คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

มหาโมคคัลลานเถรคาถา

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๔๐๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระมหาโมคคัลลานเถระ

เถรคาถาย สฏฺฐิกนิปาโต

๔๐๐

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ภาษิตคาถา ๔ คาถาเบื้องต้น ความว่า ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดี เฉพาะอาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วย ดีในภายใน พึงทำลายเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุผู้ถือ การอยู่ในป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดีเฉพาะ อาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การเสาะแสวงหา พึงกำจัดเสนาแห่ง พระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนกุญชรทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น ภิกษุ ผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดี เฉพาะอาหารในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดี พึง ทำลายเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุทั้งหลายผู้ถือการอยู่โคน ไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารในบาตร อันเนื่องแต่การแสวงหา พึงกำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือน ช้างกุญชรทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น. อีก ๔ คาถาต่อไป ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตไว้ ด้วยอำนาจ สอนหญิงเพศยาซึ่งมาเล้าโลมท่านว่า เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครงกระดูก อันฉาบทา ด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่นและเป็นของตน ในร่างกาย ของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนาง- ปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์ ภิกษุควรละเว้น สรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบ สะอาด หลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น หากว่าคนพึงรู้จักสรีระ ของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีกเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาดเห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสีย ห่างไกล ฉะนั้น. เมื่อหญิงแพศยาคนนั้นได้ฟังดังนี้แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงตอบพระเถระเป็นคาถา ความว่า ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่คน บางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกายอันนี้ เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตม ฉะนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระเมื่อจะชี้แจงให้นางรู้ว่า การประพฤติตามใจชอบเช่นนี้ไม่มี ประโยชน์ มีแต่นำโทษมาให้โดยถ่ายเดียว จึงกล่าวเป็นคาถา ๒ คาถาความว่า ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อมอย่างอื่น การกระทำ ของผู้นั้นก็ลำบากเปล่าๆ จิตของเรานี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่น ด้วยดีในภายใน เพราะฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิต อันลามกของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟย่อมถึงความ พินาศ ฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นตั้งไว้ มีแผล ทั่วๆ ไป อันบุญกรรมกระทำให้วิจิตร กระสับกระส่าย พวกคนพาลพา กันดำริโดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด. พระมหาโมคคัลลานะ ปรารภการนิพพานของพระสารีบุตรเถระเป็นเหตุจึงกล่าวคาถา ขึ้น ๔ คาถาความว่า เมื่อท่านพระสารีบุตรเถระ ผู้เพียบพร้อมไปด้วยอุฏฐานะ เป็นอันมาก มีศีลสังวรเป็นต้น นิพพานไปแล้ว ก็เกิดเหตุน่าสะพรึงกลัว ขนพอง สยองเกล้า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อม ไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นสุข ชนเหล่าใดพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของแปรปรวน และโดยไม่ใช่ตัวตน ชนเหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือนนายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศร ฉะนั้น อนึ่ง ชนผู้มี ความเพียรเหล่าใด พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปร- ปรวนและโดยไม่ใช่ตัวตน ชนผู้มีความเพียรเหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอด ธรรมอันละเอียด เหมือนนายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศร ฉะนั้น. พระมหาโมคคัลลานะปรารภพระติสสเถระ จึงกล่าวเป็นคาถาหนึ่งคาถาความว่า ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกามารมณ์เสีย เหมือน บุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และเหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่ บนศีรษะตน ฉะนั้น ภิกษุผู้มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับไฟ ซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตน ฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคซึ่งได้ทรงอบรม พระองค์มาแล้วผู้ทรงไว้ซึ่งพระสรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้หวั่นไหวด้วยปลายนิ้วเท้า บุคคล ปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน อันเป็นเหตุปลด- เปลื้อง กิเลส เครื่อง ร้อยกรอง ทั้งปวงด้วยกำลังความเพียร อันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความเพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็น บุรุษผู้สูงสุดชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกายอันมีในที่สุด สายฟ้าทั้งหลายฟาดลงไปตามช่องภูเขาเวภารบรรพต และภูเขาปัณฑว- บรรพต ส่วนอาตมาเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้าไปสู่ช่องภูเขาเจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ ยินดีแต่ใน ธรรมอันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้ง เทวดากราบไหว้ ดูกรพราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปผู้สงบระงับ ผู้ยินดีแต่ในธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาท แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็น กษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์สืบวงศ์ตระกูลมาเป็นลำดับๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วยไตรเพท ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง เวทนา ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อยๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยว ๑๖ อันจำแนก ออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ไหว้กระกัสสปนี้เพียงครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลา เช้าเข้าวิโมกข์ ๘ โดยอนุโลมและปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้วเที่ยว ไปบิณฑบาต ดูกรพราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้ ทำลายตนเสียเลย ท่านจงยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ผู้คงที่เถิด จงรีบประณมอัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่านอย่าแตกไปเสียเลย, พระ- โปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้แล้ว เดินไป สู่ทางผิดซึ่งเป็นทางคดไม่ควรเดิน พระโปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภและสักการะ ดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึงเป็นผู้ไม่มีแก่น- สาร อนึ่ง เชิญท่านมาดู ท่านพระสารีบุตรผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณ ที่น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลสด้วยสมาธิและปัญญา มีจิตตั้งมั่นใน ภายใน เป็นผู้ปราศจากลูกศร สิ้นสังโยชน์ บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้ เป็นพระทักขิเณยยบุคคล ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรืองยศศักดิ์นับจำนวนหมื่น พร้อมด้วย พรหมชั้นพรหมปโรหิต ได้พากันมาประณมอัญชลีนมัสการพระโมคคัล- ลานเถระ โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบน้อม แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิร- ทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้งหลายสิ้นไป เป็นทักขิเณยยบุคคล พระโมค- คัลลานเถระ เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิดโดยอริยชาติ ครอบงำความตายได้แล้วไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วย น้ำ ฉะนั้น พระโมคคัลลานเถระรู้แจ้งโลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียวเสมอด้วย ท้าวมหาพรหม เป็นผู้ชำนาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ ในจุติและอุบัติของ สัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาลอันสมควร ภิกษุใดทรงคุณธรรม ชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือพระสารีบุตร เป็นผู้สูงสุด อย่างยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงฤทธิ์ต่างๆ เป็นผู้ถึงความชำนาญ ในฤทธิ์พึงเนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่าโมคคัล- ลานะโดยโคตร เป็นผู้ชำนาญในสมาธิและวิชชา ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็นปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้อันตัณหาไม่อาศัย มีอินทรีย์ มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำคือกิเลสทั้งสิ้นเสียอย่างเด็ดขาด เหมือนกับ กุญชรชาติตัดปลอกที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไป ฉะนั้น เราคุ้น เคยกับพระศาสดา ฯลฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เราบรรลุ ถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึง ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวก นามว่าวิธุระและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่ากกุสันธะ แล้วหมกไหม้ อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือ เป็นนรกที่มีขอเหล็กตั้งร้อย และ เป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะตนทุกแห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียด เบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่ากกุ- สันธะ หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่ง พระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมาน ทั้งหลายลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสีเหมือนแก้ว ไพฑูรย์ เป็นวิมานงดงาม มีรัศมีพลุ่งออกเหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มีหมู่ นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตกต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ ภิกษุใดเป็นสาวก แห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุ รูปใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่ ได้ทำ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์ เป็นแน่แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง ทำเวชยันตปราสาทให้หวั่นไหว ได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และยังเทพเจ้าทั้งหลายให้สลดใจ ภิกษุใดเป็น สาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มี- ธรรมดา ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถามท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรงทราบ วิมุติอันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร ท้าวสักกเทวราชถูก ถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนวเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว แก่ภิกษุนั้น ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้ารู้กรรมและผลกรรมโดย- ประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้อง ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหาพรหมว่า ดูกรอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิดอยู่เหมือนเมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่ บนพรหมโลกเท่านั้น ที่ดาวดึงสพิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมีความเห็น ผิดอยู่เหมือนก่อน คือ ท่านยังเห็นอยู่ว่า บนพรหมโลกมีแสงสว่างพวยพุ่ง ออกได้เองหรือ ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหาแล้ว ได้พยากรณ์ตาม ความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้ เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน คือ ไม่ได้เห็นว่า บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่ง ออกไปได้เอง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับมี ความเห็นว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผล- กรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีป และปุพพวิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีปและชาว อุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน ภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะ ไหม้คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้ไหม้ตนเอง ฉันใด ดูกรมาร ท่านประทุษร้ายพระตถาคตนั้นแล้ว ก็จักเผาตนเอง เหมือนกับคนพาลถูกไฟไหม้ ฉะนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมาร คอยแต่ประทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบแต่สิ่งซึ่งมิใช่บุญ หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา แน่นะมารผู้มุ่งแต่ความตาย เพราะท่านได้ทำบาปมาโดยส่วนเดียว จะต้องเข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลาย ผู้สาวกของ พระพุทธเจ้าอีกต่อไปเลย พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่า เภสกฬาวันดังนี้แล้ว ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจจึงได้หายไป ณ ที่นั้น นั่นเอง. ได้ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตคาถาทั้งหมดด้วยประการฉะนี้แล. ----------------------------------------------------- ในสัฏฐิกนิบาตปรากฏว่า พระมหาโมคคัลลานเถระผู้มีฤทธิ์มากองค์เดียว เท่านั้น ได้ภาษิตคาถาเหล่านั้นไว้ ๖๘ คาถา. จบ สัฏฐิกนิบาต. -----------------------------------------------------

|๔๐๐.๑๑๔๔| ๑ อารญฺญิกา ปิณฺฑปาติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ทาเลมุ มจฺจุโน เสนํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตา ฯ |๔๐๐.๑๑๔๕| อารญฺญิกา ปิณฺฑปาติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ธุนามุ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร ฯ |๔๐๐.๑๑๔๖| รุกฺขมูลิกา สาตติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ทาเลมุ มจฺจุโน เสนํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตา ฯ |๔๐๐.๑๑๔๗| รุกฺขมูลิกา สาตติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ธุนามุ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร ฯ |๔๐๐.๑๑๔๘| อฏฺฐิกงฺกลกุฏิเก มํสนฺหารุปฺปสิพฺพิเต ธิรตฺถุ ปูเร ทุคฺคนฺเธ ปรคตฺเต มมายเส ฯ |๔๐๐.๑๑๔๙| คูถภสฺเต ตโจนทฺเธ อุรคณฺฑปิสาจินิ นว โสตานิ เต กาเย ยานิ สนฺทนฺติ สพฺพทา ฯ |๔๐๐.๑๑๕๐| ตว สรีรํ นวโสตํ ทุคฺคนฺธกํ ปริวชฺเชยฺย ภิกฺขุ ปริวชฺชยเต ตํ มีฬฺหํว ยถา สุจิกาโม ฯ |๔๐๐.๑๑๕๑| เอวญฺเจ ตํ ชโน ชญฺญา ยถา ชานามิ ตํ อหํ อารกา ปริวชฺเชยฺย คูถฏฺฐานํว ปาวุเส ฯ |๔๐๐.๑๑๕๒| เอวเมตํ มหาวีร ยถา สมณ ภาสสิ เอตฺถ เจเก วิสีทนฺติ ปงฺกมฺหิว ชรคฺคโว ฯ |๔๐๐.๑๑๕๓| อากาสมฺหิ หลิทฺทาย โย มญฺเญถ รเชตเว อญฺเญน วาปิ รงฺเคน วิฆาตุทยเมว ตํ ฯ |๔๐๐.๑๑๕๔| ตทากาสสมํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตํ มา ปาปจิตฺเต อาสาทิ อคฺคิกฺขนฺธํว ปกฺขิมา ฯ |๔๐๐.๑๑๕๕| ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ฯ |๔๐๐.๑๑๕๖| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ อเนกาการสมฺปนฺเน สารีปุตฺตมฺหิ นิพฺพุเต ฯ |๔๐๐.๑๑๕๗| อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข ฯ |๔๐๐.๑๑๕๘| สุขุมํ เต ปฏิวิชฺฌนฺติ วาลคฺคํ อุสุนา ยถา เย ปญฺจกฺขนฺเธ ปสฺสนฺติ ปรโต โน จ อตฺตโต ฯ |๔๐๐.๑๑๕๙| เย จ ปสฺสนฺติ สงฺขาเร ปรโต โน จ อตฺตโต ปจฺจพฺยาธึสุ นิปุณํ วาลคฺคํ อุสุนา ยถา ฯ |๔๐๐.๑๑๖๐| สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก กามราคปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ |๔๐๐.๑๑๖๑| สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก ภวราคปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ |๔๐๐.๑๑๖๒| โจทิโต ภาวิตตฺเตน สรีรนฺติมธารินา มิคารมาตุ ปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยึ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๓| น ยิทํ สิถิลมารพฺภ น ยิทํ อปฺเปน ถามสา นิพฺพานมธิคนฺตพฺพํ สพฺพคนฺถปโมจนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๔| อยญฺจ ทหโร ภิกฺขุ อยมุตฺตมโปริโส ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ เชตฺวา มารํ สวาหนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๕| วิวรมนุปตนฺติ วิชฺชุตา เวภารสฺส จ ปณฺฑวสฺส จ นควิวรคโต จ ฌายติ ปุตฺโต อปฺปฏิมสฺส ตาทิโน ฯ |๔๐๐.๑๑๖๖| อุปสนฺโต อุปรโต ปนฺตเสนาสโน มุนิ ทายาโท พุทฺธเสฏฺฐสฺส พฺรหฺมุนา อภิวนฺทิโต ฯ |๔๐๐.๑๑๖๗| อุปสนฺตํ อุปรตํ ปนฺตเสนาสนํ มุนึ ทายาทํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วนฺท พฺราหฺมณ กสฺสปํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๘| โย จ ชาติสตํ คจฺเฉ สพฺพา พฺราหฺมณชาติโย โสตฺถิโย เวทสมฺปนฺโน มนุสฺเสสุ ปุนปฺปุนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๙| อชฺฌายโกปิ เจ อสฺส ติณฺณํ เวทาน ปารคู เอตสฺส วนฺทนาเยกํ กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๐| โย โส อฏฺฐ วิโมกฺขานิ ปุเรภตฺตํ อผุสฺสยิ อนุโลมํ ปฏิโลมํ ตโต ปิณฺฑาย คจฺฉติ |๔๐๐.๑๑๗๑| ตาทิสํ ภิกฺขุํ มาสาทิ มาตฺตานํ ขณิ พฺราหฺมณ อภิปฺปสาเทหิ มนํ อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ขิปฺปํ ปญฺชลิโก วนฺท มา เต วิชฏิ มตฺถกํ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๒| น โส ปสฺสติ สทฺธมฺมํ สํสาเรน ปุรกฺขโต อจงฺกมํ ชิมฺหปถํ กุมคฺคมนุธาวติ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๓| กิมีว มีฬฺหปลิตฺโต สงฺขาเร อธิมุจฺฉิโต ปคาโฬฺห ลาภสกฺกาเร ตุจฺโฉ คจฺฉติ โปฏฺฐิโล ฯ |๔๐๐.๑๑๗๔| อิมญฺจ ปสฺส อายนฺตํ สารีปุตฺตํ สุทสฺสนํ ฯ วิมุตฺตํ อุภโตภาเค อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตํ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๕| วิสลฺลํ ขีณสํโยคํ เตวิชฺชํ มจฺจุหายินํ ทกฺขิเณยฺยํ มนุสฺสานํ ปุญฺญกฺเขตฺตมนุตฺตรํ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๖| เอเต สมฺพหุลา เทวา อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน ทส เทวสหสฺสานิ สพฺเพ พฺรหฺมปุโรหิตา โมคฺคลฺลานํ นมสฺสนฺตา ติฏฺฐนฺติ ปญฺชลีกตา |๔๐๐.๑๑๗๗| นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกฺขิเณยฺโยสิ มาริส ฯ |๔๐๐.๑๑๗๘| ปูชิโต นรเทเวน อุปฺปนฺโน มรณาภิภู ปุณฺฑรีกํว โตเยน สงฺขาเรโนปลิมฺปติ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๙| ยสฺส มุหุตฺเตน สหสฺสธา โลโก สํวิทิโต สพฺรหฺมกปฺโป วสี อิทฺธิคุเณ จุตูปปาเต กาเล ปสฺสติ เทวตา ส ภิกฺขุ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๐| สารีปุตฺโตว ปญฺญาย สีเลน อุปสเมน จ โยปิ ปารงฺคโต ภิกฺขุ เอตาวปรโม สิยา ฯ |๔๐๐.๑๑๘๑| โกฏิสตสหสฺสสฺส อตฺตภาวํ ขเณน นิมฺมิเน อหํ วิกุพฺพนาสุ กุสโล วสีภูโตมฺหิ อิทฺธิยา ฯ |๔๐๐.๑๑๘๒| สมาธิวิชฺชาวสี ปารมีคโต โมคฺคลฺลานโคตฺโต อสิตสฺส สาสเน ธีโร สมุจฺฉินฺทิ สมาหิตินฺทฺริโย นาโค ยถา ปูติลตํว พนฺธนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๓| ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ |๔๐๐.๑๑๘๔| ยสฺส จตฺถาย ปพฺพชิโต อคารสฺมา อนคาริยํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๔๐๐.๑๑๘๕| กีทิโส นิรโย อาสิ ยตฺถ ทุสฺสี อปจฺจถ วิธุรํ สาวกมาสชฺช กกุสนฺธญฺจ พฺราหฺมณํ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๖| สตํ อาสิ อโยสงฺกู สพฺเพ ปจฺจตฺตเวทนา อีทิโส นิรโย อาสิ ยตฺถ ทุสฺสี อปจฺจถ วิธุรํ สาวกมาสชฺช กกุสนฺธญฺจ พฺราหฺมณํ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๗| โย เอตมภิชานาติ ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก ตาทิสํ ภิกฺขุมาสชฺช กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๘| มชฺเฌ สาครสฺมึ ติฏฺฐนฺติ วิมานา กปฺปฏฺฐายิโน เวฬุริยวณฺณา รุจิรา อจฺจิมนฺโต ปภสฺสรา อจฺฉรา ตตฺถ นจฺจนฺติ ปุถู นานตฺตวณฺณิโย |๔๐๐.๑๑๘๙| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๐| โย จ พุทฺเธน โจทิโต ภิกฺขุสงฺฆสฺส เปกฺขโต มิคารมาตุ ปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๑| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๒| โย เวชยนฺตปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยิ อิทฺธิพเลนุปตฺถทฺโธ สํเวเชสิ จ เทวตา ฯ |๔๐๐.๑๑๙๓| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๔| โย เวชยนฺตปาสาเท สกฺกํ โส ปริปุจฺฉติ อปิ อาวุโส ชานาสิ ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย ตสฺส สกฺโก วิยากาสิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ |๔๐๐.๑๑๙๕| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๖| โย พฺรหฺมานํ ปริปุจฺฉติ สุธมฺมายํ อภิโตสภํ อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺฐิ ยา เต ทิฏฺฐิ ปุเร อหู ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ |๔๐๐.๑๑๙๗| ตสฺส พฺรหฺมา วิยากาสิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ น เม มาริส สา ทิฏฺฐิ ยา เม ทิฏฺฐิ ปุเร อหู ฯ |๔๐๐.๑๑๙๘| ปสฺสามิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ โสหมชฺช กถํ วชฺชํ อหํ นิจฺโจมฺหิ ปสฺสโต ฯ |๔๐๐.๑๑๙๙| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๐| โย มหาเนรุโน กูฏํ วิโมกฺเขน อปสฺสยิ วนํ ปุพฺพวิเทหานํ เย จ ภูมิสยา นรา |๔๐๐.๑๒๐๑| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๒| น เว อคฺคิ เจตยติ อหํ พาลํ ฑหามีติ พาโล จ ชลิตมคฺคึ อาสชฺช นํ ปฑยฺหติ |๔๐๐.๑๒๐๓| เอวเมว ตุวํ มาร อาสชฺช นํ ตถาคตํ สยํ ฑหิสฺสติ อตฺตานํ พาโล อคฺคึว สมฺผุสํ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๔| อปุญฺญํ ปสวี มาโร อาสชฺช นํ ตถาคตํ กินฺนุ มญฺญสิ ปาปิม น เม ปาปํ วิปจฺจติ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๕| กรโต เต มิยฺยเต ปาปํ จิรรตฺตาย อนฺตก มาร นิพฺพินฺท พุทฺธมฺหา อาสํ มากาสิ ภิกฺขุสุ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๖| อิติ มารํ อตชฺเชสิ ภิกฺขุ เภสกฬาวเน ตโต โส ทุมฺมโน ยกฺโข ตตฺเถวนฺตรธายตีติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุทฺทานํ ภวติ สฏฺฐิกมฺหิ นิปาตมฺหิ โมคฺคลฺลาโน มหิทฺธิโก เอโกว เถโร คาถาโย อฏฺฐสฏฺฐี ภวนฺติ ตาติ ฯ สฏฺฐิโก นิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ ---------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย