คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา

๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

อ่านตัวบท · ไม่ตีความ๒๙ ข้อ๑ ฉบับ

๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา ภาษิตของพระสุภากัมมารธิดาเถรี พระสุภากัมมารธิดาเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

๓๓๙

เพราะเมื่อก่อน เรายังสาวนุ่งห่มผ้าสะอาด ได้ฟังธรรมแล้ว เรานั้นไม่ประมาท จึงได้ตรัสรู้สัจธรรม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

๓๔๐

ฉะนั้น เราจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งในกามทั้งปวง เห็นภัยในกายของตน กระหยิ่มเฉพาะเนกขัมมะเท่านั้น

๓๔๑

ละหมู่ญาติ ทาส กรรมกร บ้าน ไร่นา ความมั่งคั่ง และกองโภคะที่น่ารื่นรมย์ ที่เขาบันเทิงกันนัก

๓๔๒

ละสมบัติมิใช่น้อย ออกบวชด้วยศรัทธาอย่างนี้ ในพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศดีแล้ว

๓๔๓

ข้อที่เราละเงินทองแล้วยังกลับ (ยินดีเงินทอง) อีกนั้น ไม่สมควรแก่เรา เพราะเราปรารถนาความไม่มีห่วงกังวล

๓๔๔

เพราะเงินทอง หาใช่มีไว้เพื่อความตรัสรู้ เพื่อความสงบใจไม่ เงินทองนั้นไม่สมควรแก่สมณะ ทั้งไม่ใช่อริยทรัพย์

๓๔๕

อนึ่ง เงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา ให้เกิดความลุ่มหลง เป็นเครื่องเพิ่มพูนความกำหนัดยินดี มีความระแวง มีความยุ่งยาก และในเงินทองนั้นไม่มีความยั่งยืนมั่นคงเลย

๓๔๖

อนึ่ง ผู้คนเป็นอันมากยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท มีใจเศร้าหมอง ต่างผิดใจต่อกันและกัน กระทำความบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน

๓๔๗

การฆ่ากัน การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือเป็นต้น ความเสื่อม ความเศร้าโศก ร่ำไร ความพินาศเป็นอันมากของคนทั้งหลาย ผู้เนื่องอยู่ในกามทั้งหลาย ก็มองเห็นกันอยู่

๓๔๘

ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนเป็นศัตรู เพราะเหตุไร จึงชักจูงเรานั้นไว้ในกามทั้งหลายเล่า ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

๓๔๙

อาสวะทั้งหลาย ย่อมไม่สิ้นไปเพราะเงินและทอง กามทั้งหลาย เป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึก เป็นดังลูกศรเสียบไว้

๓๕๐

ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนเป็นศัตรู เพราะเหตุไร จึงชักจูงเราไว้ในกามทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เราบวชศีรษะโล้นครองผ้าสังฆาฏิแล้ว

๓๕๑

ก้อนข้าวที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ การเที่ยวแสวงหา การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล และบริขารเครื่องอาศัยของนักบวชผู้ไม่มีเรือน นี่แหละเป็นของเหมาะสมสำหรับเรา

๓๕๒

กามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์ และที่เป็นของมนุษย์ เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่คลายเสียแล้ว ท่านเหล่านั้น น้อมไปแล้วในฐานะอันปลอดโปร่ง บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว

๓๕๓

เราอย่าร่วมด้วยกามทั้งหลายซึ่งช่วยอะไรไม่ได้เลย กามทั้งหลายเป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า อุปมาด้วยกองไฟ นำแต่ทุกข์มาให้

๓๕๔

กามนั่น เป็นสภาวะที่เบียดเบียน มีภัย เป็นไปกับด้วยความคับแค้น เป็นเสี้ยนหนาม และกามนั้น มีสภาวะหมกมุ่น ไม่เรียบร้อย เป็นเหตุลุ่มหลงมาก

๓๕๕

เป็นเหตุขัดข้อง และเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลาย เปรียบด้วยงูพิษ ที่เหล่าปุถุชนทั้งเขลาและบอดเพลิดเพลินกันยิ่งนัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

๓๕๖

ปุถุชนเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก ข้องอยู่แล้วด้วยเปือกตมคือกาม ไม่รู้ความจริงในโลก ย่อมไม่รู้ซึ้งถึงที่สิ้นสุดความเกิดและความตาย

๓๕๗

ผู้คนเป็นอันมากพากันเดินทางไปทุคติซึ่งมีกามเป็นเหตุทั้งนั้น อันนำโรคมาให้แก่ตนทีเดียว

๓๕๘

กามทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดศัตรู ให้เดือดร้อน นำความเศร้าหมองมา เป็นเหยื่อในโลก เป็นเครื่องจองจำ เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย

๓๕๙

กามทั้งหลายเป็นเหตุให้บ้า ให้บ่นเพ้อ ย่ำยีจิต เพราะทำหมู่สัตว์ให้เศร้าหมอง พึงเห็นว่า เหมือนลอบที่มารรีบดักไว้

๓๖๐

กามทั้งหลาย มีโทษหาที่สุดไม่ได้ มีทุกข์มาก มีพิษมาก มีความพอใจน้อย เป็นสนามรบ ทำกรรมฝ่ายกุศลให้เหือดแห้งลง

๓๖๑

เรานั้นละความพินาศซึ่งมีกามเป็นเหตุเช่นนั้นได้แล้ว จักไม่กลับมาหามันอีก เพราะว่าตั้งแต่บวชแล้ว เรายินดีอย่างยิ่งในนิพพาน

๓๖๒

หวังความเยือกเย็น จึงทำสงครามต่อกามทั้งหลาย ยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นสังโยชน์ จักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่

๓๖๓

เดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นทางสายตรง ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นทางปลอดโปร่ง ซึ่งเป็นทางที่เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามไปแล้ว (พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำพระเถรีผู้บรรลุพระอรหัตตผลในวันที่ ๘ หลังจาก บวช ผู้นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะทรงสรรเสริญ จึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

๓๖๔

ท่านทั้งหลาย จงดูธิดาของช่างทองผู้สวยงาม ผู้ดำรงอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด เธอได้บรรลุอรหัตตผลอันไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

๓๖๕

วันนี้เป็นวันที่ ๘ หลังจากเธอมีศรัทธาบวชแล้ว งามเพราะบรรลุพระสัทธรรม ได้พระอุบลวัณณาเถรีช่วยแนะนำแล้ว บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุมารเสียได้

๓๖๖

ภิกษุณีรูปนี้นั้น เป็นไทแก่ตัวเอง ไม่เป็นหนี้ อบรมอินทรีย์แล้ว พรากจากกิเลสที่เคยมีได้หมด ไม่มีอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้ว (พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตนี้ไว้ว่า)

๓๖๗

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่สัตว์พร้อมด้วยหมู่เทพ พากันเข้าไปหาพระเถรีซึ่งเป็นธิดาของช่างทอง ผู้สวยงามนั้นด้วยฤทธิ์ของตน แล้วทรงนมัสการอยู่ วีสตินิบาต จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๕}

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้

๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา