๑. อัมพชาดก
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ เตรสนิบาตชาดก ๑. อัมพชาดก มนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์
เตรสนิปาตชาตกํ ๑ อมฺพชาตกํ
ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ก่อน ท่านได้นำเอาผลมะม่วงทั้งเล็ก ทั้งใหญ่มาให้เรา ดูกรพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ ด้วยมนต์เหล่านั้นของท่านเลย.
อหาสิ เม อมฺพผลานิ ปุพฺเพ อณูนิ ถูลานิ จ พฺรหฺมจารี เตเหว มนฺเตหิ นทานิ ตุยฺหํ ทุมปฺผลา ปาตุภวนฺติ พฺรเหฺม ฯ
ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่งนักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ด้วย มนต์ก่อน ครั้นได้ฤกษ์และยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมา ถวายพระองค์เป็นแน่.
นกฺขตฺตโยคํ ปฏิมานยามิ ขณํ มุหุตฺตญฺจ มนฺเตน ปสฺสํ นกฺขตฺตโยคญฺจ ขณญฺจ ลทฺธา อทฺธา หริสฺสมฺพผลํ พหุกํ ฯ
แต่ก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่งนักขัตฤกษ์ ไม่ได้เอ่ยถึงขณะและ ครู่ ทันใดนั้น ท่านก็นำเอาผลมะม่วงเป็นอันมาก อันประกอบด้วยสี กลิ่น และรสมาให้เราได้.
นกฺขตฺตโยคํ น ปุเร อภาณิ ขณํ มุหุตฺตํ น ปุเร อสํสิ อถาหริ อมฺพผลํ ปหุตํ วณฺเณน คนฺเธน รเสนุเปตํ ฯ
ดูกรพราหมณ์ แม้เมื่อก่อน ผลไม้ทั้งหลายย่อมปรากฏด้วยการร่ายมนต์ ของท่าน วันนี้ แม้ท่านจะร่ายมนต์ก็ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้ สภาพของ ท่านเป็นอย่างไร?
มนฺตาภิชปฺเปน ปุเรปิ ตุยฺหํ ทุมปฺผลา ปาตุภวนฺติ พฺรเหฺม สฺวาชฺช น วาเทสิ ชปฺปมฺปิ มนฺตํ อยํ โส โก นาม ตวชฺช ธมฺโม ฯ
บุตรแห่งคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้แก่ข้าพระบาทโดยธรรม และได้ สั่งกำชับข้าพระบาทว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อ และโคตรของเราแล้ว เจ้าอย่าปกปิด มนต์ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า.
จณฺฑาลปุตฺโต มม สมฺปทาสิ ธมฺเมน มนฺเต ปกติญฺจ สํสิ มา จสฺสุ เม ปุจฺฉิโต นามโคตฺตํ คุยฺหิตฺโถ มา ตํ วิชเหยฺยุ มนฺตา ฯ
ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชนถามถึงอาจารย์ อันความลบหลู่ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของ พราหมณ์ ข้าพระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือนคนกำพร้า ร้องไห้ อยู่.
โสหํ ชนินฺเทน ชนมฺหิ ปุฏฺโฐ มกฺขาภิภูโต อลิกํ อภาณึ มนฺตา อิเม พฺราหฺมณสฺสาติ มิจฺฉา ปหีนมนฺโต กปโณ รุทามิ ฯ
บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำหวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่ง ก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม ต้นทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั้นแล เป็นต้นไม้ สูงสุดของบุรุษนั้น.
เอรณฺฑา ปุจิมนฺทา วา อถ วา ปาลิภทฺทกา มธุํ มธุตฺถิโก วินฺเท โส หิ ตสฺส ทุมุตฺตโม ฯ
บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็น แพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยากเยื่อ ก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษนั้น.
ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา ยมฺหา ธมฺมํ วิชาเนยฺย โส หิ ตสฺส นรุตฺตโม ฯ
ท่านทั้งหลายจงลงอาชญา และเฆี่ยนตีมาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ ไสคอออกไปเสีย มาณพใด ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญ ท่านทั้งหลายจงยังมาณพนั้นให้พินาศเพราะความเย่อหยิ่งจองหอง.
อิมสฺส ทณฺฑญฺจ วธญฺจ ทตฺวา คเล คเหตฺวา พลยาถ ชมฺมํ โย อุตฺตมตฺถํ กสิเรน ลทฺธํ มานาติมาเนน วินาสยิตฺถ ฯ
บุคคลผู้สำคัญว่า ที่เสมอ พึงตกบ่อ ถ้ำ เหว หรือหลุมที่มีรากไม้ผุ ฉันใด อนึ่ง บุคคลตาบอด เมื่อสำคัญว่า เชือก พึงเหยียบงูเห่า พึง เหยียบไฟ ฉันใด ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญา ท่านทราบว่า ข้าพเจ้าพลาดไป แล้ว ก็ฉันนั้น ขอจงให้มนต์แก่ข้าพเจ้าผู้มีมนต์อันเสื่อมแล้วอีกสักครั้ง หนึ่งเถิด.
ยถา สมํ มญฺญมาโน ปเตยฺย โสพฺภํ คุหํ นรกํ ปูติปาทํ รชฺชูติ วา อกฺกเม กณฺหสปฺปํ อนฺโธ ยถา โชติมธิฏฺฐเหยฺย เอวมฺปิ ตฺวํ มํ ขลิตํ สปญฺญ ปหีนมนฺตสฺส ปุน สมฺปทาหิ ฯ
เราได้ให้มนต์แก่ท่านโดยธรรม ฝ่ายท่านก็ได้เรียนมนต์โดยธรรม หากว่า ท่านมีใจดีรักษาปกติไว้ มนต์ก็จะไม่พึงละทิ้งท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
ธมฺเมน มนฺเต ตว สมฺปทาสึ ตฺวมฺปิ ธมฺเมน ปริคฺคเหสิ ปกติมฺปิ เต อตฺตมโน อสํสิ ธมฺเม ฐิตํ ตํ น ชเหยฺย มนฺโต ฯ
ดูกรคนพาล มนต์อันใด ที่จะพึงได้ในมนุษยโลก มนต์อันนั้น ท่านก็จะ ได้ในวันนี้โดยลำบาก ท่านผู้ไม่มีปัญญากล่าวคำเท็จ ทำมนต์อันมีค่าเสมอ ด้วยชีวิต ที่ได้กันโดยยากให้เสื่อมเสียแล้ว.
โส พาล มนฺตํ กสิเรน ลทฺธํ ยํ ทุลฺลภํ อชฺช มนุสฺสโลเก กิจฺฉา ลทฺธํ ชีวิตํ อปฺปปญฺโญ วินาสยี อลิกํ ภาสมาโน ฯ
เราจะไม่ให้มนต์เช่นนั้นแก่เจ้าผู้เป็นพาล หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่มีความสำรวม มนต์ที่ไหน ไปเสียเถิด เราไม่พอใจ. จบ อัมพชาดกที่ ๑.
พาลสฺส มุฬฺหสฺส อกตญฺญุโน จ มุสา ภณนฺตสฺส อสญฺญตสฺส มนฺเต มยํ ตาทิสเก น เทม กุโต มนฺตา คจฺฉ น มยฺหํ รุจฺจสีติ ฯ อมฺพชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------