๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘) ว่าด้วยโพธิกุมารโพธิสัตว์ (พระราชาตรัสว่า)
ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงรีบร้อนฉวยเอาไม้เท้า หนังเสือ ร่ม รองเท้า ไม้ตะขอ บาตร และผ้าพาด ท่านปรารถนาจะไปยังทิศไหนหนอ (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ตลอด ๑๒ ปีนี้ที่อาตมภาพอยู่ในสำนักของมหาบพิตร อาตมภาพไม่ได้รู้จักเสียงสุนัขสีน้ำตาลเห่าคำรามเลย
ขอถวายพระพรมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ สุนัขตัวนี้นั้น มันแยกเขี้ยวสีขาว เห่าคำรามอย่างร้อนรน เพราะได้ยินพระดำรัสของพระองค์ พร้อมทั้งพระมเหสีผู้สิ้นศรัทธาอาตมภาพ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘) (พระราชาตรัสว่า)
ท่านพราหมณ์ โทษนั้นเป็นความผิด ที่โยมกระทำแล้วจริงตามที่ท่านกล่าว โยมนั้นเลื่อมใสท่านอย่างยิ่ง ขอนิมนต์อยู่เถิด อย่าไปเลย ท่านพราหมณ์ (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
เมื่อแรก ข้าวสุกสีขาวล้วน ต่อมาก็กระดำกระด่าง บัดนี้กลายเป็นสีแดงล้วน จึงเป็นกาลสมควรที่อาตมภาพจะหลีกไป
เมื่อแรก อาสนะอยู่ภายใน ต่อมาอยู่ท่ามกลาง ต่อมาอยู่ภายนอก อาตมภาพขอไปเองก่อนที่จะถูกขับจากเมือง
บุคคลไม่พึงคบหาคนผู้สิ้นศรัทธาเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีน้ำ ถึงแม้จะพยายามขุดมันขึ้น น้ำก็จะพึงมีกลิ่นโคลนตม
บุคคลพึงคบหาผู้ที่เลื่อมใสเท่านั้น พึงเว้นคนผู้ไม่เลื่อมใส พึงเข้าไปใกล้คนผู้เลื่อมใส เหมือนคนต้องการน้ำเข้าไปหาห้วงน้ำ
บุคคลพึงคบหาคนที่คบด้วย ไม่พึงคบหาคนที่ไม่คบด้วย บุคคลใดไม่คบหาคนที่คบด้วย บุคคลนั้นชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ
ผู้ใดไม่คบหาคนที่คบด้วย ไม่เสวนาคนที่เสวนาด้วย ผู้นั้นแลเป็นคนชั่วช้าที่สุด เหมือนลิงที่อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
มิตรทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกัน เพราะเหตุ ๓ ประการนี้ คือ ๑. เพราะการคลุกคลีกันพร่ำเพรื่อเกินไป ๒. เพราะการไม่ร่วมสโมสรกัน ๓. เพราะขอในเวลาอันไม่สมควร
เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงไปมาหาสู่กันจนพร่ำเพรื่อ ไม่ควรเหินห่างกันไปจนเนิ่นนาน และพึงขอสิ่งที่ควรขอตามกาลอันสมควร เมื่อเป็นเช่นนี้ มิตรทั้งหลายย่อมจะไม่แหนงหน่ายกัน
คนผู้เป็นที่รักย่อมกลับกลายไม่เป็นที่รัก เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินไป อาตมภาพขอถวายพระพรลามหาบพิตรไป ก่อนที่อาตมาจะไม่เป็นที่รักของมหาบพิตร (พระราชาตรัสว่า)
หากพระคุณเจ้าไม่ยอมรับรู้ การอัญชลีของปริจารชนสัตบุรุษผู้อ้อนวอนอยู่อย่างนี้ และไม่ยอมกระทำตามคำขอร้องของโยม โยมขอวิงวอนพระคุณเจ้าอย่างนี้ว่า พระคุณเจ้าพึงแวะมาอีก (พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า)
ขอถวายพระพร มหาราชผู้ผดุงแคว้นให้เจริญ หากว่าเมื่อเรายังคงเป็นอยู่อย่างนี้ อันตรายจักไม่มีแก่มหาบพิตรหรือแก่อาตมาไซร้ เมื่อวันคืนล่วงไป เราคงจะได้พบกันบ้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
หากถ้อยคำของมหาบพิตรเป็นไปตามคติของตน และตามสภาวะที่เป็นจริงไซร้ เพราะไม่มีความประสงค์ สัตว์จึงทำกรรมที่ไม่ควรทำบ้าง ที่ควรทำบ้าง เมื่อกระทำโดยไม่มีความประสงค์ ใครเล่าในโลกนี้ จะแปดเปื้อนบาป
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
ถ้าพระผู้เป็นใหญ่ กำหนดชีวิต จัดสรรฤทธิ์ ความหายนะ และกรรมดีกรรมชั่วแก่ชาวโลกทั้งปวงไซร้ คนผู้ทำตามคำสั่งทำบาป พระผู้เป็นใหญ่ย่อมแปดเปื้อนบาปนั้นเอง
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น @เชิงอรรถ : @ พระผู้เป็นใหญ่ หมายถึงพระพรหมหรือพระเป็นเจ้าองค์อื่นจัดแจงตรวจตราชีวิตแก่ชาวโลกทั้งหมด @(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๒/๖๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
ถ้าว่าสัตว์ย่อมเข้าถึงความสุขและความทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนกระทำไว้ในชาติปางก่อน เขาย่อมเปลื้องหนี้คือบาปกรรมเก่าที่ตนทำไว้นั้นได้ เมื่อความพ้นหนี้คือบาปกรรมเก่ามีอยู่ ใครเล่าในโลกนี้จะแปดเปื้อนบาป
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
รูปของสัตว์ย่อมเกิดมีได้ เพราะอาศัยมหาภูตรูปทั้ง ๔ เท่านั้น ก็รูปย่อมเกิดมีได้เพราะมหาภูตรูปใด ก็คล้อยไปตามมหาภูตรูป นั่นเอง
ชีวะย่อมเป็นอยู่ในโลกนี้เท่านั้น ละไปแล้ว ละทิ้งไปแล้ว ย่อมพินาศ โลกนี้ย่อมขาดสูญ ทั้งคนพาลและบัณฑิตก็ขาดสูญ เมื่อโลกขาดสูญอยู่ ใครเล่าในโลกนี้ย่อมแปดเปื้อนบาป @เชิงอรรถ : @ คล้อยไปตามมหาภูตรูป หมายถึงบุคคลผู้ประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) ตาย @ลงในเวลาใด ร่างกายส่วนที่เป็นดินก็กลับกลายเป็นดิน ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับกลายเป็นน้ำ ส่วนที่เป็นไฟ @ก็กลับกลายเป็นไฟ ส่วนที่เป็นลมก็กลับกลายเป็นลมในเวลานั้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๔๘/๗๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น
นักปกครองทั้งหลายที่เป็นคนพาล สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ได้กล่าวไว้ในโลกว่า “บุคคลพึงฆ่ามารดาบิดา พี่ชาย น้องชาย และบุตรภรรยา ถ้าพึงมีความประสงค์เช่นนั้น”
บุคคลพึงนั่งหรือนอนใต้ร่มต้นไม้ใด ไม่พึงหักรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะว่าคนประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่ว
ถ้าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นก็พึงถอนแม้ทั้งราก อาตมภาพมีความต้องการอาหาร วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
หากเนื้อความที่มหาบพิตรตรัสแล้วนั้น เป็นอรรถ เป็นธรรม เป็นถ้อยคำที่ดีงาม ไม่ชั่วช้า และหากพระดำรัสของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นสัจจะ วานรก็เป็นอันอาตมาฆ่าดีแล้ว
ก็หากว่ามหาบพิตรพึงรู้ความผิดพลาดวาทะของตน มหาบพิตรจะไม่พึงติเตียนอาตมาเลย เพราะวาทะของมหาบพิตรผู้เจริญเป็นเช่นนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๒๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
คนผู้มีวาทะว่าไม่มีเหตุ ๑ คนผู้มีวาทะว่าพระอิศวรเป็นผู้สร้างโลก ๑ คนผู้มีวาทะว่าสุขทุกข์เกิดมีเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อน ๑ คนผู้มีวาทะว่าโลกนี้ขาดสูญ ๑ คนผู้เป็นนักปกครองที่เป็นพาล ๑
คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร
ในปางก่อน หมาป่าตัวหนึ่งปลอมตัวเป็นแพะ ไม่ถูกระแวงสงสัยจึงเข้าไปหาฝูงแพะ ฆ่าทั้งแม่แพะ แพะตัวเมีย และแพะตัวผู้ ทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวแล้วจึงไปตามความปรารถนา
สมณะและพราหมณ์พวกหนึ่งก็มีวิธีการอย่างนั้น กระทำการปิดบังตน หลอกลวงมนุษย์ทั้งหลาย บางพวกไม่บริโภคอาหาร บางพวกนอนบนแผ่นดิน บางพวกทำการฉาบทาเถ้าธุลีที่ร่างกาย บางพวกทำความเพียรโดยการเดินกระโหย่ง บางพวกบริโภคอาหารเป็นครั้งคราว บางพวกไม่ดื่มน้ำ เป็นผู้มีอาจาระเลวทราม เที่ยวพูดอวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์
สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
คนเหล่าใดกล่าวว่า ความเพียรไม่มี ๑ ประกาศความไม่มีเหตุ ๑ พรรณนาการกระทำของผู้อื่นและการกระทำของตน ว่าเป็นการสูญเปล่า ๑
คนเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เป็นคนพาล มีความสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลก คนเช่นนั้นพึงกระทำบาปเองบ้าง พึงแนะนำให้ผู้อื่นกระทำบาปบ้าง การคลุกคลีกับอสัตบุรุษมีทุกข์เป็นที่สุด มีผลเผ็ดร้อนเป็นกำไร
ก็ถ้าว่าความเพียรไม่พึงมี กรรมดีกรรมชั่วไม่พึงมี พระราชาก็จะไม่ทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ แม้เครื่องยนต์ทั้งหลายก็จะไม่พึงให้สร้าง
แต่เพราะความเพียรมีอยู่ กรรมดีกรรมชั่วก็มีอยู่ ฉะนั้น พระราชาจึงทรงให้สร้างเครื่องยนต์ และทรงชุบเลี้ยงช่างไม้ไว้
หากฝนไม่พึงตก หิมะไม่พึงตกตลอด ๑๐๐ ปี โลกนี้ก็พึงขาดสูญ หมู่สัตว์นี้พึงพินาศไป
แต่เพราะฝนยังตกอยู่ และหิมะยังโปรยปรายอยู่เนืองๆ ฉะนั้น ข้าวกล้าจึงเผล็ดผล และทำให้พระราชาปกครองแคว้นได้ยั่งยืน
เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์
เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง
ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม ประชาชนชาวเมืองนั้น ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข
เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล คนใดปลิดเอาผลดิบ คนนั้นจะไม่รู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักพินาศไปด้วย
แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม พระราชาพระองค์นั้นจะไม่ทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักพินาศไปด้วย
เมื่อต้นไม้ใหญ่กำลังมีผล คนใดปลิดเอาผลสุก คนนั้นจึงจะรู้รสแห่งผลไม้นั้น ทั้งพืชพันธุ์แห่งต้นไม้นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] ๓. มหาโพธิชาดก (๕๒๘)
แคว้นอุปมาเหมือนกับต้นไม้ใหญ่ พระราชาพระองค์ใดทรงปกครองแคว้นโดยธรรม พระราชาพระองค์นั้นจึงจะทรงทราบรสแห่งแคว้นนั้น ทั้งแคว้นของพระราชาพระองค์นั้นก็จักไม่พินาศไปด้วย
ส่วนขัตติยราชพระองค์ใด ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงเป็นผู้คลาดจากโอสถ ทั้งปวง
ขัตติยราชพระองค์ใดทรงเบียดเบียนชาวนิคม ผู้ประกอบการซื้อขาย กระทำการถวายโอชะและราชพลี ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาด จากพระคลังสมบัติเช่นนั้นเหมือนกัน
พระราชาพระองค์ใดทรงเบียดเบียน นายขมังธนูผู้รู้เขตแห่งการประหารเป็นอย่างดี ๑ ทหารผู้กระทำความชอบในสงคราม ๑ มหาอำมาตย์ผู้เลื่องลือ ๑ พระราชาพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากกำลังพล
พระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดผู้ไม่ประพฤติธรรม ทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษีผู้มีความสำรวม ประพฤติพรหมจรรย์ ขัตติยราชพระองค์นั้นจะทรงคลาดจากสวรรค์เช่นนั้นเหมือนกัน
อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงประหารพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมทรงประสบฐานะอันหยาบช้า และคลาดจากพระโอรสทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ โอสถ หมายถึงรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้ เป็นต้น ที่เป็นยา รวมถึงเนยใส เนยข้น @ที่เป็นยาด้วย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๖/๗๗) @ โอชะและราชพลี หมายถึงรสที่ได้จากสิ่งของต่างๆ ที่ชาวชนบทถวายพร้อมทั้งการเสียภาษีอากรด้วย @(ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๗/๗๗) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๑๘. ปัญญาสนิบาต] รวมชาดกที่มีในวรรค
พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท ในชาวนิคม และในกำลังพล ไม่พึงทรงเบียดเบียนหมู่ฤๅษี และพึงประพฤติให้สม่ำเสมอ ในพระโอรสและพระชายา
พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทรงปกครองแคว้น ไม่ทรงเกรี้ยวกราดเช่นนั้น ท้าวเธอย่อมทรงทำศัตรูให้หวั่นไหว ประดุจพระอินทร์ผู้เป็นอธิบดีแห่งอสูรฉะนั้นแล มหาโพธิชาดกที่ ๓ จบ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ ๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก ๓. มหาโพธิชาดก ปัญญาสนิบาต จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๘ หน้า : ๓๔}