๒. โรหิณีเถรีคาถา
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. โรหิณีเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางโรหิณีเถรี บิดาถามเราว่า
ดูกรแม่โรหิณีผู้เจริญ เจ้าเห็นสมณะนี้ว่าเป็นสมณะ รู้สึกว่าเป็นสมณะ สรรเสริญสมณะทั้งหลาย เจ้าเห็นจักเป็นสมณะเป็นแน่แท้ เจ้าได้ถวาย ข้าวน้ำอันไพบูลย์แก่สมณะทั้งหลาย ดูกรแม่โรหิณี บัดนี้ เราจักขอถาม เจ้า เพราะเหตุไร สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของเจ้า สมณะล้วนแต่ เป็นผู้ไม่ใคร่ต่อการงาน เกียจคร้าน อาศัยสิ่งของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีวิต เป็นผู้มีความหวังอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น แต่คนอื่นใคร่ต่ออาหาร อันอร่อยดี เพราะเหตุไร สมณะทั้งหลาย จึงเป็นที่รักของข้าพเจ้า? เราตอบท่านว่า ข้าแต่คุณพ่อ คุณพ่อถามดิฉันถึงคุณความดีของสมณะทั้งหลายมานาน แล้ว ดิฉันจักชี้แจงคุณความดี คือ ปัญญา ศีล และความบากบั่นของ สมณะเหล่านั้นให้ทราบ สมณะทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ต่อการงาน ไม่เกียจ คร้าน ทำแต่การงานงานประเสริฐสุด ย่อมละราคะและโทสะได้ เพราะ เหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายย่อมกำจัด รากเหง้าทั้ง ๓ ของบาป มีปกติทำแต่กรรมอันสะอาด ละบาปกรรมทั้งปวง ได้แล้ว เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของสมณะเหล่านั้น ล้วนแต่สะอาด เพราะเหตุ นั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายล้วนแต่ปราศ- จากมลทิน เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในและ ภายนอก บริบูรณ์ด้วยธรรมขาว เพราะเหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รัก ของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นพหูสูตทรงธรรม เป็นผู้ประเสริฐเลี้ยงชีวิต โดยชอบธรรม แสดงอรรถและธรรมให้ฟัง เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลาย จึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นพหูสูตทรงธรรมเป็นผู้ประเสริฐ เลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม มีจิตแน่วเป็นอารมณ์เดียว มีสติ เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นผู้ไปไกล มีสติ พูดพอประมาณ ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ทั่วถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้นสมณะ ทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายหลีกไปจากบ้านใด ย่อมไม่ กังวลถึงสัตว์หรือสังขารอะไรในบ้านนั้น เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยหลีกไป เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายย่อม ไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในฉาง ไม่สะสมไว้ในหม้อ ไม่สะสมไว้ในกระเช้า เที่ยวแสวงหาแต่อาหารที่สำเร็จแล้ว เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็น ที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายท่านไม่รับเงินไม่รับทอง ไม่รับรูปิยะ เยียวยาอัตภาพด้วยอาหารอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น สมณะ ทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายออกบวชจากตระกูลต่างๆ กัน และจากชนบทต่างๆ กัน แต่ย่อมรักใคร่กันและกันดี เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน. บิดากล่าวกะเราต่อไปว่า ดูกรลูกโรหิณีผู้เจริญ เจ้าเกิดในตระกูลของเราเพื่อประโยชน์แก่เราหนอ เพราะเจ้าเป็นผู้มีศรัทธา และมีความเคารพอย่างแรงกล้าในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ และเจ้าย่อมรู้จักพระสงฆ์ว่าเป็นเขตบุญอัน ยอดเยี่ยมของโลก ขอให้สมณะเหล่านั้นรับทักษิณาทานของเราบ้าง เพราะไทยธรรมที่เราตั้งไว้แล้วในสมณะเหล่านั้น จักมีผลไพบูลย์แก่เรา. เรากล่าวกะบิดาอย่างนี้ว่า ถ้าคุณพ่อกลัวต่อทุกข์ ถ้าคุณพ่อเกลียดทุกข์ จงเข้าถึงพระพุทธเจ้ากับทั้ง พระธรรมและพระสงฆ์ผู้คงที่ว่าเป็นสมณะ จงสมาทานศีล ด้วยว่า สรณคมน์ และการสมาทานศีล จักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คุณพ่อ. บิดาได้กล่าวกะเราว่า พ่อจะเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ผู้คงที่ว่าเป็นสรณะ และจะสมาทานศีล เพราะสรณคมน์และการสมาทานศีลนั้น จักเป็นไป เพื่อประโยชน์แก่เรา เมื่อก่อนเราเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม แต่เดี๋ยวนี้เรา เป็นพราหมณ์แล้ว เราเป็นผู้มีวิชชา ๓ มีความสวัสดีถึงฝั่งแห่งเวท และ เป็นผู้ล้างบาปได้แล้ว.
|๔๖๘.๒๗๐| ๒ สมณาติ โภติ มํ วิปสฺสิ สมณาติ ปฏิพุชฺฌสิ สมณานเมว กิตฺเตสิ สมณี นูน ภวิสฺสสิ ฯ |๔๖๘.๒๗๑| วิปุลํ อนฺนญฺจ ปานญฺจ สมณานํ ปเวจฺฉสิ โรหิณิ ทานิ ปุจฺฉามิ เกน เต สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๒| อกมฺมกามา อลสา ปรทตฺตูปชีวิโน อาสํสุกา สาธุกามา เกน เต สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๓| จิรสฺสํ วต มํ ตาต สมณานํ ปริปุจฺฉสิ เตสนฺเต กิตฺตยิสฺสามิ ปญฺญาสีลปรกฺกมํ ฯ |๔๖๘.๒๗๔| กมฺมกามา อนลสา กมฺมเสฏฺฐสฺส การกา ราคโทสํ ปชหนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๕| ตีณิ ปาปสฺส มูลานิ ธุนนฺติ สุจิการิโน สพฺพปาปํ ปหีเนสํ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๖| กายกมฺมํ สุจิ เนสํ วจีกมฺมญฺจ ตาทิสํ มโนกมฺมํ สุจิ เนสํ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๗| วิมลา สงฺขมุตฺตาว สุทฺธา สนฺตรพาหิรา ปุณฺณา สุกฺเกหิ ธมฺเมหิ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๘| พหุสฺสุตา ธมฺมธรา อริยา ธมฺมชีวิโน อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๙| พหุสฺสุตา ธมฺมธรา อริยา ธมฺมชีวิโน เอกคฺคจิตฺตา สติมนฺโต เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๐| ทูรงฺคมา สติมนฺโต มนฺตภาณี อนุทฺธตา ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๑| ยมฺหา คามา ปกฺกมนฺติ น วิโลเกนฺติ กิญฺจนํ อนเปกฺขาว คจฺฉนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๒| น เต สํ โกฏฺเฐ โอเสนฺติ น กุมฺภึ น กโฬปิยํ ปรินิฏฺฐิตเมสานา เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๓| น เต หิรญฺญํ คณฺหนฺติ น สุวณฺณํ น รูปิยํ ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๔| นานากุลา ปพฺพชิตา นานาชนปเทหิ จ อญฺญมญฺญํ ปิยายนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๕| อตฺถาย วต โน โภติ กุเล ชาตาสิ โรหิณิ สทฺธา พุทฺเธ จ ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา ฯ |๔๖๘.๒๘๖| ตุวํ เหตํ ปชานาสิ ปุญฺญกฺเขตฺตํ อนุตฺตรํ อมฺหํปิ เอเต สมณา ปฏิคฺคณฺหนฺติ ทกฺขิณํ |๔๖๘.๒๘๗| ปติฏฺฐิโต เหตฺถ ยญฺโญ วิปุโล โน ภวิสฺสติ ฯ สเจ ภายสิ ทุกฺขสฺส สเจ เต ทุกฺขมปฺปิยํ |๔๖๘.๒๘๘| อุเปหิ พุทฺธํ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ สมาทิยาหิ สีลานิ ตนฺเต อตฺถาย เหหิติ ฯ |๔๖๘.๒๘๙| อุเปมิ พุทฺธํ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ สมาทิยามิ สีลานิ ตํ เม อตฺถาย เหหิติ ฯ |๔๖๘.๒๙๐| พฺรหฺมพนฺธุ ปุเร อาสึ โส อิทานิมฺหิ พฺราหฺมโณ เตวิชฺโช โสตฺถิโย จมฺหิ เวทคู จมฺหิ นฺหาตโก ฯ โรหิณี ฯ