๒. โกสัมพิยชาดก
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๒. โกสัมพิยชาดก (๔๒๘) ว่าด้วยการทะเลาะกันในเมืองโกสัมพี (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)
คนทะเลาะกันมีเสียงดังเหมือนกันไปหมด ไม่มีใครเลยจะรู้สึกตัวว่าเป็นคนพาล ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสงฆ์แตกกัน ก็ไม่ยอมรับรู้เหตุอย่างอื่น
คนฟั่นเฟือนยกตนว่าเป็นบัณฑิต เอาแต่พูด ยื่นปากพูดตามที่ตัวปรารถนา แต่ไม่ยอมรับรู้เรื่องที่ทะเลาะกันอย่างไร้ยางอาย
ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่สงบระงับ
ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรว่า คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของชนเหล่านั้นย่อมสงบระงับ
เพราะว่าในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร แต่เวรทั้งหลาย ย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๓๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๙. นวกนิบาต] ๓. มหาสุวราชชาดก (๔๒๙)
ชนพวกอื่นไม่รู้สึกว่าพวกเราย่อมย่อยยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนชนเหล่าใดในท่ามกลางสงฆ์นั้นย่อมรู้สึก ต่อจากนั้น ความทะเลาะของชนเหล่านั้นย่อมสงบระงับ
คนสมัยก่อนตัดกระดูกกัน ปลิดชีวิต ปล้นโค ม้า ทรัพย์ ซ้ำยังชิงเอาบ้านเมืองกัน แม้คนเหล่านั้นก็ยังคบกันได้ ทำไมพวกเธอจึงคบกันไม่ได้
หากบุคคลจะพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน เป็นนักปราชญ์ มีปกติอยู่ด้วยกรรมอันดีงาม เที่ยวไปด้วยกัน ครอบงำอันตรายทั้งปวงแล้ว มีสติ พอใจ พึงเที่ยวไปกับสหายนั้นเถิด
หากบุคคลไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน เป็นนักปราชญ์ มีปกติอยู่ด้วยกรรมอันดีงาม เที่ยวไปด้วยกัน พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนพระราชาทรงละแคว้นที่ทรงชนะแล้วเสด็จไปพระองค์เดียว และเหมือนช้างมาตังคะเที่ยวไปตัวเดียวในป่า
การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวเป็นความประเสริฐ เพราะความเป็นสหายไม่มีในคนพาล อนึ่ง บุคคลควรมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปผู้เดียว ไม่พึงทำความชั่ว เหมือนช้างมาตังคะเที่ยวไปตัวเดียวในป่า โกสัมพิยชาดกที่ ๒ จบ