งมิใช่หรือ ท่านแสดงน้ำใจเหมือนจะห้ามเรา ครู่เดียวท่านก็ล่อลวงเหมือนกับคนบ้า จิต เราได้ผิดอะไรต่อท่านไว้บ้าง
แต่ก่อนจิตนี้ได้ท่องเที่ยวไปตามอารมณ์ต่างๆ ตามความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความสบาย วันนี้ เราจะข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย เหมือนควาญช้างปราปพยศช้างตกมัน
พระศาสดาของเราทรงหยั่งรู้โลกนี้ โดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มีแก่นสาร จิต เชิญท่านพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินเจ้า ช่วยเราให้ข้ามโอฆะใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก
จิต เรือนคืออัตภาพนี้ไม่เป็นของท่านเหมือนเมื่อก่อน เราไม่พึงกลับไปอยู่ในอำนาจท่าน จะบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ธรรมดาสมณะทั้งหลายไม่ประสบความเสียหายเหมือนเรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคาเป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่ทั้ง ๔ ทิศน้อยทั้ง ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และภพทั้ง ๓ ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ จิต ท่านไปที่ไหนเล่าจึงจะยินดีความสุข
จิต เรามั่นคงแล้ว ท่านจะทำอะไรได้ เราไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจท่าน คนไม่พึงแตะต้องถุงหนัง มีปากสองข้าง น่าตินัก ร่างกายที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดต่างๆ หลั่งของไม่สะอาดออกจากปากแผลทั้ง ๙
ท่านเข้าไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมเขาและยอดเขา ที่สวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งฝูงหมูป่าและฝูงกวางอาศัยอยู่ และป่าที่ฝนตกรดใหม่ๆ นั้น จะยินดีภาวนา ณ ที่นั้น
ฝูงนกยูงมีขนคอเขียวสวยงาม มีหงอนงาม มีปีกงาม ทั้งปกคลุมด้วยขนปีกสวยงาม ส่งสำเนียงเสียงร้องก้องกังวานไพเราะจับใจนั้น จะช่วยท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้รื่นรมย์ได้
เมื่อฝนตก หญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว เมื่อป่าไม้ผลิดอกออกช่อ งามคล้ายก้อนเมฆ เราเป็นเหมือนต้นไม้จะนอนบนยอดหญ้าในระหว่างภูเขา เครื่องลาดหญ้านั้นอ่อนนุ่มจะเป็นเหมือนที่นอนสำลีสำหรับเรา
เราจะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้เหมือนคนผู้เป็นใหญ่ จะพอใจด้วยปัจจัยตามที่ได้ จะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้ เหมือนคนไม่เกียจคร้าน เหมือนกระสอบใส่แมวที่มัดไว้ดีแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] ๑. ตาลปุฏเถรคาถา
เราจะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้เหมือนคนผู้เป็นใหญ่ จะพอใจด้วยปัจจัยตามที่ได้ จะใช้ความพยายามนำท่านมาไว้ในอำนาจให้ได้ เหมือนนายควาญช้างผู้ชาญฉลาด ใช้ขอสับช้างตกมันให้อยู่ในอำนาจตน
เราพร้อมกับท่านผู้ฝึกฝนดีแล้ว มั่นคง สามารถดำเนินไปถึงทางที่ปลอดโปร่ง ซึ่งท่านผู้ตามรักษาจิตทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วทุกสมัย เหมือนนายสารถีผู้ฝึกม้าสามารถดำเนินไปถึงภูมิภาค ที่ปลอดภัยได้ด้วยม้าอาชาไนยที่มีใจซื่อตรง
เราจะผูกท่านไว้ที่อารมณ์กรรมฐานด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายควาญช้างใช้เชือกที่เหนียวผูกช้างไว้ที่เสาตะลุง จิตที่เราคุ้มครองดี อบรมดีแล้วด้วยสติ จะเป็นจิตอันตัณหาในภพทั้งปวงอาศัยไม่ได้
ท่านตัดเหตุเกิดคืออายตนะที่แล่นไปผิดทางด้วยปัญญา ข่มมันเสียด้วยความเพียร ให้ตั้งมั่นอยู่ในทางถูก เห็นแจ้งทั้งความเกิดและความดับ แล้วจะเป็นทายาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีวาทะเป็นเลิศ
จิต ท่านชักนำเราให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ อย่าง เหมือนคนจูงเด็กชาวบ้านวิ่งวนไปฉะนั้น ท่านน่าจะคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เพียบพร้อมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ตัดเครื่องผูกคือสังโยชน์เสียได้ เป็นพระมหามุนี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๙. ปัญญาสนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต
มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยวไปในป่าอันงดงามอย่างเสรี จิต ท่านก็จะรื่นรมย์ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คนตามลำพังใจ เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่านก็จะต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย
จิตชายและหญิงเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ ตามอำนาจของท่าน จะเสวยความสุข ชายหญิงเหล่านั้นโง่เขลา ประพฤติไปตามอำนาจมาร เพลิดเพลินในภพน้อยภพใหญ่ เป็นสาวกของท่าน ปัญญาสนิบาต จบบริบูรณ์ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ พระตาลปุฏเถระผู้บริสุทธิ์รูปเดียว และในปัญญาสนิบาตนี้ มี ๕๕ ภาษิต ฉะนี้แล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๗}