๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์ ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ว่าด้วยวิธุรบัณฑิตบำเพ็ญปัญญาบารมี โทหฬกัณฑ์ ตอนว่าด้วยความแพ้ท้อง (พญานาคตรัสถามนางนาควิมลามเหสีว่า)
“เธอมีผิวพรรณเหลือง ซูบผอม มีกำลังน้อย เมื่อก่อน ผิวพรรณของเธอมิได้เป็นเช่นนี้เลย น้องวิมลา พี่ถามแล้ว ขอเธอจงบอก เวทนาในร่างกายของเธอเป็นเช่นไร” (นางนาควิมลาทูลตอบว่า)
“พระองค์ผู้เป็นจอมชน ชื่อว่าความแพ้ท้อง เป็นธรรมดาของมารดาทั้งหลายในหมู่มนุษย์ พระองค์ผู้ประเสริฐสุดในหมู่นาค หม่อมฉันปรารถนาอย่างยิ่งซึ่งดวงหทัย ของวิธุรบัณฑิตที่นำมาได้โดยชอบธรรม พระเจ้าข้า” (พญานาคตรัสว่า)
“เธอแพ้ท้องปรารถนาหทัยของวิธุรบัณฑิต ก็จะเหมือนกับปรารถนาดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ หรือปรารถนาลม เพราะว่าวิธุรบัณฑิตยากที่บุคคลจะพบได้ ใครเล่าจักนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้ได้” @เชิงอรรถ : @ พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการบำเพ็ญปัญญาบารมี ตรัสวิธุรชาดกนี้ ซึ่งมีคำ @เริ่มต้นว่า เธอมีผิวพรรณเหลือง ซูบผอม มีกำลังน้อย ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๙๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์ (นางนาคอิรันทดีผู้ธิดากราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระบิดา เหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงซบเซาอยู่ พระพักตร์ของพระองค์เหมือนดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นอิสราธิบดี เป็นที่เกรงขามของศัตรู เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงทุกข์พระทัย ขออย่าทรงเศร้าโศกเลย พระเจ้าข้า” (พญานาควรุณตรัสว่า)
“อิรันทดีลูกรัก มารดาของเจ้าปรารถนาซึ่งดวงหทัย ของวิธุรบัณฑิต เพราะวิธุรบัณฑิตยากที่ใครจะพบได้ ใครเล่าจักนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้ได้
เจ้าจงเที่ยวไปแสวงหาสามี ผู้ซึ่งจักนำวิธุรบัณฑิตมาในนาคพิภพนี้” นางนาคมาณวิกานั้นได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว มีจิตชุ่มด้วยกิเลสออกไปเที่ยวตลอดคืน (นางนาคอิรันทดีกล่าวว่า)
“คนธรรพ์ รากษส นาค กินนร หรือมนุษย์พวกไหน คนไหนเป็นบัณฑิตสามารถจะให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงได้ เขาจักเป็นสามีของเราตลอดกาล” (เสนาบดียักษ์กล่าวว่า)
“นางผู้มีนัยน์ตาหาที่ติมิได้ ขอเธอจงเบาใจเถิด เราจักเป็นผู้เลี้ยงดูเธอ เพราะปัญญาของเราสามารถจะนำเนื้อดวงหทัย ของวิธุรบัณฑิตมาให้ได้ ขอจงเบาใจเถิด เธอจักเป็นภรรยาของเรา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์
นางอิรันทดีผู้มีใจกำหนัดรักใคร่ เพราะเคยร่วมอภิรมย์กันมาในภพก่อน ได้กล่าวกับปุณณกยักษ์ว่า “มาเถิดท่าน เราจักไปในสำนักของพระบิดาของฉัน พระบิดาของฉันนี่แหละจักตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ท่าน”
นางอิรันทดีประดับตกแต่งนุ่งผ้าเรียบร้อยแล้ว ทัดทรงดอกไม้ประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ จูงมือปุณณกยักษ์เข้าไปยังสำนักของพระบิดา (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่นาค ขอพระองค์ได้โปรดสดับถ้อยคำของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงทรงรับสินสอดตามสมควร ข้าพระองค์ปรารถนาพระนางอิรันทดี ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพระองค์ ได้อยู่ร่วมกับพระนางอิรันทดีเถิด
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดได้ทรงพระกรุณารับสินสอดนั้น คือ ช้าง ๑๐๐ เชือก ม้า ๑๐๐ ตัว รถที่เทียมด้วยม้าอัสดร ๑๐๐ คัน เกวียนบรรทุกของเต็มด้วยรัตนะต่างๆ ๑๐๐ เล่ม ขอได้โปรดพระราชทานพระราชธิดาอิรันทดีให้แก่ข้าพระองค์เถิด” (พญานาคตรัสว่า)
“ขอท่านจงรออยู่จนกว่าเราจะได้ปรึกษาหารือ กับบรรดาญาติ มิตร และเพื่อนที่สนิทเสียก่อน (เพราะ)กรรมที่กระทำลงไปโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกันนั้น ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ ปรึกษากับพระชายา ตรัสคำนี้ว่า
“ปุณณกยักษ์นี้นั้นมาขอลูกอิรันทดีกับเรา เราจะให้ลูกอิรันทดีผู้เป็นที่รักของเราแก่ปุณณกยักษ์นั้น เพราะได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจเป็นจำนวนมากหรือ” (นางนาควิมลามเหสีกราบทูลว่า)
“ปุณณกยักษ์ไม่พึงได้ลูกอิรันทดีของเรา เพราะทรัพย์ เพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจ แต่ถ้าปุณณกยักษ์จะพึงได้หทัยของบัณฑิต นำมาในนาคพิภพนี้ได้โดยชอบธรรม เขาจะพึงได้ลูกสาวของเราเพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจนั้น หม่อมฉันไม่ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งกว่านี้ (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ลำดับนั้น ท้าววรุณนาคราชเสด็จออกจากนิเวศน์ ตรัสเรียกปุณณกยักษ์มาแล้วตรัสดังนี้ว่า
“ท่านไม่พึงได้ลูกอิรันทดีของเรา เพราะทรัพย์ เพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจ ถ้าท่านได้หทัยของบัณฑิตนำมาในนาคพิภพนี้ได้โดยชอบธรรม ท่านจะพึงได้ลูกสาวของเราเพราะสิ่งที่น่าปลื้มใจนั้น เราไม่ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่านี้” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในโลกนี้ คนบางคนย่อมเรียกคนใดว่าเป็นบัณฑิต คนอีกพวกหนึ่งกลับเรียกคนนั้นนั่นแหละว่าเป็นพาล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์ ในเรื่องนี้ คนทั้งหลายยังกล่าวแย้งกันอยู่ ขอพระองค์ได้ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ พระองค์ทรงเรียกใครเล่าว่า เป็นบัณฑิต” (พญานาควรุณตรัสว่า)
“บัณฑิตชื่อว่าวิธุระ ผู้ทำการสั่งสอนอรรถธรรม แก่พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ ถ้าท่านได้ยินได้ฟังมาแล้ว ขอท่านจงไปนำบัณฑิตนั้นมา ครั้นท่านได้มาโดยชอบธรรมแล้ว นางอิรันทดีจงเป็นผู้บำเรอเท้า (ภรรยา) ของท่านเถิด (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ฝ่ายปุณณกยักษ์ได้สดับพระดำรัสของท้าววรุณนาคราชนี้แล้ว ก็ยินดียิ่งนัก ลุกขึ้นแล้วไปสั่งบุรุษคนใช้ของตน ผู้อยู่ในที่นั้นนั่นแหละว่า “เจ้าจงนำม้าอาชาไนยที่เตรียมไว้มาที่นี้นั่นแหละให้ได้
ม้าอาชาไนยตัวนั้นมีหูทั้ง ๒ ข้างประดับด้วยทอง มีกีบหุ้มแล้วด้วยแก้วมณีแดง มีเครื่องประดับอกทำด้วยทองชมพูนุทอันสุกปลั่ง” (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า)
“ปุณณกยักษ์ผู้ประดับแล้ว จัดแจงแต่งผมและหนวดดีแล้ว ก็ขึ้นขี่ม้าอันเป็นยานพาหนะของเทวดา เหาะไปในอากาศกลางหาว
ปุณณกยักษ์นั้นกำหนัดด้วยกามราคะ กำลังปรารถนานางอิรันทดีนาคกัญญา ไปกราบทูลท้าวกุเวรเวสสุวรรณผู้เรืองยศเป็นใหญ่แห่งภูตว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์
ภพนาคนั้นเขาเรียกว่า โภควดีนครบ้าง วาสนานครบ้าง หิรัญวดีนครบ้าง เป็นเมืองนิรมิตล้วนแต่ทองคำ สำเร็จแก่พญานาคผู้สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ทุกอย่าง
ป้อมและเชิงเทินสร้างมีรูปทรงเหมือนคออูฐ ทำด้วยแก้วแดงและแก้วลาย ในนาคพิภพนั้น มีปราสาททำด้วยศิลา มุงด้วยกระเบื้องทองคำ
ในนาคพิภพนั้น มีไม้มะม่วง ไม้หมากเม่า ไม้หว้า ไม้ตีนเป็ด ไม้จิก ไม้เกด ไม้ประยงค์ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะม่วงหอม ไม้ชบา และไม้ย่านทราย
ไม้จำปา ไม้กากะทิง มะลิซ้อน มะลิลา และไม้กระเบา ต้นไม้ในนาคพิภพเหล่านี้ มีกิ่งโน้มเข้าหากัน ยังมณเฑียรของนาคราชให้งามยิ่งนัก
ในนาคพิภพนั้น มีต้นอินทผลัมสำเร็จแล้วด้วยแก้วอินทนิล ผลิดอกล้วนแต่ทองเป็นนิตย์จำนวนมาก ซึ่งเป็นที่อยู่ของท้าววรุณนาคราชผู้มีฤทธิ์มาก ผู้ผุดเกิด
พญานาคนั้นมีมเหสีกำลังสาวรุ่นทรงพระนามว่าวิมลา มีพระรูปโฉมสง่างามดังแท่งทองคำ สูงโปร่งสะโอดสะองดังหน่อเถาจิงจ้อดำ ทั้งคู่มีสัณฐานดังผลมะพลับงดงามน่าชมยิ่งนัก
มีพระฉวีวรรณแดงประดุจน้ำครั่ง เปรียบเสมือนดอกกรรณิการ์ที่แย้มบานน้อมลง เหมือนดังนางอัปสรที่เที่ยวไปในภพชั้นดาวดึงส์ หรือเหมือนสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ พระนางวิมลานั้นทรงแพ้พระครรภ์ ทรงปรารถนาซึ่งดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต ข้าพระองค์จะถวายดวงหทัยของวิธุรบัณฑิตนั้น แก่ท้าววรุณนาคราชและพระนางวิมลาทั้ง ๒ พระองค์นั้น เพราะเหตุนั้น ท้าวเธอทั้ง ๒ พระองค์นั้น จะพระราชทานพระนางอิรันทดีให้แก่ข้าพระองค์
ปุณณกยักษ์นั้นทูลลาท้าวกุเวรเวสสุวรรณผู้เรืองยศ เป็นใหญ่แห่งหมู่ยักษ์แล้ว ไปสั่งบุรุษคนใช้ของตนในที่นั้นนั่นแหละว่า เจ้าจงนำม้าอาชาไนยที่เตรียมไว้มา ณ ที่นี้เถิด
ม้าอาชาไนยตัวนั้นมีหูทั้ง ๒ ข้างประดับด้วยทอง มีกีบหุ้มแล้วแก้วมณีแดง มีเครื่องประดับอกทำด้วยทองชมพูนุทอันสุกปลั่ง
ปุณณกยักษ์ผู้ประดับแล้ว จัดแจงแต่งผมและหนวดดีแล้ว ก็ขึ้นขี่ม้าอันเป็นยานพาหนะของเทวดา เหาะไปในอากาศกลางหาว
ปุณณกยักษ์นั้นได้เหาะไปยังกรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์นัก เป็นนครของพระเจ้าอังคะที่พวกข้าศึกไม่กล้าเข้าใกล้ มีภักษาหาร ข้าว และน้ำมากมาย ดังภพของท้าววาสวะ ซึ่งชื่อว่ามสักกสาระ
เป็นนครที่อึกทึกกึกก้องไปด้วยฝูงนกยูงและนกกระเรียน อื้ออึงไปด้วยฝูงนกต่างๆ ชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนก มีนกต่างๆ ส่งเสียงร่ำร้องอยู่อึงมี่ มีเนินสวยงาม ดารดาษไปด้วยดอกไม้เหมือนภูเขาหิมพานต์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์
ปุณณกยักษ์นั้นขึ้นเวปุลลบรรพตซึ่งเป็นภูเขาศิลาล้วน เป็นที่อาศัยอยู่ของหมู่กินนร เที่ยวแสวงหาแก้วมณีดวงประเสริฐอยู่ จึงได้เห็นแก้วมณีนั้นในท่ามกลางยอดเขา
ครั้นได้เห็นแก้วมณีอันมีรัศมีผุดผ่อง เป็นแก้วมณีที่ประเสริฐสุด สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจมุ่งหมาย รุ่งโรจน์โชติช่วงอยู่กับหมู่แก้วบริวารเป็นอันมาก สว่างไสวอยู่ดังสายฟ้าในอากาศ
จึงได้ถือแก้วไพฑูรย์ชื่อว่า มโนหรจินดา อันมีค่ามาก มีอานุภาพมาก เป็นผู้มีวรรณะไม่ทราม ขึ้นขี่หลังม้าอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว
ปุณณกยักษ์นั้นได้เหาะไปถึงกรุงอินทปัตถ์ ลงมาแล้วเข้าไปสู่ที่ประชุมของชาวกุรุรัฐ ไม่เกรงกลัวพระราชา ๑๐๑ พระองค์ ที่ประชุมพร้อมเพรียงกันอยู่ ณ ที่นั้น กล่าวท้าทายด้วยสะกาว่า
บรรดาพระราชาในราชสมาคมนี้ พระองค์ไหนหนอ จะทรงชิงเอาแก้วมณีอันประเสริฐของข้าพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะพึงชนะพระราชาพระองค์ไหน ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ เมื่อชนะจะชิงเอาแก้วมณีอันประเสริฐอันยอดเยี่ยม กับพระราชาพระองค์ไหน อีกประการหนึ่ง พระราชาพระองค์ไหนจะทรงชนะข้าพระองค์ ด้วยทรัพย์อันประเสริฐ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) โทหฬกัณฑ์ (พระเจ้าโกรัพยะตรัสถามว่า)
“ชาติภูมิของท่านอยู่แคว้นไหน ถ้อยคำของท่านนี้ไม่ใช่ถ้อยคำของชาวกุรุรัฐเลย ท่านมิได้เกรงกลัวเราทั้งมวลด้วยรัศมีแห่งผิวพรรณ ท่านจงบอกชื่อและพวกพ้องของท่านแก่เรา” (ปุณณกยักษ์ทูลตอบว่า)
“ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์เป็นมาณพ กัจจายนโคตรชื่ออนูนะ ญาติๆ และพวกพ้องของข้าพระองค์อยู่ในแคว้นอังคะ ต่างก็พากันเรียกข้าพระองค์อย่างนี้ ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์มาถึงเมืองนี้ ด้วยต้องการที่จะเล่นการพนันสะกา” (พระราชาทั้งหลายตรัสว่า)
“พระราชาทรงชำนาญการเล่นสะกา เมื่อทรงชนะจะพึงนำเอาแก้วเหล่าใดไป แก้วเหล่านั้นของมาณพมีอยู่หรือ แก้วของพระราชามีอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านเป็นคนเข็ญใจจะมาพนันกับพระราชาเหล่านั้น ผู้มีทรัพย์มากมายได้อย่างไร” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“แก้วมณีของข้าพระองค์นี้ ชื่อว่าสามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา นักเลงสะกาชนะข้าพระองค์แล้วพึงนำแก้วมณีดวงประเสริฐ สามารถนำทรัพย์มาให้ได้ดังใจปรารถนา และม้าอาชาไนยเป็นที่เกรงขามของศัตรู ของข้าพระองค์ทั้ง ๒ นี้ไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๙๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) มณิกัณฑ์ (พระราชาทั้งหลายตรัสว่า)
“มาณพ แก้วมณีดวงเดียวจักทำอะไรได้ ส่วนม้าอาชาไนยตัวเดียวจักทำอะไรได้ แก้วมณีของพระราชามีอยู่เป็นจำนวนมาก ม้าอาชาไนยที่มีกำลังรวดเร็วดังลม ของพระราชามีมิใช่น้อยเลย” โทหฬกัณฑ์จบ มณิกัณฑ์ ตอนว่าด้วยอานุภาพแก้วมณี (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าประชาชน ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูแก้วมณีของข้าพระองค์ดวงนี้เถิด มีรูปหญิงและรูปชายปรากฏเป็นหมู่ๆ อยู่ในแก้วมณีดวงนี้
มีรูปเนื้อและรูปนกปรากฏเป็นหมู่ๆ อยู่ในแก้วมณีดวงนี้ มีพญานาคและพญาครุฑปรากฏอยู่ในแก้วมณีดวงนี้ ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูจตุรงคินีเสนานี้ คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ที่สวมเกราะอันธรรมดาได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด
ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดู เหล่าพลทหารที่จัดไว้เป็นกรมๆ คือ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) มณิกัณฑ์
ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูพระนคร ที่มีป้อมพร้อมมูล มีกำแพงและค่ายเป็นอันมาก มีถนนสามแพร่ง สี่แพร่ง มีพื้นที่สวยงาม อันธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด
ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูเสาระเนียด คูคลอง กลอนประตูเหล็ก ป้อมค่าย และซุ้มประตู ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด
ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูฝูงนกนานาชนิด เป็นจำนวนมากมายที่ปลายเสาค่าย คือ ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจักรพาก และนกเขา ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูพระนคร อันเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกชนิดต่างๆ คือ ฝูงนกดุเหว่าดำ นกดุเหว่าที่มีปีกลายงดงาม ไก่ฟ้า และนกโพระดก เป็นจำนวนมาก ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้เถิด
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดูพระนคร ที่ล้อมด้วยกำแพงทองคำ น่าอัศจรรย์ชวนให้ขนพองสยองเกล้า ชักธงขึ้นเป็นประจำ น่ารื่นรมย์ ลาดด้วยทรายทอง
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรร้านตลาด ที่เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด เรือน สิ่งของในเรือน ถนน ซอย และถนนหลวง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) มณิกัณฑ์
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรโรงขายสุรา นักเลงสุรา พ่อครัว เรือนครัว พ่อค้า หญิงแพศยา หญิงงามเมือง ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกช่างดอกไม้ ช่างย้อม ช่างปรุงของหอม ช่างทอผ้า ช่างทอง และพวกช่างแก้วมณี ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกคนทำของหวาน คนทำของคาว พวกนักดนตรี คือ บางพวกฟ้อนรำขับร้อง บางพวกปรบมือ บางพวกตีฉิ่ง ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเปิงมาง (ฉิ่ง) กังสดาล พิณ การฟ้อนรำขับร้อง เครื่องดนตรีดีดสีตีเป่าที่เขาประโคมกึกก้อง ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
อนึ่ง ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกนักกระโดด นักมวย นักเล่นกล หญิงงาม ชายงาม คนเฝ้ายาม และช่างตัดผม ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ก็ในแก้วมณีดวงนี้ มีมหรสพที่คลาคล่ำไปด้วยชายหญิง ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพื้นที่สำหรับเล่นมหรสพ บนเตียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) มณิกัณฑ์
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพวกนักมวย ผู้กำลังชกต่อยกันอยู่ในสนามมวย ที่วงรอบเป็นสองชั้น ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญทอดพระเนตรฝูงเนื้อนานาชนิด เป็นจำนวนมากที่เชิงเขา เช่น ราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาใน เสือดาว
แรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย ระมาด วัว สุกรบ้าน
ชะมด แมวป่า กระต่าย และกระแต ซึ่งมีอยู่มากมายหลายหลาก ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรฝูงเนื้อนานาชนิด ที่มีอยู่กลาดเกลื่อนซึ่งธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ในแก้วมณีดวงนี้ มีแม่น้ำที่มีท่าน้ำสวยงาม ลาดด้วยทรายทอง มีน้ำใสสะอาดไหลไปไม่ขาดสาย เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลา
อนึ่ง ในแม่น้ำนี้ มีฝูงจระเข้ มังกร ตะโขง เต่า ปลาสลาด ปลากระบอก ปลากด ปลาเค้า และปลาตะเพียนแหวกว่ายไปมา
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสระโบกขรณี ที่ก่อสร้างด้วยแก้วไพฑูรย์ ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลานานาชนิด ดารดาษไปด้วยหมู่ไม้ชนิดต่างๆ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) มณิกัณฑ์
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสระโบกขรณีในแก้วมณีดวงนี้ ที่ธรรมชาติเนรมิตไว้เป็นอย่างดีทั้ง ๔ ทิศ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงปลานานาชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาใหญ่
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบ เป็นแก่งแห่งสาครประกอบราวไพร ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรบุพพวิเทหทวีปทางข้างหน้า อปรโคยานทวีปทางข้างหลัง อุตตรกุรุทวีปและชมพูทวีปทางด้านขวา ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ที่กำลังหมุนรอบภูเขาสิเนรุ ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วทิศทั้ง ๔ และสิ่งมหัศจรรย์ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรภูเขาสิเนรุ ภูเขาหิมพานต์ สมุทรสาคร พื้นแผ่นดินใหญ่ และท้าวมหาราชทั้ง ๔ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรพุ่มไม้ในสวน หินดาด และเนินหินที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยกินนร ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสวนสวรรค์ คือ ปารุสกวัน จิตรลดาวัน มิสกวัน นันทวัน และเวชยันตปราสาท ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) มณิกัณฑ์
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสภาชื่อสุธรรมา ต้นปาริฉัตรที่มีดอกบานสะพรั่ง และพญาช้างเอราวัณ ซึ่งมีอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า ขอทูลเชิญทอดพระเนตรเหล่านางเทพกัญญา ผู้เลอโฉมยิ่งนัก ดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ ผู้กำลังเที่ยวไปอยู่ในนันทวันนั้น ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า ขอทูลเชิญทอดพระเนตรเหล่านางเทพกัญญา ผู้ประเล้าประโลมเทพบุตร ซึ่งกำลังอภิรมย์เหล่าเทพบุตรอยู่ในนันทวันนั้น ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรปราสาท เกินกว่า ๑,๐๐๐ หลัง ซึ่งมีพื้นลาดด้วยแผ่นแก้วไพฑูรย์ มีรัศมีเรืองรอง ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ที่ธรรมชาติได้เนรมิตไว้ในแก้วมณีดวงนี้
ขอทูลเชิญพระองค์ทอดพระเนตรสระโบกขรณี ที่มีน้ำใสสะอาด ซึ่งดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม และดอกอุบลในสวรรค์นี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อักขกัณฑ์
ในแก้วมณีดวงนั้น มีลายขาว ๑๐ ลาย สวยงามน่ารื่นรมย์ใจ ลายสีเหลืองอ่อน ๒๑ ลาย และลายเหลืองขมิ้น ๑๔ ลาย ปรากฏอยู่
ในแก้วมณีดวงนั้น มีลายสีทอง ๒๐ ลาย ลายสีเงิน ๒๐ ลาย ปรากฏอยู่ ลายสีแมลงค่อมทอง ๓๐ ลาย ปรากฏอยู่
ในแก้วมณีดวงนี้ มีลายสีดำ ๑๖ ลาย ลายสีดอกชบา ๒๕ ลาย แซมด้วยลายดอกหงอนไก่ อันงามตระการตาด้วยดอกอุบลเขียวปรากฏอยู่
ข้าแต่มหาราชผู้สูงส่งกว่าชาวประชา ขอทูลเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรแก้วมณีดวงนี้ ซึ่งมีรัศมีเรืองรองผ่องใส สมบูรณ์ทุกๆ ส่วนอย่างนี้ อันเป็นรางวัลแก่ผู้ชนะพนัน” มณีกัณฑ์ จบ อักขกัณฑ์ ตอนว่าด้วยการเล่นสะกา (ต่อจากนั้น ปุณณกยักษ์ได้กราบทูลต่อไปว่า)
“ข้าแต่พระราชา การงานในโรงเล่นการพนัน (สะกา) สำเร็จลงแล้ว ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไป สถานที่จะทรงเล่นการพนันเถิด แก้วมณีเช่นนี้สำหรับพระองค์ไม่มี เราทั้ง ๒ เมื่อเล่นก็จะพึงชนะกันโดยธรรม ขอจงอย่าชนะกันโดยไม่ชอบธรรม ถ้าพระองค์แพ้แล้ว ขออย่าได้ทรงทำให้เนิ่นช้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อักขกัณฑ์
ข้าแต่พระเจ้าสุรเสนปัญจาละผู้มีพระกิตติศัพท์โด่งดัง ข้าแต่พระเจ้ามัจฉะ พระเจ้ามัททะ พร้อมด้วยชาวเกกกชนบททั้งหลาย ขอพระราชาเหล่านี้จงทรงทอดพระเนตรการต่อสู้ ของข้าพระองค์ทั้งหลายโดยการไม่ฉ้อโกง มิใช่ไม่ทรงทำใครให้เป็นพยานในที่ประชุมเลย” (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า)
“พระราชาของชาวแคว้นกุรุและปุณณกยักษ์ทั้ง ๒ นั้น ต่างก็มัวเมาในการเล่นการพนันพากันเข้าไปสู่โรงเล่นการพนัน พระราชาทรงเลือกอยู่จึงได้รับความปราชัย ส่วนปุณณกยักษ์ได้ชัยชนะ
พระราชาและปุณณกยักษ์ทั้ง ๒ นั้น เมื่อลูกสะกามีพร้อมแล้วก็ได้เล่นการพนันในโรงเล่นการพนันนั้น ปุณณกยักษ์ได้ชัยชนะพระราชาผู้แกล้วกล้าและประเสริฐกว่าชน ในท่ามกลางพระราชาและพยานทั้งหลาย เสียงบันลือลั่นได้มีขึ้นในสนามการพนันนั้น” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ข้าแต่มหาราช บรรดาเราทั้ง ๒ ที่ยังพยายามเล่นอยู่ ความชนะและความแพ้ย่อมตกแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน พระองค์ทรงเสื่อมจากทรัพย์อันประเสริฐแล้ว ทรงแพ้แล้ว ขอพระองค์จงทรงพระราชทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์โดยเร็วเถิด” (พระราชาตรัสว่า)
ท่านกัจจานะ ช้าง ม้า โค ตุ้มหูแก้วมณี และรัตนะที่ประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลายมีอยู่ในแผ่นดินของเรา ท่านจงรับไปเถิด เชิญขนไปตามปรารถนาเถิด” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อักขกัณฑ์ (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ช้าง ม้า โค ตุ้มหูแก้วมณี รัตนะแม้อื่นใดที่มีอยู่ในแผ่นดินของพระองค์ บัณฑิตชื่อว่าวิธุระเป็นผู้ประเสริฐกว่ารัตนะทั้งปวงเหล่านั้น ข้าพระองค์ได้ชนะพระองค์แล้ว โปรดพระราชทานวิธุรบัณฑิตนั้นให้แก่ข้าพระองค์เถิด” (พระราชาตรัสว่า)
“วิธุรบัณฑิตนั้นเป็นเหมือนตัวของเรา เป็นสรณะ เป็นคติ เป็นที่พึ่ง เป็นที่เร้น และเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของเรา ท่านไม่ควรเปรียบวิธุรบัณฑิตนั้นกับทรัพย์ของเรา วิธุรบัณฑิตนี้เท่ากับชีวิตของเรา คือตัวเราเอง” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“การโต้แย้งกันของข้าพระองค์กับพระองค์จะพึงเป็นไปนาน พวกเราไปถามวิธุรบัณฑิตนั้นดูดีกว่า วิธุรบัณฑิตนี้แหละจะไขข้อข้องใจนี้แก่เราทั้งหลายได้ วิธุรบัณฑิตจักกล่าวคำใด คำนั้นก็จักเป็นอย่างนั้นแก่เราทั้ง ๒” (พระราชาตรัสว่า)
“มาณพ ท่านพูดจริงทีเดียว และไม่ได้พูดคำรุนแรงแก่เรา พวกเราไปถามวิธุรบัณฑิตกันดูเถิด เราทั้ง ๒ คนจงยินดีคำที่วิธุรบัณฑิตพูดนั้น” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“เทวดาทั้งหลายรู้จักอำมาตย์ในแคว้นกุรุชื่อว่าวิธุระ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมจริงหรือ การบัญญัติชื่อว่าวิธุระในโลกนั้น ท่านเป็นอะไร คือ เป็นทาสหรือเป็นพระญาติของพระราชา” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อักขกัณฑ์ (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ทาสมี ๔ จำพวก คือ (๑) ทาสในเรือนเบี้ย (๒) ทาสที่ซื้อมาด้วยทรัพย์ (๓) ทาสที่ยอมตนเข้าเป็นข้าเฝ้า (๔) ทาสเชลย
ในหมู่คนมีทาส ๔ จำพวกเหล่านี้ แม้ข้าพระองค์ก็เป็นทาสโดยกำเนิดแท้ทีเดียว ความเจริญหรือความเสื่อมจะมีแก่พระราชาก็ตาม ข้าพระองค์ไปสู่ที่อื่นก็ยังคงเป็นทาสของสมมติเทพอยู่นั่นเอง มาณพ พระราชาก็จะพึงพระราชทานตัวข้าพเจ้าแก่ท่านโดยธรรม” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ชัยชนะนี้เป็นชัยชนะครั้งที่ ๒ ของข้าพระองค์ในวันนี้ เพราะว่าวิธุรบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ถูกข้าพระองค์ถามแล้ว ได้ชี้แจงปัญหาอย่างแจ่มแจ้ง พระราชาผู้ประเสริฐไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรมหนอ วิธุรบัณฑิตได้กล่าวไว้ถูกต้องดีแล้ว พระราชาไม่ทรงอนุญาตให้วิธุรบัณฑิตนี้แก่ข้าพระองค์” (พระราชาตรัสว่า)
“กัจจานะ หากวิธุรบัณฑิตได้ชี้แจงปัญหาแก่พวกเราอย่างนี้ว่า เราเป็นทาส เรามิได้เป็นญาติเลย ท่านจงรับเอาวิธุรบัณฑิต ผู้เป็นทรัพย์อันประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งหลาย พาไปตามที่ท่านปรารถนาเถิด” อักขกัณฑ์ จบ @เชิงอรรถ : @ ทาสในเรือนเบี้ย หมายถึงทาสผู้เกิดในครรภ์ของนางทาสหรือนางทาสี ทาสที่ยอมตนเป็นข้าเฝ้า @หมายถึงพวกคนที่เกิดในตระกูลผู้รับใช้ ยอมตนเข้าไปเป็นทาสเขา ทาสเชลย หมายถึงพวกคนที่พลัดที่ @อยู่ของตน เพราะราชภัย โจรภัย หรือตกเป็นเชลย ยอมไปอยู่ในแผ่นดินอื่น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๔๕/๒๔๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ฆราวาสปัญหา ฆราวาสปัญหา ปัญหาในการอยู่ครองเรือน (พระราชาตรัสว่า)
“ท่านวิธุระ คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนของตน จะพึงมีความประพฤติที่ปลอดภัยได้อย่างไร จะพึงมีการสงเคราะห์ได้อย่างไร
จะพึงมีความไม่เบียดเบียนกันได้อย่างไร และอย่างไรคนจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์ คนจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าจะไม่เศร้าโศกได้อย่างไร
วิธุรบัณฑิตผู้มีคติ มีความเพียร มีปัญญาเห็นอรรถธรรม กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ได้กราบทูลคำนี้ กับพระราชาพระองค์นั้นในธรรมสภานั้นว่า
“ผู้อยู่ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณ์ เป็นภรรยา ไม่ควรบริโภคอาหารอันมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว ไม่ควรส้องเสพกล่าวถ้อยคำอันให้ติดอยู่ในโลก เพราะว่าคำอันให้ติดอยู่ในโลกนี้ไม่เป็นทางเจริญแห่งปัญญา
ผู้อยู่ครองเรือนควรเป็นคนมีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร เป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาเห็นประจักษ์ มีความประพฤติถ่อมตน ไม่กระด้าง สงบเสงี่ยม พูดคำไพเราะจับใจ สุภาพอ่อนโยน
ผู้อยู่ครองเรือนพึงเป็นผู้สงเคราะห์มิตร จำแนกแจกทาน รู้จักจัดทำกิจการงาน บำรุงสมณะและพราหมณ์ด้วยข้าวน้ำทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ หญิงสาธารณ์ หมายถึงภรรยาของคนอื่น ผู้ครองเรือนไม่พึงประทุษร้าย (เป็นชู้) ในภรรยาของคนอื่น @(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๕๒/๒๔๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ลักขณกัณฑ์
ผู้อยู่ครองเรือนพึงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงสุตะ หมั่นสอบถาม เข้าไปหาท่านผู้มีศีล เป็นพหูสูต โดยความเคารพ
คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนของตน ควรมีความประพฤติปลอดภัยอย่างนี้ ควรสงเคราะห์ได้อย่างนี้
ไม่ควรเบียดเบียนกันและกันอย่างนี้ และคนควรปฏิบัติอย่างนี้จึงชื่อว่าเป็นผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์ จากโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้าจะไม่เศร้าโศกได้ด้วยประการฉะนี้” ฆราวาสปัญหา จบ ลักขณกัณฑ์ ตอนว่าด้วยลักษณะของบัณฑิต (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“มาเถิดท่าน ประเดี๋ยวเราจักไปกัน พระราชาผู้เป็นใหญ่ ได้ทรงพระราชทานท่านให้แก่ข้าพเจ้าแล้ว ขอท่านจงปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเท่านั้น นี้เป็นธรรมเก่า (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“มาณพ ข้าพเจ้ารู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่พระราชาผู้เป็นใหญ่ทรงพระราชทานให้ท่านแล้ว แต่พวกเราขอให้ท่านพักอยู่ในเรือนของตนสัก ๓ วัน และขอให้ท่านยับยั้งรออยู่ตลอดเวลา ที่ข้าพเจ้าจะได้สั่งสอนบุตรทั้งหลายก่อน” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ลักขณกัณฑ์ (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
“คำที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนั้น จงเป็นไปตามที่ท่านกล่าวอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะพักอยู่ ๓ วัน ตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงทำหน้าที่ในเรือนเถิด จงสั่งสอนบุตรและภรรยาเสียแต่ในวันนี้ โดยวิธีที่บุตรและภรรยาของท่านจะพึงมีความสุขใจ เมื่อท่านจากไปแล้ว (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ปุณณกยักษ์ผู้มีโภคทรัพย์จำนวนมากกล่าวว่า ตกลง แล้วได้หลีกไปพร้อมกับวิธุรบัณฑิต เป็นอารยชนผู้มีมรรยาทประเสริฐสุด ได้เข้าไปสู่ภายในเมืองของวิธุรบัณฑิต ที่เต็มไปด้วยช้างและม้าอาชาไนย
ปราสาทของพระโพธิสัตว์มีอยู่ ๓ หลัง คือ (๑) โกญจนปราสาท (๒) มยูรปราสาท (๓) ปิยเกตปราสาท ในปราสาท ๓ หลังนั้น พระโพธิสัตว์ได้พาปุณณกยักษ์ เข้าไปยังปราสาทซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง มีภักษาเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย ดังวิมานของท้าววาสวะ ซึ่งชื่อว่ามสักกสาระ
ในปราสาทหลังนั้น มีนารีทั้งหลายประดับอย่างงดงาม ฟ้อนรำขับร้องเพลงอย่างไพเราะจับใจ เหมือนนางเทพอัปสรในเทวโลกกล่อมปุณณกยักษ์อยู่
พระโพธิสัตว์ผู้รักษาธรรมได้รับรองปุณณกยักษ์ ด้วยนางบำเรอที่น่ายินดี ทั้งข้าวและน้ำแล้ว คิดถึงประโยชน์ส่วนตน ได้เข้าไปในสำนักของภรรยาในกาลนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ลักขณกัณฑ์
ได้กล่าวกับภรรยาผู้ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์และน้ำหอม ผู้มีผิวพรรณผุดผ่องดังแท่งทองชมพูนุทว่า นางผู้เจริญ ผู้มีดวงตาสีน้ำตาล มานี่เถิด จงเรียกบุตรทั้งหลายมาฟังคำสั่งสอน
นางอโนชาได้ฟังคำของสามีแล้ว ได้กล่าวกับลูกสะใภ้ผู้มีเล็บแดง มีนัยน์ตางามว่า “เจ้าผู้มีผิวพรรณดังดอกบัวเขียว เจ้าจงเรียกบุตรทั้งหลายเหล่านั้นมาเถิด”
พระโพธิสัตว์ผู้รักษาธรรมได้จุมพิตบุตรเหล่านั้น ผู้มาแล้วที่กระหม่อม เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ครั้นเรียกมาแล้วได้สั่งสอนว่า พระราชาในกรุงอินทปัตถ์นี้ได้พระราชทานพ่อให้แก่มาณพ
ตั้งแต่วันนี้ไป พ่อจะมีความสุขของตนเองได้เพียง ๓ วัน ต่อจากนั้นไป พ่อก็จะต้องเป็นอยู่ในอำนาจของมาณพนั้น เขาจะพาพ่อไปตามที่เขาปรารถนา พ่อกลับมาเพื่อจะสั่งสอนลูกๆ ว่า พ่อยังมิได้ทำเครื่องป้องกันให้แก่ลูกๆ แล้วจะพึงไปได้อย่างไร
ถ้าพระราชาแห่งชาวแคว้นกุรุผู้มีโภคทรัพย์ที่น่าใคร่เป็นจำนวนมาก ทรงประสานชนผู้เป็นมิตร พึงตรัสถามลูกทั้งหลายว่า เมื่อก่อน พวกเธอรู้เหตุการณ์เก่าๆ อะไรบ้าง พ่อของพวกเธอได้พร่ำสอนอะไรไว้ในก่อนบ้าง
ก็ถ้าพระราชาจะพึงตรัสว่า พวกเธอเป็นผู้มีอาสนะเสมอกันกับเราในราชตระกูลนี้ คนอื่นใครเล่าจะเป็นคนมีชาติตระกูลสมควรกับพระราชาไม่มี ลูกทั้งหลายพึงประนมมือกราบทูลพระราชานั้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าได้รับสั่งอย่างนี้เลย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม เพราะนั่นมิใช่ธรรมของพวกข้าพระองค์ ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์ จะพึงมีอาสนะเสมอกับพระองค์ได้อย่างไร เหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวมีชาติต่ำต้อย จะพึงมีอาสนะเสมอกับเสือได้อย่างไร พระเจ้าข้า ลักขณกัณฑ์ จบ ราชวสตีธรรม ว่าด้วยธรรมสำหรับผู้อยู่ในราชสำนัก (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
“วิธุรบัณฑิตนั้นมีความดำริในใจที่ไม่หดหู่ ได้กล่าวกับบุตร ธิดา อำมาตย์ ญาติ และเพื่อนสนิทดังนี้ว่า
“ลูกรักทั้งหลาย ลูกทั้งหลายจงพากันมา นั่งฟังราชวสตีธรรม ที่เป็นเหตุให้บุคคล ผู้เข้าไปสู่ราชตระกูลแล้วได้ยศ
เพราะบุคคลผู้เข้าไปสู่ราชตระกูล มีคุณความดียังไม่ปรากฏ ย่อมไม่ได้ยศ ผู้เป็นราชเสวกไม่ควรกล้าเกินไป ไม่ควรขลาดเกินไป ควรเป็นผู้ไม่ประมาทไม่ว่าในกาลไหนๆ
เมื่อใด พระราชาทรงทราบปัญญา และความบริสุทธิ์ของราชเสวกนั้น เมื่อนั้น พระองค์ก็ทรงวางพระทัย และไม่ทรงปกปิดความลับของพระองค์ @เชิงอรรถ : @ ราชวสตีธรรม หมายถึงธรรมของผู้รับราชการ, ผู้ปฏิบัติราชการ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๗๒/๒๕๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม
ราชเสวกที่พระราชาตรัสรับสั่งใช้ ก็ไม่พึงหวั่นไหวด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น พึงเป็นผู้สม่ำเสมอเหมือนตาชั่งที่บุคคลจับประคอง ให้มีคันเที่ยงตรงสม่ำเสมอดีฉะนั้น ราชเสวกผู้เห็นปานนี้นั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกเมื่อกระทำราชกิจทุกอย่าง เหมือนตาชั่งที่บุคคลจับประคอง ให้มีคันเที่ยงตรงสม่ำเสมอดี พึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกนี้ผู้ฉลาดในราชกิจทั้งหลาย ที่พระราชาตรัสรับสั่งใช้ในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ไม่พึงหวาดหวั่น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกต้องเป็นผู้ฉลาดในราชกิจทั้งหลาย ทำราชกิจทุกอย่างไม่ว่าเวลากลางวันหรือกลางคืน ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ทางใดที่เขาทำประดับตกแต่งไว้เรียบร้อยดี เพื่อเสด็จพระราชดำเนินของพระราชา พระองค์ทรงอนุญาตแล้ว ราชเสวกก็ไม่ควรเดินตามทางนั้น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกไม่พึงบริโภคกามทัดเทียมกับพระราชา ไม่ว่าในกาลไหนๆ พึงดำเนินการตามหลังในทุกๆ อย่าง ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้ @เชิงอรรถ : @ พึงดำเนินการตามหลังในทุกๆ อย่าง หมายถึงข้าราชสำนักพึงดำเนินการ (บริโภค) ในกามคุณทุก @อย่างมีรูปเป็นต้นตามหลังพระราชา (ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้า) อย่างเดียว โดยความ คือใช้แต่ของที่ @ด้อยกว่าเท่านั้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๘๐/๒๕๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม
ราชเสวกไม่พึงใช้สอยเสื้อผ้า ประดับประดาดอกไม้ เครื่องลูบไล้ทัดเทียมกับพระราชา ไม่พึงประพฤติอากัปกิริยาหรือการพูดจาทัดเทียมกับพระราชา แต่ควรทำอากัปกิริยาอีกอย่างหนึ่งต่างหาก ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
เมื่อพระราชาทรงพระสำราญอยู่กับอำมาตย์ พระสนมกำนัลในเฝ้าแหนอยู่ อำมาตย์ต้องเป็นคนฉลาด ไม่พึงทำการทอดสนิทในพระชายาทั้งหลายของพระราชา
ราชเสวกไม่พึงเป็นคนฟุ้งซ่าน ตลบตะแลง พึงมีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ ถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกไม่พึงเล่นหัว เจรจาปราศรัย ในที่ลับกับพระชายาทั้งหลายของพระราชานั้น ไม่พึงเบียดบังทรัพย์จากพระคลังหลวง ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกไม่พึงหลับนอนมากนัก ไม่พึงดื่มสุราจนเมามาย ไม่พึงฆ่าเนื้อในสถานที่พระราชทานอภัย ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกไม่พึงนั่งร่วมพระภัทรบิฐ พระบัลลังก์ เก้าอี้พระที่นั่ง เรือพระที่นั่ง และรถพระที่นั่ง ด้วยการทนงตัวว่าเป็นคนโปรดปราน ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม
ราชเสวกต้องเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ไม่ควรเฝ้าห่างนัก ใกล้นัก ควรยืนเฝ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ พอให้ทอดพระเนตรเห็นได้ถนัด
ราชเสวกไม่ควรทำความวางใจว่า พระราชาเป็นเพื่อนของเรา พระราชาเป็นคู่หูกับเรา พระราชาทั้งหลายทรงพิโรธได้เร็วไว เหมือนนัยน์ตาถูกผงกระทบ
ราชเสวกไม่ควรถือตัวว่าเป็นนักปราชญ์เป็นบัณฑิต พระราชาทรงบูชา ไม่ควรเพ็ดทูลถ้อยคำที่ให้ทรงพิโรธ กับพระราชาผู้ประทับอยู่ในราชบริษัท
ราชเสวกผู้ได้รับพระราชทานพระทวารเป็นพิเศษ ไม่ควรวางใจในพระราชาทั้งหลาย ควรเป็นผู้สำรวม เหมือนอยู่ใกล้ไฟ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
พระราชาจะทรงยกย่องพระโอรส หรือเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ด้วยบ้าน นิคม แคว้น หรือชนบท ราชเสวกควรจะนิ่งดูก่อน ไม่ควรเพ็ดทูลคุณหรือโทษในเวลานั้น
พระราชาจะทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ตามความชอบในราชการของเขา ราชเสวกไม่ควรทัดทานคนเหล่านั้น ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม
ราชเสวกผู้เป็นปราชญ์พึงโอนอ่อนเหมือนคันธนู และพึงโอนเอนไปตามเหมือนไม้ไผ่ ไม่ควรทูลทัดทาน ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกพึงเป็นผู้มีท้องน้อยเหมือนคันธนู เป็นผู้ไม่มีลิ้นเหมือนปลา รู้จักประมาณในการบริโภค มีปัญญารักษาตน แกล้วกล้า ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกไม่พึงสัมผัสหญิงซึ่งเป็นเหตุให้ถึงความสิ้นเดช คนที่สิ้นปัญญาย่อมเข้าถึงโรคไอ โรคมองคร่อ ความกระวนกระวาย ความอ่อนกำลัง
ราชเสวกไม่ควรพูดมากเกินไป ไม่ควรนิ่งไปทุกเมื่อ เมื่อถึงเวลา ควรพูดพอประมาณ ไม่พร่ำเพรื่อ
ราชเสวกเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น เป็นคนพูดจริง อ่อนหวาน ไม่ส่อเสียด ไม่พูดถ้อยคำเพ้อเจ้อ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกพึงเลี้ยงดูมารดาและบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล มีวาจาอ่อนหวาน กล่าววาจาละมุนละไม ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกเป็นผู้ได้รับแนะนำดี มีศิลปะ ฝึกฝนแล้ว เป็นผู้ทำประโยชน์ แน่นอน อ่อนโยน ไม่ประมาท สะอาดและขยัน ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้ @เชิงอรรถ : @ ไม่มีลิ้นเหมือนปลา หมายถึงข้าราชการควรมีกิริยาเหมือนไม่มีลิ้น โดยพูดให้น้อย (ทำงานให้มาก) @เหมือนปลาพูดไม่ได้ เพราะไม่มีลิ้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๔๙๔/๒๖๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม
ราชเสวกเป็นผู้มีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเคารพยำเกรงในท่านผู้เจริญเป็นผู้สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมกันเป็นสุข ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกพึงเว้นไกลซึ่งทูตผู้ที่พระราชาฝ่ายปรปักษ์ ส่งมาเพื่อความลับ พึงดูแลแต่เฉพาะพระราชวงศ์เท่านั้น ไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาฝ่ายอื่น
ราชเสวกพึงคบหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีล เป็นพหูสูตโดยความเคารพ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกเมื่อคบหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีล เป็นพหูสูต พึงสมาทานรักษาอุโบสถศีลโดยความเคารพ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกพึงบำรุงเลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ด้วยข้าวและน้ำ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกผู้หวังความเจริญแก่ตน พึงคบหาสมาคมกับสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีปัญญา
ราชเสวกไม่พึงทำทานที่เคยพระราชทานมา ในสมณะและพราหมณ์ให้เสื่อมไป อนึ่ง เห็นพวกวณิพกที่มาในเวลาพระราชทาน ไม่ควรห้ามอะไรเลย
ราชเสวกพึงเป็นผู้มีปัญญา มีความรู้พร้อมมูล ฉลาดในวิธีจัดการราชกิจ เป็นผู้รู้จักกาลสมัย ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) ราชวสตีธรรม
ราชเสวกเป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ประมาท มีปัญญาสอดส่องพิจารณาในการงานที่ตนจะพึงทำ จัดการงานได้สำเร็จเรียบร้อยดี ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
อนึ่ง ราชเสวกพึงไปตรวจตราดูลานข้าวสาลี ปศุสัตว์ และนาอยู่เสมอๆ พึงตวงข้าวเปลือกให้รู้ประมาณแล้วให้เก็บไว้ในฉาง พึงนับดูคนข้างเคียงในเรือนแล้ว จึงให้หุงต้มข้าวแต่พอประมาณเท่านั้น
ไม่พึงตั้งบุตรหรือพี่น้อง ผู้ไม่ตั้งมั่นในศีลให้เป็นใหญ่ เพราะคนเหล่านั้นเป็นพาล ไม่จัดว่าเป็นพี่น้อง คนเหล่านั้นเป็นเหมือนคนตายแล้ว แต่เมื่อคนเหล่านั้นมาหานั่งอยู่แล้ว ก็ควรให้ผ้า เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร
พึงตั้งทาส กรรมกร คนใช้ ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีล เป็นคนขยันหมั่นเพียรให้เป็นใหญ่
ราชเสวกพึงเป็นผู้มีศีล ไม่โลภ และคล้อยไปตามพระราชา ประพฤติประโยชน์แก่พระราชานั้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
ราชเสวกพึงเป็นผู้รู้จักพระอัธยาศัยของพระราชา และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระราชา ไม่ควรประพฤติขัดต่อพระประสงค์ของพระราชา ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อนันตรเปยยาล
ในเวลาผลัดเปลี่ยนพระภูษาทรงและในเวลาสรงสนาน ราชเสวกควรก้มศีรษะลงชำระพระบาท แม้จะถูกกริ้วก็ไม่ควรโกรธ ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชสำนักได้
บุรุษผู้หวังความเจริญแก่ตนพึงทำอัญชลีแม้หม้อน้ำ และทำประทักษิณแม้นกแอ่นลมได้ ไฉนเล่า เขาจะไม่พึงนอบน้อมพระราชาผู้เป็นปราชญ์สูงสุด ผู้พระราชทานสมบัติที่น่าใคร่ทุกอย่างให้
พระราชาผู้ซึ่งทรงพระราชทานที่นอน ผ้านุ่งห่ม ยาน เรือนที่อยู่อาศัย ทรงยังโภคะให้ตกไปทั่วถึง เหมือนเมฆยังน้ำฝนให้ตกไปเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั่วไปฉะนั้น
แน่ะเจ้าทั้งหลาย นี้ชื่อว่าราชวสตีธรรม เมื่อคนประพฤติตาม ย่อมทำให้พระราชาโปรดปราน และย่อมได้การบูชาในเจ้านายทั้งหลาย ราชวสตีธรรม จบ อนันตรเปยยาล ว่าด้วยเนื้อความที่ย่อไว้ในระหว่าง (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
วิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ครั้นพร่ำสอนหมู่ญาติอย่างนี้แล้ว มีหมู่ญาติเพื่อนที่สนิทแวดล้อมเข้าไปเฝ้าพระราชา
ถวายบังคมพระบาทด้วยเศียรเกล้า และทำประทักษิณพระองค์แล้ว ประนมมือกราบบังคมทูลดังนี้ว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อนันตรเปยยาล
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบอริราชศัตรู มาณพนี้ปรารถนาจะทำตามประสงค์ จึงนำข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์จักกราบทูลประโยชน์ของญาติทั้งหลาย ขอพระองค์โปรดสดับประโยชน์นั้น
ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเอาพระทัยใส่ ดูแลบุตรภรรยาของข้าพระองค์ และทรัพย์อย่างอื่นๆ ที่มีอยู่ในเรือน โดยประการที่หมู่ญาติของข้าพระองค์จะไม่เสื่อมในภายหลัง ในเมื่อข้าพระองค์ถวายบังคมลาไปแล้ว
ความพลั้งพลาดของข้าพระองค์นี้ ก็เหมือนคนพลาดล้มลงบนแผ่นดิน แล้วกลับยืนขึ้นได้บนแผ่นดินเหมือนกัน ฉะนั้น ข้าพระองค์ย่อมเห็นโทษนั้น” (พระราชาตรัสว่า)
“ท่านไม่อาจจะไปได้ นั่นแหละเป็นความพอใจของเรา เราจะสั่งให้ฆ่าเชือดเฉือน(มาณพนั้น)ออกเป็นท่อนๆ แล้วหมกไว้ให้มิดชิดในเมืองนี้ ท่านจงอยู่ที่นี้แหละ การทำได้ดังนี้ เราชอบใจ ท่านบัณฑิตผู้มีปัญญาอันสูงส่งกว้างขวางดุจแผ่นดิน ท่านอย่าไปเลย” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ขอพระองค์อย่าทรงตั้งพระทัยไว้ในอธรรมเลย ขอจงทรงประกอบพระองค์ไว้ในอรรถและธรรมเถิด กรรมอันเป็นอกุศลไม่ประเสริฐ บัณฑิตติเตียนว่า ผู้ทำกรรมอันเป็นอกุศลพึงเข้าถึงนรกในภายหลัง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อนันตรเปยยาล
นี่ไม่ใช่ธรรมเลย ไม่เข้าถึงกิจที่ควรทำ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ธรรมดาว่านายผู้เป็นใหญ่ของทาส จะทุบตีก็ได้ จะเผาก็ได้ จะฆ่าก็ได้ ข้าพระองค์ไม่มีความโกรธเลย และขอกราบบังคมทูลลาไป”
พระมหาสัตว์นั้นมีนัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างนองด้วยน้ำตา กำจัดความกระวนกระวายในหทัยแล้ว สวมกอดบุตรคนโตแล้วเข้าไปสู่เรือนหลวง
บุตรทั้งหลายและภรรยาในบ้านของวิธุรบัณฑิต ต่างก็นอนร้องไห้คร่ำครวญไปมาอยู่ เหมือนป่าไม้รังถูกพายุพัดล้มระเนระนาด
ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน ต่างประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต
พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างพากันประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญ ในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต
ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ต่างพากันประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญในนิเวศน์ของวิธุรบัณฑิต
ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อนันตรเปยยาล
พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”
ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราทั้งหลายไป”
พระมหาสัตว์ทำกิจทั้งหลายในเรือน สั่งสอนคนของตน คือ มิตร อำมาตย์ คนใช้ บุตร ธิดา ภรรยา และพวกพ้อง
จัดการงาน บอกมอบทรัพย์ในเรือน ขุมทรัพย์ และการใช้หนี้ แล้วจึงได้กล่าวกับปุณณกยักษ์ดังนี้ว่า
“ท่านกัจจานะ ท่านได้พักอยู่ในเรือนของข้าพเจ้า ๓ วันแล้ว กิจทั้งหลายที่ควรทำในเรือนของข้าพเจ้าก็ได้ทำแล้ว อนึ่ง บุตร ธิดา และภรรยา ข้าพเจ้าก็ได้สั่งสอนแล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้ายอมทำกิจตามอัธยาศัยของท่าน” (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
“ท่านมหาอำมาตย์ผู้สำเร็จราชกิจทั้งปวง ก็ถ้าท่านได้สั่งสอนบุตร ธิดา ภรรยา และคนอาศัยแล้ว ขอเชิญท่านรีบไป ณ บัดนี้เถิด เพราะทางข้างหน้ายังอยู่อีกไกลนัก
ท่านอย่าได้กลัวเลย จงจับหางม้าอาชาไนยเถิด นี้เป็นการเห็นชีวโลกครั้งสุดท้ายของท่าน” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) อนันตรเปยยาล (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“ข้าพเจ้าจักสะดุ้งกลัวไปทำไม เพราะข้าพเจ้าไม่มีกรรมชั่วทางกาย วาจา และใจ ที่จะเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ
พญาม้านั้นนำวิธุรบัณฑิตเหาะไป ในอากาศกลางหาวไม่กระทบกิ่งไม้และภูเขาเลย เหาะไปถึงภูเขากาฬาคีรีอย่างรวดเร็ว
ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป
ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า ฯลฯ ยักษ์ได้แปลงเป็นพราหมณ์นำวิธุรบัณฑิตไป
ภรรยา ๑,๐๐๐ คน และหญิงรับใช้ ๗๐๐ คน ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน” พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) สาธุนรธรรมกัณฑ์ กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ต่างพากันประคองแขนทั้งหลายร้องไห้คร่ำครวญว่า “บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน”
ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ต่างพากันประคองแขนร้องไห้คร่ำครวญว่า “บัณฑิตนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน”
ถ้าบัณฑิตนั้นจักไม่มาภายใน ๗ วัน ข้าพระพุทธเจ้าจักพากันเข้าไปสู่กองไฟทั้งหมด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความต้องการด้วยชีวิต (พระราชาตรัสว่า)
“วิธุรบัณฑิตเป็นคนฉลาดหลักแหลม สามารถแสดงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ได้แจ้งชัด มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา คงจะปลดเปลื้องตนได้ฉับพลัน ท่านทั้งหลายอย่ากลัวไปเลย วิธุรบัณฑิตปลดเปลื้องตนได้แล้วจักรีบกลับมา” อนันตรเปยยาล จบ สาธุนรธรรมกัณฑ์ ตอนว่าด้วยธรรมของคนดี (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ปุณณกยักษ์นั้นไปยืนคิดอยู่บนยอดภูเขากาฬาคีรีนั้นว่า เจตนาย่อมเป็นของสูงๆ ต่ำๆ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นอยู่ของวิธุรบัณฑิตนี้ไม่มีแก่เรา เราจักฆ่าวิธุรบัณฑิตนี้แล้วจักนำแต่หัวใจของเขาไป {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) สาธุนรธรรมกัณฑ์
ปุณณกยักษ์มีจิตคิดประทุษร้ายลงจากยอดเขา ไปสู่เชิงเขา พักพระมหาสัตว์ไว้ในระหว่างภูเขา ชำแรกเข้าไปภายในภูเขานั้น จับพระมหาสัตว์ เอาศีรษะหย่อนลงแล้วขว้างลงไปที่พื้นดินที่ไม่มีอะไรกีดขวาง
วิธุรบัณฑิตเป็นอำมาตย์ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุ เมื่อถูกห้อยศีรษะลงในเหวชันที่น่ากลัว น่าสยดสยอง น่าหวาดเสียว ก็ไม่สะดุ้งกลัว ได้กล่าวกับปุณณกยักษ์ดังนี้ว่า
“ท่านมีรูปร่างดังผู้ประเสริฐแต่หาเป็นคนประเสริฐไม่ คล้ายจะเป็นคนสำรวม แต่ไม่สำรวม ทำกรรมหยาบช้า ไม่มีประโยชน์อย่างยิ่ง กุศลแม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่มีในใจของท่าน
ท่านปรารถนาจะโยนข้าพเจ้าลงไปในเหว ท่านจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความตายของข้าพเจ้า วันนี้ ผิวพรรณของท่านเหมือนของอมนุษย์ ท่านจงบอกข้าพเจ้า ท่านเป็นเทวดาได้อย่างไร” (ปุณณกยักษ์ตอบว่า)
“ถ้าท่านทราบมาแล้วว่าข้าพเจ้าชื่อปุณณกะ และเป็นอำมาตย์คู่ชีพของท้าวกุเวรพญานาคใหญ่นามว่าวรุณ ผู้ครอบครองนาคพิภพ มีรูปงามสะอาด ถึงพร้อมด้วยผิวพรรณแห่งสรีระและกำลัง
ข้าพเจ้ารักใคร่อยากได้นางนาคกัญญา ชื่ออิรันทดี ผู้เป็นธิดาของพญานาคนั้น ท่านผู้เป็นปราชญ์ เพราะเหตุแห่งนางอิรันทดี ผู้มีเอวงามน่ารักนั้น ข้าพเจ้าจึงตกลงใจจะฆ่าท่าน” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) สาธุนรธรรมกัณฑ์ (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“ยักษ์ ท่านอย่าได้ลุ่มหลงนักเลย สัตวโลกเป็นจำนวนมากพินาศไปเพราะความถือผิด เพราะเหตุไร ท่านจึงทำความรักใคร่ ในนางอิรันทดีผู้มีเอวงามน่ารัก ท่านจะได้ประโยชน์อะไรด้วยความตายของข้าพเจ้า เชิญเถิด ข้าพเจ้าขอฟังเรื่องทั้งหมด” (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
“ข้าพเจ้าปรารถนาธิดาของพญาวรุณนาคราช ผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้รับอาสา นำญาติของนางอิรันทดีมา ญาติเหล่านั้นได้สำคัญข้าพเจ้าว่า ถูกกามครอบงำด้วยดี ฉะนั้น พญาวรุณนาคราช พ่อตาจึงได้ตรัสกับข้าพเจ้า ผู้กำลังทูลขอนางอิรันทดีนาคกัญญานั้นว่า
เราทั้งหลายพึงให้ธิดาของเราผู้มีร่างกายงดงาม มีเนตรงามอย่างน่าพิศวง มีตัวลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ถ้าท่านจะพึงให้ดวงหทัยของบัณฑิต นำมาในนาคพิภพนี้โดยธรรม เพราะความดีความชอบนี้ ท่านก็จะได้ธิดาของเรา เราทั้งหลายมิได้ปรารถนาทรัพย์อื่นยิ่งไปกว่านั้น
ท่านมหาอำมาตย์ ข้าพเจ้ามิได้เป็นคนหลง ท่านจงฟังให้ทราบเรื่องอย่างนี้ อนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้มีความถือผิดอะไรๆ เลย เพราะหทัยของท่านที่ข้าพเจ้าได้ไปโดยชอบธรรม ท้าววรุณนาคราชและนางวิมลา จะประทานนางอิรันทดีนาคกัญญาให้แก่ข้าพเจ้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) สาธุนรธรรมกัณฑ์
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงพยายามฆ่าท่าน ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์ด้วยการตายของท่านอย่างนี้ จึงผลักท่านให้ตกลงในเหวนี้ ฆ่าแล้วจะนำเอาดวงหทัยนั้นไป” (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“จงวางข้าพเจ้าลงโดยเร็วเถิด ถ้าท่านมีความจำเป็นที่จะต้องทำด้วยหทัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้ปรากฏในวันนี้”
ปุณณกยักษ์นั้นรีบวางวิธุรบัณฑิต ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุลงบนยอดเขา เห็นวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม ได้ความเบาใจนั่งอยู่ จึงถามว่า
ข้าพเจ้าได้ยกท่านขึ้นมาจากเหวแล้ว วันนี้ ข้าพเจ้ายังมีความจำเป็นที่ต้องทำด้วยหทัยของท่านอยู่ ท่านจงทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้ปรากฏแก่ข้าพเจ้าในวันนี้เถิด” (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“ท่านได้ยกข้าพเจ้าขึ้นมาจากเหวแล้ว ถ้าท่านยังมีความจำเป็นที่ต้องทำด้วยหทัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำธรรมเหล่านั้นทั้งหมดให้ปรากฏในวันนี้
มาณพ ท่านจงเดินไปตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว จงอย่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่ม อย่าได้ประทุษร้ายในมิตรทั้งหลายในกาลไหนๆ อย่าตกอยู่ในอำนาจของเหล่าอสตรี” @เชิงอรรถ : @ อสตรี หมายถึงหญิงผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม (เมถุนธรรม) (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๕๖๕/๒๘๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๒๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) สาธุนรธรรมกัณฑ์ (ปุณณกยักษ์ถามว่า)
“บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เดินไปตามทางที่เดินไปแล้วอย่างไร ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่มอย่างไร บุคคลเช่นไร จึงชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร หญิงเช่นไรชื่อว่าอสตรี ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้เถิด” (วิธุรบัณฑิตตอบว่า)
“ผู้ใดพึงเชื้อเชิญคนที่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน ไม่เคยพบเห็นกันด้วยอาสนะ บุรุษพึงทำประโยชน์แก่ผู้นั้นเท่านั้น บัณฑิตกล่าวว่าบุรุษนั้นเดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว
บุคคลพึงอยู่ในเรือนของผู้ใดแม้คืนเดียว พึงได้ทั้งข้าวและน้ำ ไม่ควรคิดร้ายแก่ผู้นั้นแม้ด้วยใจ ผู้คิดร้ายบุคคลเช่นนั้น ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่ม และชื่อว่าประทุษร้ายมิตร
บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มของต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม
หากบุรุษพึงให้แผ่นดินนี้ที่บริบูรณ์ด้วยทรัพย์ แก่หญิงผู้ที่สามียกย่องเป็นอย่างดี หญิงนั้นได้โอกาสแล้วพึงดูหมิ่นบุรุษนั้นก็ได้ บุคคลไม่พึงตกอยู่ในอำนาจของอสตรี
บุคคลชื่อว่าเป็นผู้เดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าเผาฝ่ามืออันเปียกชุ่มอย่างนี้ ชื่อว่าตกอยู่ในอำนาจของอสตรีอย่างนี้ และชื่อว่าเป็นผู้ประทุษร้ายมิตรอย่างนี้ ท่านจงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ละเลิกอธรรมเถิด” สาธุนรธรรมกัณฑ์ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) กาฬาคิริกัณฑ์ กาฬาคิริกัณฑ์ ตอนว่าด้วยภูเขาสีดำ (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
“ข้าพเจ้าได้พักอยู่ในเรือนของท่าน ๓ วัน ทั้งเป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ท่านเป็นมิตรของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปลดปล่อยท่าน ท่านผู้มีปัญญาอันสูงส่ง เชิญท่านกลับไปเรือนของท่านตามต้องการเถิด
ความต้องการของตระกูลนาคจะเสื่อมไปก็ตามเถิด เหตุที่จะได้นางนาคกัญญา ข้าพเจ้ายกเลิกแล้ว ท่านผู้มีปัญญา เพราะคำสุภาษิตของตนเองแท้ๆ ท่านจึงพ้นจากข้าพเจ้าผู้จะฆ่าท่านในวันนี้” (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“ปุณณกยักษ์ เชิญท่านนำข้าพเจ้าไป ในสำนักของพ่อตาของท่านเถิด จงประพฤติประโยชน์ในข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าก็อยากเห็นท้าววรุณอธิบดีของนาค และวิมานของท้าวเธอที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น” (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
“คนผู้มีปัญญาไม่ควรจะดู สิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คน ท่านผู้มีปัญญาอันสูงส่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงปรารถนาจะไปยังบ้านของศัตรูเล่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“แม้ข้าพเจ้าก็รู้ชัดถึงสิ่งที่ผู้มีปัญญาไม่ควรจะดู แต่ข้าพเจ้าไม่มีกรรมชั่วที่ได้ทำไว้แล้วในที่ไหนเลย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รังเกียจความตายที่จะมาถึงตน” (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
ท่านบัณฑิต เชิญเถิด ท่านจงมากับข้าพเจ้าไปดูพิภพ ของพญานาค ซึ่งมีอานุภาพมาก หาที่เปรียบมิได้ เป็นที่อยู่อันมีการฟ้อนรำขับร้องตามปรารถนา
เหมือนนิกีฬิตราชธานีเป็นที่ประทับอยู่ของท้าวเวสสุวรรณฉะนั้น นาคพิภพนั้นเป็นที่เที่ยวเล่นเป็นหมู่ๆ ของนางนาคกัญญาตลอดวันและคืนเป็นนิตย์ มีดอกไม้ดารดาษอยู่มากมายหลายชนิด สว่างไสวดังสายฟ้าในอากาศ
ประกอบด้วยข้าวและน้ำ เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้องและการประโคม เต็มไปด้วยนางนาคกัญญาที่ประดับอย่างสวยงาม งดงามไปด้วยผ้านุ่งห่มและเครื่องประดับ
ปุณณกยักษ์นั้นเชิญให้วิธุรบัณฑิต ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุไปนั่งบนอาสนะข้างหลัง ได้พาวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทรามเข้าสู่ภพของพญานาค
วิธุรบัณฑิตถึงที่อยู่ของพญานาคซึ่งมีอานุภาพมาก หาที่เปรียบมิได้แล้ว ได้อยู่ข้างหลังของปุณณกยักษ์ พญานาคได้ทอดพระเนตรเห็นลูกเขยของตนก่อความสามัคคี ตนเองก็รีบตรัสทักทายปราศรัยก่อนเลยทีเดียวว่า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
ท่านได้ไปยังโลกมนุษย์ เที่ยวแสวงหาดวงหทัยของวิธุรบัณฑิต กลับมาถึงนาคพิภพนี้ด้วยความสำเร็จหรือ หรือว่าท่านได้พาเอาวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทรามมาด้วย” (ปุณณกยักษ์กราบทูลว่า)
“ท่านผู้นี้แหละคือวิธุรบัณฑิต ที่พระองค์ทรงปรารถนามาแล้ว ท่านวิธุรบัณฑิตผู้รักษาธรรม ข้าพระพุทธเจ้าได้มาแล้วโดยธรรม เชิญพระองค์ทอดพระเนตรวิธุรบัณฑิต ผู้จะแสดงธรรมถวายด้วยเสียงอันไพเราะเฉพาะพระพักตร์ การสมาคมกับสัตบุรุษทั้งหลายเป็นเหตุนำสุขมาให้โดยแท้” กาฬาคิริกัณฑ์ จบ (พญานาคตรัสถามว่า)
“ท่านเป็นมนุษย์มาเห็นนาคพิภพที่ตนไม่เคยเห็น ถูกภัยคือความตายคุกคามแล้ว ไม่กลัวและไม่อภิวาท อาการเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่มีแก่ผู้มีปัญญา” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พญานาค ข้าพระองค์ไม่กลัว และไม่ถูกภัยคือความตายคุกคาม นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารไหว้ตน
คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน หรือผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่ตนจะฆ่า กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (พญานาคตรัสว่า)
“บัณฑิต คำนั้นถูกอย่างที่ท่านพูด ท่านพูดจริง นักโทษประหารไม่ควรกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่ควรให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน
คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน หรือผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่ตนจะฆ่า กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่นาคราช วิมานของพระองค์นี้ เป็นของไม่เที่ยง แต่เป็นเหมือนเที่ยง ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร และการอุบัติในนาคพิภพได้มีแล้วแก่พระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกับพระองค์ วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาอย่างไรหนอ
วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาเพราะอาศัยอะไร หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล พระองค์ทรงสร้างขึ้นเองหรือเหล่าเทวดาถวายพระองค์ ข้าแต่พญานาค ขอพระองค์ตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ ตามที่พระองค์ทรงได้วิมานนี้เถิด” (พญานาคตรัสว่า)
“วิมานนี้ เราจะได้มาเพราะอาศัยอะไรก็หามิได้ จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลก็หามิได้ เรามิได้ทำขึ้นเอง เหล่าเทวดาก็มิได้ถวาย วิมานนี้เราได้มาด้วยบุญกรรมอันไม่ต่ำทรามของเราเอง” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)
“ข้าแต่นาคราช อะไรเป็นวัตร อะไรเป็นพรหมจรรย์ของพระองค์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร และการอุบัติในนาคพิภพ ทั้งวิมานใหญ่ของพระองค์นี้ เป็นผลของกรรมอะไรที่พระองค์ทรงประพฤติไว้ดีแล้ว” (พญานาคตรัสว่า)
“เราและภรรยาทั้ง ๒ เมื่อครั้งยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี ครั้งนั้น เรือนของเราเป็นดังบ่อน้ำ เราได้บำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว
เราทั้ง ๒ ได้ถวายทาน คือ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประทีป ที่นอน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ผ้าปูนอน ข้าว และน้ำ โดยเคารพ
ทานที่ได้ถวายโดยความเคารพนั้นเป็นวัตรของเรา และการสมาทานวัตรนั้นเป็นพรหมจรรย์ของเรา ท่านนักปราชญ์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร การอุบัติในนาคพิภพ และวิมานใหญ่ของเรานี้ เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์นั้นที่เราประพฤติดีแล้ว” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ถ้าวิมานนี้พระองค์ทรงได้มาด้วยอานุภาพแห่งบุญอย่างนี้ พระองค์ย่อมทรงทราบผลบุญ และทราบการอุบัติในนาคพิภพเพราะผลบุญ เพราะเหตุนั้นแล ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงทรงประพฤติธรรมตามที่จะได้ครอบครองวิมานนี้ต่อไปเถิด” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (พญานาคตรัสว่า)
“ท่านบัณฑิต ในนาคพิภพนี้ ไม่มีสมณะและพราหมณ์ที่เราจะถวายข้าวและน้ำเลย เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา โดยที่เราจะพึงได้ครอบครองวิมานต่อไปอีกเถิด” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พญานาค ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส พระธิดา พระชายา ทั้งพระญาติและข้าเฝ้าของพระองค์ ผู้อุบัติในวิมานนี้มีอยู่ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย ในนาคที่เป็นพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์เถิด
พระองค์ทรงรักษาความไม่ประทุษร้าย ด้วยพระกายและพระวาจาอย่างนี้ พระองค์ดำรงอยู่ในวิมานนี้ได้จนตลอดพระชนมายุแล้ว จักเสด็จไปสู่เทวโลกซึ่งสูงขึ้นไปกว่านาคพิภพนี้” (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
ท่านเป็นอำมาตย์คู่ชีพของพระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์ใด พระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้นพรากจากท่านแล้ว ย่อมทรงเศร้าโศกแน่ทีเดียว คนผู้ถูกความทุกข์ครอบงำก็ดี คนผู้ป่วยหนักก็ดี ได้สมาคมกับท่านแล้วพึงได้ความสุข” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พญานาค พระองค์ตรัสธรรมของเหล่าสัตบุรุษ ซึ่งเป็นส่วนแห่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม ที่นักปราชญ์ได้ประพฤติดีแล้วโดยแท้ เพราะบรรดาอันตรายทั้งหลาย เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น คุณวิเศษของเหล่าบุคคลผู้มีปัญญาเช่นข้าพระองค์ย่อมปรากฏ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (พญานาคตรัสถามว่า)
“ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือ ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ชนะในการเล่นการพนัน จึงได้ท่านมา ปุณณกยักษ์นี้บอกว่า ได้ท่านมาโดยธรรม ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของปุณณกยักษ์นี้ได้อย่างไร” (วิธุรบัณฑิตทูลตอบว่า)
“ปุณณกยักษ์นี้เล่นการพนันชนะพระราชาของข้าพระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในกรุงอินทปัตถ์นั้น พระราชาพระองค์นั้นที่ปุณณกยักษ์ชนะแล้ว จึงได้ทรงพระราชทานข้าพระองค์แก่ปุณณกยักษ์นี้ ปุณณกยักษ์นี้จึงได้ข้าพระองค์มาโดยธรรม มิใช่ได้มาโดยไม่เป็นธรรม” (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
“ในกาลนั้น พญานาคผู้ประเสริฐทรงสดับคำสุภาษิต ของวิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์แล้ว ทรงชื่นชมโสมนัสมีพระทัยเต็มตื้นด้วยปีติ ทรงจูงมือวิธุรบัณฑิตผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม ได้เสด็จเข้าไปในที่อยู่ของพระชายา” ตรัสว่า
“น้องวิมลา เพราะเหตุใด น้องจึงผอมเหลือง เพราะเหตุใด น้องจึงไม่ชอบเสวยพระกระยาหาร ก็เกียรติคุณเช่นนั้นของเราไม่มี ท่านผู้นี้คือวิธุรบัณฑิตผู้บรรเทาความมืดของโลกทั้งปวง
นี้คือผู้ที่น้องต้องการหัวใจ ผู้ทำความสว่างไสวมาถึงแล้ว เชิญน้องตั้งใจฟังถ้อยคำของท่าน การที่จะได้เห็นท่านอีกเป็นการหาได้ยาก” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (พระศาสดาตรัสต่อไปว่า)
“นางวิมลาทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิตนั้น ผู้มีปัญญาดุจแผ่นดินแล้ว มีพระทัยยินดีโสมนัส ทรงยกพระองคุลีทั้ง ๑๐ นิ้วขึ้นไหว้และตรัสกับวิธุรบัณฑิต ผู้เป็นนักปราชญ์ประเสริฐที่สุดแห่งชาวกุรุรัฐว่า
“ท่านเป็นมนุษย์มาเห็นนาคพิภพที่ตนไม่เคยเห็น ถูกภัยคือความตายคุกคามแล้ว ไม่กลัวและไม่อภิวาท อาการเช่นนี้ดูเหมือนจะไม่มีแก่ผู้มีปัญญา” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ข้าพระองค์ไม่กลัว และไม่ถูกภัยคือความตายคุกคาม นักโทษประหารไม่พึงกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่พึงให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน
คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน หรือผู้ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่ฆ่าตน กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ” (นางนาควิมลาตรัสว่า)
บัณฑิต คำนั้นถูกอย่างที่ท่านพูด ท่านพูดจริง นักโทษประหารไม่ควรกราบไหว้เพชฌฆาต หรือเพชฌฆาตก็ไม่ควรให้นักโทษประหารกราบไหว้ตน
คนจะกราบไหว้ผู้ปรารถนาจะฆ่าตน หรือผู้ที่ปรารถนาจะฆ่าเขาจะพึงให้ผู้ที่จะฆ่าตน กราบไหว้ตนได้อย่างไร กรรมนั้นย่อมไม่สำเร็จ” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)
“ข้าแต่นางนาคกัญญา วิมานของพระองค์นี้ เป็นของไม่เที่ยง แต่เป็นเหมือนเที่ยง ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร และการอุบัติในนาคพิภพได้มีแล้วแก่พระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลถามเนื้อความนั้นกับพระองค์ วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาอย่างไรหนอ
วิมานนี้พระองค์ทรงได้มาเพราะอาศัยอะไร หรือเป็นของเกิดขึ้นตามฤดูกาล พระองค์งทรงสร้างขึ้นเองหรือเหล่าเทวดาถวายพระองค์ ข้าแต่นางนาคกัญญา ขอพระองค์ตรัสบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพระองค์ ตามที่พระองค์ทรงได้วิมานนี้เถิด” (นางนาควิมลาตอบว่า)
“วิมานนี้ ฉันจะได้มาเพราะอาศัยอะไรก็หามิได้ จะเกิดขึ้นตามฤดูกาลก็หามิได้ ฉันมิได้ทำขึ้นเอง เหล่าเทวดาก็มิได้ถวาย วิมานนี้ฉันได้มาด้วยบุญกรรมอันไม่ต่ำทรามของฉันเอง (วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)
“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี อะไรเป็นวัตร อะไรเป็นพรหมจรรย์ของพระองค์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร และการอุบัติในนาคพิภพ ทั้งวิมานใหญ่ของพระองค์นี้ เป็นผลของกรรมอะไรที่พระองค์ได้ประพฤติไว้ดีแล้ว” (นางนาควิมลาตอบว่า)
“ฉันและพระสวามีของฉันทั้ง ๒ เป็นผู้มีศรัทธา เป็นทานบดี ครั้งนั้น เรือนของฉันเป็นดังบ่อน้ำ ฉันได้บำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๓๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
ฉันและพระสวามีได้ถวายทาน คือ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประทีป ที่นอน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ผ้าปูนอน ข้าว และน้ำ โดยเคารพ
ทานที่ได้ถวายโดยเคารพนั้นเป็นวัตรของฉัน และการสมาทานวัตรนั้นเป็นพรหมจรรย์ของฉัน ท่านนักปราชญ์ ฤทธิ์ ความรุ่งเรือง กำลัง ความเพียร การอุบัติในนาคพิภพ และวิมานใหญ่ของฉันนี้ เป็นผลแห่งวัตรและพรหมจรรย์นั้นที่ฉันประพฤติดีแล้ว” (วิธุรบัณฑิตทูลถามว่า)
“ถ้าวิมานนี้พระองค์ทรงได้มาด้วยอานุภาพแห่งบุญอย่างนี้ พระองค์ย่อมทรงทราบผลบุญ และทราบการอุบัติในนาคพิภพเพราะผลบุญ เพราะเหตุนั้นแล ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงทรงประพฤติธรรมตามที่จะได้ครอบครองวิมานนี้ต่อไปเถิด (นางนาควิมลากล่าวว่า)
“ท่านบัณฑิต ในนาคพิภพนี้ ไม่มีสมณะและพราหมณ์ที่ฉันจะถวายข้าวและน้ำเลย ฉันถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ฉัน โดยที่ฉันจะพึงได้ครอบครองวิมานต่อไปอีกเถิด” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี ก็นาคทั้งหลายที่เป็นพระโอรส พระธิดา พระสวามี ทั้งพระญาติ และข้าเฝ้าของพระองค์ ผู้อุบัติในวิมานนี้มีอยู่ ขอพระองค์ทรงเป็นผู้ไม่ประทุษร้าย ในนาคที่เป็นพระโอรสเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยพระกายและพระวาจาเป็นนิตย์เถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
พระองค์ทรงรักษาความไม่ประทุษร้าย ด้วยพระกายและพระวาจาอย่างนี้ พระองค์ดำรงอยู่ในวิมานนี้ได้จนตลอดพระชนมายุแล้ว จักเสด็จไปสู่เทวโลกซึ่งสูงขึ้นไปกว่านาคพิภพนี้” (นางนาควิมลาตรัสว่า)
“ท่านเป็นอำมาตย์คู่ชีพของพระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์ใด พระราชาผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้นพรากจากท่านแล้ว ย่อมทรงเศร้าโศกแน่ทีเดียว คนผู้ถูกความทุกข์ครอบงำก็ดี คนผู้ป่วยหนักก็ดี ได้สมาคมกับท่านแล้วพึงได้ความสุข” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระนางเจ้านาคี พระองค์ตรัสธรรมของเหล่าสัตบุรุษ ซึ่งเป็นส่วนแห่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม ที่นักปราชญ์ได้ประพฤติดีแล้วโดยแท้ เพราะบรรดาอันตรายทั้งหลาย เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น คุณวิเศษของบุคคลผู้มีปัญญาเช่นข้าพระองค์ย่อมปรากฏ” (นางนาควิมลาตรัสถามว่า)
“ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ได้ท่านมาเปล่าๆ หรือ ขอท่านจงบอกเรา ปุณณกยักษ์นี้ชนะในการเล่นการพนัน จึงได้ท่านมา ปุณณกยักษ์นี้บอกว่า ได้ท่านมาโดยธรรม ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของปุณณกยักษ์นี้ได้อย่างไร” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ปุณณกยักษ์นี้เล่นการพนันชนะพระราชาของข้าพระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในกรุงอินทปัตถ์นั้น พระราชาพระองค์นั้นที่ปุณณกยักษ์ชนะแล้ว จึงได้ทรงพระราชทานข้าพระองค์แก่ปุณณกยักษ์นี้ ปุณณกยักษ์นี้จึงได้ข้าพระองค์มาโดยธรรม มิใช่ได้มาโดยไม่เป็นธรรม” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ จึงตรัสว่า)
พญานาควรุณได้ตรัสถามปัญาหากับบัณฑิตฉันใด แม้พระนางวิมลานาคกัญญาก็ตรัสถามปัญหากับบัณฑิตฉันนั้น
วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ที่พญานาควรุณตรัสถามแล้ว ได้พยากรณ์ปัญหาให้พญานาควรุณทรงยินดีฉันใด แม้พระนางวิมลานาคกัญญาก็ให้ทรงยินดีฉันนั้น
วิธุรบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ทราบว่า พญานาคผู้ประเสริฐ และนางนาคกัญญาทั้ง ๒ พระองค์นั้นพอพระทัย ก็ไม่ครั่นคร้าม ไม่กลัว ไม่ขนพองสยองเกล้า ได้กราบทูลท้าววรุณนาคราชว่า
“ข้าแต่พญานาค พระองค์อย่าทรงวิตกเลย ข้าพระองค์เป็นส่วย ขอพระองค์จงทรงทำกิจ ด้วยเนื้อหทัยตามที่พระองค์ทรงประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะทำลายสรีระนี้ตามพระประสงค์ของพระองค์เอง” (พญานาคตรัสว่า)
“ปัญญานั่นเอง เป็นหัวใจของบัณฑิตทั้งหลาย พวกเรายินดีด้วยปัญญาของท่านยิ่งนัก ขอปุณณกเสนาบดีของยักษ์จงได้ภรรยา ณ วันนี้ และจงไปส่งท่านให้ถึงแคว้นกุรุในวันเดียวกันนี้เถิด” (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ปุณณกยักษ์นั้นได้นางอิรันทดีนาคกัญญาแล้ว ก็มีใจชื่นชมโสมนัส ได้กล่าวกับวิธุรบัณฑิต ผู้ประเสริฐที่สุดแห่งชาวแคว้นกุรุว่า @เชิงอรรถ : @ ส่วย หมายถึงของที่เรียกเก็บจากพื้นเมืองส่งเป็นภาคหลวง ตามวิธีเรียกเก็บภาษีอากรในสมัยโบราณ @(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๙๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
“ท่านวิธุรบัณฑิต ท่านได้ทำให้ข้าพเจ้า พร้อมเพรียงกับภรรยา ข้าพเจ้าจะทำกิจให้แก่ท่าน จะให้รัตนะคือแก้วมณีนี้แก่ท่าน และจะนำท่านไปส่งให้ถึงแคว้นกุรุในวันนี้เลยทีเดียว” (วิธุรบัณฑิตกล่าวว่า)
“กัจจานะ ขอท่านจงมีไมตรี อย่าได้แตกแยกกับภรรยาผู้น่ารักของท่านตลอดไปเถิด ขอท่านจงเป็นผู้มีจิตเบิกบานมีปีติโสมนัส ท่านได้ให้แก้วมณีแล้ว ขอจงนำข้าพเจ้าไปยังกรุงอินทปัตถ์ด้วยเถิด (พระศาสดาตรัสต่อไปว่า)
ปุณณกยักษ์นั้นเชิญให้วิธุรบัณฑิต ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุ ซึ่งมีปัญญาไม่ต่ำทราม ให้ขึ้นนั่งบนอาสนะข้างหน้าของตนแล้ว นำไปยังกรุงอินทปัตถ์
ปุณณกยักษ์นั้นได้นำวิธุรบัณฑิต ผู้ประเสริฐสุดของชาวแคว้นกุรุไปสู่กรุงอินทปัตถ์ ได้เร็วยิ่งกว่าใจของมนุษย์คิดไปรับอารมณ์ เสียอีก (ปุณณกยักษ์กล่าวว่า)
“โน่น กรุงอินทปัตถ์ปรากฏอยู่ และป่ามะม่วงที่น่ารื่นรมย์ก็เห็นเป็นหย่อมๆ ข้าพเจ้าพร้อมกับภรรยาและท่านก็ได้ถึงที่พักอาศัยของตน” @เชิงอรรถ : @ เร็วยิ่งกว่าใจของมนุษย์คิดไปรับอารมณ์ หมายถึงธรรมดาใจไปหาอะไรไม่ได้ เป็นแต่ว่ารับอารมณ์ได้ไกล @ท่านจึงเรียกว่า ใจไป อธิบายว่า การเดินทางของม้าสินธพมโนมัย(ของปุณณกยักษ์)นั้น เร็วยิ่งกว่าใจ @รับอารมณ์ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๓๖๗/๓๐๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖) (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า)
ปุณณกยักษ์ผู้มีผิวพรรณผุดผ่องนั้น ได้ยกวิธุรบัณฑิตผู้ประเสริฐที่สุดของชาวแคว้นกุรุ ลงไว้ในท่ามกลางธรรมสภาแล้ว ก็ขึ้นม้าอาชาไนยเหาะไปในอากาศกลางหาว
พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นวิธุรบัณฑิตนั้นแล้ว ทรงพระปรีดาปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง เสด็จลุกขึ้นสวมกอดวิธุรบัณฑิตด้วยพระพาหาทั้ง ๒ ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะ ท่ามกลางธรรมสภาตรงพระพักตร์ ตรัสว่า
“ท่านเป็นผู้แนะนำพวกเรา เหมือนนายสารถีบังคับรถหุ้มเกราะ ชาวแคว้นกุรุทั้งหลายยินดีเพราะได้เห็นท่าน เราได้ถามท่านแล้ว ขอจงบอกเนื้อความนั้น ท่านพ้นจากมาณพมาได้อย่างไร” (วิธุรบัณฑิตกราบทูลว่า)
“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ซึ่งแกล้วกล้าและประเสริฐกว่าคน ผู้ที่พระองค์เรียกว่ามาณพนั้นมิใช่มนุษย์ เขาเป็นยักษ์ชื่อปุณณกะ พระองค์ก็ทรงเคยได้ทราบชื่อมาแล้ว ก็ปุณณกยักษ์นั้นเป็นอำมาตย์คู่ชีพของท้าวกุเวร
พญานาคทรงพระนามว่าวรุณผู้ครองนาคพิภพ มีพระกายใหญ่ สะอาด สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณและกำลัง ปุณณกยักษ์รักปรารถนานางนาคกัญญาชื่ออิรันทดี ผู้เป็นธิดาของพญานาคนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
ปุณณกยักษ์นั้นจึงตกลงใจจะฆ่าข้าพระองค์ เพราะเหตุแห่งนางอิรันทดีผู้มีเอวบางร่างน้อยน่ารัก ก็ปุณณกยักษ์นั้นแลเป็นผู้พร้อมเพรียงกับภรรยา ส่วนข้าพระองค์ได้รับอนุญาตพญานาคมา และได้แก้วมณีมาด้วย” (พระราชาตรัสว่า)
“มีต้นไม้ต้นหนึ่งเกิดริมประตูราชมณเฑียรของเรา มีปัญญาเป็นลำต้น มีศีลเป็นกิ่ง ต้นไม้นั้นผลิผลต้องตามอรรถและธรรม มีผลเป็นปัญจโครส ดารดาษไปด้วยช้าง ม้า และโค
เมื่อมหาชนกำลังทำการบูชาต้นไม้นั้น เล่นเพลินอยู่ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง และดนตรี มีบุรุษคนหนึ่งไล่ทหารให้หนีไปแล้วถอนต้นไม้นั้นไปด้วย ต้นไม้ของเรานั้นกลับคืนมาตั้งอยู่ตามเดิม วิธุรบัณฑิตนี้ก็เหมือนต้นไม้ใหญ่นั้น กลับคืนมาสู่ที่อยู่ของตนตามเดิมแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงทำความเคารพนบนอบแก่ต้นไม้นี้เถิด
ขอเชิญอำมาตย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้มีความปลื้มใจด้วยยศ ที่ได้เพราะอาศัยเราทุกๆ ท่านทีเดียว จงแสดงความปลื้มใจของตนให้ปรากฏในวันนี้เถิด ท่านกระทำบรรณาการให้มากแล้ว จงทำความเคารพนบนอบแก่ต้นไม้นี้เถิด @เชิงอรรถ : @ ปัญจโครส หมายถึงผลที่ได้จากนมโค ๕ ประการ (นมสด, นมส้ม, เนยใส, เนยข้น, เปรียง) @(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๖๔๕/๓๑๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒๒. มหานิบาต] ๙. วิธุรชาดก (๕๔๖)
สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ถูกผูกไว้และขังไว้ ซึ่งมีอยู่ในแว่นแคว้นของเรา ขอชนทั้งหลายจงปล่อยสัตว์เหล่านั้นจากเครื่องผูกให้หมดเถิด วิธุรบัณฑิตนี้หลุดพ้นจากการจองจำแล้วฉันใด ขอสัตว์เหล่านั้นจงหลุดพ้นจากเครื่องผูกฉันนั้นเหมือนกัน
ขอพวกชาวนาชาวไร่จงหยุดพักคราดไถไว้ เล่นมหรสพตลอดเดือนหนึ่งนี้เถิด ขอเชิญพราหมณ์ทั้งหลายจงมาบริโภคข้าวที่เจือด้วยเนื้อ พวกนักเลงสุราและพวกที่ชอบดื่มสุราจงดื่มจากถ้วยที่เต็มเปี่ยม
พวกหญิงแพศยาที่อาศัยอยู่ตามถนนใหญ่ จงเล้าโลมชายผู้มีความต้องการเป็นนิตย์ อนึ่ง ราชบุตรทั้งหลายจงจัดแจงการรักษาในแคว้นให้เข้มแข็ง อย่าได้เบียดเบียนกันและกัน ขอท่านทั้งหลายจงทำความเคารพยำเกรงแก่ต้นไม้นี้เถิด” (เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว)
พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพวกพราหมณ์ ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมาให้วิธุรบัณฑิต
กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมาให้วิธุรบัณฑิต
ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว ต่างพากันนำข้าวและน้ำเป็นอันมากมาให้วิธุรบัณฑิต
ชนเป็นจำนวนมากเห็นวิธุรบัณฑิตกลับมาถึงแล้ว ต่างก็เลื่อมใส ครั้นวิธุรบัณฑิตมาถึงโดยลำดับแล้ว ต่างโบกผ้าไปมาด้วยประการฉะนี้แล วิธุรชาดกที่ ๙ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๔๔๖}