๑๑. มหาปโลภนชาดก
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๑๑. มหาปโลภนชาดก ว่าด้วยหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์
๑๑ มหาปโลภนชาตกํ
เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลกแล้วมาเกิดเป็นโอรสของพระราชา ผู้ทรงดำรงอยู่ในพระราชสมบัติอันเพรียบพร้อมด้วยสรรพกามคุณก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี มิได้มีในพรหมโลก พระราชกุมารนั้นจึงเกลียด ชังกามทั้งหลาย ด้วยสัญญาอันเกิดในพรหมโลกนั้น. พระราชบิดารับ สั่งให้สร้างฌานาคารไว้ภายในพระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรง หลีกเร้นบำเพ็ญฌานในอาคารนั้นพระองค์เดียว. พระราชาทรงอัดอั้นตัน พระทัยด้วยความโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่า ลูกคนเดียว ของเรานี้ ไม่บริโภคกามารมณ์เลย. อุบายที่จะทำให้ลูกเราบริโภค กามารมณ์นี้ มีอยู่อย่างไรบ้างหนอ หรือว่าเราจะรู้เหตุที่จะทำให้ลูกเราพัว พันอยู่ในอารมณ์ได้ หรือว่าผู้ใดจะประเล้าประโลมลูกเราให้ปรารถนา กามารมณ์ได้อย่างไรบ้าง?
พฺรหฺมโลกา จวิตฺวาน เทวปุตฺโต มหิทฺธิโก รญฺโญ ปุตฺโต อุทปาทิ สพฺพกามสมิทฺธิสุ ฯ กามา วา กามสญฺญา วา พฺรหฺมโลเก น วิชฺชติ สฺวาสฺสุ ตาเยว สญฺญาย กาเมหิ วิชิคุจฺฉถ ฯ ตสฺส จนฺเตปุเร อาสิ ฌานาคารํ สุมาปิตํ โส ตตฺถ ปฏิสลฺลีโน เอโก รหสิ ฌายถ ฯ ส ราชา ปริเทเวสิ ปุตฺตโสเกน อฏฺฏิโต เอกปุตฺโต จยํ มยฺหํ น จ กามานิ ภุญฺชติ ฯ โก นุ เขฺวตฺถ อุปาโย โส โก วา ชานาติ กิญฺจนํ โย เม ปุตฺตํ ปโลเภยฺย ยถา กามานิ ปตฺถเย ฯ
ภายในพระราชฐานนั้นเอง มีกุมารีคนหนึ่งมีฉวีวรรณงดงาม รูปร่าง สะสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง และชำนาญในการดีดสีตีเป่า เธอเข้าไปในพระราชฐานนั้นแล้วกราบทูลพระราชาว่า เกล้ากระหม่อมฉัน พึงประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นได้ ถ้าพระราชกุมารนั้นจะเป็น พระสวามีของเกล้ากระหม่อมฉัน.
อหุ กุมารี ตตฺเถว วณฺณรูปสมาหิตา กุสลา นจฺจคีตสฺส วาทิเต จ ปทกฺขิณา สา ตตฺถ อุปสงฺกมฺม ราชานํ เอตทพฺรวิ อหํ โข นํ ปโลเภยฺยํ สเจ ภตฺตา ภวิสฺสติ ฯ
พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกาผู้กล่าวยืนยันเช่นนี้ว่า เธอจงประเล้า ประโลมลูกของเรา ลูกของเราจักเป็นสามีของเจ้า.
ตํ ตถาวาทินึ ราชา กุมารึ เอตทพฺรวิ ตฺวญฺเญว นํ ปโลเภหิ ตว ภตฺตา ภวิสฺสติ ฯ
นางกุมารีนั้นได้เข้าไปภายในพระราชฐานแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาหัวเราะ จับจิตใจ ยั่วยวนชวนให้รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับรำอันประกอบด้วย กามารมณ์มากอย่าง.
สา จ อนฺเตปุรํ คนฺตฺวา พหุํ กามูปสญฺหิตํ หทยงฺคมา เปมนียา จิตฺรา คาถา อภาสถ ฯ
กามฉันทะก็บังเกิดแก่พระราชกุมารนั้น เพราะได้ทรงสดับเสียงของ นางกุมารีผู้ขับกล่อมอยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงดูว่า โอ นั่นเสียงใคร หรือใครนั่นมาขับร้องเสียงสูงต่ำจับจิตใจยั่วยวนชวน ให้รักใคร่ เพราะหูของเรานัก?
ตสฺสา จ คายมานาย สทฺทํ สุตฺวาน นาริยา กามจฺฉนฺทสฺส อุปฺปชฺชิ ชนํ โส ปริปุจฺฉถ ฯ กสฺเสโส สทฺโท โก วา โส ภณติ อุจฺจาวจํ พหุํ หทยงฺคมํ เปมนียํ อโห กณฺณสุขํ มม ฯ
ขอเดชะเสียงนี้น่ายินดี ให้สนุกสนานได้มิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึง บริโภคกามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงพอพระทัยพระองค์เป็นอย่างยิ่ง.
เอสา โข ปมุทา เทว ขิฑฺฑา เอสา อนปฺปิกา สเจ ตฺวํ กาเม ภุญฺเชยฺย ภิยฺโย ภิยฺโย ฉนฺเทยฺยุ ตํ ฯ
เชิญมาภายในนี้ จงมาขับร้องใกล้ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับใกล้ตำหนักของ เรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา.
อิงฺฆ อาคจฺฉโตเรน อวิทูรมฺหิ คายตุ อสฺสมสฺส สมีปมฺหิ สนฺติเก มยฺห คายตุ ฯ
นางกุมารีนั้น เข้าไปขับกล่อมภายนอกฝาห้องบรรทม แล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดยลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนาย หัตถาจารย์จับคชสารป่ามัดไว้ ฉะนั้น.
ติโรกุฑฺฑมฺหิ คายิตฺวา ฌานาคารมฺหิ ปาวิสิ พนฺธิตุํ อนุปุพฺเพน อรญฺญมิว กุญฺชรํ ฯ
เพราะรู้กามรสแห่งนางกุมารีนั้น อธรรม คือ ความริษยา ได้เกิดขึ้นแก่ พระราชกุมารว่า เราเท่านั้นพึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษคนอื่นเลย. ต่อแต่นั้นมา พระราชกุมารทรงถือเอาดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไปเพื่อ จะฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงคิดว่า เราจักบริโภคกามแต่คนเดียว อย่าพึงมีบุรุษคนอื่นอยู่เลย.
ตสฺสา กามรสํ ญตฺวา อิสฺสาธมฺโม อชายถ อหเมว กาเม ภุญฺเชยฺยํ มา อญฺโญ ปุริโส อหุ ฯ ตโต อสึ คเหตฺวาน ปุริเส หนฺตุํ อุปกฺกมิ อหเมเวโก ภุญฺชิสฺสํ มา อญฺโญ ปุริโส สิยา ฯ
ต่อมานั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุม ถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระราชโอรสของพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียนผู้หา โทษมิได้ พระเจ้าข้า.
ตโต ชานปทา สพฺเพ วิกฺกนฺทึสุ สมาคตา ปุตฺโต ตฺยายํ มหาราช ชนํ เหเฐตฺยทูสกํ ฯ
จอมขัตติยราชทรงเนรเทศพระราชกุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์ แล้ว มีพระราชโองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ใน อาณาเขตของเราเพียงนั้น.
ตญฺจ ราชา นิวาเหสิ สมฺหา รฏฺฐา จ ขตฺติโย ยาวตา วิชิตา มยฺหํ น เต วตฺถพฺพ ตาวเท ฯ
ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาชายาไปจนบรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรง สร้างบรรณศาลาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่าเพื่อแสวงหาผลาผล.
ตโต โส ภริยมาทาย สมุทฺทํ อุปสงฺกมิ ปณฺณสาลํ กริตฺวาน วนํ อุญฺฉาย ปาวิสิ ฯ
ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่ง มาถึงบรรณศาลานั้น โดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังบรรณศาลาของพระราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมารีจัดแจง ภัตตาหารไว้แล้ว.
อเถตฺถ อิสิ มาคญฺฉิ สมุทฺทมุปรูปริ โส ตสฺส เคหํ ปาเวกฺขิ ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต ฯ
ชายาของพระราชกุมาร ประเล้าประโลมฤาษีนั้น ดูเถิดกรรมที่นางกุมารี กระทำนั้นหยาบช้าเพียงไร ฤาษีนั้นได้เคลื่อนจากพรหมจรรย์ เสื่อม จากฤทธิ์.
ตญฺจ ภริยา ปโลเภสิ ปสฺส ยาว สุทารุณํ จุโต โส พฺรหฺมจริยมฺหา อิทฺธิยา ปริหายถ ฯ
ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหามูลและผลาผลในป่าได้จำนวนมากแล้ว จึง หาบหามเข้ามายังอาศรมในเวลาเย็น.
ราชปุตฺโต จ อุญฺฉาโต วนมูลผลํ พหุํ สายํ กาเชน อาทาย อสฺสมํ อุปสงฺกมิ ฯ
ฝ่ายฤาษีพอเห็นขัตติยราชกุมาร จึงรีบเข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจไว้ว่า เราจักไปทางเวหาสแต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง.
อิสิ จ ขตฺติยํ ทิสฺวา สมุทฺทํ อุปสงฺกมิ เวหายสํ คมิสฺสนฺติ สีทเต โส มหณฺณเว ฯ
ฝ่ายว่าขัตติยราชกุมาร ได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษีจมลงในมหรรณพ จึง ได้ตรัสพระคาถานี้ ด้วยทรงพระอนุเคราะห์ต่อฤาษีนั้นว่า.
ขตฺติโย จ อิสึ ทิสฺวา สีทมานํ มหณฺณเว ตสฺเสว อนุกมฺปาย อิมา คาถา อภาสถ ฯ
ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรี แล้ว ต้องจมลงในมหรรณพ. ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายา มาก มักทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้ง ฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล. สตรีทั้งหลายมีวาจาไพเราะ มีสัมภาส อ่อนหวาน ยากที่จะให้เต็มได้ เสมอด้วยแม่น้ำ ย่อมทำนักพรตให้จม ลง ท่านจะรู้แจ้ง ฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล. สตรีทั้งหลายย่อม เข้าไปซ่องเสพบุรุษใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมพลัน ตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ตนเอง ฉะนั้น.
อภิชฺชมาเน วาริสฺมึ สยํ อาคมฺม อิทฺธิยา มิสฺสีภาวิตฺถิยา คนฺตฺวา สํสีทติ มหณฺณเว ฯ อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ อนลา มุทุสมฺภาสา ทุปฺปูรา ตา นทีสมา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ ยํ เอตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นํ ฯ
ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะได้ฟังถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทางเก่า แล้วก็เหาะขึ้นไปยังเวหาส.
ขตฺติยสฺส วโจ สุตฺวา อิสิสฺส นิพฺพิโท อหุ ลทฺธา โปราณกํ มคฺคํ คจฺฉเต โส วิหายสํ ฯ
ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชา ได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษีกำลังเหาะ ไปยังเวหาส จึงได้ความสลดจิต น้อมพระทัยบรรพชา. ต่อแต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชาสำรอกกามราคะแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก. จบ มหาปโลภชาดกที่ ๑๑.
ขตฺติโย จ อิสึ ทิสฺวา คจฺฉมานํ วิหายสํ สํเวคํ อลภิ ธีโร ปพฺพชฺชํ สมโรจยิ ฯ ตโต โส ปพฺพชิตฺวาน กามราคํ วิราชยิ กามราคํ วิราเชตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อหูติ ฯ มหาปโลภนชาตกํ เอกาทสมํ ฯ ---------