๔. สุวัณณกักกฏกชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๔. สุวัณณกักกฏกชาดก (๓๘๙) ว่าด้วยปูทองที่ฉลาด (กาด่างูว่า)
เราถูกปูทองซึ่งมีตาโปนออกมา มีกระดูกเป็นหนัง อาศัยอยู่ในน้ำ ไม่มีขน หนีบแล้ว ร้องขอความกรุณาอยู่ เพื่อนเอ๋ย เพราะเหตุใดหนอ ท่านจึงละทิ้งเราไป (พระศาสดาทรงแสดงข้อความนี้ว่า)
งูผู้เป็นเพื่อนนั้น เมื่อจะป้องกันกาผู้เป็นเพื่อน จึงพ่นพิษพร้อมกับแผ่พังพานใหญ่ไปจนถึงตัวปู ปูจึงได้หนีบงูไว้อีก @เชิงอรรถ : @ คำว่า มีกระดูกเป็นหนัง ได้แก่ กระดองปู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๔๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๖. ฉักกนิบาต] ๒. ขรปุตตวรรค ๔. สุวัณณกักกฏกชาดก (๓๘๙) (งูถามปูว่า)
ก็ธรรมดาปูไม่ต้องการจะจับกากิน และไม่ต้องการจะจับงูเห่ากิน ท่านผู้มีตาโปน เราขอถามท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรท่านจึงหนีบเราทั้ง ๒ ไว้ (ปูจึงบอกเหตุผลที่หนีบกาไว้ว่า)
ชายนี้เป็นผู้หวังความเจริญแก่ข้าพเจ้า จับข้าพเจ้าแล้วนำไปที่แอ่งน้ำ เมื่อเขาตาย ข้าพเจ้าจะมีทุกข์มิใช่น้อย ข้าพเจ้าและชายนี้ก็จะไม่มีทั้ง ๒ คน
อนึ่ง ชนทั้งมวลเห็นข้าพเจ้ามีร่างกายเจริญเติบโต มีเนื้ออร่อย มีเนื้อมาก และมีเนื้อนุ่ม ก็ต้องการจะเบียดเบียน แม้กาทั้งหลายเห็นข้าพเจ้าแล้วก็พึงเบียดเบียน (งูต้องการลวงปู จึงกล่าวว่า)
ถ้าเราทั้ง ๒ ถูกหนีบเพราะเหตุแห่งชายนี้ ขอชายนี้จงลุกขึ้น ข้าพเจ้าจะดูดพิษให้ ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าและกาโดยเร็ว ก่อนที่พิษอันร้ายแรงจะเข้าสู่ชายนี้ (ปูได้ฟังดังนั้นคิดอุบายได้แล้ว จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าจะปล่อยงูแต่จะยังไม่ปล่อยกา กาจักเป็นตัวประกันก่อนจนกว่าข้าพเจ้าจะเห็น ชายนี้มีความสุข ปราศจากโรคแล้ว จึงจะปล่อยกาเหมือนปล่อยงู {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๔๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๖. ฉักกนิบาต] ๒. ขรปุตตวรรค ๕. มัยหกสกุณชาดก (๓๙๐) (พระศาสดาตรัสพระคาถาสุดท้ายประชุมชาดกว่า)
กาในกาลนั้นคือพระเทวทัต ส่วนงูเห่าคือมาร ปูคือพระอานนท์ ส่วนพราหมณ์โชคดีคือเราผู้เป็นศาสดา สุวัณณกักกฏกชาดกที่ ๔ จบ