๖. สุรุจิชาดก
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๖. สุรุจิชาดก ว่าด้วยพระเจ้าสุรุจิ
๖ สุรุจิชาตกํ
ดิฉันถูกเชิญมาเป็นพระอัครมเหสีคนแรกของพระเจ้าสุรุจิตลอดเวลาหมื่น ปี พระเจ้าสุรุจินำดิฉันมาผู้เดียว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นมิได้ รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้เป็นจอมประชาชนชาววิเทหรัฐ ครองพระนครมิถิลา ด้วยกาย วาจา หรือใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับ เลย ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
มเหสี รุจิโน ภริยา อานีตา ปฐมํ อหํ ทส วสฺสสหสฺสานิ ยํ มํ สุรุจิ อานยิ ฯ สาหํ พฺราหฺมณ ราชานํ เวเทหํ มิถิลคฺคหํ นาภิชานามิ กาเยน วาจาย อุท เจตสา สุรุจึ อติมญฺญิตฺถ อาวิ วา ยทิวา รโห ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันเป็นที่พอใจของพระภัสดา พระชนนี และ พระชนกของพระภัสดาก็เป็นที่รักของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรง แนะนำดิฉัน ตลอดเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ดิฉันนั้น ยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรมโดยส่วนเดียว มุ่ง บำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ภตฺตุ มนาปา สสฺสุ ปิยา มาตา ปิตา จ สสฺสุโร เต มํ พฺรหฺเม วิเนตาโร ยาว อฏฺฐํสุ ชีวิตํ ฯ สาหํ อหึสารตินี กามสา ธมฺมจารินี สกฺกจฺจํ เต อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิตา ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ความริษยาหรือความโกรธ ในสตรีผู้เป็นพระราช- เทวีร่วมกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ดิฉันในกาลไหนๆ เลย ดิฉันชื่นชม ด้วยความเกื้อกูลแก่พระราชเทวีเหล่านั้น และคนไหนที่จะไม่เป็นที่รัก ของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิงผู้ร่วมพระสามีทั่วกันทุกคน ใน กาลทุกเมื่อ เหมือนอนุเคราะห์ตน ฉะนั้น ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าว คำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของ ดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ สหภริยานิ พฺราหฺมณ ตาสุ อิสฺสา วา โกโธ วา นาหุ มยฺหํ กุทาจนํ ฯ หิเตน ตาสํ นนฺทามิ น จ เม กาจิ อปฺปิยา อตฺตานํวานุกมฺปามิ สทา สพฺพา สปตฺติโย ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูและชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยง ชีวิต โดยเหมาะสมกับหน้าที่ ดิฉันมีอินทรีย์อันเบิกบานในกาลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
ทาเส กมฺมกเร โปเส เยจญฺเญ อนุชีวิโน โปเสมิ สหธมฺเมน สทา ปมุทิตินฺทฺริยา ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่ม เลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และแม้วณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่ม หนำสำราญด้วยข้าวและน้ำทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์ จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจง แตก ๗ เสี่ยง.
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ อญฺเญ จาปิ วณิพฺพเก ตปฺเปมิ อนฺนปาเนน สทา ปยตปาณินี ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถี ที่ ๑๔,๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉัน สำรวมแล้วในศีลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง.
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาหิตํ อุโปสถํ อุปวสามิ สทา สีเลสุ สํวุตา ฯ เอเตน สจฺจวชฺเชน ปุตฺโต อุปฺปชฺชตํ อิเส มุสา เม ภณมานาย มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
ดูกรพระราชบุตรีผู้เรืองยศงดงาม คุณอันเป็นธรรมเหล่าใด ในพระองค์ ที่พระองค์แสดงแล้ว คุณอันเป็นธรรมเหล่านั้นมีทุกอย่าง พระราชโอรส ผู้เป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตร เรืองพระยศ เป็น พระธรรมราชาแห่งชนชาววิเทหะ จงอุบัติแก่พระนาง.
สพฺเพว เต ธมฺมคุณา ราชปุตฺติ ยสสฺสินิ สํวิชฺชนฺติ ตยิ ภทฺเท เย ตฺวํ กิตฺเตสิ อตฺตนิ ฯ ขตฺติโย ชาติสมฺปนฺโน อภิชาโต ยสสฺสิมา ธมฺมราชา เวเทหานํ ปุตฺโต อุปชฺชเต ตว ฯ
ท่านผู้มีดวงตาน่ายินดี ทรงผ้าคลุกธุลี สถิตอยู่บนเวหาอันไม่มีสิ่งใดกั้น ได้กล่าววาจาเป็นที่พอใจจับใจของดิฉัน ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เป็นฤาษีผู้มีฤทธิ์มาก หรือว่าเป็นใครมาถึงที่นี้ ขอท่านจงกล่าวความจริง ให้ดิฉันทราบด้วย.
ทุมฺมิ รโชชลฺลธโร อเฆ เวหายสณฺฐิโต มนุญฺญํ ภาสเส วาจํ ยํ มยฺหํ หทยงฺคมํ ฯ เทวตา นุสิ สคฺคมฺหา อิสิ วาปิ มหิทฺธิโก โก วาสิ ตฺวํ อนุปฺปตฺโต อตฺตานํ เม ปเวทย ฯ
หมู่เทวดามาประชุมกันที่สุธรรมาสภา ย่อมกราบไหว้ท้าวสักกะองค์ใด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะองค์นั้น มีดวงตาพันหนึ่ง มายังสำนักของท่าน หญิงเหล่าใดในเทวโลก เป็นผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มี พ่อผัวแม่ผัวเป็นเทวดา ยำเกรงสามี เทวดาทั้งหลายผู้มิใช่มนุษย์ มาเยี่ยม หญิงเช่นนั้น ผู้มีปัญญา มีกรรมอันสะอาด เป็นหญิงมนุษย์ ดูกรนางผู้ เจริญ ท่านเกิดในราชสกุลนี้ พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง ด้วยสุจริตธรรมที่ท่านประพฤติดีแล้วในปางก่อน ดูกรพระราชบุตรี ก็ แหละ ข้อนี้เป็นชัยชนะในโลกทั้งสองของท่าน คือ การอุบัติในเทวโลก และเกียรติในชีวิตนี้ ดูกรพระนางสุเมธา ขอให้พระนางจงมีสุข ยั่งยืน นาน จงรักษาธรรมไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ ขอลาไปสู่ไตรทิพย์ การพบเห็นท่าน เป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก. จบ สุรุจิชาดกที่ ๖.
ยํ เทวสงฺฆา วนฺทนฺติ สุธมฺมาย สมาคตา โสหํ สกฺโก สหสฺสกฺโข อาคโตสฺมิ ตวนฺติเก ฯ อิตฺถิโย ชีวโลกสฺมึ ยา โหนฺติ สมจารินี เมธาวินี สีลวตี สสฺสุเทวา ปติพฺพตา ฯ ตาทิสาย สุเมธาย สุจิกมฺมาย นาริยา เทวา ทสฺสนมายนฺติ มานุสิยา อมานุสา ฯ ตฺวญฺจ ภทฺเท สุจิณฺเณน ปุพฺเพ สุจริเตน จ อิธ ราชกุเล ชาตา สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ อยญฺจ เต ราชปุตฺติ อุภยตฺถ กฏคฺคโห เทวโลกูปปตฺติ จ กิตฺติ จ อิธ ชีวิเต ฯ จิรํ สุเมเธ สุขินี ธมฺมมตฺตนิ ปาลย เอสาหํ ติทิวํ ยามิ ปิยํ เม ตว ทสฺสนนฺติ ฯ สุรุจิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------