๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี (เทพธิดากล่าวว่า)
ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง ก็ยังเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร จึงพยายามเต็มที่อยู่อย่างนี้ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
เทพธิดา เราพิเคราะห์เห็นธรรมเนียมของโลก และอานิสงส์ของความพยายาม เพราะฉะนั้น ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง เราจึงเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร @เชิงอรรถ : @ มหาชนกชาดก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออก @บรรพชาครั้งใหญ่ (ในอดีต) จึงได้ตรัสเรื่องพระมหาชนกนี้โดยทรงยกคาถาแรกของเรื่องที่นางเทพธิดา @กล่าวกับพระมหาชนกที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลอยู่ว่า “ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายาม @(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๓-๖๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เทพธิดากล่าวว่า)
ฝั่งสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ยังไม่ปรากฏ ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์ ยังไม่ทันจะถึงฝั่งเลย ท่านก็จักตายแน่ (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
บุคคลผู้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่ จะไม่ถูกหมู่ญาติ เทวดา และพรหมทั้งหลายนินทา ทั้งจะไม่เดือดร้อนในภายหลัง (เทพธิดากล่าวว่า)
การงานที่ให้ถึงฝั่งไม่ได้ ปราศจากผล ก่อให้เกิดความลำบาก และความตาย ย่อมมีได้เพราะทำการงานใด ประโยชน์อะไรด้วยความพยายาม ในการงานนั้น (พระโพธิสัตว์ตอบว่า)
เทพธิดา บุคคลใดรู้ว่า งานสุดวิสัยเกินตัวแล้ว ไม่รักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นคลายความเพียรเสีย ก็จะพึงรู้ผลของงานนั้น
เทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้ พิจารณาเห็นผลแห่งความมุ่งประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามที
เทพธิดา ท่านกำลังเห็นผลงานที่ประจักษ์แก่ตนเองแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ พากันจมน้ำแล้ว เราคนเดียวเท่านั้นพยายามข้ามอยู่ และยังเห็นท่านอยู่ใกล้เรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถ จักไปให้ถึงฝั่งสมุทร จักทำความเพียรอย่างลูกผู้ชาย (ต่อมา พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติในเมืองมิถิลาแล้ว ทรงระลึกถึงผลแห่ง ความเพียรชอบของพระองค์ ทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติว่า)
ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่หาประมาณมิได้เห็นปานนี้ด้วยการกระทำ ท่านนั้นจงไปในสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุม นี้ คือ ๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น ๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก ๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน ๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก ๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก ๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น ๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง @เชิงอรรถ : @ ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมที่พระเจ้าโปลชนกทรงฝังไว้ อธิบายโดยย่อ ดังนี้ @๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น หมายถึงที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า @๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก หมายถึงที่ส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับ @๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในประตูใหญ่พระราชวัง @๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอกประตูใหญ่พระราชวัง @๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ภายใต้ธรณีประตู @๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น หมายถึงขุมทรัพย์ตรงที่ลาดบันได เวลาเสด็จขึ้นช้างมงคล @๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงที่เสด็จลงจากคอช้าง @๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่เท้าพระแท่นบรรทมทั้ง ๔ @๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ชั่วแอก (หนึ่งวา) รอบที่บรรทม @๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายงาทั้ง ๒ ของช้างมงคลในโรงช้างมงคล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) ๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ ๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ ๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ ๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง ๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ ๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน บัลลังก์สี่เหลี่ยม ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว @เชิงอรรถ : @๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายหางของช้างมงคลในโรงช้างมงคล @๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ในสระโบกขรณีมงคล @๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้ต้นรังใหญ่ในพระราชอุทยาน เวลาเที่ยงวันเงาจะอยู่ @ที่โคนต้น จึงให้ขุดทรัพย์ที่นั้น ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน หมายถึงธนูที่ใช้แรงคนโก่งหนึ่งพันคน แต่ @พระมหาชนกโก่งได้โดยง่ายเหมือนธนูดีดฝ้ายของสตรี บัลลังก์สี่เหลี่ยม ก็ทรงทราบด้านศีรษะของ @บัลลังก์ให้พระนางสีวลีเอาปิ่นปักพระเกศาวาง ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี หมายถึงพระนางสีวลี @ยินดีกับชายใด ชายนั้นจะได้ครองราชย์ พระมหาชนกเป็นที่โปรดปรานของพระนางสีวลีตั้งแต่แรกพบ @ถึงกับยื่นพระหัตถ์ให้เกาะ ท้าวเธอก็ทรงเกาะพระหัตถ์พระนางขึ้นสู่ปราสาท @(ขุ.ชา.อ. ๙/๑๓๒/๖๔-๖๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
คนมีปัญญาแม้ถูกทุกข์กระทบแล้ว ก็ไม่พึงทำลายความหวัง เพื่อการมาถึงแห่งความสุข เพราะสัมผัสมีมากอย่างทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ผู้ไม่นึกถึงประโยชน์ย่อมเข้าถึงความตาย
สิ่งที่ไม่ได้คิดกลับเป็นไปได้ สิ่งที่คิดแล้วกลับพินาศไป ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของหญิงหรือชาย หาได้สำเร็จด้วยความคิดไม่ (ชาวเมืองกล่าวกันว่า)
ท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองพื้นที่ทั้งปวง เป็นใหญ่ในทิศ ไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนหนอ วันนี้ ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ ไม่ทรงใส่พระทัยในการขับร้อง
ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาสพระราชอุทยาน ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์ พระองค์ทรงประทับนิ่งเฉยเหมือนคนใบ้ ไม่ทรงว่าราชการเลย (พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงเปล่งอุทานว่า)
นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก้าวล่วงตัณหาเสียได้ ย่อมอยู่ ณ อารามของใครหนอในวันนี้
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้นผู้แสวงหาคุณใหญ่ นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลกที่ถึงความขวนขวาย
นักปราชญ์เหล่านั้นตัดข่ายคือตัณหาอันมั่นคงแห่งมฤตยู ที่มีมายาอย่างยิ่งทำลายด้วยญาณไปอยู่ ใครเล่าจะพึงนำเราไปให้ถึงสถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านี้ได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้ สร้างไว้เป็นสัดส่วนออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองกว้างขวาง สว่างไสวทั่วทุกทิศ ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเป็นอันมาก ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีถนนหลวงตัดไว้อย่างดี ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีร้านตลาดที่จัดแยกไว้สวยงาม ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ซึ่งมีโค ม้า และรถเบียดเสียดกัน ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีสวนสาธารณะมีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง ที่มีวนอุทยาน มีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราสาทราชมณเฑียร สถานที่และอุทยาน เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราการ ๓ ชั้น คับคั่งด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ที่พระเจ้าวิเทหะ ผู้เรืองยศพระนามว่าโสมนัสได้ทรงสร้างไว้ ออกบวชได้ การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง พรั่งพร้อมด้วยการสะสมเสบียง เช่น สะสมทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น ที่พระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยชอบธรรม ออกบวชได้ การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง ที่พวกปรปักษ์ผจญไม่ได้ ซึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยธรรม ออกบวชได้ การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้ สร้างไว้เป็นส่วนสัด ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดจัดจำแนก สร้างไว้เป็นสัดส่วน ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดฉาบทา และประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้ การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจึงจักละบัลลังก์ทอง ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้ การละบัลลังก์ทองเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละบัลลังก์แก้วมณี ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้ การละบัลลังก์แก้วมณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน และผ้าขนสัตว์อย่างละเอียด ออกบวชได้ การละผ้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละสระโบกขรณีอันรื่นรมย์ มีนกจักรพากส่งเสียงร่ำร้องอยู่ ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม และดอกอุบล ออกบวชได้ การละสระโบกขรณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองช้างพลาย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ
มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว @เชิงอรรถ : @ ม้าสินธพชาติอาชาไนย หมายถึงฝูงม้าที่มีชื่อว่าอาชาไนย เพราะเป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ (ฝึกง่าย) @โดยกำเนิด (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๗๐/๘๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเงินเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยอูฐเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยโคเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยแพะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยแกะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้ การละรถเทียมด้วยเนื้อเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละกองช้างที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและขอ ออกบวชได้ การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองม้าที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจึงจักละกองรถที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละกองธนูที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ออกบวชได้ การละกองธนูเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพวกราชบุรุษผู้ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ออกบวชได้ การละพวกราชบุรุษเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละหมู่พราหมณ์ผู้บำเพ็ญพรต ประดับตกแต่งแล้ว ทาตัวด้วยกระแจะจันทน์เหลือง ครองผ้ากาสิกพัสตร์เนื้อดี ออกบวชได้ การละหมู่พราหมณ์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร เราจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า เดินไปข้างหน้ามีระเบียบเรียบร้อยดี ออกบวชได้ การละหมู่อำมาตย์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้เชื่อฟัง พูดไพเราะ ออกบวชได้ การละพระสนมกำนัลในผู้น่ารักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ จำหลักลวดลายเป็นร้อย ออกบวชได้ การละถาดทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองช้างพลายที่ประดับ ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
มีนายคราญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว
มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร รถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร รถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร รถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ
มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองช้างที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและของ้าว ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองม้าที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือแส้และธนู ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร กองรถที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร กองธนูที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร หมู่พราหมณ์ผู้มีพรตประดับแล้ว ทาตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ใช้ผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร หมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า เดินนำไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักได้ปลงผม ห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุล ที่เขาทิ้งไว้ที่หนทางใหญ่ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เมื่อมีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน เราจึงมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวไปบิณฑบาต ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักได้เที่ยวจาริกไปตามต้นไม้น้อยใหญ่ ตามป่าน้อยใหญ่ตลอดทั้งคืนและวัน โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักละความกลัวและความขลาดเสียได้ ไปที่ซอกเขาและลำธารได้ตามลำพัง ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักทำจิตให้ตรงได้เหมือนคนดีดพิณ ดีดพิณทั้ง ๗ สายให้มีเสียงน่ารื่นรมย์จับใจ ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ
เมื่อไร เราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ได้เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เมื่อพระมหาชนกทรงรำพึงอย่างนี้แล้ว ทรงถือเพศบรรพชา เสด็จลงจาก ปราสาทไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเสียงคร่ำครวญของสตรีเหล่านั้นว่า)
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ต่างประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ ร้องคร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ล้วนเป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉันเสีย
พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ถูกพระราชาทรงละทิ้งไว้แล้ว เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช
พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช
พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น ล้วนแต่เป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช
ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ จำหลักลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน นั้นเป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (พระนางสีวลีกราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า)
เปลวไฟน่ากลัว ไหม้ท้องพระคลังตามลำดับ คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์มากมาย
แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ผ้า จันทน์เหลือง หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง และเหล็กเป็นอันมากที่ไฟไหม้ ข้าแต่พระราชา มาเถิดพระเจ้าข้า เชิญพระองค์เสด็จกลับก่อนเถิด พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้พินาศเสียหายเลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญ เรามิได้มีอะไรจะไหม้ (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)
พวกโจรป่าเกิดขึ้น ปล้นแคว้นของพระองค์ มาเถิดพระเจ้าค่ะ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับเถิด แคว้นนี้อย่าได้พินาศเสียหายเลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เมื่อแคว้นถูกพวกโจรปล้น เรามิได้มีอะไรจะให้ปล้นเลย
เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ เราจักมีปีติเป็นอาหารเหมือนเหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหม @เชิงอรรถ : @ เหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหมมีปีติเป็นอาหารให้เวลาผ่านไปด้วยความสุขในฌาน (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๕๑/๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (นารทดาบสกล่าวว่า)
เสียงอึกทึกกึกก้องอะไรกันนั่น ใครกันหนอเล่นกันเหมือนอยู่ในบ้าน ท่านสมณะ อาตมภาพขอถาม มหาชนนั้นติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขามาในที่นี้ ผู้ล่วงเขตแดนคือกิเลสไป เพื่อบรรลุถึงโมเนยยธรรม คือญาณของพระมุนี แต่ยังเจือปนด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่ พระคุณเจ้าก็รู้อยู่จะถามไปทำไม (นารทดาบสกล่าวว่า)
พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระ (เพศนักบวช) นี้ อย่าได้เข้าพระทัยว่า “เราข้ามเขตแดนคือกิเลสแล้ว” กรรมคือกิเลสนี้จะพึงข้ามได้ด้วยเพศแห่งบรรพชิตก็หาไม่ เพราะอันตรายทั้งหลายยังมีอยู่มาก (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
อันตรายอะไรหนอ จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ ข้าพเจ้าไม่ปรารถนากามทั้งหลายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต (นารทดาบสกล่าวว่า)
อันตรายเป็นอันมากทีเดียว คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกาย ความเหนื่อยหน่าย ความเมาอาหารที่มีอยู่ในสรีระของพระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ ท่านพราหมณ์ผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าขอถามท่าน ท่านเป็นใครหนอ (นารทดาบสกล่าวว่า)
ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยชื่อว่า นารทะ โดยโคตรว่า กัสสปะ อาตมภาพมาในสำนักของพระองค์ด้วยเข้าใจว่า การสมาคมกับสัตบุรุษเป็นการดี
ขอความเพลิดเพลินและวิหารธรรมทั้งปวงจงมีแก่พระองค์เท่านั้น พระองค์จงบำเพ็ญสิ่งที่บกพร่องให้บริบูรณ์เถิด จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบเถิด
จงทรงคลี่คลายความยุบลงและฟูขึ้น จงสักการะกรรม วิชชา ธรรม และสมณธรรมแล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์เถิด
ข้าแต่พระชนก พระองค์ทรงละทิ้งช้าง ม้า ชาวพระนคร และชนบทเป็นอันมาก เสด็จออกผนวช ทรงยินดีในบาตรดิน
ชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติเหล่านั้น ได้ทำความผิดอะไรให้แก่พระองค์หรือหนอ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรดินนั้น (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ท่านฤๅษี ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะ พระญาติอะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย แม้พระญาติทั้งหลายก็มิเคยได้เอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม @เชิงอรรถ : @ คำว่า กรรม ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐, คำว่า วิชชา ได้แก่ญาณในอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ @คำว่า ธรรม ได้แก่สมณธรรมกล่าวคือการบำเพ็ญกสิณ (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๖๑/๙๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก เห็นโลกถูกกิเลสกัดกร่อน ถูกกิเลสทำให้เป็นดุจเปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นจำนวนมากย่อมเดือดร้อน และย่อมถูกฆ่า ในกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ นะท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ (นารทดาบสกล่าวว่า)
ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกธรรมคำสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร ท่านผู้เป็นจอมทัพ เพราะบอกเจาะจงถึงดาบสผู้เป็นกรรมวาที หรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชา นักปราชญ์ไม่เรียกผู้ประพฤติวัตรว่า เป็นสมณะ เหมือนการก้าวล่วงทุกข์ได้เลย
ท่านผู้ครองหนังสัตว์ แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะหรือพราหมณ์โดยส่วนเดียว แต่ไม่เคยเข้าไปใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยสิริไปยังพระราชอุทยาน ด้วยอานุภาพใหญ่ ขณะที่เพลงขับที่เขาขับร้อง ดนตรีที่ไพเราะกำลังบรรเลงอยู่
ข้าพเจ้านั้นได้เห็นต้นมะม่วงที่กำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง ถูกพวกมนุษย์ผู้ที่ต้องการผลฟาดอยู่ ในพระราชอุทยานอันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์ ข้าพเจ้านั้นละทิ้งสิรินั้นเสียแล้วลงจากยาน เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงทั้งที่มีผลและไม่มีผล
ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วง อันมีผลถูกฟาดกระจัดกระจายย่อยยับ ส่วนมะม่วงอีกต้นหนึ่งสีเขียวชะอุ่มน่าพอใจ
ศัตรูทั้งหลายจักกำจัดแม้พวกเรา ผู้เป็นอิสระ ผู้มีเสี้ยนหนามมาก เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว
เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีที่อยู่ ที่ไม่มีความคุ้นเคย ต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผลทั้ง ๒ ต้นนั้นเป็นครูของข้าพเจ้า (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)
ชนทั้งปวง คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ กองพลราบ ต่างก็ตกใจว่า พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว
ขอพระองค์ได้ทรงปลอบชุมชนให้เบาใจ ทรงวางหลักปกครอง ทรงอภิเษกพระราชโอรสไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงจักทรงผนวชในภายหลัง (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติทั้งหลายแล้ว พระราชโอรสของชาวแคว้นวิเทหะ และคนผู้มีอายุยืน ผู้จักผดุงรัฐให้เจริญก็มีอยู่ เธอเหล่านั้นจักครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา นะปชาบดี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙)
จงมาเถิด เราจะตามสอนเธอด้วยวาจาที่ชอบ เธอจะไปสู่ทุคติด้วยกาย วาจา และใจ เพราะบาปใด เมื่อเธอครองราชสมบัติก็จักทำบาปทุจริตนั้นเป็นอันมาก
ผู้ที่ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ ซึ่งสำเร็จมาแต่ผู้อื่นนี้ นั่นเป็นธรรมของนักปราชญ์ (พระนางสีวลีกราบทูลว่า)
กุลบุตรผู้ฉลาดแม้คนใดไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ จะพึงตายอย่างน่าอนาถเพราะความหิว กุลบุตรผู้ฉลาดนั้นก็ไม่พึงบริโภคก้อนข้าว ที่เปื้อนฝุ่น ซึ่งไม่ดีมิใช่หรือ กิริยาของพระองค์นี้ไม่ดี ไม่งามเลย ข้าแต่พระชนก พระองค์พึงเสวยก้อนเนื้อที่เป็นเดนสุนัข (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
พระนางสีวลี บิณฑบาตใด เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือน หรือสุนัขสละแล้ว บิณฑบาตนั้นชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมภาพก็หามิได้ ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ได้มาโดยธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่า ไม่มีโทษ (พระโพธิสัตว์ตรัสกับเด็กหญิงว่า)
กุมาริกาผู้นอนแนบมารดา ผู้ประดับอยู่เป็นนิตย์ เพราะเหตุไร กำไลมือข้างหนึ่งของเธอจึงมีเสียงดัง อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง @เชิงอรรถ : @ คำว่า ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ พระนางสีวลีตรัสหมายถึงว่า ถ้าบุคคลเราไม่บริโภคอาหาร @มื้อสุดท้าย จะพึงตายไปเพราะความหิว ผู้นั้นพึงเป็นสัตบุรุษเชื้อสายกุลบุตร จึงไม่พึงเสวยอาหารนั้น @เพราะทรงรังเกียจเนื้อที่เป็นเดนสุนัขที่พระมหาชนกนำมาย่างเสวย (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๗๙/๑๐๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (เด็กหญิงกราบทูลว่า)
ท่านสมณะ กำไลมือ ๒ วงที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้ เพราะทั้ง ๒ วงกระทบกัน จึงเกิดเสียงดัง คติของคน ๒ คนก็เป็นเช่นนี้
ท่านสมณะ กำไลมือวงหนึ่งที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้ ไม่มีอันที่ ๒ จึงไม่มีเสียงดังเหมือนมุนีสงบนิ่งอยู่
คนมีคู่จึงถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านนั้นเป็นผู้ปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด (พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)
พระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ นางกุมาริกาเป็นสาวใช้มาติเตียนเรา มันเป็นคติของคนคู่เท่านั้น
พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้ เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว บรรดาทางทั้ง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง
เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๒ ตรัสข้อความนี้แล้วต่างก็เสด็จเข้าไปยังถูณนคร
เมื่อจวนเวลาอาหาร พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ซุ้มประตูของช่างศร และ ณ ที่นั้น ช่างศรนั้นหลับตาลงข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรที่คด ซึ่งตนดัดให้ตรงด้วยตาอีกข้างหนึ่ง (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)
ช่างศร ท่านจงฟังอาตมภาพ ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์หรือหนอ ที่ท่านหลับตาข้างหนึ่งลง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยตาอีกข้างหนึ่ง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๒. มหาชนกชาดก (๕๓๙) (ช่างศรกราบทูลว่า)
ท่านสมณะ การเล็งดูด้วยตาทั้ง ๒ ย่อมปรากฏกว้างไป เพราะเห็นไม่ถึงส่วนที่คดข้างหนึ่ง การดัดให้ตรงจึงไม่สำเร็จ
แต่เมื่อหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูส่วนที่คดด้วยตาข้างหนึ่ง เพราะเห็นส่วนที่คดข้างหน้า การดัดให้ตรงจึงสำเร็จได้
คนที่มีคู่จึงวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใคร ท่านนั้นปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด (พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)
พระนางสีวลี เธอได้ยินคำที่ช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง คนใช้มาติเตียนเรา นั้นเป็นคติของคนคู่เท่านั้น
พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้ เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว บรรดาทาง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง
เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่า เป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว เธอจงอยู่คนเดียวเถิด พระนางสีวลี มหาชนกชาดกที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสหมายถึงหญ้ามุงกระต่ายเส้นเล็กๆ ที่พระองค์ @ถอนขึ้นมาแล้วดึงให้ขาดจากกัน ใครๆ ไม่สามารถต่อกันได้ เป็นการเตือนว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะ @อยู่ร่วมกับพระเทวีอีก เป็นการห้ามไม่ให้ตามไป (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๕/๑๑๑-๑๑๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๒๘}