๑๓. มหาวิยูหสุตตนิเทส
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส มหาวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๓ ว่าด้วยทิฏฐิ
เตรสโม มหาวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส
(พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ มีความ อยู่รอบในทิฏฐิ ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทั้งหมดเทียว ย่อมถูกนินทาหรือย่อมได้สรรเสริญ ในเพราะทิฏฐินั้น.
เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ
คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในคำว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ มีความ อยู่รอบในทิฏฐิ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือ มิได้ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า มีความ อยู่รอบในทิฏฐิ ความว่า มีสมณพราหมณ์เหล่าหนึ่งผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่า นั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อม อยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ เปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อ ว่าย่อมอยู่ในเรือน พวกบรรพชิตผู้มีอาบัติ ชื่อว่าย่อมอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อม อยู่ในกิเลสฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ มีความอยู่รอบ ในทิฏฐิ.
เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ ทิฏฺฐิปริพฺพสานาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺติ ฯ ยถา อาคาริกา วา ฆเรสุ วสนฺติ สาปตฺติกา วา อาปตฺตีสุ วสนฺติ สกิเลสา วา กิเลเสสุ วสนฺติ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ทิฏฺฐิคติกา เต ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคตานํ อญฺญตรญฺญตรํ ทิฏฺฐิคตํ คเหตฺวา อุคฺคเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา สกาย สกาย ทิฏฺฐิยา วสนฺติ สํวสนฺติ อาวสนฺติ ปริวสนฺตีติ เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง ความว่า ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลงว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่ง นี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง.
อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺตีติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมถูกนินทา ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมถูกความนินทา ติเตียน ไม่สรรเสริญเลย ถือเป็นผู้ถูก ชนทั้งหลายนินทาติเตียนไม่สรรเสริญทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้ง หมดเทียว ย่อมถูกนินทา.
สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺตีติ สพฺเพว เต สมณพฺราหฺมณา นินฺทเมว อเนฺวนฺติ ครหเมว อเนฺวนฺติ อกิตฺติเมว อเนฺวนฺติ สพฺเพ นินฺทิตาเยว โหนฺติ ครหิตาเยว โหนฺติ อกิตฺติตาเยว โหนฺตีติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ ฯ
คำว่า หรือย่อมได้สรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า หรือว่า ย่อมได้ ได้ เฉพาะ ประจวบ ประสบ ซึ่งความสรรเสริญ ความยกย่อง ความชมเชย เกียรติคุณ ใน เพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตนนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือย่อมได้ สรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น. เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ มีความอยู่รอบในทิฏฐิ ย่อมกล่าวว่า สิ่งนี้แหละจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมถูกนินทา หรือ ย่อมได้สรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้น.
อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถาติ ตตฺถ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ปสํสํ โถมนํ กิตฺตึ วณฺณหาริกํ ลภนฺติ ปฏิลภนฺติ อธิคจฺฉนฺติ วินฺทนฺตีติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ เตนาห โส นิมฺมิโต เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา อิทเมว สจฺจนฺติ ปวาทยนฺติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถาติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่ พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์ย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็น ธรรมชาติเกษม ไม่พึงวิวาท.
อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมาย ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมํ ฯ
คำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ในคำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็น ของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นส่วนน้อย ต่ำช้า นิดหน่อย ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย. คำว่า ไม่ พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ไม่พอเพื่อยังราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความมัวเมา กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุศลาภิขารทั้งปวง ให้สงบ เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไปทั้งปวง อกุศลาภิสังขารทั้งปวง ให้สงบ เข้าไป สงบ ดับ สละคืน ระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอ เพื่อสงบกิเลส. ว่าด้วยผลแห่งความวิวาท ๒ อย่าง
อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมายาติ อปฺปํ หิ เอตนฺติ อปฺปกํ เอตํ โอมกํ เอตํ โถกํ เอตํ ลามกํ เอตํ ชตุกฺกํ เอตํ ปริตฺตกํ เอตนฺติ อปฺปํ หิ เอตํ ฯ น อลํ สมายาติ นาลํ ราคสฺส สมาย โทสสฺส สมาย โมหสฺส สมาย โกธสฺส อุปนาหสฺส มกฺขสฺส ปฬาสสฺส อิสฺสาย มจฺฉริยสฺส มายาย สาเฐยฺยสฺส ถมฺภสฺส สารมฺภสฺส มานสฺส อติมานสฺส มทสฺส ปมาทสฺส สพฺพกิเลสานํ สพฺพทุจฺจริตานํ สพฺพทรถานํ สพฺพปริฬาหานํ สพฺพสนฺตาปานํ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สมาย อุปสมาย วูปสมาย นิพฺพานาย ปฏินิสฺสคฺคาย ปฏิปฺปสฺสทฺธิยาติ อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมาย ฯ
คำว่า ย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง ความว่า ความทะเลาะกัน เพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความวิวาทกันเพราะ ทิฏฐิ ความทุ่มเถียงกันเพราะทิฏฐิ มีผล ๒ อย่าง คือ ความชนะและแพ้ ความมีลาภและ ความเสื่อมลาภ ความมียศและความเสื่อมยศ ความนินทาและความสรรเสริญ สุขและทุกข์ โสมนัสและโทมนัส อารมณ์ที่น่าปรารถนาและอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ความชอบและความชัง ความฟูขึ้นและความฟุบลง ความยินดีและความยินร้าย. อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์ย่อมกล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศว่า กรรมนั้นให้เป็นไป ในนรก เป็นไปในกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปในวิสัยแห่งเปรต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าว ผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง.
ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมีติ ทิฏฺฐิกลหสฺส ทิฏฺฐิภณฺฑนสฺส ทิฏฺฐิวิคฺคหสฺส ทิฏฺฐิวิวาทสฺส ทิฏฺฐิเมธคสฺส เทฺว ผลานิ โหนฺติ ชยปราชโย โหติ ลาภาลาโภ โหติ ยสายโส โหติ นินฺทาปสํโส โหติ สุขทุกฺขํ โหติ โสมนสฺสโทมนสฺสํ โหติ อิฏฺฐานิฏฺฐํ โหติ อนุนยปฏิฆํ โหติ อุคฺฆาตินิคฺฆาติ โหติ อนุโรธวิโรโธ โหติ ฯ อถวา ตํ กมฺมํ นิรยสํวตฺตนิกํ ติรจฺฉานโยนิกสํวตฺตนิกํ ปิตฺติวิสยิกสํวตฺตนิกนฺติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญาเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ ฯ
คำว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ในคำว่า บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ... ไม่พึงวิวาท ความว่า เห็น พบ พิจารณา เทียบเคียง ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว ซึ่งโทษนั้น ในความทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ ความหมายมั่นกันเพราะทิฏฐิ ความแก่งแย่งกันเพราะทิฏฐิ ความ วิวาทกันเพราะทิฏฐิ ความทุ่มเถียงกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว. คำว่า ไม่พึงวิวาท ความว่า ไม่พึงทำความทะเลาะกัน ไม่พึงทำความหมายมั่นกัน ไม่พึงทำ ความแก่งแย่งกัน ไม่พึงทำความวิวาทกัน ไม่พึงทำความทุ่มเถียงกัน คือ พึงละ บรรเทา ทำ ให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความ ทุ่มเถียง พึงเป็นผู้งด เว้น เว้นเฉพาะ ออกไป สลัดออก พ้น ขาด ไม่เกาะเกี่ยว มีจิต อันทำให้ปราศจากเขตแดน จากความทะเลาะ ความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความวิวาทและ ความทุ่มเถียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ... ไม่พึงวิวาท.
เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถาติ เอตมฺปิ ทิสฺวาติ เอตํ อาทีนวํ ทิสฺวา ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ทิฏฺฐิกลเหสุ ทิฏฺฐิภณฺฑเนสุ ทิฏฺฐิวิคฺคเหสุ ทิฏฺฐิวิวาเทสุ ทิฏฺฐิเมธเคสูติ เอตมฺปิ ทิสฺวา ฯ น วิวาทเยถาติ น กลหํ กเรยฺย น ภณฺฑนํ กเรยฺย น วิคฺคหํ กเรยฺย น วิวาทํ กเรยฺย น เมธคํ กเรยฺย กลหภณฺฑนวิคฺคหวิวาทเมธคํ ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺย กลหภณฺฑนวิคฺคห- วิวาทเมธคา อารโต อสฺส วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหเรยฺยาติ เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ ฯ
คำว่า เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรมชาติเกษม ความว่า อมตนิพพาน ได้แก่ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความ สำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เรียกว่า ภูมิแห่งความ ไม่วิวาท. บุคคลเห็นดู แลดู พินิจ พิจารณาซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทนั้น โดยความเป็นธรรมชาติ เกษม เป็นที่ต้านทาน เป็นที่ลี้ภัย เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไม่มีภัย เป็นที่ไม่เคลื่อน เป็นที่ไม่ตาย เป็นที่ดับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรมชาติเกษม. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์ย่อม กล่าวผลแห่งวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว เห็นอยู่ ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรมชาติเกษม ไม่พึงวิวาท.
เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมนฺติ อวิวาทภุมฺมํ วุจฺจติ อมตนิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ เอตํ อวิวาทภุมฺมํ เขมโต ตาณโต เลณโต สรณโต อภยโต อจฺจุตโต อมตโต นิพฺพานโต ปสฺสนฺโต ทกฺขนฺโต โอโลเกนฺโต นิชฺฌายนฺโต อุปปริกฺขนฺโตติ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมํ ฯ เตนาห ภควา อปฺปํ หิ เอตํ น อลํ สมาย ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ เอตมฺปิ ทิสฺวา น วิวาทเยถ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภุมฺมนฺติ ฯ
สมมติ (ทิฏฐิ) เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ที่เกิดแต่ปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน พึงถึงสังขารธรรมอัน ควรเข้าถึงอะไรเล่า?
ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธา อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ
คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในคำว่า สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ที่เกิดแต่ปุถุชน ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ ไม่มีส่วน เหลือ. คำว่า เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า สมมติ คือ ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่าสมมติ. คำว่า ที่เกิดแต่ปุถุชน คือ สมมติเหล่านั้นอันปุถุชนให้เกิด หรือว่า อันชนเจ้าทิฏฐิต่างๆ มากให้เกิด ฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่เกิดแต่ปุถุชน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ที่เกิดแก่ปุถุชน.
ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชาติ ยากาจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ ยากาจีติ ฯ สมฺมติโยติ สมฺมติโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ ปุถุชฺชาติ ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชา ฯ ปุถุนานาชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชาติ ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา ฯ
คำว่า บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น ความว่า บุคคล ผู้มีความรู้ ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส ย่อมไม่ถึง ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งสมมติทั้งปวงเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้มีความรู้ ย่อมไม่ถึงสมมติทั้งปวงเหล่านั้น. ว่าด้วยกิเลสเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง
สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธาติ วิทฺธา วิชฺชาคโต ญาณี วิภาวี เมธาวี สพฺพาว เอตา ทิฏฺฐิสมฺมติโย เนติ น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธา ฯ
ชื่อว่า กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง ในคำว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง นั้น ... พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอะไรเล่า? ได้แก่กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง ๒ อย่าง คือ กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือตัณหา ๑ กิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเครื่อง เข้าถึงคือตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่ากิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ บุคคลนั้นละกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง คือตัณหา สละคืนกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ เพราะเป็นผู้ละกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือตัณหา สละคืนกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงคือทิฏฐิ ชื่อว่าไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึง พึงเข้าถึง เข้าไปถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งรูปอะไร เวทนาอะไร สัญญาอะไร สังขารอะไร วิญญาณอะไร คติอะไร อุปบัติอะไร ปฏิสนธิอะไร ภพอะไร สงสารอะไร วัฏฏะอะไร ว่าเป็นตนของเรา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น ... พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอะไรเล่า?
อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺยาติ อุปโยติ เทฺว อุปยา ตณฺหูปโย จ ทิฏฺฐูปโย จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหูปโย ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐูปโย ฯ ตสฺส ตณฺหูปโย ปหีโน ทิฏฺฐูปโย ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหูปยสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐูปยสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา อนูปโย ปุคฺคโล กึ รูปํ อุเปยฺย อุปคจฺเฉยฺย คเณฺหยฺย ปรามเสยฺย อภินิวิเสยฺย อตฺตา เมติ ฯ กึ เวทนํ กึ สญฺญํ กึ สงฺขาเร กึ วิญฺญาณํ กึ คตึ กึ อุปปตฺตึ กึ ปฏิสนฺธึ กึ ภวํ กึ สํสารํ กึ วฏฺฏํ อุเปยฺย อุปคจฺเฉยฺย คเณฺหยฺย ปรามเสยฺย อภินิวิเสยฺยาติ อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ฯ
คำว่า ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ความว่า ไม่ทำความ ชอบใจ ความพอใจ ความรัก ความกำหนัด คือ ไม่ยังความชอบใจเป็นต้นให้เกิด ให้เกิด พร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ในรูปที่เห็น หรือในความหมดจดเพราะรูปที่เห็น ในเสียง ที่ได้ยิน หรือในความหมดจดเพราะในเสียงที่ได้ยิน หรือในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า สมมติเหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ที่เกิดแต่ปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่ถึง สมมติทั้งปวงเหล่านั้น บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องเข้าถึงนั้น ไม่ทำ ความชอบใจในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน พึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้า ถึงอะไรเล่า?
ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโนติ ทิฏฺเฐ วา ทิฏฺฐสุทฺธิยา วา สุเต วา สุตสุทฺธิยา วา มุเต วา มุตสุทฺธิยา วา ขนฺตึ อกุพฺพมาโน ฉนฺทํ อกุพฺพมาโน เปมํ อกุพฺพมาโน ราคํ อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน นาภินิพฺพตฺตยมาโนติ ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ เตนาห ภควา ยากาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา สพฺพาว เอตา น อุเปติ วิทฺธา อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโนติ ฯ
พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม สมาทานวัตรแล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้ กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า เราทั้งหลายศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และความหมดจดแห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เข้าถึงภพ และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด. ว่าด้วยผู้มีกุศลถึงพร้อมประกอบด้วยธรรม ๔
สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ภวูปนีตา กุสลาวทานา ฯ
คำว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม ... ได้กล่าวความหมดจดด้วย ความสำรวม ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก ผู้กล่าวอ้างว่าศีลอุดม สมณพราหมณ์พวกนั้นได้ กล่าว ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมด จดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยเหตุสักว่าศีล ด้วยเหตุสักว่าความสำรวม ด้วยเหตุสักว่า ความระวัง ด้วยเหตุสักว่าความไม่ล่วง เหมือนดังปริพาชกบุตรของนางปริพาชิกา ชื่อสมณมุณฑิกา กล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรช่างไม้ เราย่อมบัญญัติปุริสบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการแลว่าเป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงอรหัตอันอุดมที่ควรถึง เป็น สมณะ เป็นผู้อันใครๆ ต่อสู้ไม่ได้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน? ดูกรช่างไม้ บุคคลในโลกนี้ ย่อมไม่ทำบาปกรรมด้วยกาย ๑ ย่อมไม่กล่าววาจาอันลามก ๑ ย่อมไม่ดำริถึงเหตุที่พึงดำริอันลามก ๑ ย่อมไม่อาศัยอาชีพอันลามกเป็นอยู่ ๑ ดูกรช่างไม้ เราย่อมบัญญัติปุริสบุคคลผู้ประกอบด้วย ธรรม ๔ ประการนี้แล ว่าเป็นผู้มีกุศลถึงพร้อมแล้ว มีกุศลเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ถึงอรหัตอันอุดม ที่ควรถึง เป็นสมณะ เป็นผู้อันใครๆ ต่อสู้ไม่ได้ ฉันใด มีสมณพราหมณ์บางพวกผู้กล่าวอ้าง ว่าศีลอุดม สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าว ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความ หมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วย เหตุสักวาศีล ด้วยเหตุสักว่าความสำรวม ด้วยเหตุสักว่าความระวัง ด้วยเหตุสักว่าความไม่ล่วง ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม ... กล่าวความ หมดจดด้วยความสำรวม. ว่าด้วยการสมาทานวัตรต่างๆ
สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธินฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สีลุตฺตมวาทา เต สีลมตฺเตน สญฺญมมตฺเตน สํวรมตฺเตน อวีติกฺกมมตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ อาหุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺติ ฯ สมณมุณฺฑิกาปุตฺโต เอวมาห จตูหิ โข อหํ ถปติ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ ปุริสปุคฺคลํ ปญฺญาเปมิ สมฺปนฺนกุสลํ ปรมกุสลํ อุตฺตมปฺปตฺติปฺปตฺตํ สมณํ อโยชฺฌํ กตเมหิ จตูหิ อิธ ถปติ น กาเยน ปาปกมฺมํ กโรติ น ปาปิกํ วาจํ ภาสติ น ปาปกํ สงฺกปฺปํ สงฺกปฺปติ น ปาปกํ อาชีวํ อาชีวติ อิเมหิ โข อหํ ถปติ จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ ปุริสปุคฺคลํ ปญฺญาเปมิ สมฺปนฺนกุสลํ ปรมกุสลํ อุตฺตมปฺปตฺติปฺปตฺตํ สมณํ อโยชฺฌํ ฯ เอวเมว สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา สีลุตฺตมวาทา เต สีลมตฺเตน สญฺญมมตฺเตน สํวรมตฺเตน อวีติกฺกมมตฺเตน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ อาหุ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ ฯ
คำว่า วัตร ในคำว่า สมาทานวัตรแล้วเข้าไปตั้งอยู่ ความว่า ถือ สมาทาน ถือเอา รับ ยึดมั่น ซึ่งหัตถิวัตร (ประพฤติอย่างกิริยาช้าง) อัสสวัตร โควัตร อชวัตร กุกกุรวัตร กากวัตร วาสุเทววัตร ปุณณภัททวัตร มณิภัททวัตร อัคคิวัตร นาควัตร สุปัณณวัตร ยักขวัตร อสุรวัตร คันธัพพวัตร มหาราชวัตร จันทวัตร สุริยวัตร อินทวัตร พรหมวัตร เทววัตร หรือทิสวัตร แล้วเข้าไปตั้งอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะ พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมาทานวัตรแล้วเข้าไปตั้งอยู่.
วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเสติ วตฺตนฺติ หตฺถิวตฺตํ วา อสฺสวตฺตํ วา โควตฺตํ วา อชวตฺตํ วา กุกฺกุรวตฺตํ วา กากวตฺตํ วา วาสุเทววตฺตํ วา ปุณฺณภทฺทวตฺตํ วา มณิภทฺทวตฺตํ วา อคฺคิวตฺตํ วา นาควตฺตํ วา สุปณฺณวตฺตํ วา ยกฺขวตฺตํ วา อสุรวตฺตํ วา คนฺธพฺพวตฺตํ วา มหาราชวตฺตํ วา จนฺทวตฺตํ วา สุริยวตฺตํ วา อินฺทวตฺตํ วา พฺรหฺมวตฺตํ วา เทววตฺตํ วา ทิสวตฺตํ วา อาทาย สมาทาย อาทยิตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา อุปฏฺฐิตา ปจฺจุปฏฺฐิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส ฯ
คำว่า ในทิฏฐินี้ ในคำว่า เราทั้งหลายศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และความหมด จดแห่งวัตรนั้น ความว่า ศึกษา ประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติเต็มใจ สมาทานแล้วประพฤติ ใน ทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ศึกษาในทิฏฐินี้แหละ. คำว่า และความหมดจดแห่งวัตรนั้น ความว่า และความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความ หมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แห่งวัตรนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ศึกษาในทิฏฐินี้แหละและความหมดจดแห่งวัตรนั้น.
อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธินฺติ อิธาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา สิกฺเขม อาจเรม สมาจเรม สมาทาย วตฺเตมาติ อิเธว สิกฺเขม ฯ อถสฺส สุทฺธินฺติ อถวาสฺส สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตินฺติ อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ฯ
คำว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ ในคำว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ เข้าไปใกล้ภพ ติดใจอยู่ในภพ น้อมใจไปในภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ. คำว่า และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า มีวาทะว่าเป็นผู้ฉลาด มีวาทะว่าเป็น บัณฑิต มีวาทะว่าเป็นธีรชน มีวาทะว่าเป็นผู้มีญาณ มีวาทะโดยเหตุ มีวาทะโดยลักษณะ มีวาทะ โดยการณ์ มีวาทะโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เข้าถึงภพ และ กล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้สำคัญว่าศีลอุดม สมาทานวัตรแล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า เราทั้งหลายศึกษาในทิฏฐินี้ แหละ และความหมดจดแห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ เข้าถึงภพ และกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด.
ภวูปนีตา กุสลาวทานาติ ภวูปนีตาติ ภวูปนีตา ภวูปคตา ภวชฺโฌสิตา ภวาธิมุตฺตาติ ภวูปนีตา ฯ กุสลาวทานาติ กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ ภวูปนีตา กุสลาวทานา ฯ เตนาห ภควา สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ภวูปนีตา กุสลาวทานาติ ฯ
ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต บุคคลนั้นพลาดกรรม แล้วย่อม หวั่นไหว ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจด เหมือนบุรุษผู้ออก จากเรือนตามไม่ทันพวก ฉะนั้น. ว่าด้วยเหตุให้เคลื่อนจากศีลและพรต
สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ
คำว่า ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต ความว่า บุคคลย่อมเคลื่อน จากศีลพรตเพราะเหตุ ๒ ประการ คือ ย่อมเคลื่อนเพราะความชี้ขาดของผู้อื่น ๑ ไม่บรรลุจึง เคลื่อน ๑. บุคคลย่อมเคลื่อนเพราะความชี้ขาดของผู้อื่นอย่างไร? ผู้อื่นย่อมชี้ขาดว่า ศาสดานั้น ไม่ใช่เป็นสัพพัญญู ธรรมอันศาสดานั้นกล่าวไม่ดี หมู่คณะไม่ปฏิบัติดี ทิฏฐิไม่เจริญ ปฏิปทา อันศาสดาบัญญัติไม่ดี มรรคไม่เป็นมรรคนำออกจากทุกข์ ความหมดจดก็ดี ความหมดจดวิเศษก็ดี ความหมดจดรอบก็ดี ความพ้นก็ดี ความพ้นวิเศษก็ดี ความพ้นรอบก็ดี ไม่มีในธรรมนั้น ชนทั้งหลายไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ ไม่พ้นรอบ ในธรรมนั้น คือเป็นผู้เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ผู้อื่นย่อมชี้ขาดอย่างนี้. บุคคลเมื่อผู้อื่นชี้ขาดอย่างนี้ ย่อมเคลื่อนจากศาสดา เคลื่อนจากธรรมที่ศาสดากล่าว เคลื่อนจาก หมู่คณะเคลื่อนจากทิฏฐิ เคลื่อนจากปฏิปทา เคลื่อนจากมรรค บุคคลย่อมเคลื่อนเพราะความ ชี้ขาดของผู้อื่นอย่างนี้. บุคคลไม่บรรลุย่อมเคลื่อนอย่างไร? บุคคลไม่บรรลุศีล ย่อมเคลื่อนจากศีล ไม่บรรลุ พรต ย่อมเคลื่อนจากพรต ไม่บรรลุศีลและพรต ย่อมเคลื่อนจากศีลและพรต บุคคลไม่บรรลุ ย่อมเคลื่อนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต.
สเจ จุโต สีลวตาโต โหตีติ ทฺวีหิ การเณหิ สีลพฺพตโต จวติ ปรวิจฺฉินฺทนาย วา จวติ อนภิสมฺภุณนฺโต วา จวติ ฯ {๖๒๑.๑} กถํ ปรวิจฺฉินฺทนาย จวติ ฯ ปโร วิจฺฉินฺทติ โส สตฺถา น สพฺพญฺญู ธมฺโม น สฺวากฺขาโต คโณ น สุปฏิปนฺโน ทิฏฺฐิ น ภทฺทิกา ปฏิปทา น สุปญฺญตฺตา มคฺโค น นิยฺยานิโก นตฺเถตฺถ สุทฺธิ วา วิสุทฺธิ วา ปริสุทฺธิ วา มุตฺติ วา วิมุตฺติ วา ปริมุตฺติ วา น ตตฺถ สุชฺฌนฺติ วา วิสุชฺฌนฺติ วา ปริสุชฺฌนฺติ วา มุจฺจนฺติ วา วิมุจฺจนฺติ วา ปริมุจฺจนฺติ วา หีนา นิหีนา โอมกา ลามกา ชตุกฺกา ปริตฺตาติ เอวํ ปโร วิจฺฉินฺทติ ฯ เอวํ วิจฺฉินฺทิยมาโน สตฺถารา จวติ ธมฺมกฺขานา จวติ คณา จวติ ทิฏฺฐิยา จวติ ปฏิปทาย จวติ มคฺคโต จวติ เอวํ ปรวิจฺฉินฺทนาย จวติ ฯ {๖๒๑.๒} กถํ อนภิสมฺภุณนฺโต จวติ ฯ สีลํ อนภิสมฺภุณนฺโต สีลโต จวติ วตฺตํ อนภิสมฺภุณนฺโต วตฺตโต จวติ สีลพฺพตํ อนภิสมฺภุณนฺโต สีลพฺพตโต จวติ เอวํ อนภิสมฺภุณนฺโต จวตีติ สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ฯ
คำว่า บุคคลนั้น ... ย่อมหวั่นไหว ในคำว่า บุคคลนั้นพลาดกรรมแล้วย่อม หวั่นไหว ความว่า หวั่นไหวสะทกสะท้านอยู่ว่า ศีลก็ดี พรตก็ดี ศีลและพรตก็ดี เราผิดพลาด คลาดไปแล้ว เราพลั้งพลาดไปจากอรหัตผล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าบุคคลนั้น ... ย่อมหวั่นไหว. คำว่า พลาดกรรม คือ บุคคลนั้นย่อมหวั่นไหวสะทกสะท้านอยู่ว่า ปุญญาภิสังขารก็ดี อปุญญาภิสังขารก็ดี อเนญชาภิสังขารก็ดี เราผิดพลั้งพลาดคลาดไปแล้ว เราพลั้งพลาดจาก อรหัตผล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นพลาดกรรมแล้วย่อมหวั่นไหว.
ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวาติ ส เวธตีติ สีลํ วา วตฺตํ วา สีลพฺพตํ วา วิรทฺธํ มยา อปรทฺธํ มยา ขลิตํ มยา คฬิตํ มยา อญฺญาย อปรทฺโธ อหนฺติ เวธติ ปเวธติ สมฺปเวธตีติ ส เวธตี ฯ กมฺม วิราธยิตฺวาติ ปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อาเนญฺชาภิสงฺขารํ วา วิรทฺธํ มยา อปรทฺธํ มยา ขลิตํ มยา คฬิตํ มยา อญฺญาย อปรทฺโธ อหนฺติ เวธติ ปเวธติ สมฺปเวธตีติ ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ฯ
คำว่า ย่อมเพ้อถึง ในคำว่า ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจด ความว่า ย่อมเพ้อถึง รำพันถึง ใฝ่ฝันถึงศีลบ้าง พรตบ้าง ศีลและพรตบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเพ้อถึง. คำว่า และปรารถนาถึงความหมดจด ความว่า ปรารถนา ชอบใจ ใฝ่ฝันถึงความหมดจดเพราะศีลบ้าง ความหมดจดเพราะพรตบ้าง ความหมดจดเพราะศีลและ พรตบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจด.
ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธินฺติ ส ชปฺปตีติ สีลํ วา ชปฺปติ วตฺตํ วา ชปฺปติ สีลพฺพตํ วา ชปฺปติ ปชปฺปติ อภิชปฺปตีติ ส ชปฺปตี ฯ ปตฺถยตี จ สุทฺธินฺติ สีลสุทฺธึ วา ปตฺเถติ วตฺตสุทฺธึ วา ปตฺเถติ สีลพฺพตสุทฺธึ วา ปตฺเถติ ปิเหติ อภิชปฺปตีติ ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ ฯ
คำว่า เหมือนบุรุษผู้ออกจากเรือนตามไปไม่ทันพวก ฉะนั้น ความว่า บุรุษ ผู้ออกจากเรือน อยู่กับพวก ย่อมติดตามพวกนั้นไป หรือว่าย่อมกลับมาเรือนของตน ฉันใด บุคคลนั้น ผู้ดำเนินไปโดยทิฏฐิ ย่อมถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งศาสดานั้น หรือศาสดาอื่น ธรรมที่ศาสดาบอกนั้น หรือธรรมที่ศาสดาบอกอื่น หมู่คณะนั้น หรือหมู่คณะอื่น ทิฏฐินั้น หรือทิฏฐิอื่น ปฏิปทานั้น หรือปฏิปทาอื่น มรรคนั้น หรือมรรคอื่น ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนบุรุษผู้ออกจากเรือนตามไปไม่ทันพวก ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสตอบว่า ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรต บุคคลนั้นพลาดกรรมแล้วย่อม หวั่นไหว ย่อมเพ้อถึงและปรารถนาถึงความหมดจด เหมือนบุรุษผู้ออก จากเรือนตามไปไม่พันพวก ฉะนั้น.
สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหาติ ยถา ปุริโส ฆรโต นิกฺขนฺโต สตฺเถน สห วสนฺโต สตฺถา โอหีโน ตํ วา สตฺถํ อนุพนฺธติ สกํ วา ฆรํ ปจฺจาคจฺฉติ เอวเมว โส ทิฏฺฐิคติโก ตํ วา สตฺถารํ คณฺหาติ อญฺญํ วา สตฺถารํ คณฺหาติ ตํ วา ธมฺมกฺขานํ คณฺหาติ อญฺญํ วา ธมฺมกฺขานํ คณฺหาติ ตํ วา คณํ คณฺหาติ อญฺญํ วา คณํ คณฺหาติ ตํ วา ทิฏฺฐึ คณฺหาติ อญฺญํ วา ทิฏฺฐึ คณฺหาติ ตํ วา ปฏิปทํ คณฺหาติ อญฺญํ วา ปฏิปทํ คณฺหาติ ตํ วา มคฺคํ คณฺหาติ อญฺญํ วา มคฺคํ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ เตนาห ภควา สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ส เวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ส ชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ สตฺถาวหีโน ปวสํ ฆรมฺหาติ ฯ
อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวง ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและ อนวัชชกรรม ไม่ปรารถนาความหมดจด และความไม่หมดจด เป็น ผู้เว้นแล้ว ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป.
สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโน วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ
คำว่า ละศีลและพรตทั้งปวง ความว่า ละ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความหมดจดเพราะศีลทั้งหมด ความหมดจดเพราะพรตทั้งหมด ความ หมดจดเพราะศีลและพรตทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละศีลและพรตทั้งปวง. ว่าด้วยสาวัชชกรรม อนวัชชกรรม
สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพนฺติ สพฺพา สีลสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวา สพฺพา วตฺตสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวา สพฺพา สีลพฺพตสุทฺธิโย ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวาติ สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ ฯ
คำว่า ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม ความว่า กรรม ดำมีผลดำ เรียกว่า สาวัชชกรรม. กรรมขาวมีผลขาว เรียกว่า อนวัชชกรรม. ละ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มีซึ่งสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและอนวัชชกรรม.
กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตนฺติ สาวชฺชกมฺมํ วุจฺจติ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ อนวชฺชกมฺมํ วุจฺจติ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ สาวชฺชญฺจ กมฺมํ อนวชฺชญฺจ กมฺมํ ปหาย ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวาติ กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ ฯ
คำว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด ความว่า พวกปุถุชน ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม ย่อมปรารถนา ความหมดจด คือ ปรารถนาเบญจกามคุณ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรมและเบญจกามคุณ ปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนาทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนา อกุศลธรรม เบญจกามคุณ และทิฏฐิ ๖๒ ย่อมปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนากุศล ธรรมอันมีในไตรธาตุ ย่อมปรารถนาความไม่หมดจด คือ ปรารถนาอกุศลธรรม เบญจกามคุณ ทิฏฐิ ๖๒ และกุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ พวกกัลยาณปุถุชน ย่อมปรารถนาความหมดจด คือ ปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค พระเสขะ ย่อมปรารถนาอรหัตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ เมื่อบรรลุ อรหัตผลแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่ปรารถนาอกุศลธรรม ไม่ปรารถนาเบญจกามคุณ ไม่ปรารถนา ทิฏฐิ ๖๒ ไม่ปรารถนากุศลธรรมอันมีในไตรธาตุ ไม่ปรารถนาความย่างเข้าสู่อริยมรรค ไม่ ปรารถนาอรหัตผลซึ่งเป็นธรรมอันเลิศ พระอรหันต์ก้าวล่วงความปรารถนาแล้ว ล่วงเลยความ เจริญและความเสื่อมเสียแล้ว. ท่านอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว ฯลฯ มิได้ มีภพใหม่ต่อไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด.
สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโนติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถนฺติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ เตธาตุเก กุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ อสุทฺธึ ปตฺเถนฺติ อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถนฺติ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถนฺติ เตธาตุเก กุสเล ธมฺเม ปตฺเถนฺติ สุทฺธึ ปตฺเถนฺติ กลฺยาณปุถุชฺชนา นิยามาวกฺกนฺตึ ปตฺเถนฺติ เสกฺขา อคฺคธมฺมํ อรหตฺตํ ปตฺเถนฺติ ฯ อรหตฺตปฺปตฺเต อรหา เนว อกุสเล ธมฺเม ปตฺเถติ นปิ ปญฺจ กามคุเณ ปตฺเถติ นปิ ทฺวาสฏฺฐีทิฏฺฐิคตานิ ปตฺเถติ นปิ เตธาตุเก กุสเล ธมฺเม ปตฺเถติ นปิ นิยามาวกฺกนฺตึ ปตฺเถติ นปิ อคฺคธมฺมํ อรหตฺตํ ปตฺเถติ ฯ ปตฺถนํ สมติกฺกนฺโต อรหา วุฑฺฒิปริหานึ วีติวตฺโต ฯ โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโน ฯ
คำว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ในคำว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป ความว่า ละเว้น งดเว้น ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยความ หมดจดและความไม่หมดจด เป็นผู้มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เว้นแล้ว. คำว่า พึงประพฤติไป ความว่า พึงประพฤติ พึงเที่ยวไป ผลัดเปลี่ยน ดำเนินไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เว้นแล้ว ... พึงประพฤติไป. คำว่า ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่ คือ ทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่าทิฏฐิที่มีอยู่ ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวง ละกรรมนั้นอันเป็นสาวัชชกรรมและ อนวัชชกรรม ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด เป็นผู้ เว้นแล้ว ไม่ยึดถือทิฏฐิที่มีอยู่ พึงประพฤติไป.
วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหายาติ วิรโตติ สุทฺธิอสุทฺธิยา อารโต วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ วิรโต ฯ จเรติ จเรยฺย วิจเรยฺย อิริเยยฺย วตฺเตยฺย ปาเลยฺย ยเปยฺย ยาเปยฺยาติ วิรโต จเร ฯ สนฺติมนุคฺคหายาติ สนฺติโย วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ทิฏฺฐิสนฺติโย อคฺคณฺหนฺโต อปรามสนฺโต อนภินิวิสนฺโตติ วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ เตนาห ภควา สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ กมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปตฺถยาโน วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหายาติ ฯ
พวกสมณพราหมณ์ อาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ
คำว่า พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น ความว่า มีสมณพราหมณ์ บางพวก มีวาทะเกลียดชังตบะ มีความเกลียดชังตบะเป็นสาระ อิง อาศัย พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปสู่ตบะที่เกลียดชัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะที่ เกลียดชังนั้น.
ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วาติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา ตโปชิคุจฺฉวาทา ตโปชิคุจฺฉสารา ตโปชิคุจฺฉํ นิสฺสิตา สนฺนิสฺสิตา อลฺลีนา อุปคตา อชฺโฌสิตา อธิมุตฺตาติ ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา ฯ
คำว่า อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ความว่า อาศัย เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่นรูปที่เห็น หรือความหมดจด เพราะรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ.
อถวาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วาติ ทิฏฺฐํ วา ทิฏฺฐสุทฺธึ วา สุตํ วา สุตสุทฺธึ วา มุตํ วา มุตสุทฺธึ วา นิสฺสาย อุปนิสฺสาย คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวาติ อถวาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ฯ
คำว่า ผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ... ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์พวก ไหนผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้ถือความหมดจดโดยส่วน เดียว ถือความหมดจดโดยสงสาร ผู้เป็นอกิริยทิฏฐิ ผู้เป็นสัสสตวาทะ สมณพราหมณ์พวกนี้ ชื่อว่าผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า สมณพราหมณ์เหล่านั้น พร่ำถึง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้น วิเศษ ความพ้นรอบโดยสงสาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้าง หน้า ... ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺตีติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํสราวาทา ฯ กตเม สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํสราวาทา ฯ เย เต สมณพฺราหฺมณา อจฺจนฺตสุทฺธิกา สํสารสุทฺธิกา อกิริยทิฏฺฐิกา สสฺสตวาทา อิเม เต สมณพฺราหฺมณา อุทฺธํสราวาทา ฯ เต สํสาเรน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ อนุตฺถุนนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ ฯ
ชื่อว่า ตัณหา ในคำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ คือ รูป ตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา. คำว่า ในภพน้อย ภพใหญ่ ความว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ คือ ในกรรมวัฏ และวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็น เครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏ เป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูป ภพ ในวิปากวัฏ เป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในวิปากวัฏ เป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในความเกิดบ่อยๆ ในความไปบ่อยๆ ในความเข้าถึงบ่อยๆ ใน ปฏิสนธิบ่อยๆ ในความบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพบ่อยๆ คำว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา ความว่า ยังไม่ปราศจากตัณหา ยังไม่หมดตัณหา ยังไม่สละตัณหา ยังไม่สำรอกตัณหา ยังไม่ปล่อย ตัณหา ยังไม่ละตัณหา ยังไม่สละคืนตัณหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยังไม่ปราศจากตัณหาใน ภพน้อยภพใหญ่. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า พวกสมณพราหมณ์ อาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น อาศัยรูปที่เห็นเสียง ที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสูติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ภวาภเวสูติ ภวาภเว กมฺมภเว ปุนพฺภเว กามภเว กมฺมภเว กามภเว ปุนพฺภเว รูปภเว กมฺมภเว รูปภเว ปุนพฺภเว อรูปภเว กมฺมภเว อรูปภเว ปุนพฺภเว ปุนปฺปุนํ ภเว ปุนปฺปุนํ คติยา ปุนปฺปุนํ อุปปตฺติยา ปุนปฺปุนํ ปฏิสนฺธิยา ปุนปฺปุนํ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ฯ อวีตตณฺหาเสติ อวีตตณฺหา อวิคตตณฺหา อจฺจตฺตตณฺหา อวนฺตตณฺหา อมุตฺตตณฺหา อปฺปหีนตณฺหา อปฺปฏินิสฺสฏฺฐตณฺหาติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ เตนาห ภควา ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา อถวาปิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสูติ ฯ
วัตถุทั้งหลายเป็นของอันผู้ปรารถนาชอบใจ อนึ่ง ความหวั่นไหว ย่อม มีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้ มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึง ชอบใจในที่ไหน? (ไม่หวั่นไหว ไม่ชอบใจอะไรๆ).
ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเป ฯ
คำว่า วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจความว่า ตัณหา เรียกว่าความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌาโลภะ อกุศลมูล. คำว่า ปรารถนา ความว่า ปรารถนา อยากได้ ยินดี รักใคร่ ชอบใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปรารถนา. คำว่า ชอบใจ ความว่า ตัณหา เรียกว่าความชอบใจ ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะอกุศลมูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจ.
ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานีติ ปตฺถนา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ปตฺถยมานสฺสาติ ปตฺถยมานสฺส อิจฺฉมานสฺส สาทิยมานสฺส ปิหยมานสฺส อภิชปฺปยมานสฺสาติ ปตฺถยมานสฺส หิ ฯ ชปฺปิตานีติ ชปฺปนา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลนฺติ ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ ฯ
ชื่อว่า ความกำหนด ในคำว่า ความหวั่นไหว ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลาย ที่กำหนดแล้ว ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วย ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ แม้บุคคล ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุย่อมหวั่นไหว คือ แม้เมื่อวัตถุกำลังถูกแย่งชิงเอาไป ก็ ย่อมหวั่นไหว แม้เมื่อวัตถุถูกแย่งชิงเอาไปแล้ว ก็ย่อมหวั่นไหว แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวง ในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุ ย่อมหวั่นไหว คือ แม้เมื่อวัตถุกำลังแปรปรวนไปก็ย่อมหวั่นไหว แม้เมื่อวัตถุแปรปรวนไปแล้ว ก็ย่อมหวั่นไหว สะทกสะท้านเอนเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว.
สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสูติ ปกปฺปนาติ เทฺว ปกปฺปนา ตณฺหาปกปฺปนา จ ทิฏฺฐิปกปฺปนา จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาปกปฺปนา ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิปกปฺปนา ฯ วตฺถุอจฺเฉทสงฺกิโนปิ เวเธนฺติ อจฺฉิชฺชนฺเตปิ เวเธนฺติ อจฺฉินฺเนปิ เวเธนฺติ วตฺถุวิปริณามสงฺกิโนปิ เวเธนฺติ วิปริณามนฺเตปิ เวเธนฺติ วิปริณเตปิ เวเธนฺติ ปเวเธนฺติ สมฺปเวเธนฺตีติ สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ ฯ
คำว่า แก่ภิกษุใด ในคำว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดใน ธรรมวินัยนี้ ความว่า ความมา ความไป ความไปและความมา ความตาย คติ ภพน้อยและ ภพใหญ่ ความเคลื่อน ความเข้าถึง ความเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ มิได้มี คือ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพ คือ ความเคลื่อนและความเข้าถึง นั้นอันพระอรหันตขีณาสพตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ควรให้เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้.
จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถีติ ยสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส อาคมนํ คมนํ คมนาคมนํ กาลํ คติ ภวาภโว จุติ จ อุปปตฺติ จ นิพฺพตฺติ จ เภโท จ ชาติชรามรณํ นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ฯ
คำว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน? ความว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะวิจิกิจฉา อนุสัย อะไรว่า เป็นผู้กำหนัดบ้าง ประทุษร้ายบ้าง หลงใหลบ้าง มีมานะเป็นเครื่องผูกพันบ้าง ยึดถือบ้าง ถึง ความฟุ้งซ่านบ้าง ถึงความไม่แน่ใจบ้าง ถึงโดยเรี่ยวแรงบ้าง และภิกษุนั้นละอภิสังขารเหล่านั้น เสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารแล้ว พึงหวั่นไหวโดยคติด้วยเหตุอะไรว่า เป็นผู้ไปเกิดในนรก เป็นดิรัจฉานเป็นเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็น สัญญีสัตว์ เป็นอสัญญีสัตว์ หรือเป็นเนวสัญญีนาสัญญีสัตว์. ภิกษุนั้น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณะอันเป็นเหตุให้หวั่นไหวสะทกสะท้านเอนเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้น พึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร?. คำว่า พึงชอบใจในที่ไหน? ความว่า พึงชอบใจ รักใคร่ พอใจ ในที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน?. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจ อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีใน เพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ความเคลื่อนและความเข้าถึง มิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน?.
ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเปติ โส เกน ราเคน เวเธยฺย เกน โทเสน เวเธยฺย เกน โมเหน เวเธยฺย เกน มาเนน เวเธยฺย กาย ทิฏฺฐิยา เวเธยฺย เกน อุทฺธจฺเจน เวเธยฺย กาย วิจิกิจฺฉาย เวเธยฺย เกหิ อนุสเยหิ เวเธยฺย รตฺโตติ วา ทุฏฺโฐติ วา มูโฬฺหติ วา วินิพนฺโธติ วา ปรามฏฺโฐติ วา วิกฺเขปคโตติ วา อนิฏฺฐงฺคโตติ วา ถามคโตติ วา ฯ เต อภิสงฺขารา ปหีนา อภิสงฺขารานํ ปหีนตฺตา คติยา เกน เวเธยฺย เนรยิโกติ วา ติรจฺฉานโยนิโกติ วา ปิตฺติวิสยิโกติ วา มนุสฺโสติ วา เทโวติ วา รูปีติ วา อรูปีติ วา สญฺญีติ วา อสญฺญีติ วา เนวสญฺญีนาสญฺญีติ วา ฯ โส เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย นตฺถิ การณํ นตฺถิ เยน เวเธยฺย ปเวเธยฺย สมฺปเวเธยฺยาติ ส เกน เวเธยฺย ฯ กุหึ ปชปฺเปติ กิมฺหิ ชปฺเปยฺย ปชปฺเปยฺย อภิชปฺเปยฺยาติ ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเป ฯ เตนาห ภควา ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ สํเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ส เกน เวเธยฺย กุหึ ปชปฺเปติ ฯ
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์ พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์ เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.
ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม ความว่า สมณ- *พราหมณ์เหล่าหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า ธรรมนี้เป็นเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร เพราะฉะนั้นจึง ชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม.
ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเกติ ยํ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา อิทํ ปรมํ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ฯ
คำว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว ความว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรมนี้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว.
ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญติ ตเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา หีนํ เอตํ นิหีนํ เอตํ โอมกํ เอตํ ลามกํ เอตํ ชตุกฺกํ เอตํ ปริตฺตกํ เอตนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ ฯ
คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? ความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้ แน่ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า?
สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสนฺติ อิเมสํ สมณพฺราหฺมณานํ วาโท กตโม สจฺโจ ตจฺโฉ ตโถ ภูโต ยาถาโว อวิปรีโตติ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ ฯ
คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ความ ว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งปวงต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตน เป็นธีรชน อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนว่ากล่าวโดยเหตุ อ้างตนว่ากล่าวโดยลักษณะ อ้างตน ว่ากล่าวโดยการณะ อ้างตนว่ากล่าวโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะสมณ- *พราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์ พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์ เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.
สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ สพฺเพว หีเม สมณพฺราหฺมณา กุสลวาทา ปณฺฑิตวาทา ธีรวาทา ญาณวาทา เหตุวาทา ลกฺขณวาทา การณวาทา ฐานวาทา สกาย ลทฺธิยาติ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานา ฯ เตนาห ภควา ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลาวทานาติ ฯ
ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรม ของผู้อื่นว่าเลว พวกสมณพราหมณ์ถือทิฏฐิ แม้อย่างนี้แล้ว ย่อม วิวาทกัน พวกสมณพราหมณ์กล่าวทิฏฐิ ของตนๆ ว่าจริง.
สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจํ ฯ
คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ ความว่า ก็สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของตน อย่างนี้ว่า ธรรมนี้บริบูรณ์ เต็มรอบ ไม่บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์.
สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหูติ สกํ หิ ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา อิทํ สมตฺตํ ปริปุณฺณํ อโนมนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ ฯ
คำว่า แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว ความว่า สมณพราหมณ์ อีกพวกหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของสมณพราหมณ์อื่น อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่กล่าวธรรมของสมณพราหมณ์อื่นว่าเลย.
อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหูติ อญฺญสฺส ธมฺมํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ เอเก สมณพฺราหฺมณา หีนํ เอตํ นิหีนํ เอตํ โอมกํ เอตํ ลามกํ เอกํ ชตุกฺกํ เอตํ ปริตฺตกํ เอตนฺติ เอวมาหํสุ เอวํ กเถนฺติ เอวํ ภณนฺติ เอวํ ทีปยนฺติ เอวํ โวหรนฺตีติ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ ฯ
คำว่า ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน ความว่า ถือ ยึดถือ ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน คือ ย่อมทำความทะเลาะกัน ทำความหมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความทุ่มเถียงกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน.
เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺตีติ เอวํ คเหตฺวา คณฺหิตฺวา ปรามสิตฺวา อภินิวิสิตฺวา วิวาทยนฺติ กลหํ กโรนฺติ ภณฺฑนํ กโรนฺติ วิคฺคหํ กโรนฺติ วิวาทํ กโรนฺติ เมธคํ กโรนฺติ น ตฺวํ อิมํ ธมฺมวินยํ อาชานาสิ ฯเปฯ นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสีติ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ ฯ
คำว่า กล่าวทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ความว่า กล่าวว่า โลกเที่ยง ฯลฯ สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าวทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัส ตอบว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรม ของผู้อื่นว่าเลว พวกสมณพราหมณ์ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาท กัน พวกสมณพราหมณ์กล่าวทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง.
สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจนฺติ สสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจํ ฯ เตนาห ภควา สกํ หิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจนฺติ ฯ
หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ใครๆ ก็ไม่พึง เป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดย ความเป็นธรรมแล้ว ชนทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทาง ดำเนินของตน.
ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํวทานา ฯ
คำว่า หากว่าบุคคลพึงเป็นคนเลวเพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ความว่า หากว่า บุคคลอื่นย่อมเป็นคนโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะเหตุถ้อยคำที่ผู้อื่น ตำหนิติเตียนค่อนว่าไซร้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่น ตำหนิไซร้.
ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโนติ ปรสฺส เจ วมฺภยิตการณา นินฺทิตการณา ครหิตการณา อุปวทิตการณา ปโร พาโล โหติ หีโน นิหีโน โอมโก ลามโก ชตุกฺโก ปริตฺโตติ ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน ฯ
คำว่า ใครๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย ความว่า ใครๆ ก็ไม่พึง เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร ในธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ใครๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย.
น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺสาติ ธมฺเมสุ น โกจิ อคฺโค เสฏฺโฐ วิเสฏฺโฐ ปาโมกฺโข อุตฺตโม ปวโร อสฺสาติ น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ฯ
คำว่า เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว ความว่า ปุถุชนแม้มากย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนมากย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนคนเดียวโดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ปุถุชนแม้คนเดียวย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนมากคน โดย ความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ปุถุชนแม้คนเดียวย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนคนเดียว โดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว.
ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโตติ พหุกาปิ พหุนฺนํ ธมฺมํ วทนฺติ อุปวทนฺติ นินฺทนฺติ ครหนฺติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต พหุกาปิ เอกสฺส ธมฺมํ วทนฺติ อุปวทนฺติ นินฺทนฺติ ครหนฺติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต เอโกปิ พหุนฺนํ ธมฺมํ วทติ อุปวทติ นินฺทติ ครหติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโต เอโกปิ เอกสฺส ธมฺมํ วทติ อุปวทติ นินฺทติ ครหติ หีนโต นิหีนโต โอมกโต ลามกโต ชตุกฺกโต ปริตฺตโตติ ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต ฯ
ธรรมะ ทิฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตนๆ ในคำว่า ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าว มั่นคง กล่าวแข็งแรง กล่าวเพียงแท้ในธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึง ตรัสตอบว่า หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ใครๆ ก็ไม่พึง เป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดย ความเป็นธรรมเลว ชนทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทาง ดำเนินของตน.
สมฺหิ ทฬฺหํวทานาติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายเน ทฬฺหวาทา ถิรวาทา พลิกวาทา อวฏฺฐิตวาทาติ สมฺหิ ทฬฺหํวทานา ฯ เตนาห ภควา ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ปุถู หิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํวทานาติ ฯ
ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวกสมณพราหมณ์เป็นของ จริง เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน วาทะทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์ เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น.
สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ
การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ในคำว่า ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนิน ของตน ของพวกสมณพราหมณ์ เป็นของจริง เป็นไฉน พวกสมณพราหมณ์ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาศาสดาของตนว่า ศาสดานี้เป็นสัพพัญญู นี้ชื่อว่าการบูชาธรรมเป็นทาง ดำเนินของตน. พวกสมณพราหมณ์ย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาธรรมที่ศาสดาของตนบอก หมู่คณะของตนทิฏฐิของตน ปฏิปทาของตน มรรคของตนว่า มรรคนี้เป็นทางให้พ้นทุกข์ นี้ ชื่อว่า การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน. คำว่า การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตนเป็นของ จริง ความว่า การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน เป็นของจริง แท้ แน่นอน เป็นจริง เป็น ตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวก สมณพราหมณ์ เป็นของจริง.
สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถวาติ กตมา สธมฺมปูชา ฯ สกํ สตฺถารํ สกฺกโรติ ครุกโรติ มาเนติ ปูเชติ อยํ สตฺถา สพฺพญฺญูติ อยํ สธมฺมปูชา ฯ สกํ ธมฺมกฺขานํ สกํ คณํ สกํ ทิฏฺฐึ สกํ ปฏิปทํ สกํ มคฺคํ สกฺกโรติ ครุกโรติ มาเนติ ปูเชติ อยํ มคฺโค นิยฺยานิโกติ อยํ สธมฺมปูชา ฯ สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถวาติ สธมฺมปูชา ตถา ตจฺฉา ภูตา ยาถาวา อวิปรีตาติ สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ฯ
ธรรมะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตน ในคำว่า เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน พวกสมณพราหมณ์ย่อมสรร- *เสริญ ชม ยกย่อง พรรณนาธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนดัง พวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน.
ยถา ปสํสนฺติ สกายนานีติ ธมฺโม สกายนํ ทิฏฺฐิ สกายนํ ปฏิปทา สกายนํ มคฺโค สกายนํ ฯ สกายนานิ ปสํสนฺติ โถเมนฺติ กิตฺเตนฺติ วณฺเณนฺตีติ ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ ฯ
คำว่า วาทะทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง ความว่า วาทะทั้งปวงก็พึง เป็นของจริง แท้ แน่นอน เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะทั้งปวงก็พึงเป็น ของจริง.
สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุนฺติ สพฺเพ ปวาทา ตถา ตจฺฉา ภูตา ยาถาวา อวิปรีตา ภเวยฺยุนฺติ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ ฯ
คำว่า เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัว เท่านั้น ความว่า ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวกสมณพราหมณ์ เป็น ของจริง เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรม เป็นทางดำเนิน ของตน วาทะทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวก สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น.
สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมวาติ ปจฺจตฺตเมว เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ สุทฺธิ วิสุทฺธิ ปริสุทฺธิ มุตฺติ วิมุตฺติ ปริมุตฺตีติ สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ เตนาห ภควา สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ สุทฺธี หิ เนสํ ปจฺจตฺตเมวาติ ฯ
ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ (พระอรหันต์) ความ ตัดสินใจแล้วจึงถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุ นั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่งความวิวาททั้งหลาย เพราะ พราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ.
น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ
ศัพท์ว่า น ในคำว่า ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ เป็น ปฏิเสธ. ชื่อว่าพราหมณ์ คือ บุคคลชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ อันตัณหาทิฏฐิไม่อาศัย ผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า ญาณอันบุคคลอื่น พึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ ความว่า ความเป็นผู้มีญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่ พราหมณ์ คือ พราหมณ์เป็นผู้มีญาณอันผู้อื่นไม่ต้องแนะนำ ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ไม่เชื่อผู้อื่น ไม่ ดำเนินเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นผู้ไม่หลงใหล มีความรู้สึก มีความระลึกได้ ย่อมรู้ ย่อมเห็นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ญาณอัน บุคคลอื่นพึงแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์.
น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถีติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถีติ พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยตา นตฺถิ พฺราหฺมโณ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต ฯ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยตา นตฺถิ พฺราหฺมโณ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต ฯ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยตา นตฺถิ พฺราหฺมโณ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธคู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปฏิสฺสโตติ น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ฯ
คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ในคำว่า ความตัดสินใจแล้วจึงถือมั่นในธรรม @ ดูข้อ ๓๓๕ ทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ ความว่า ในทิฏฐิ ๖๒ ประการ. คำว่าตัดสินในแล้ว คือ ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นหา แสวงหา เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้งแล้วจึงจับมั่น ยึดมั่น ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือ ความถือ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความถือมั่น ความน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แน่ แท้ เป็นตามสภาพ เป็นตามจริง ไม่วิปริตดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมอันพราหมณ์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความ ตัดสินใจแล้วจึงถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์.
ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตนฺติ ธมฺเมสูติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตสุ ฯ นิจฺเฉยฺยาติ นิจฺฉินิตฺวา วินิจฺฉินิตฺวา วิจินิตฺวา ปวิจินิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา โอธิคฺคาโห วิลคฺคาโห วรคฺคาโห โกฏฺฐาสคฺคาโห อุจฺจยคฺคาโห สมุจฺจยคฺคาโห อิทํ สจฺจํ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ วูปสนฺตํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒนฺติ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ฯ
คำว่า เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่งความวิวาททั้งหลาย ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วง ก้าวล่วง ก้าวล่วงพร้อม เป็นไปล่วง ซึ่งความทะเลาะด้วยทิฏฐิ ความหมายมั่นด้วยทิฏฐิ ความแก่งแย่งด้วยทิฏฐิ ความวิวาทด้วยทิฏฐิ ความทุ่มเถียงด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่งความวิวาททั้งหลาย.
ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโตติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ทิฏฺฐิกลหานิ ทิฏฺฐิภณฺฑนานิ ทิฏฺฐิวิคฺคหานิ ทิฏฺฐิวิวาทานิ ทิฏฺฐิเมธคานิ อุปาติวตฺโต อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโตติ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต ฯ
คำว่า เพราะพราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรม ประเสริฐ ความว่า พราหมณ์ย่อมไม่เห็น ไม่พบ ไม่แลเห็น ไม่พินิจ ไม่พิจารณาเห็นซึ่งธรรม คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค อื่น นอกจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ ว่าเป็นธรรมประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะพราหมณ์ย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ ความตัดสินใจแล้ว จึงถือมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์ จึงเป็นผู้ล่วงเสียแล้วซึ่งความวิวาททั้งหลาย เพราะพราหมณ์ย่อมไม่เห็น ธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ.
น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญนฺติ อญฺญํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ ธมฺมํ น ปสฺสติ น ทกฺขติ น โอโลเกติ น นิชฺฌายติ น อุปปริกฺขตีติ น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ เตนาห ภควา น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญนฺติ ฯ
สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิว่า เราย่อมรู้ ย่อมเห็นซึ่งความหมดจดนั้นจริงแท้ หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้ เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้นจะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็น นั้นเล่า? พวกสมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วย ทัสสนะอื่น.
ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ย่อมรู้ ในคำว่า เราย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งความหมดจดนั้นจริงแท้ ความว่า เราย่อมรู้ด้วยญาณเครื่องรู้จิตของผู้อื่น หรือย่อมรู้ด้วยญาณเครื่องรู้ระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาล ก่อน. คำว่า ย่อมเห็น ความว่า เราย่อมเห็นด้วยมังสจักษุหรือย่อมเห็นด้วยทิพจักษุ. คำว่า ซึ่งความหมดจดนั้นจริงแท้ ความว่า ซึ่งความหมดจดนั้นแน่แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมรู้ย่อมเห็นซึ่งความหมดจดนั้นจริงแท้.
ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตนฺติ ชานามีติ ปรจิตฺตญาเณน วา ชานามิ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ชานามิ ฯ ปสฺสามีติ มํสจกฺขุนา วา ปสฺสามิ ทิพฺเพน วา จกฺขุนา ปสฺสามิ ฯ ตเถว เอตนฺติ เอตํ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ฯ
คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิ ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบด้วยทิฏฐิ คือ สมณพราหมณ์บางพวกย่อมเชื่อความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบด้วยทิฏฐิว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์ บางพวกย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิ.
ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธินฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺติ ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ทิฏฺฐิยา เอเก สมณพฺราหฺมณา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ ปจฺเจนฺตีติ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ
คำว่า ได้เห็นแล้ว ในคำว่า หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นเล่า? ความว่า ได้เห็นแล้วด้วย ญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น ได้รู้แล้วด้วยญาณเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน ได้เห็นแล้ว ด้วยมังสจักษุ หรือได้เห็นแล้วด้วยทิพจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่าสมณพราหมณ์ ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว. คำว่า สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นเล่า? ความว่า สมณพราหมณ์นั้นจะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้น คือ ความกำหนดรู้ทุกข์จะมีได้ อย่างไร? ความละสมุทัยก็ไม่มี ความเจริญมรรคก็ไม่มี ความทำให้แจ้งซึ่งผลก็ไม่มี ความ ละด้วยตัดขาดซึ่งราคะก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาดซึ่งโทสะก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาดซึ่งโมหะ ก็ไม่มี ความละด้วยตัดขาดซึ่งกิเลสทั้งหลายก็ไม่มี ความตัดขาดซึ่งสังขารวัฏก็ไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้นั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วย การเห็นนั้นเล่า?
อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตนาติ อทฺทกฺขีติ ปรจิตฺตญาเณน วา อทฺทกฺขิ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา อทฺทกฺขิ มํสจกฺขุนา วา อทฺทกฺขิ ทิพฺเพน วา จกฺขุนา อทฺทกฺขีติ อทฺทกฺขิ เจ ฯ กิญฺหิ ตุมสฺส เตนาติ ตสฺส เตน ทสฺสเนน กึ กถํ ทุกฺขปริญฺญา อตฺถิ น สมุทยสฺส ปหานํ อตฺถิ น มคฺคภาวนา อตฺถิ น ผลสจฺฉิกิริยา อตฺถิ น ราคสฺส สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น โทสสฺส สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น โมหสฺส สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น กิเลสานํ สมุจฺเฉทปฺปหานํ อตฺถิ น สํสารวฏฺฏสฺส อุจฺเฉโท อตฺถีติ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน ฯ
คำว่า พวกสมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจด ด้วยทัสสนะอื่น ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดวิเศษ ทางแห่งความหมดจดรอบทางขาว ทางขาวรอบ ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ อื่นจากสติปัฏฐาน อื่นจากสัมมัปปธาน อื่นจากอิทธิบาท อื่นจากอินทรีย์ อื่นจากพละ อื่นจากโพชฌงค์ อื่นจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยทิฏฐิ แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่าพวกสมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยทัสสนะอื่น. อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระพุทธสาวกทั้งหลายก็ดี พระปัจเจกพุทธะทั้งหลายก็ดี ล่วงเลย ก้าวล่วง เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งทางแห่งความไม่หมดจด ทางแห่งความไม่หมดจดวิเศษ ทางแห่งความไม่หมดจดรอบ ทางไม่ขาว ทางไม่ขาวรอบ โดยทิฏฐิแห่งสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า พระอริยะ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าว ความหมดจดด้วยธรรมอื่น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมเชื่อความหมดจดด้วยทิฏฐิว่า เราย่อมรู้ ย่อมเห็นความหมดจดนั้นจริงแท้ หากว่าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้เห็นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นเล่า? พวก สมณพราหมณ์ล่วงเสียแล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยทัสสนะอื่น.
อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธินฺติ เต ทิฏฺฐิยา สุทฺธิมคฺคํ วิสุทฺธิมคฺคํ ปริสุทฺธิมคฺคํ โวทาตมคฺคํ ปริโยทาตมคฺคํ อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติกฺกมิตฺวา อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ อญฺญตฺร สมฺมปฺปธาเนหิ อญฺญตฺร อิทฺธิปฺปาเทหิ อญฺญตฺร อินฺทฺริเยหิ อญฺญตฺร พเลหิ อญฺญตฺร โพชฺฌงฺเคหิ อญฺญตฺร อริยา อฏฺฐงฺคิกา มคฺคา สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ อถวา พุทฺธา จ พุทฺธสาวกา จ ปจฺเจกพุทฺธา จ เตสํ ทิฏฺฐิยา อสุทฺธิมคฺคํ อวิสุทฺธิมคฺคํ อปริสุทฺธิมคฺคํ อโวทาตมคฺคํ อปริโยทาตมคฺคํ อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา วีติวตฺติตฺวา จตูหิ สติปฏฺฐาเนหิ จตูหิ สมฺมปฺปธาเนหิ จตูหิ อิทฺธิปฺปาเทหิ ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ ปญฺจหิ พเลหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ วทนฺติ กเถนฺติ ภณนฺติ ทีปยนฺติ โวหรนฺตีติ เอวมฺปิ อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ เตนาห ภควา ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธินฺติ ฯ
นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนามรูป หรือเห็นแล้วก็จักรู้นามรูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้นเลย.
ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมว กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ
คำว่า นรชนเมื่อเห็น ในคำว่า นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนามรูป ความว่า นรชนเมื่อเห็นด้วยญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น เมื่อเห็นด้วยญาณเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาล ก่อน เมื่อเห็นด้วยมังสจักษุ หรือเมื่อเห็นด้วยทิพจักษุ ก็เห็นนามรูปเท่านั้นโดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นอัตตา มิได้เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษ หรืออุบายเครื่อง สลัดออกแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนามรูป.
ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปนฺติ ปสฺสํ นโรติ ปรจิตฺตญาเณน วา ปสฺสนฺโต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ปสฺสนฺโต มํสจกฺขุนา วา ปสฺสนฺโต ทิพฺเพน วา จกฺขุนา ปสฺสนฺโต นามรูปญฺเญว ทกฺขติ นิจฺจโต สุขโต อตฺตโต น เตสํ ธมฺมานํ สมุทยํ วา อตฺถงฺคมํ วา อสฺสาทํ วา อาทีนวํ วา นิสฺสรณํ วา ทกฺขตีติ ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ฯ
คำว่า หรือเห็นแล้วก็รู้จักนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น ความว่า ครั้นเห็นแล้วด้วย ญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น เห็นแล้วด้วยญาณเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน เห็นแล้วด้วย มังสจักษุ หรือเห็นแล้วด้วยทิพจักษุ ก็เห็นเพียงนามรูปเท่านั้น แล้วจักรู้โดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นอัตตา จักไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ อุบายเครื่องสลัด ออกแห่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือเห็นแล้วก็จักรู้นามรูปเหล่านั้นเท่านั้น.
ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมวาติ ทิสฺวาติ ปรจิตฺตญาเณน วา ทิสฺวา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา ทิสฺวา มํสจกฺขุนา วา ทิสฺวา ทิพฺเพน วา จกฺขุนา ทิสฺวา นามรูปญฺเญว ทิสฺวา ญสฺสติ นิจฺจโต สุขโต อตฺตโต น เตสํ ธมฺมานํ สมุทยํ วา อตฺถงฺคมํ วา อสฺสาทํ วา อาทีนวํ วา นิสฺสรณํ วา ญสฺสตีติ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมว ฯ
คำว่า เห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ ความว่า เมื่อเห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้าง ก็เห็นโดยความเป็นของเที่ยง โดยความเป็นสุข โดยความเป็นอัตตา โดยแท้ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้.
กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วาติ กามํ พหุกํ วา ปสฺสนฺโต นามรูปํ อปฺปกํ วา นิจฺจโต สุขโต อตฺตโตติ กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา ฯ
คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลาย ในคำว่า ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าว ความหมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้น ความว่า พวกผู้ฉลาดในขันธ์ ผู้ฉลาดในธาตุ ผู้ฉลาด ในอายตนะ ผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน ผู้ฉลาดในสัมมัปปธาน ผู้ฉลาด ในอิทธิบาท ผู้ฉลาดในอินทรีย์ ผู้ฉลาดในพละ ผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ผู้ฉลาดในมรรค ผู้ฉลาด ในผล ผู้ฉลาดในนิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้น ย่อมไม่กล่าว ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้น รอบ เพียงความเห็นนามรูป ด้วยญาณเครื่องรู้จิตผู้อื่น ด้วยญาณเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัย ในกาลก่อน ด้วยมังสจักษุ หรือด้วยทิพยจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาด ทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้นเลย. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสตอบว่า นรชนเมื่อเห็นก็เห็นนามรูป หรือเห็นแล้วก็จักรู้นามรูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความหมดจดเพียงความเห็นนามรูปนั้นเลย.
น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺตีติ กุสลาติ เย เต ขนฺธกุสลา ธาตุกุสลา อายตนกุสลา ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลา สติปฏฺฐานกุสลา สมฺมปฺปธานกุสลา อิทฺธิปฺปาทกุสลา อินฺทฺริยกุสลา พลกุสลา โพชฺฌงฺคกุสลา มคฺคกุสลา ผลกุสลา นิพฺพานกุสลา เต กุสลา ปรจิตฺตญาเณน วา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน วา มํสจกฺขุนา วา ทิพฺเพน วา จกฺขุนา นามรูปทสฺสเนน สุทฺธึ วิสุทฺธึ ปริสุทฺธึ มุตฺตึ วิมุตฺตึ ปริมุตฺตึ น วทนฺติ น กเถนฺติ น ภณนฺติ น ทีปยนฺติ น โวหรนฺตีติ น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ เตนาห ภควา ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิเมว กามํ พหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺตีติ ฯ
ก็นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้า อาศัยวัตถุใด ก็กล่าววัตถุนั้น ว่างามในเพราะทิฏฐินั้น นรชนผู้กล่าวความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ ในทิฏฐินั้น.
นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ
คำว่า ก็นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ ความว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ผู้กล่าวด้วย ความถือมั่นว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็น อีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า. คำว่า เป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ ความ ว่า นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใครๆ ยากที่จะแนะนำได้ ยากที่จะให้รู้ได้ ยากที่ จะให้เข้าใจได้ ยากที่จะให้เห็นได้ ยากที่จะให้เลื่อมใสได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็นรชนผู้ กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้.
นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโยติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาที ฯ อสสฺสโต โลโก ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาที ฯ น หิ สุพฺพินาโยติ นิวิสฺสวาที ทุพฺพินโย ทุญฺญาปโย ทุนฺนิชฺฌาปโย ทุปฺเปกฺขาปโย ทุปฺปสาทโยติ นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ฯ
คำว่า เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้า ความว่า เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่ กำหนด ปรุงแต่ง ตั้งอยู่ดีแล้ว ไว้ในเบื้องหน้า คือ ทำทิฏฐิออกหน้าเที่ยวไป มีทิฏฐิเป็น ธงไชย มีทิฏฐิเป็นธงยอด มีทิฏฐิเป็นใหญ่ ถูกทิฏฐิห้อมล้อมเที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้า.
ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโนติ ปกปฺปิตํ อภิสงฺขตํ สณฺฐปิตํ ทิฏฺฐึ ปุรกฺขโต ปุรโต กตฺวา จรติ ทิฏฺฐิทฺธโช ทิฏฺฐิเกตุ ทิฏฺฐาธิปเตยฺโย ทิฏฺฐิยา ปริวาริโต จรตีติ ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ฯ
คำว่า อาศัยวัตถุใด ในคำว่า อาศัยวัตถุใด ก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะ ทิฏฐินั้น ความว่า อาศัย อิงอาศัย พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจ ถึงแล้ว ซึ่งวัตถุใด คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัย วัตถุใด. คำว่า ในเพราะทิฏฐินั้น ความว่า ในเพราะทิฏฐิ ความควร ความชอบใจ ลัทธิของ ตน. คำว่า ก็กล่าววัตถุนั้นว่างาม ความว่า เป็นผู้กล่าววัตถุนั้นว่างาม กล่าวว่าดี กล่าวว่าเป็น บัณฑิต กล่าวว่าเป็นธีรชน กล่าวว่ามีญาณ กล่าวโดยเหตุ กล่าวโดยลักษณะ กล่าวโดยการณะ กล่าวโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยวัตถุใด ก็กล่าววัตถุนั้นว่างามใน เพราะทิฏฐินั้น.
ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโนติ ยํ นิสฺสิโตติ ยํ สตฺถารํ ธมฺมกฺขานํ คณํ ทิฏฺฐึ ปฏิปทํ มคฺคํ นิสฺสิโต สนฺนิสฺสิโต อลฺลีโน อุปคโต อชฺโฌสิโต อธิมุตฺโตติ ยํ นิสฺสิโต ฯ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ สุภํวทาโนติ สุภวาโท โสภนวาโท ปณฺฑิตวาโท ธีรวาโท ญาณวาโท เหตุวาโท ลกฺขณวาโท การณวาโท ฐานวาโท สกาย ลทฺธิยาติ ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน ฯ
คำว่า ผู้กล่าวความหมดจด ในคำว่า ผู้กล่าวความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ ในทิฏฐินั้น ความว่า กล่าวความหมดจด กล่าวความหมดจดวิเศษ กล่าวความหมดจดรอบ กล่าวความขาว กล่าวความขาวรอบ. อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความเห็นความหมดจด มีความเห็นความ หมดจดวิเศษ มีความเห็นความหมดจดรอบ มีความเห็นความขาว มีความเห็นความขาวรอบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้กล่าวความหมดจด. คำว่า ในทิฏฐินั้น คือ ในทิฏฐิ ความควร ความ ชอบใจ ลัทธิของตน. คำว่า ได้เห็นว่าแท้ ความว่า ได้เห็น ได้พบ ได้ประสบ ได้แทง ตลอดว่า แท้ แน่นอน จริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนผู้กล่าว ความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตอบว่า ก็นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่น เป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้เบื้องหน้า อาศัยวัตถุใดก็กล่าววัตถุนั้นว่างาม ในเพราะทิฏฐินั้น นรชนผู้กล่าวความหมดจดนั้น ได้เห็นว่าแท้ใน ทิฏฐินั้น.
สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โสติ สุทฺธึวโทติ สุทฺธิวาโท วิสุทฺธิวาโท ปริสุทฺธิวาโท โวทาตวาโท ปริโยทาตวาโท ฯ อถวา สุทฺธิทสฺสโน วิสุทฺธิทสฺสโน ปริสุทฺธิทสฺสโน โวทาตทสฺสโน ปริโยทาตทสฺสโนติ สุทฺธึวโท ฯ ตตฺถาติ สกาย ทิฏฺฐิยา สกาย ขนฺติยา สกาย รุจิยา สกาย ลทฺธิยา ฯ ตถทฺทสา โสติ ตถํ ตจฺฉํ ภูตํ ยาถาวํ อวิปรีตนฺติ อทฺทส อทฺทกฺขิ อปสฺสิ ปฏิวิชฺฌีติ สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ เตนาห ภควา นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ยํ นิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โสติ ฯ
พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ไม่เป็นผู้ แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ พราหมณ์นั้นรู้แล้ว ย่อมวางเฉยซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด ส่วน สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น.
น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ
ศัพท์ว่า น ในคำว่า พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้วย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด เป็นศัพท์ปฏิเสธ ชื่อว่าพราหมณ์ คือ บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่ง ธรรม ๗ ประการ ฯลฯ อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์. คำว่า ความกำหนด ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วย ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ ญาณ เรียก ว่าสังขาร ได้แก่ความรู้ ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ คำว่า พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด ความว่า พราหมณ์ทราบ พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งด้วยญาณว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็น ทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ แล้ว ย่อมไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งความกำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึง ความกำหนด.
น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขนฺติ นาติ ปฏิกฺเขโป ฯ พฺราหฺมโณติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯเปฯ อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ กปฺปาติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ สงฺขา วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขนฺติ พฺราหฺมโณ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ตณฺหากปฺปํ วา ทิฏฺฐิกปฺปํ วา น อุเปติ น อุปคจฺฉติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ ฯ
คำว่า ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะ ญาณ ความว่า พราหมณ์นั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย ไฟคือญาณ ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ ประการ ไม่ดำเนิน ไม่ออก ไม่เลื่อน ไม่เคลื่อนไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ ถึง ไม่กลับมาถึงทิฏฐินั้นโดยความเป็นสาระ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ คำว่า ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ ความว่า พราหมณ์ย่อมไม่ทำตัณหาเป็น เครื่องผูก หรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูก คือ ไม่ยังตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะญาณในสมาบัติ ๘ เพราะญาณในอภิญญา ๕ หรือเพราะ ญาณที่ผิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่อง ผูกเพราะญาณ.
น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธูติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส ทิฏฺฐิยา น ยายติ น นิยฺยติ น วุยฺหติ น สํหริยติ นปิ ตํ ทิฏฺฐิคตํ สารโต ปจฺเจติ ปจฺจาคจฺฉตีติ น ทิฏฺฐิสารี ฯ นปิ ญาณพนฺธูติ อฏฺฐสมาปตฺติญาเณน วา ปญฺจาภิญฺญาญาเณน วา มิจฺฉาญาเณน วา ตณฺหาพนฺธํ วา ทิฏฺฐิพนฺธํ วา น กโรติ น ชเนติ น สญฺชเนติ น นิพฺพตฺเตติ นาภินิพฺพตฺเตตีติ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ฯ
คำว่า รู้แล้ว ในคำว่า พราหมณ์นั้นรู้แล้ว .... ซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้ เกิด ความว่า รู้ ทราบ พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่ เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความ ดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์นั้นรู้แล้ว. ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า สมมติ ทิฏฐิทั้งหลายชื่อว่าปุถุชชา เพราะทิฏฐิเหล่านั้น อันปุถุชนให้เกิด หรือเพราะชนต่างๆ มากให้เกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์นั้นรู้แล้ว .... ซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด.
ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชาติ ญตฺวาติ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ญตฺวา ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ ญตฺวา จ โส ฯ สมฺมติโยติ วุจฺจนฺติ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ฯ ปุถุชฺชาติ ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชา ฯ ปุถุนานาชเนหิ ชนิตา วา ตา สมฺมติโยติ ปุถุชฺชาติ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา ฯ
คำว่า ย่อมวางเฉย ส่วนพวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น ความว่า พวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือ ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่ง ทิฏฐิ ส่วนพระอรหันต์ย่อมวางเฉย ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม วางเฉย ส่วนพวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัส ตอบว่า พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ไม่เป็นผู้ แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกเพราะญาณ พราหมณ์นั้นรู้แล้ว ย่อมวางเฉยซึ่งสมมติทั้งหลายที่ปุถุชนให้เกิด ส่วน พวกสมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น.
อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ อญฺเญ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คณฺหนฺติ ปรามสนฺติ อภินิวิสนฺติ อรหา อุเปกฺขติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ เตนาห ภควา น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา อุเปกฺขตี อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบอีกว่า) มุนีสละแล้วซึ่งกิเลส เครื่องร้อยกรอง ทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไป ด้วยธรรมที่ทำให้เป็นพวก มุนีนั้นเมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ วางเฉยไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น.
วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ
ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยกรอง ในคำว่า มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยกรอง ทั้งหลายในโลกนี้ ได้แก่กิเลสเครื่องร้อยกรอง ๔ อย่าง คือ กิเลสเครื่องร้อยกรองทางกาย คือ อภิชฌา พยาบาท สีลัพพตปรามาส ชื่อว่าความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ความกำหนดในทิฏฐิของตน ชื่อว่ากิเลสเครื่องร้อยกรองทางกาย คืออภิชฌา. ความอาฆาต ความไม่ยินดีในถ้อยคำของผู้อื่นชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยกรองทางกายคือพยาบาท. ความยึดถือศีลพรต หรือทั้งศีลและพรตของตน ชื่อว่า กิเลสเครื่องร้อยกรองทางกายคือสีลัพพตปรามาส. ทิฏฐิของตน ชื่อว่าความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง. คำว่า สละแล้ว ความว่า ปล่อยหรือวางแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยกรองทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า แก้แล้วหรือคลายแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยกรองที่ผูก รัด พัน เหนี่ยวรั้ง เกาะเกี่ยว พัวพัน คล้องไว้ เหมือนชนทั้งหลายทำความปลดปล่อยคานหาม รถหรือเกวียน ฉะนั้น. คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่า โมนะ ได้แก่ความรู้ ความรู้ชัด ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหาเพียงดังข่าย บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. คำว่า ในโลกนี้ คือในทิฏฐินี้ ฯลฯ ในมนุษยโลก นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเป็นเครื่องร้อยกรองทั้งหลายในโลกนี้.
วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเกติ คนฺถาติ จตฺตาโร คนฺถา อภิชฺฌา กายคนฺโถ พฺยาปาโท กายคนฺโถ สีลพฺพตฺตปรามาโส กายคนฺโถ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิยา ราโค อภิชฺฌา กายคนฺโถ ฯ ปรวาเทสุ อาฆาโต อปฺปจฺจโย พฺยาปาโท กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน สีลํ วา วตฺตํ วา สีลพฺพตฺตํ วา ปรามสติ สีลพฺพตฺตปรามาโส กายคนฺโถ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐิ อิทํสจฺจาภินิเวโส กายคนฺโถ ฯ วิสชฺชาติ คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช ฯ อถวา คนฺเถ คถิเต คนฺถิเต พนฺเธ วิพนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โผฏยิตฺวา วา วิสชฺช ฯ ยถา วยฺหํ วา รถํ วา สกฏํ วา สนฺทมานิกํ วา สชฺชํ วิสชฺชํ กโรนฺติ วิโกเปนฺติ เอวเมว คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช อถวา คนฺเถ คถิเต คนฺถิเต พนฺเธ วิพนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โผฏยิตฺวา วา วิสชฺช ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา ฯเปฯ อิมสฺมึ มนุสฺสโลเกติ วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก ฯ
คำว่า เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยธรรมที่ทำให้เป็นพวก ความว่า เมื่อชนทั้งหลายมีความวิวาทกันเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ คือ เมื่อชนทั้งหลายถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติ ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ มุนีย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ ถึงโทสาคติ ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยสามารถราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ย่อมไม่ดำเนิน ออก เลื่อน เคลื่อนไปด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำให้ เป็นพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อชนทั้งหลายเกิดวิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยธรรม ที่ทำให้เป็นพวก.
วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารีติ วิวาทชาเตสุ สญฺชาเตสุ นิพฺพตฺเตสุ อภินิพฺพตฺเตสุ ปาตุภูเตสุ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺเตสุ โทสาคตึ คจฺฉนฺเตสุ โมหาคตึ คจฺฉนฺเตสุ ภยาคตึ คจฺฉนฺเตสุ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยตีติ วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี ฯ
คำว่า สงบ ในคำว่า มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบเงียบ ดับ ระงับแล้วเพราะเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงสงบ เงียบ เข้าไปสงบ เย็น ดับ หายไป ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบ. คำว่า เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ คือ เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ไม่เข้าไปสงบ ไม่เงียบ ไม่ดับ ไม่ระงับแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ. คำว่า มุนีนั้น .... เป็นผู้วางเฉย ความว่า พระอรหันต์เป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ คือ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติ มีสัมปชัญญะ ได้ยินเสียงด้วย หูแล้ว ฯลฯ บุคคลนั้น เป็นผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ฝึกดีแล้ว รอคอยกาลมรณะอยู่ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบ วางเฉย.
สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โสติ สนฺโตติ ราคสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โทสสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา สนฺโต ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพุตตฺตา วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต อุปสนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธติ สนฺโต ฯ อสนฺเตสูติ อสนฺเตสุ อนุปสนฺเตสุ อวูปสนฺเตสุ อนิพฺพุเตสุ อปฺปฏิปฺปสฺสทฺเธสูติ สนฺโต อสนฺเตสุ ฯ อุเปกฺขโก โสติ อรหา ฉฬงฺคุเปกฺขาย สมนฺนาคโต จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ กาลํ กงฺขติ ภาวิโต สุทนฺโตติ สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส ฯ
คำว่า เป็นผู้ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น ความว่า สมณ- *พราหมณ์เหล่าอื่น ย่อมถือ ยึดมั่น ถือมั่น ด้วยสามารถตัณหา ด้วยสามารถทิฏฐิ พระอรหันต์ ย่อมวางเฉย ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์ เหล่าอื่นย่อมถือมั่น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยกรองทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อชนทั้งหลาย เกิดวิวาทกัน ย่อมไม่เป็นผู้แล่นไปด้วยธรรมที่ทำให้เป็นพวก มุนีนั้น เมื่อชนทั้งหลายไม่สงบ ก็เป็นผู้สงบวางเฉย ไม่ถือมั่น สมณพราหมณ์ เหล่าอื่น ย่อมถือมั่น.
อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ อญฺเญ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คณฺหนฺติ ปรามสนฺติ อภินิวิสนฺติ อรหา อุเปกฺขติ น คณฺหาติ น ปรามสติ นาภินิวิสตีติ อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ ฯ เตนาห ภควา วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติ มญฺเญติ ฯ
มุนีละอาสวะอันมีในก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่ ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วย ความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาด แล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก.
ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาที ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ
คำว่า มุนีละอาสวะอันมีก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่ ความว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนอดีต เรียกว่า อาสวะอันมีในก่อน. กิเลสเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภ ถึงสังขารส่วนอดีต มุนีละ สละ บริจาค สลัด บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่ง กิเลสเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ละอาสวะอันมีในก่อน. คำว่า ไม่ทำอาสวะใหม่ ความ ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนปัจจุบัน เรียกว่า อาสวะใหม่. มุนีไม่ทำ ความพอใจ ไม่ทำความรักใคร่ ไม่ทำความกำหนัด ปรารภถึงสังขารส่วนปัจจุบัน คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีละอาสวะอันมี ในก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่.
ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพนฺติ ปุพฺพาสวา วุจฺจนฺติ อตีตา รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ ฯ อตีเต สงฺขาเร อารพฺภ เย กิเลสา อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต กิเลเส หิตฺวา จชิตฺวา ปริจฺจชิตฺวา ปชหิตฺวา วิโนทิตฺวา พฺยนฺตีกริตฺวา อนภาวงฺคมิตฺวาติ ปุพฺพาสเว หิตฺวา ฯ นเว อกุพฺพนฺติ นวา วุจฺจนฺติ ปจฺจุปฺปนฺนา รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ ฯ ปจฺจุปฺปนฺเน สงฺขาเร อารพฺภ ฉนฺทํ อกุพฺพมาโน เปมํ อกุพฺพมาโน ราคํ อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน นาภินิพฺพตฺตยมาโนติ ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ ฯ
คำว่า ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ ในคำว่า ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วย ความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ความว่า ไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ ไม่ถึง โมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยสามารถราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ไม่ดำเนิน ออก เลื่อน เคลื่อนไปด้วยธรรมทั้งหลายที่ทำให้เป็นพวก เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ไม่เป็นผู้ดำเนินด้วยความพอใจ. คำว่า ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น ความว่า นรชน เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้แหละ จริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า (ไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนั้น) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้ดำเนินด้วยความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น.
น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาทีติ น ฉนฺทคูติ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยตีติ น ฉนฺทคู ฯ โนปิ นิวิสฺสวาทีติ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาที อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ นิวิสฺสวาทีติ น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาที ฯ
คำว่า มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ความว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ อันมุนีนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้วทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้นนั้นเป็นผู้พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องด้วยทิฏฐิทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่. คำ ว่า เป็นธีรชน คือ เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย. ว่าด้วยเหตุที่ติเตียนมี ๒ อย่าง
ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโรติ ตสฺส ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ โส ทิฏฺฐิคเตหิ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ ฯ ธีโรติ ธีโร ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวีติ ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร ฯ
ชื่อว่าความติด ในคำว่า ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อมไม่ติดในโลก ได้แก่ความ ติด ๒ อย่าง คือ ความติดด้วยตัณหา ๑ ความติดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความติดด้วยทิฏฐิ มุนีนั้นละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะละความติดด้วยตัณหา สละคืนความติดด้วยทิฏฐิ จึงเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่เข้าไปติด ย่อมไม่ติด ไม่เปื้อน ไม่เข้าไปติด ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก คือ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ติด ไม่เปื้อน ไม่เข้าไปติด ออก สลัดออก พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้ว เป็นผู้มีจิตปราศจากเขตแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม ไม่ติดในโลก. คำว่า ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ความว่า บุคคลย่อมติเตียนได้ด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ เพราะกระทำอย่าง ๑ เพราะไม่กระทำอย่าง ๑. บุคคลย่อมติเตียนตนเพราะกระทำและเพราะไม่ กระทำอย่างไร? บุคคลย่อมติเตียนตนได้ว่า เราทำกายทุจริต เราไม่ทำกายสุจริต เราทำวจีทุจริต เราไม่ทำวจีสุจริต เราทำมโนทุจริต เราไม่ทำมโนสุจริต เราทำปาณาติบาต ฯลฯ เราทำมิจฉาทิฏฐิ เราไม่ทำสัมมาทิฏฐิ บุคคลย่อมติเตียนตนเพราะกระทำและเพราะไม่กระทำอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อมติเตียนตนว่า เราเป็นผู้ไม่ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารใน อินทรีย์ทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ เราเป็นผู้ไม่หมั่นประกอบความเพียรเป็น เครื่องตื่นอยู่ เราเป็นผู้ไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เราไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เราไม่ได้เจริญ สัมมัปปธาน ๔ เราไม่ได้เจริญอิทธิบาท ๔ เราไม่ได้เจริญอินทรีย์ ๕ เราไม่ได้เจริญพละ ๕ เราไม่ ได้เจริญโพชฌงค์ ๗ เราไม่ได้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เราไม่กำหนดรู้ทุกข์ เราไม่ละสมุทัย เรา ไม่เจริญมรรค เราไม่ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ บุคคลย่อมติเตียนตนเพราะกระทำและเพราะไม่กระทำ อย่างนี้ มุนีไม่กระทำกรรมเป็นเหตุ ติเตียนตน คือ ไม่ยังกรรมนั้นให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้ บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะอย่างนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ติเตียนตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่เป็นผู้ ติเตียนตน ย่อมไม่ติดในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มุนีละอาสวะอันมีในก่อน ไม่ทำอาสวะใหม่ ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วย ความพอใจ ทั้งไม่เป็นผู้กล่าวด้วยความถือมั่น มุนีนั้นเป็นธีรชน พ้น ขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ไม่เป็นผู้ติเตียนตน ย่อมไม่ติดอยู่ในโลก.
น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหีติ เลโปติ เทฺว เลปา ตณฺหาเลโป จ ทิฏฺฐิเลโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหาเลโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิเลโป ฯ ตสฺส ตณฺหาเลโป ปหีโน ทิฏฺฐิเลโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหาเลปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิเลปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา อนุปลิตฺโต อปายโลเก น ลิมฺปติ มนุสฺสโลเก น ลิมฺปติ เทวโลเก น ลิมฺปติ ขนฺธโลเก น ลิมฺปติ ธาตุโลเก น ลิมฺปติ อายตนโลเก น ลิมฺปติ น สํลิมฺปติ นุปลิมฺปติ อลิตฺโต อสํลิตฺโต อนุปลิตฺโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรตีติ น ลิมฺปติ โลเก ฯ อนตฺตครหีติ ทฺวีหิ การเณหิ อตฺตานํ ครหติ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ ฯ กถํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อตฺตานํ ครหติ ฯ กตํ เม กายทุจฺจริตํ อกตํ เม กายสุจริตนฺติ อตฺตานํ ครหติ กตํ เม วจีทุจฺจริตํ กตํ เม มโนทุจฺจริตํ กโต เม ปาณาติปาโต ฯเปฯ กตา เม มิจฺฉาทิฏฺฐิ อกตา เม สมฺมาทิฏฺฐีติ อตฺตานํ ครหติ ฯ เอวํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อตฺตานํ ครหติ ฯ {๖๙๔.๑} อถวา สีเลสุมฺหิ น ปริปูริการีติ อตฺตานํ ครหติ อินฺทฺริเยสุมฺหิ อคุตฺตทฺวาโรติ โภชเน อมตฺตญฺญุมฺหีติ ชาคริยมนนุยุตฺโตติ น สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโตติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สติปฏฺฐานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร สมฺมปฺปธานาติ อภาวิตา เม จตฺตาโร อิทฺธิปฺปาทาติ อภาวิตานิ เม ปญฺจินฺทฺริยานีติ อภาวิตานิ เม ปญฺจ พลานีติ อภาวิตา เม สตฺต โพชฺฌงฺคาติ อภาวิโต เม อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโคติ ทุกฺขํ เม อปริญฺญาตนฺติ ทุกฺขสมุทโย เม อปฺปหีโนติ มคฺโค เม อภาวิโตติ นิโรโธ เม อสจฺฉิกโตติ อตฺตานํ ครหติ ฯ เอวํ กตตฺตา จ อกตตฺตา จ อตฺตานํ ครหติ ฯ เอวํ อตฺตครหิยํ กมฺมํ อกุพฺพมาโน อชนยมาโน อสญฺชนยมาโน อนิพฺพตฺตยมาโน นาภินิพฺพตฺตยมาโน อนตฺตครหีติ น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ เตนาห ภควา ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ น ฉนฺทคู โนปิ นิวิสฺสวาที ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหีติ ฯ
มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้น เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าดังนี้.
ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควา ฯ
มารเสนา เรียกว่า เสนา ในคำว่า มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ. กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความ ประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความ เดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ชื่อว่ามารเสนา. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กิเลสกาม เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดี เรา กล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหาย เรากล่าวว่าเป็น มารเสนาที่ ๓ ของท่าน ตัณหา เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๔ ของท่าน ความง่วงเหงาหาวนอน เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๕ ของท่าน ความ ขลาด เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๖ ของท่าน ความลังเลใจ เรากล่าวว่า เป็นมารเสนาที่ ๗ ของท่าน ความลบลู่ ความกระด้าง เรากล่าวว่าเป็น มารเสนาที่ ๘ ของท่าน ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ และยศ ที่ ได้มาโดยทางผิด เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๙ ของท่าน ความยกตน และข่มคนอื่น เรากล่าวว่าเป็นมารเสนาที่ ๑๐ ของท่าน ดูกรพระยามาร เสนาของท่านนี้ เป็นผู้มีปกติกำจัดบุคคลผู้มีธรรมดำ คนไม่กล้าย่อม ไม่ชนะมารเสนานั้นได้ ส่วนคนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อม ได้ความสุข ดังนี้. เมื่อใด มารเสนาทั้งหมด และกิเลสอันทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด อันมุนีชนะ ให้พ่ายแพ้ ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้ว ด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น มุนีนั้น เรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนาแล้ว. มุนีนั้น กำจัดเสนาในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ ทราบ ในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ. ว่าด้วยภาระ ๓ อย่าง
ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วาติ เสนา วุจฺจติ มารเสนา ฯ กายทุจฺจริตํ มารเสนา วจีทุจฺจริตํ มารเสนา มโนทุจฺจริตํ มารเสนา ราโค โทโส โมโห โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ ทรถา สพฺเพ ปริฬาหา สพฺเพ สนฺตาปา สพฺพากุสลาภิสงฺขารา มารเสนา ฯ วุตฺตํ เหตํ ภควตา กามา เต ปฐมา เสนา ทุติยารติ วุจฺจติ ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ ปญฺจมํ ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺฐา ภิรู ปวุจฺจติ สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ เต อฏฺฐโม ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉาลทฺโธ จ โย ยโส โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหาริณี น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขนฺติ ฯ {๖๙๖.๑} ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ สพฺพา จ มารเสนา สพฺเพ จ ปฏิเสนิกรา กิเลสา ชิตา จ ปราชิตา จ ภคฺคา วิปฺปลุตฺตา ปรมฺมุขา โส วุจฺจติ วิเสนิภูโต ฯ โส ทิฏฺเฐ วิเสนิภูโต สุเต มุเต วิญฺญาเต วิเสนิภูโตติ ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ฯ
ชื่อว่าภาระ ในคำว่า มุนีนั้น เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ได้แก่ ภาระ ๓ อย่างคือ ขันธภาระ ๑ กิเลสภาระ ๑ อภิสังขารภาระ ๑. ขันธภาระเป็นไฉน? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในปฏิสนธิ นี้ชื่อว่าขันธภาระ. กิเลสภาระเป็นไฉน? ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง นี้ชื่อว่ากิเลสภาระ. อภิสังขารภาระเป็น ไฉน? ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้ชื่อว่าอภิสังขารภาระ ขันธภาระ กิเลสภาระ และอภิสังขารภาระ เป็นสภาพอันมุนีละแล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้ง ดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อใด เมื่อนั้น มุนีนั้นเรียกว่า เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว มีภาระตกไปแล้ว มีภาระอันปลดแล้ว มีภาระอันปล่อย แล้ว มีภาระอันวางแล้ว มีภาระระงับแล้ว. ว่าด้วยโมเนยยะ ๓ อย่าง คำว่า มุนี ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ได้แก่ปัญญา ความรู้ทั่ว ความเลือกเฟ้น ความเลือกเฟ้นทั่ว ความเลือกเฟ้นธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไป กำหนดเฉพาะ ความเป็นบันฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้มีปัญญารักษาตน ปัญญาเป็น เครื่องจำแนก ปัญญาเป็นเครื่องคิด ปัญญาเป็นเครื่องเข้าไปเห็น ปัญญาอันกว้างขวางดุลแผ่นดิน ปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ปัญญาเป็นเครื่องเห็นแจ้ง ความรู้สึกตัว ปัญญาเป็นเครื่องเจาะแทง ปัญญาเป็นเครื่องเห็นชัด ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญา เป็นดังศาตรา ปัญญาเพียงดังปราสาท ปัญญาอันสว่าง ปัญญาอันแจ่มแจ้ง ปัญญาอันรุ่งเรือง ปัญญาเป็นดังแก้ว ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม ความเห็นชอบ บุคคลประกอบด้วย ญาณนั้น ชื่อว่าเป็นมุนี คือ ผู้ถึงญาณที่ชื่อว่าโมนะ โมเนยยะ (ธรรมเครื่องทำความเป็นมุนี) มี ๓ อย่าง คือ โมเนยยธรรมทางกาย ๑ โมเนยยธรรมทางวาจา ๑ โมเนยยธรรมทางใจ ๑. โมเนยยธรรมทางกายเป็นไฉน? การละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย กายสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีกายเป็นอารมณ์ ความกำหนดรู้กายมรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การ ละฉันทราคะในกาย ความดับแห่งกายสังขาร ความบรรลุจตุตถฌาน แต่ละอย่างๆ ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางกาย นี้ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางกาย. โมเนยยธรรมทางวาจาเป็นไฉน? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา วจีสุจริต ๔ อย่าง ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ ความกำหนดรู้วาจา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในวาจา ความดับแห่งวจีสังขาร ความบรรลุทุติยฌาน แต่ละอย่างๆ ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางวาจา นี้ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางวาจา. โมเนยยธรรมทางใจเป็น? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า โมเนยยธรรมทางใจ มโนสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ ความกำหนดรู้จิต มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละฉันทราคะในจิต ความดับแห่งจิตตสังขาร ความบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่ละอย่างๆ ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ นี้ชื่อว่าโมเนยยธรรมทางใจ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนี ผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนี ทางใจ ไม่มีอาสวะว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้ละ กิเลสทั้งปวง บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนีผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนี ทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว. บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนีเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นมุนีมี ๖ จำพวก คือ อาคาร- *มุนี อนาคารมุนี เสขมุนี อเสขมุนี ปัจเจกมุนี มุนิมุนี อาคารมุนีเป็นไฉน? ชนเหล่าใดเป็น ผู้ครองเรือน มีบทคือนิพพานอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านี้ ชื่อว่าอาคารมุนี อนาคารมุนีเป็นไฉน? ชนเหล่าใดออกบวช มีบทคือนิพพานอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว ชนเหล่านี้ชื่อว่า อนาคารมุนี พระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าเสขมุนี พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่า อเสขมุนี พระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย ชื่อว่าปัจเจกมุนี พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่ามุนิมุนี. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นแต่ผู้เปล่า ไม่ใช่ผู้รู้ ส่วนบุคคล ใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ ละเว้นบาปทั้งหลาย เหมือนคน ที่ถือเครื่องชั่งตั้งอยู่ ฉะนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นมุนี เรียกว่ามุนีโดย เหตุนั้น บุคคลใด ย่อมรู้โลกทั้ง ๒ บุคคลนั้นเรียกว่ามุนีโดยเหตุนั้น บุคคลใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษ ในโลกทั้งปวงทั้ง ภายในและภายนอก ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่า ข่ายดำรงอยู่ เป็นผู้อันเทวดา และมนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่าเป็น มุนี. คำว่า พ้นขาดแล้ว ความว่า จิตของมุนีพ้น พ้นขาด พ้นวิเศษดีแล้วจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว.
ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโตติ ภาโรติ ตโย ภารา ขนฺธภาโร กิเลสภาโร อภิสงฺขารภาโร ฯ กตโม ขนฺธภาโร ฯ ปฏิสนฺธิยา รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อยํ ขนฺธภาโร ฯ กตโม กิเลสภาโร ฯ ราโค โทโส โมโห ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา อยํ กิเลสภาโร ฯ กตโม อภิสงฺขารภาโร ฯ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อาเนญฺชาภิสงฺขาโร อยํ อภิสงฺขารภาโร ฯ ยโต ขนฺธภาโร จ กิเลสภาโร จ อภิสงฺขาร- ภาโร จ ปหีนา โหนฺติ อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา โส วุจฺจติ ปนฺนภาโร ปติตภาโร โอโรปิตภาโร สโมโรปิตภาโร นิกฺขิตฺตภาโร ปฏิปฺปสฺสทฺธภาโร ฯ {๖๙๗.๑} มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรี เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิ โมนปฺปตฺโตติ ฯ ตีณิ โมเนยฺยานิ กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯ {๖๙๗.๒} กตมํ กายโมเนยฺยํ ฯ ติวิธานํ กายทุจฺจริตานํ ปหานํ กายโมเนยฺยํ ฯ ติวิธํ กายสุจริตํ กายโมเนยฺยํ ฯ กายารมฺมณํ ญาณํ กายโมเนยฺยํ ฯ กายปริญฺญา กายโมเนยฺยํ ฯ ปริญฺญาสหคโต มคฺโค กายโมเนยฺยํ ฯ กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ กายโมเนยฺยํ ฯ กายสงฺขารนิโรโธ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติ กายโมเนยฺยํ ฯ อิทํ กายโมเนยฺยํ ฯ {๖๙๗.๓} กตมํ วจีโมเนยฺยํ ฯ จตุพฺพิธานํ วจีทุจฺจริตานํ ปหานํ วจีโมเนยฺยํ ฯ จตุพฺพิธํ วจีสุจริตํ วจีโมเนยฺยํ ฯ วาจารมฺมณํ ญาณํ วจีโมเนยฺยํ ฯ วาจาปริญฺญา วจีโมเนยฺยํ ฯ ปริญฺญาสหคโต สหคโต มคฺโค วจีโมเนยฺยํ ฯ วาจาย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ วจีโมเนยฺยํ ฯ วจีสงฺขารนิโรโธ ทุติยชฺฌานสมาปตฺติ วจีโมเนยฺยํ ฯ อิทํ วจีโมเนยฺยํ ฯ {๖๙๗.๔} กตมํ มโนโมเนยฺยํ ฯ ติวิธานํ มโนทุจฺจริตานํ ปหานํ มโนโมเนยฺยํ ฯ ติวิธํ มโนสุจริตํ มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺตารมฺมณํ ญาณํ มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺตปริญฺญา มโนโมเนยฺยํ ฯ ปริญฺญาสหคโต สหคโต มคฺโค มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺเต ฉนฺทราคสฺส ปหานํ มโนโมเนยฺยํ ฯ จิตฺตสงฺขารนิโรโธ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ มโนโมเนยฺยํ ฯ อิทํ มโนโมเนยฺยํ ฯ กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ สพฺพปฺปหายินํ ฯ กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ นินฺหาตปาปกนฺติ ฯ อิเมหิ โมเนยฺเยหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ฉ มุนโย อาคารมุนโย อนาคารมุนโย เสกฺขมุนโย อเสกฺขมุนโย ปจฺเจกมุนโย มุนิมุนโย ฯ กตเม อาคารมุนโย ฯ เย เต อาคาริกา ทิฏฺฐปทา วิญฺญาตสาสนา อิเม อาคารมุนโย ฯ กตเม อนาคารมุนโย ฯ เย เต ปพฺพชิตา ทิฏฺฐปทา วิญฺญาตสาสนา อิเม อนาคารมุนโย ฯ สตฺต เสกฺขา เสกฺขมุนโย ฯ อรหนฺโต อเสกฺขมุนโย ฯ ปจฺเจกพุทฺธา ปจฺเจกมุนโย ฯ มุนิมุนโย ตถาคตา อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา ฯ น โมเนน มุนิ โหติ มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต ปาปานิ ปริวชฺเชติ ส มุนิ เตน โส มุนิ โย มุนาติ อุโภ โลเก มุนิ เตน ปวุจฺจติ อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต โย โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ วิปฺปมุตฺโตติ มุนิโน ราคา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ โทสา จิตฺตํ โมหา จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตํ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ จิตฺตํ มุตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต ฯ
ชื่อว่าความกำหนด ในคำว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความ ปรารถนา พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดังนี้ ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วย ตัณหา ๑ ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ กำหนดด้วยทิฏฐิ มุนีนั้นละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะ เป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิ จึงย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่มีความกำหนด. คำว่า ไม่เข้าไปยินดี ความว่า พาลปุถุชนทั้งปวง ย่อม กำหนด พระเสขะ ๗ จำพวกรวมทั้งกัลยาณปุถุชน ย่อมยินดี ยินดียิ่ง ยินดียิ่งเฉพาะ เพื่อ ถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ส่วน พระอรหันต์เป็นผู้ยินดี ยินดียิ่ง ยินดียิ่งเฉพาะแล้ว คือ เป็นผู้ออก สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยว ข้อง พึงเป็นผู้มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้า ไปยินดี. คำว่า ไม่มีความปรารถนา ความว่า ตัณหา เรียกว่า ความปรารถนา ได้แก่ ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล. ความปรารถนานั้น อันมุนีใด ละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ความเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ มุนีนั้น เรียกว่าผู้ไม่มีความปรารถนา. คำว่า ภควา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะอรรถว่าผู้ทำลาย ราคะแล้ว ทำลายโทสะแล้ว ทำลายโมหะแล้ว ทำลายมานะแล้ว ทำลายทิฏฐิแล้ว ทำลาย เสี้ยนหนามแล้ว ทำลายกิเลสแล้ว เพราะอรรถว่า ทรงจำแนก ทรงจำแนกวิเศษ ทรงจำแนก เฉพาะแล้ว ซึ่งธรรมรตนะ. ชื่อว่า ภควา เพราะอรรถว่า ทรงทำซึ่งที่สุดแห่งภพทั้งหลาย มี พระกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรง ซ่องเสพเสนาสนะอันเป็นป่าละเมาะและป่าทึบอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากชนผู้สัญจรไปมา เป็นที่ควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควรแก่วิเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลาน ปัจจัยเภสัชบริขาร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อันมีอรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งวิโมกข์ ๘ อภิภายตนะ (ฌานเป็นที่ตั้งแห่งความ ครอบงำอารมณ์) ๘ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มี พระภาคทรงมีส่วนแห่งสัญญาภาวนา ๑๐ กสิณสมาบัติ ๑๐ อานาปาณสติสมาธิ อสุภสมาบัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงมีส่วนแห่งตถาคตพละ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ พุทธธรรม ๖ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภควา. พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดา พระบิดา พระภาดา พระภคินี มิตร อำมาตย์ พระญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้เฉลิมให้ พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม. (พระนามมีในอรหัตผลในลำดับแห่งอรหัตมรรค) เป็นสัจฉิกาบัญญัติ (บัญญัติที่เกิดเพราะทำให้แจ่มแจ้งซึ่งอรหัตผลและธรรมทั้งปวง) พร้อมด้วย การทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดังนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า มุนีนั้น กำจัดเสนาแล้วในธรรมทั้งปวง คือ ในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้น เป็นผู้ปลงภาระลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มี ความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดังนี้ ฉะนี้แล. จบมหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓. -----------------------------------------------------
น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ กปฺโปติ เทฺว กปฺปา ตณฺหากปฺโป จ ทิฏฺฐิกปฺโป จ ฯเปฯ อยํ ตณฺหากปฺโป ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐิกปฺโป ฯ ตสฺส ตณฺหากปฺโป ปหีโน ทิฏฺฐิกปฺโป ปฏินิสฺสฏฺโฐ ตณฺหากปฺปสฺส ปหีนตฺตา ทิฏฺฐิกปฺปสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐตฺตา ตณฺหากปฺปํ วา ทิฏฺฐิกปฺปํ วา น กปฺเปติ น ชเนติ น สญฺชเนติ น นิพฺพตฺเตติ นาภินิพฺพตฺเตตีติ น กปฺปิโย ฯ นูปรโตติ สพฺเพ พาลปุถุชฺชนา รชฺชนฺติ กลฺยาณปุถุชฺชนํ อุปาทาย สตฺต เสกฺขา อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย อารมนฺติ วิรมนฺติ ปฏิวิรมนฺติ อรหา อารโต อสฺส วิรโต ปฏิวิรโต นิกฺขนฺโต นิสฺสฏฺโฐ วิปฺปมุตฺโต วิสญฺญุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหเรยฺยาติ น กปฺปิโย นูปรโต ฯ น ปตฺถิโยติ ปตฺถนา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ ยสฺเสสา ปตฺถนา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ น ปตฺถิโย ฯ ภควาติ คารวาธิวจนํ ฯ อปิจ ภคฺคราโคติ ภควา ฯ ภคฺคโทโสติ ภควา ฯ ภคฺคโมโหติ ภควา ฯ ภคฺคมาโนติ ภควา ฯ ภคฺคทิฏฺฐีติ ภควา ฯ ภคฺคกณฺฏโกติ ภควา ฯ ภคฺคกิเลโสติ ภควา ฯ ภชิ วิภชิ ปฏิวิภชิ ธมฺมรตนนฺติ ภควา ฯ ภวานํ อนฺตกโรติ ภควา ฯ {๖๙๘.๑} ภาวิตกาโยติ ภควา ฯ ภาวิตสีโลติ ภาวิตจิตฺโตติ ภาวิตปญฺโญติ ภควา ฯ ภชิ วา ภควา อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลานสารูปานีติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา อตฺถรสสฺส ธมฺมรสสฺส วิมุตฺติรสสฺส อธิสีลสฺส อธิจิตฺตสฺส อธิปญฺญายาติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จตุนฺนํ ฌานานํ จตุนฺนํ อปฺปมญฺญานํ จตุนฺนํ อรูปสมาปตฺตีนนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา อฏฺฐนฺนํ วิโมกฺขานํ อฏฺฐนฺนํ อภิภายตนานํ นวนฺนํ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนนฺติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา ทสนฺนํ สญฺญาภาวนานํ ทสนฺนํ กสิณสมาปตฺตีนํ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส อสุภสมาปตฺติยาติ ภควา ฯ ภาคี วา ภควา จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ จตุนฺนํ อิทฺธิปฺปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺสาติ ภควา ฯ {๖๙๘.๒} ภาคี วา ภควา ทสนฺนํ ตถาคตพลานํ จตุนฺนํ เวสารชฺชานํ จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทานํ ฉนฺนํ อภิญฺญานํ ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมานนฺติ ภควา ฯ ภควาติ เนตํ นามํ มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควา ฯ เตนาห ภควา ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยงฺกิญฺจิ ทิฏฺฐํว สุตํ มุตํ วา ส ปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ ฯ เตรสโม มหาวิยูหสุตฺตนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ ------------------