๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) ว่าด้วยอาหารทิพย์ (โกสิยเศรษฐีกราบทูลท้าวสักกะว่า)
ของนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซื้อมา ทั้งไม่ได้ขายและไม่ได้สะสมไว้ในที่นี้ มีอยู่เพียงนิดหน่อย ได้มาแสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนสองคน (ท้าวสักกะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)
บุคคลควรให้แต่น้อยจากของที่มีน้อย ควรให้พอปานกลางจากของที่มีพอปานกลาง ควรให้มากจากของที่มีมาก ชื่อว่าการไม่ให้ย่อมไม่ควร
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (เมื่อท้าวสักกะประทับนั่ง จันทเทพบุตรจึงเข้าไปหาโกสิยเศรษฐีแล้ว กล่าวว่า)
ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นเป็นโมฆะ แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็เป็นโมฆะ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้นสุริยเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของผู้นั้นย่อมมีผล แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็มีผล
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้น มาตลีเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ก็บุคคลใดเข้าไปยังแหล่งน้ำบางแห่ง แล้วบูชาที่แม่น้ำหลายสายบ้าง ที่สระโบกขรณีชื่อว่าคยาบ้าง ที่ท่าน้ำชื่อโทณะและท่าน้ำชื่อติมพรุบ้าง ที่ห้วงน้ำใหญ่อันมีกระแสเชี่ยวบ้าง
ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว การบูชาของเขาในที่นั้น และความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาในที่นั้นย่อมมีผล
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (ต่อจากนั้น ปัญจสิขเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)
ส่วนผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนเบ็ดพร้อมทั้งเหยื่อที่มีสายยาว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข (โกสิยเศรษฐีเห็นฤทธิ์ของพราหมณ์เหล่านั้น จึงถามว่า)
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เพราะเหตุอะไร สุนัขของพวกท่านจึงเปลี่ยนสีได้ต่างๆ นานา ข้าแต่ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจงบอกข้าพเจ้า พวกท่านเป็นใครกัน (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)
เหล่าเทพที่มา ณ ที่นี้ คือ จันทเทพบุตร และสุริยเทพบุตรทั้ง ๒ ส่วนผู้นี้คือมาตลีเทพสารถี เราคือท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ และผู้นี้ชื่อว่าปัญจสิขเทพบุตร (ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงสรรเสริญยศของปัญจสิขเทพบุตรนั้น จึงตรัสว่า)
เสียงปรบมือ ๑ ตะโพน ๑ กลอง ๑ เปิงมาง ๑ ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้วนั้นให้ตื่นขึ้น เทพบุตรผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมร่าเริงยินดี
คนผู้ตระหนี่เห็นแก่ตัวเหล่านี้ บางพวกมักด่าว่าสมณะและพราหมณ์ เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่นรก
คนผู้หวังสุคติเหล่านี้ บางพวกดำรงอยู่ในธรรม คือ ความสำรวมและการจำแนกทาน เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านเป็นญาติของพวกเราเมื่อชาติก่อน แต่ท่านนั้นเป็นคนตระหนี่ มักโกรธ มีธรรมเลวทราม พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง ท่านอย่ามีธรรมอันเลวทรามไปตกนรกเลย (โกสิยเศรษฐีได้ฟังดังนั้นมีจิตยินดี จึงกล่าวว่า)
พวกท่านหวังเกื้อกูลข้าพเจ้าอย่างแน่นอน จึงได้พร่ำสอนข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้น จะทำตามที่พวกท่านผู้หวังเกื้อกูลกล่าวทุกประการ
ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้านั้นจะของดเว้น จะไม่กระทำบาปอะไรๆ อีก อนึ่ง วัตถุอะไรๆ ที่ไม่ให้จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า แม้แต่น้ำข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้ว ก็จะไม่ยอมดื่ม
ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่ตลอดกาลทั้งปวงอย่างนี้ ถึงโภคะทั้งหลายของข้าพเจ้าจักหมดสิ้นไป ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจะละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่แล้วจักบวช (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
เทพธิดาเหล่านั้นอันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทรงอภิบาลแล้วบันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐสูงสุด ครั้งนั้น ฤๅษีผู้ประเสริฐสามารถจะไปได้ทั่วโลก ได้ถือเอาช่อดอกไม้อันประเสริฐมีดอกบานสะพรั่งเดินมา
ก็ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม อันเหล่าเทพชั้นไตรทศสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอมรเทพทรงใช้สอย ซึ่งพวกมนุษย์หรือพวกอสูรไม่ได้แล้ว เว้นไว้แต่พวกเทวดา เป็นดอกไม้ที่สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ลำดับนั้น เทพนารีทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ เป็นใหญ่กว่าเทพธิดาทั้งหลาย คือ ๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี ต่างลุกขึ้นกล่าวกับพระนารทมุนีเทวพราหมณ์ว่า
ข้าแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้ พระคุณเจ้ามิได้เจาะจงจะให้แก่ผู้ใด ขอพระคุณเจ้าจงให้แก่พวกดิฉันเถิด ขอคติทั้งปวงจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า แม้พระคุณเจ้าก็จงให้แก่พวกดิฉันเหมือนท้าววาสวะเท่านั้นเถิด
นารทดาบสเพ่งดูเทพธิดาทั้ง ๔ นางพากันขอดอกไม้นั้นอยู่ จึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะแล้วกล่าวว่า อาตมาหามีความต้องการดอกไม้เหล่านี้แม้สักน้อยหนึ่งไม่ บรรดาพวกเธอทั้ง ๔ ผู้ใดประเสริฐกว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด (เทพธิดาทั้ง ๔ นางนั้นกล่าวว่า)
ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั้นแหละ โปรดจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระคุณเจ้าปรารถนาจะให้แก่นางใดก็จงให้แก่นางนั้น ข้าแต่ท่านนารทะ ก็บรรดาดิฉันทั้งหลาย พระคุณเจ้าจักมอบให้แก่นางใด นางนั้นเท่านั้นจักเป็นผู้ที่พวกดิฉันยกย่องว่าประเสริฐที่สุด (นารทดาบสกล่าวว่า)
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม คำนั้นไม่สมควรเลย พราหมณ์คนไหน ใครเล่าจะพึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะได้ จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (ต่อจากนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)
เทพธิดาเหล่านั้นถูกนารทดาบสกล่าวแนะนำ มีความโกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาแล้ว ด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ จึงไป ณ สำนักท้าวสหัสสนัยน์ แล้วทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตว่า บรรดาหม่อมฉัน ใครหนอประเสริฐกว่า (เทพธิดาทั้ง ๔ นางได้ยืนทูลถามอย่างนั้นแล้ว พระศาสดา จึงตรัสว่า)
ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้อันเทพธิดาทั้ง ๔ กระทำอัญชลีแล้ว ทอดพระเนตรเห็นเทพธิดาทั้ง ๔ ผู้กระตือรือร้น จึงตรัสว่า ลูกหญิงมีความงามเป็นเลิศ มีใบหน้าผ่องใส พวกเจ้าทั้งปวงล้วนทัดเทียมกัน ใครเล่าหนอจะกล่าวถ้อยคำทะเลาะกันขึ้นได้ (ลำดับนั้น เทพธิดาเหล่านั้นเมื่อจะกราบทูลท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาว่า)
พระนารทมหามุนีองค์ใดผู้ท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลก ดำรงอยู่ในธรรม มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ท่านนั้นได้กล่าวแก่พวกหม่อมฉันที่ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐว่า จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม (ท้าวสักกะเมื่อจะตรัสบอกเหตุ จึงตรัสคาถาว่า)
ลูกหญิงผู้มีเรือนร่างอันงดงาม มีมหามุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นามว่าโกสิยะ ท่านไม่ให้แล้วจะไม่ยอมบริโภคอาหาร ท่านพิจารณาแล้วจึงจะให้ทาน ก็ท่านจักให้แก่ลูกหญิงผู้ใด ผู้นั้นแหละประเสริฐกว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (ท้าวสักกะเมื่อจะส่งเทพธิดาทั้ง ๔ ไปสำนักโกสิยดาบส ให้เรียกมาตลีเทพบุตร มาแล้ว จึงตรัสคาถาว่า)
ก็โกสิยดาบสนั้นอยู่ ณ ทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมวันตบรรพต โกสิยดาบสนั้นมีน้ำและโภชนะหาได้ยาก นี่แน่ะเทพสารถี ท่านจงนำอาหารทิพย์ไปถวายให้ถึงแก่ท่าน (ต่อจากนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า)
มาตลีเทพบุตรนั้นถูกท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทรงส่งไป จึงขึ้นรถเทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัว ได้ไปถึงอาศรมอย่างเร็วพลันนั่นแล ไม่ปรากฏกาย ได้ถวายอาหารทิพย์แก่พระมุนีแล้ว (โกสิยดาบสรับโภชนะแล้วยืนอยู่นั่นแหละ กล่าวว่า)
ก็เมื่อเรายืนบำเรอการบูชาไฟอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งบรรเทาความมืดในโลกอันอุดม ท้าววาสวะผู้ทรงครอบงำภูตทั้งปวง หรือใครกันแน่มาวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเรา
อาหารทิพย์นี้ขาวอุปมาดังสังข์ ไม่มีสิ่งเปรียบปาน น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอม น่าพอใจ ไม่เคยมีมา ยังไม่เคยได้เห็นด้วยตาของเราผู้เป็นคน เทวดาตนใดวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเราหรือ (มาตลีเทพสารถีกล่าวว่า)
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้าถูกท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ใช้มา จึงได้รีบนำอาหารทิพย์มา ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้าว่า มาตลีเทพสารถี ขอพระคุณเจ้าจงบริโภคภัตรอันอุดม อย่าห้ามเลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ก็อาหารทิพย์นั้นบุคคลผู้บริโภคแล้ว ย่อมกำจัดบาปธรรมได้ ๑๒ ประการ คือ ๑. ความหิว ๒. ความกระหาย ๓. ความไม่ยินดี ๔. ความกระวนกระวาย ๕. ความเหน็ดเหนื่อย ๖. ความโกรธ ๗. ความผูกโกรธ ๘. ความวิวาท ๙. ความส่อเสียด ๑๐. ความหนาว ๑๑. ความร้อน ๑๒. ความเกียจคร้าน อาหารทิพย์นี้รสยอดเยี่ยม (โกสิยดาบสเมื่อจะเปิดเผยการสมาทานวัตรของตน จึงกล่าวคาถาว่า)
มาตลี การไม่ให้ก่อนแล้วบริโภคไม่สมควรแก่อาตมา วัตรอันอุดมของอาตมาเป็นดังนี้ อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยะหาบูชาไม่ และบุคคลผู้ไม่จำแนกแจกจ่ายย่อมไม่ประสบความสุข (โกสิยดาบสถูกมาตลีเทพบุตรถาม จึงตอบว่า)
ชนทั้งหลายเหล่านี้ บางพวกเป็นผู้ฆ่าหญิง คบชู้ภรรยาชายอื่น ประทุษร้ายมิตร และด่าว่าสมณะและพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีความตระหนี่เป็นประการที่ ๕ ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น แม้แต่น้ำอาตมาไม่ให้แล้วจะไม่ยอมดื่ม
อนึ่ง อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแก่หญิงหรือชาย เพราะว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสะอาดและซื่อสัตย์ในโลกนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้น เทพกัญญาทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทพทั้งหลาย ทรงอนุมัติแล้ว ทรงส่งไปแล้ว คือ ๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี ได้มาถึงอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสนั้น
โกสิยดาบสครั้นเห็นเทพกัญญาเหล่านั้น มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง จึงได้กล่าวกับเทพกัญญาทั้ง ๔ ผู้มีผิวพรรณงดงามประดุจเปลวเพลิงทั้ง ๔ ทิศ ต่อหน้ามาตลีเทพบุตรว่า
แม่เทพธิดา เธอมีนามใด ประดับตบแต่งร่างกายงดงาม ประดุจดาวประกายพรึกซึ่งประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย มีผิวพรรณเปล่งปลั่งอยู่ ณ ทิศตะวันออก อาตมาขอถามเธอผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน (สิรีเทพกัญญาตอบว่า)
ดิฉันชื่อสิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด
ท่านมหามุนี ดิฉันปรารถนาอาหารทิพย์ของนรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงใจด้วยกามคุณทั้งปวง ข้าแต่พระคุณเจ้า ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ อุดมกว่าผู้บูชาไฟทั้งหลาย พระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิรีเทวี ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (โกสิยดาบสกล่าวว่า)
นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปวิทยา มารยาท และความรู้ เป็นผู้ชำนาญการงานของตน ถูกเธอทอดทิ้งให้เหินห่าง ย่อมไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ความขาดแคลนที่เธอกระทำแล้วนั้นไม่ดีเลย
แม่นางสิรีเทวี อาตมาเห็นคนผู้เกียจคร้าน กินจุ ทั้งเป็นคนมีตระกูลต่ำ มีรูปร่างแปลกประหลาด คนนั้นผู้อันเธอเฝ้าคุ้มครองรักษา กลับกลายเป็นคนมีโภคะ มีความสุข แม้คนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติตระกูล ก็ใช้สอยได้เหมือนอย่างทาส
เพราะฉะนั้น อาตมาจึงรู้จักเธอว่า ไม่มีสัจจะ ไม่แยกคบคน เป็นคนงมงาย ทำผู้รู้ให้ตกต่ำ เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางอาสาเทพธิดาว่า)
ใครกันนั่น มีฟันขาวสะอาด สวมใส่ตุ้มหู มีเรือนร่างงามวิจิตร ทรงเครื่องประดับทองคำเนื้อเกลี้ยง นุ่งห่มภูษาสีรดน้ำ ประดับช่อดอกไม้สีแดงประดุจเปลวไฟที่ไหม้หญ้าคา ดูช่างงดงาม
เธอเหมือนนางเนื้อทรายผู้ตื่นกลัว ที่ถูกนายพรานยิงพลาดแล้วมองดูอย่างงุนงง แม่เทพธิดาผู้มีดวงตาซื่อ ในที่นี้ใครเป็นเพื่อนของเธอ เธอเที่ยวไปผู้เดียวในป่าใหญ่ ไม่กลัวหรือ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (อาสาเทพธิดากล่าวว่า)
ข้าแต่ท่านโกสิยะ ในที่นี้ดิฉันไม่มีเพื่อน ดิฉันเป็นเทพธิดาเกิดในดาวดึงสพิภพ ชื่อเทพธิดาอาสา มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะหวังจะได้อาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด (โกสิยดาบสกล่าวว่า)
พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์มีความหวังจึงจะไป ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในท้องทะเล บางครั้งพวกเขาย่อมจมลงในท้องทะเลนั้นบ้าง บางคราวพวกเขาย่อมสูญสิ้นทรัพย์ขาดทุนกลับมาบ้าง
ชาวนาทั้งหลายมีความหวังจึงไถนา หว่านพืช กระทำตามวิธีการ แต่เพราะศัตรูพืชลงบ้าง ฝนแล้งบ้าง พวกเขาจึงไม่ได้ประสบผลอะไรๆ อันจะมีมาจากข้าวกล้านั้น
อนึ่ง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข ตั้งความหวังไว้เบื้องหน้า ย่อมทำการเยี่ยงบุรุษของตนในกิจหน้าที่ของเจ้านาย แต่พวกเขากลับถูกบีบคั้นอย่างหนัก ไม่ได้อะไรๆ แม้แต่น้อยเลย เตลิดหนีไปทั่วทิศเพื่อประโยชน์แก่เจ้านาย
นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มีใจมุ่งหวังที่จะไปสวรรค์ จึงสละธัญญชาติ ทรัพย์สมบัติ และเครือญาติ บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองแม้ตลอดกาลนาน ขึ้นสู่ทางผิด จึงแล่นไปสู่ทุคติ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ความหวังชื่อว่าก่อเรื่องคลาดเคลื่อน นรชนเหล่านี้พากันตกนรกก็เพราะหวัง แน่ะแม่อาสา เธอจงเลิกอาหารทิพย์ในตัวเธอเสีย คนเช่นเธอไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางสัทธาเทพธิดาว่า)
เธอผู้มียศรุ่งเรือง อยู่ด้วยยศ เป็นเจ้าประจำทิศ อาตมาขอถามเธอผู้มีนามอันน่าเกลียด แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน (ต่อจากนั้น นางสัทธาเทพธิดากล่าวว่า)
ดิฉันชื่อสัทธาเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด (โกสิยดาบสกล่าวว่า)
ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายยึดถือการให้ทานบ้าง การฝึกฝนตนบ้าง การบริจาคบ้าง ความสำรวมบ้าง กระทำไปด้วยศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกลับถูกเธอ ชักนำผิดทาง จึงกระทำการขโมยบ้าง พูดเท็จบ้าง คดโกงบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง
บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งภรรยาทั้งหลายของชายอื่น ผู้เสมอเหมือนกัน ประกอบด้วยศีลบ้าง มีวัตรปฏิบัติต่อสามีบ้าง กำจัดความพอใจแม้ในหญิงทั้งหลายที่เป็นกุลสตรีออกเสียแล้ว กลับทำความศรัทธาในนางกุมภทาสี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
แม่นางสัทธาเทพธิดา เธอนั้นแหละประพฤตินอกใจ กระทำความชั่ว ละทิ้งความดี เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ (โกสิยดาบสสนทนากับนางหิรีเทพธิดาว่า)
ในที่สุดแห่งราตรี เมื่อยามรุ่งอรุณ เทพธิดาผู้ปรากฏรูปพรรณอันอุดม เธอปรากฏกับอาตมาเปรียบได้กับเทพธิดาผู้นั้น โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพอัปสรชั้นไหน
เธอนั้นเป็นใคร เหมือนเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน เหมือนเปลวเพลิง เหมือนดอกไม้มีกลีบสีแดง ที่โอนเอนไปมาเพราะถูกลมพัด คล้ายแม่เนื้อตัวเซื่องซึมกำลังชะเง้อมอง ดูเหมือนมีความประสงค์จะกล่าว แต่ก็ไม่เปล่งวาจา (หิรีเทพธิดากล่าวว่า)
ดิฉันชื่อหิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์ มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์ ดิฉันไม่อาจจะขอแม้อาหารทิพย์ได้ สำหรับหญิง การขอเป็นเหมือนการเปิดเผยอวัยวะที่น่าละอาย (โกสิยดาบสครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม เธอจักได้ตามธรรม ตามเหตุ เพราะว่าอาหารทิพย์ ใครๆ จะได้เพราะการขอหามิได้ นี้เป็นธรรมเนียม เพราะฉะนั้น อาตมาพึงเชื่อเธอผู้ไม่ขอ เธอปรารถนาอาหารทิพย์ใด อาตมาจะให้แม้อาหารทิพย์นั้นแก่เธอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ วันนี้ อาตมาขอเชิญเธอในอาศรมของอาตมา ขอบูชาเธอด้วยรสทุกชนิด แม้อาหารทิพย์นั้น อาตมาครั้นบูชาเธอแล้วจึงจักบริโภค (พระบรมศาสดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า)
หิรีเทวีเทพธิดานั้นได้รับอนุมัติอย่างแน่นอน จากโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรือง จึงได้เข้าไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ มีน้ำมีผลไม้อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว เป็นสถานที่ที่สัตว์ผู้มีใจชั่วไม่เข้าไปคบหาทุกเมื่อ
ณ ที่ใกล้อาศรมนี้มีหมู่ไม้นานาชนิด ผลิดอกออกผลจำนวนมาก คือ มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งโลดทะนง บัวบก การะเกด จันทน์กระพ้อ และหมากหอมก็ผลิดอกบานสะพรั่ง
ในป่านี้มีต้นไม้จำนวนมาก คือ สาละ กุ่ม หว้า โพธิ ไทร มะซาง โศก ราชพฤกษ์ แคฝอย ย่านทราย จิก และลำเจียก มีกลิ่นหอมหวลน่ายวนใจ
ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า มะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยมีเมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และข้าวสาร ก็มีจำนวนมากในอาศรมนี้
อนึ่ง ด้านเหนือแห่งอาศรมนี้มีสระโบกขรณีเกิดขึ้นเอง น่าเกษมสำราญ น้ำไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสสะอาด จืดสนิทดี ไม่มีกลิ่นปฏิกูล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ในสระโบกขรณีนั้นมีปลานานาชนิด คือ ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาสลาด และปลากา ต่างพากันแหวกว่ายเกลื่อนกลาดอยู่ในสระที่มีขอบคัน อย่างร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย
ที่สระโบกขรณีนั้นมีนกนานาชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจักรพราก นกออก นกดุเหว่า นกที่มีปีกสวยงาม นกมีหงอน และนกโพระดกจำนวนมากมาย ต่างพากันร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย
ฝูงเนื้อนานาชนิดจำนวนมาก คือ สิงโต เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาป่า และเสือดาว ต่างพากันมาดื่มน้ำที่สระโบกขรณีนั้น
ณ ที่นั้นมีทั้งแรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน ชะมด เสือปลา กระต่าย และวัวกระทิงเป็นจำนวนมาก
ภาคพื้นและขุนเขาดารดาษไปด้วยดอกไม้อันงามวิจิตร กึกก้องระงมไปด้วยเสียงฝูงนกขานขัน เป็นสถานที่ฝูงนกอยู่อาศัย (พระบรมศาสดาเพื่อจะทรงแสดงอาการที่หิรีเทพธิดาเข้าไปในอาศรมนั้น จึงตรัสว่า)
เทพธิดานั้นผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดทรงดอกไม้สีเขียว เยื้องกรายเข้าไปยังอาศรม ประดุจสายฟ้าในระหว่างกลุ่มมหาเมฆ โกสิยดาบสได้จัดตั้งเก้าอี้ที่ทำด้วยหญ้าคา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๒๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) มีพนักถักไว้อย่างดี สะอาด มีกลิ่นหอม ปูลาดด้วยหนังสัตว์เพื่อเทพธิดานั้น แล้วได้กล่าวคำนี้กับหิรีเทวีเทพธิดาว่า เชิญนั่งให้สบายเถิด แม่โฉมงาม นี่อาสนะ
ในกาลนั้น เมื่อนางหิรีเทวีนั้นนั่งบนเก้าอี้แล้ว โกสิยมหามุนีผู้สวมชฎาและหนังเสือเหลือง ได้รีบนำอาหารทิพย์พร้อมกับใช้ใบบัวสดตักน้ำมา เพื่อนางเทพธิดาผู้ปรารถนาตามความต้องการด้วยตนเอง
หิรีเทวีเทพธิดานั้นมีใจเบิกบาน ประคองรับอาหารทิพย์นั้นด้วยมือทั้ง ๒ แล้วได้กล่าวกับโกสิยดาบสผู้เกล้าชฎาว่า เอาเถิด พระมุนีผู้ประเสริฐ บัดนี้ ดิฉันเป็นผู้ที่พระคุณเจ้ายอมบูชา ได้รับชัยชนะแล้ว จะพึงกลับไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์
เทพธิดานั้นผู้มัวเมาแล้วด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ อันโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองอนุญาตแล้ว ได้ไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ นี้อาหารทิพย์ ขอพระองค์ทรงประทานชัยชนะให้แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า
แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชาหิรีเทวีเทพธิดานั้น ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์ ต่างพากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด เทพธิดานั้นเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประนมมือบูชา ในกาลที่ตนเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงทำข้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)
ท้าวสหัสสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ ได้ตรัสกับมาตลีเทพสารถีนั้นอีกว่า ท่านจงไปถามโกสิยฤๅษีตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ เว้นเทพธิดาอาสา เทพธิดาสัทธา และเทพธิดาสิรีเสีย เทพธิดาหิรีผู้เดียว ได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร
มาตลีเทพสารถีได้ขึ้นสู่เวชยันตราชรถอันรุ่งเรือง เช่นกับเครื่องอุปกรณ์ มีหงอนอันสำเร็จด้วยทองชมพูนุท โชติช่วงดุจดวงตะวัน ประดับตบแต่งอย่างงดงาม มีประกายวิจิตรดังทองคำเลื่อนลอยไปได้โดยสะดวกสบาย
ณ ราชรถนี้มีรูปดวงจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร รูปเสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทรายทำด้วยทองคำ ประชุมกันมากมาย มีรูปนกทำท่าทางโผบินอยู่ในราชรถนี้ รูปมฤคาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ประชุมกันเป็นฝูงๆ ในราชรถนี้
ที่ราชรถนั้น เทพบุตรทั้งหลายได้เทียมอัศวราชที่มีผิวกาย คล้ายทองคำ มีพลังเช่นกับช้างหนุ่มประมาณ ๑,๐๐๐ เชือก ประดับตบแต่งแล้ว มีเครื่องประดับอกคือข่ายทองคำ มีพู่ห้อยหูทั้ง ๒ ข้าง วิ่งไปได้ด้วยเสียงรวดเร็วไม่ติดขัด
มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ราชยานอันประเสริฐนั้น ได้บันลือไปตลอดทิศทั้ง ๑๐ เหล่านี้ ยังท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าแห่งป่าในไพรสณฑ์ และแผ่นดินพร้อมทั้งสมุทรสาครให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
มาตลีเทพสารถีนั้นได้ไปถึงอาศรมโดยเร็วพลัน กระทำผ้าปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือแล้วได้กล่าวกับโกสิยเทวพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต มีคุณอันเจริญ มีวัตรอันฝึกฝนดีแล้วว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)
ท่านโกสิยะ ขอพระคุณเจ้าจงสดับถ้อยคำของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะตรัสถามพระคุณเจ้าว่า (ท่านโกสิยะ) เว้นพระนางอาสาเทวี พระนางสัทธาเทวี และพระนางสิรีเทวีเสีย พระนางหิรีเทวีผู้เดียวได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร (โกสิยดาบสฟังคำของมาตลีเทพบุตรนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)
มาตลีเทพสารถี ก็พระนางสิรีเทวี ปรากฏกับอาตมาว่าเป็นคนตาบอด พระนางสัทธาเทวีเป็นคนไม่แน่นอน ส่วนพระนางอาสาเทวีอาตมารู้ได้ว่าเป็นคนพูดจาเหลวไหล แต่พระนางหิรีเทวีดำรงอยู่ในคุณอันประเสริฐ (โกสิยดาบสเมื่อจะสรรเสริญคุณของหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวว่า)
หญิงใดๆ บางพวก คือ ๑. หญิงสาว ๒. หญิงที่โคตรตระกูลรักษา ๓. หญิงหม้าย ๔. หญิงมีสามี เหล่านี้รู้ฉันทราคะของตนที่เกิดขึ้นอย่างแรงกล้า ในบุรุษทั้งหลายแล้วหักห้ามจิตของตนเสียได้ด้วยหิริ
เมื่อเหล่านักรบผู้พ่ายแพ้ในสงคราม ที่กำลังสู้รบด้วยลูกศรและหอก บางพวกกำลังล้มตาย บางพวกกำลังหนีไป นักรบเหล่าใดสละชีวิตแล้วย่อมหวนกลับมาด้วยความละอาย นักรบผู้มีความละอายใจเหล่านั้น จึงกลับมารับใช้เจ้านายได้อีก (กล้าสู้หน้าเจ้านาย)
ก็หิรีเทวีเทพธิดานี้มีปกติห้ามชนผู้มีใจบาปเพราะมีหิริ เปรียบเหมือนทำนบมีปกติกั้นกระแสแห่งสาคร เทพสารถี เพราะเหตุนั้น ท่านจงกราบทูลหิรีเทวีเทพธิดา ซึ่งท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวงนั้นให้พระอินทร์ทราบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๑. อสีตินิบาต] ๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕) (มาตลีเทพบุตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)
ท่านโกสิยดาบส พระพรหมก็ตาม พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ก็ตาม ท้าวปชาบดีก็ตาม ใครเล่าจะหยั่งถึงความเห็นของพระคุณเจ้านี้ได้ พระคุณเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็พระธิดาของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เกิดได้รับยกย่องว่า ประเสริฐสุดในหมู่เทพเพราะมีหิริ (มาตลีเทพบุตรประสงค์จะนำโกสิยดาบสไปยังเทวโลก จึงกล่าวว่า)
เชิญเถิด เชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถเหาะไป สู่สวรรค์ชั้นไตรทศ ณ บัดนี้เถิด รถคันนี้น่าพอใจพระคุณเจ้าผู้มีโคตรเสมอกับพระอินทร์ แม้พระอินทร์ก็ทรงจำนงหวังพระคุณเจ้าอยู่ ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันนี้เถิด (พระบรมศาสดาตรัสว่า)
สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ทำบาปย่อมหมดจดด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ผลกรรมที่ประพฤติดีแล้วจะไม่สูญหาย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เห็นอาหารทิพย์ สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดได้ถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์
หิรีเทวีเทพธิดาคือพระอุบลวรรณาเถรี โกสิยฤๅษีคือภิกษุทานบดี ปัญจสิขเทพบุตรคืออนุรุทธเถระ ส่วนมาตลีเทพสารถีคือพระอานนทเถระ
สุริยเทพบุตรคือพระมหากัสสปเถระ จันทเทพบุตรคือพระมหาโมคคัลลานเถระ นารทดาบสคือพระสารีบุตรเถระ ส่วนท้าวสักกะคือตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้แล สุธาโภชนชาดกที่ ๓ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๑๓๓}