วัตถุคาถา
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปารายนวรรค วัตถุคาถา เรื่องพราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ทูลถามปัญหา
สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส จูฬนิทฺเทโส ------------ นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ ปารายนวคฺโค วตฺถุคาถา
พราหมณ์พาวรี เป็นผู้เรียนจบมนต์ ปรารถนาความเป็นผู้ไม่ มีกังวล ออกจากพระนครโกศลอันน่ารื่นรมย์ ไปสู่ ทักขิณาปถชนบท
โกสลานํ ปุรา รมฺมา อคมา ทกฺขิณาปถํ อากิญฺจญฺญํ ปตฺถยาโน พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู ฯ
พราหมณ์นั้นอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี อันเป็นพรมแดนแว่น แคว้นอัสสกะและแว่นแคว้นมุฬกะต่อกัน เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วย การเที่ยวภิกขาและผลไม้.
โส อสฺสกสฺส วิสเย มุฬกสฺส สมาสเน วสี โคธาวรีกูเล อุญฺเฉน จ ผเลน จ ฯ
เมื่อพราหมณ์นั้นเข้าไปอาศัย (อยู่) บ้านได้เป็นหมู่ใหญ่ด้วย ความเจริญอันเกิดแต่บ้านนั้น พราหมณ์นั้นได้บูชามหายัญ
ตสฺเสว อุปนิสฺสาย คาโม จ วิปุโล อหุ ตโต ชาเตน อาเยน มหายญฺญํ อกปฺปยิ ฯ
พราหมณ์นั้นบูชามหายัญแล้วก็กลับเข้าไปสู่อาศรม เมื่อ พราหมณ์นั้นกลับเข้าไปแล้ว พราหมณ์อื่นก็มา.
มหายญฺญํ ยชิตฺวาน ปุน ปาวิสิ อสฺสมํ ตสฺมึ ปฏิปวิฏฺฐมฺหิ อญฺโญ อาคญฺฉิ พฺราหฺมโณ ฯ
พราหมณ์อื่นมีเท้าพิการ เดินงกงัน ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ เข้าไปหาพาวรีพราหมณ์แล้ว ขอทรัพย์ห้าร้อย.
อุคฺฆฏฺฏปาโท ตสิโต ปงฺกทนฺโต รชสฺสิโร โส จ นํ อุปสงฺกมฺม สตานิ ปญฺจ ยาจติ ฯ
พาวรีพราหมณ์เห็นพราหมณ์นั้นเข้าแล้ว ก็เชิญให้นั่ง แล้ว ก็ถามถึงความสุขสำราญและความไม่มีโรค และได้กล่าว คำนี้ว่า
ตเมนํ พาวรี ทิสฺวา อาสเนน นิมนฺตยิ สุขญฺจ กุสลํ ปุจฺฉิ อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
ทรัพย์ของเรามีอันจะพึงให้ เราสละหมดแล้ว. ดูกรพราหมณ์ ท่านเชื่อเราเถิด ทรัพย์ห้าร้อยของเราไม่มี.
ยํ โข มมํ เทยฺยธมฺมํ สพฺพํ วิสชฺชิตํ มยา อนุชานาหิ เม พฺรหฺเม นตฺถิ ปญฺจ สตานิ เม ฯ
ถ้าเมื่อเราขอ ท่านจักไม่ให้. ในวันที่เจ็ด ศีรษะของท่านจง แตกเจ็ดเสี่ยง.
สเจ เม ยาจมานสฺส ภวํ นานุปฺปทสฺสติ สตฺตเม ทิวเส ตุยฺหํ มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ
พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก ปรุงแต่งแสดงเหตุให้กลัว. พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ก็เป็นทุกข์.
อภิสงฺขริตฺวา กุหโก เภรวํ โส อกิตฺตยิ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา พาวรี ทุกฺขิโต อหุ ฯ
มีลูกศรคือความโศกเสียบแทงแล้ว ไม่บริโภคอาหาร ก็ซูบ ผอม. ใช่แต่เท่านั้น ใจของพาวรีพราหมณ์ผู้มีจิตเป็นอย่างนั้น ย่อมไม่ยินดีในการบูชา.
อุสฺสุสฺสติ อนาหาโร โสกสลฺลสมปฺปิโต อโถปิ เอวํจิตฺตสฺส ชหาเน น รมตี มโน ฯ
เทวดา (ที่สิงอยู่ใกล้อาศรมของพราหมณ์พาวรี) ผู้ปรารถนา ประโยชน์ เห็นพาวรีพราหมณ์หวาดกลัวเป็นทุกข์อยู่ จึงเข้า ไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วได้กล่าวว่า.
อุตฺรสฺตํ ทุกฺขิตํ ทิสฺวา เทวตา อตฺถกามินี พาวรึ อุปสงฺกมฺม อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
พราหมณ์ผู้มีความต้องการทรัพย์นั้น เป็นคนโกหก ย่อม ไม่รู้จักศีรษะ. ความรู้จักศีรษะหรือธรรมอันให้ศีรษะตกไป ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.
น โส มุทฺธํ ปชานาติ กุหโก โส ธนตฺถิโก มุทฺธนิ มุทฺธาธิปาเต วา ญาณํ ตสฺส น วิชฺชติ ฯ
พาวรีพราหมณ์ดำริว่า เทวดานี้อาจรู้ได้ในบัดนี้. (กล่าวว่า) ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะ ตกไปแก่ข้าพเจ้าเถิด. ข้าพเจ้าจะขอฟังคำของท่าน.
ปโหตี จรหิ ชานาติ ตมฺเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิตา มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ
แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไป. ข้าพเจ้า ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้. ความเห็นซึ่งศีรษะและธรรมอันให้ ศีรษะตกไป ย่อมมีแก่พระชินะทั้งหลายเท่านั้น.
อหมฺเปตํ น ชานามิ ญาณมฺเมตฺถ น วิชฺชติ มุทฺธํ มุทฺธาธิปาโต จ ชินานํ เหต ทสฺสนํ ฯ
พา. ก็ในบัดนี้ ใครในปฐพีมณฑลนี้ย่อมรู้จักศีรษะและธรรม อันให้ศีรษะตกไป. ดูกรเทวดา ขอท่านจงบอกท่านผู้นั้นแก่ ข้าพเจ้าเถิด.
อถ โก จรหิ ชานาติ อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ตมฺเม อกฺขาหิ เทวเต ฯ
เท. พระสักยบุตร เป็นวงศ์ของพระโอกกากราชเสด็จออก จากเมืองกบิลพัสดุ์บุรี เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำสัตว์โลก เป็น ผู้ทำ (แสดง) ธรรมอันสว่าง.
ปุรา กปิลวตฺถุมฺหา นิกฺขนฺโต โลกนายโก อปจฺโจ โอกฺกากราชสฺส สกฺยปุตฺโต ปภงฺกโร ฯ
ดูกรพราหมณ์ พระสักยบุตรนั่นแหละ เป็นพระสัมพุทธเจ้า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งปวง มี จักษุในธรรมทั้งปวง ทรงถึงธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งธรรม ทั้งปวง ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ.
โส หิ พฺราหฺมณ สมฺพุทฺโธ สพฺพธมฺมาน ปารคู สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา สพฺพธมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต อุปธิกฺขเย ฯ
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระพุทธเจ้าในโลก มี พระจักษุ ย่อมทรงแสดงธรรม. ท่านจงไปทูลถามพระองค์เถิด. พระองค์จักทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่าน.
พุทฺโธ โส ภควา โลเก ธมฺมํ เทเสติ จกฺขุมา ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ปุจฺฉสฺสุ โส เต ตํ พฺยากริสฺสติ ฯ
พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า แล้วมีความ เบิกบานใจ มีความโศกเบาบาง และได้ปีติอันไพบูลย์.
สมฺพุทฺโธติ วโจ สุตฺวา อุทคฺโค พาวรี อหุ โสกสฺส ตนุโก อาสิ ปีติญฺจ วิปุลํ ลภิ ฯ
พราหมณ์พาวรีนั้น มีใจยินดี มีความเบิกบาน โสมนัส ถามถึง (พระผู้มีพระภาค) กะเทวดานั้น. (และประกาศว่า) พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ประทับอยู่ ณ ที่ใด คือ บ้านนิคมหรือชนบทที่เขาทำแล้ว เราทั้งหลายพึงไป นมัสการพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ณ ที่นั้น.
โส พาวรี อตฺตมโน อุทคฺโค ตํ เทวตํ ปุจฺฉติ เวทชาโต กตมมฺหิ คาเม นิคมมฺหิ วา ปน กตมมฺหิ วา ชนปเท โลกนาโถ ยตฺถ คนฺตฺวา นมสฺเสมุ สมฺพุทฺธํ ทิปทุตฺตมํ ฯ
เท. พระสักยบุตรนั้น เป็นพระชินะ มีพระปัญญาสามารถ มีพระปัญญากว้างขวางเช่นแผ่นดินอันประเสริฐ เป็น นักปราชญ์ ไม่มีอาสวะ ทรงรู้แจ้งศีรษะและธรรมอันให้ ศีรษะตกไป ทรงองอาจกว่านรชน ประทับอยู่ ณ พระราช- มณเฑียรแห่งพระเจ้าโกศลในพระนครสาวัตถี.
สาวตฺถิยํ โกสลมนฺทิเร ชิโน ปหูตปญฺโญ วรภูริเมธโส โส สกฺยปุตฺโต วิธุโร อนาสโว มุทฺธาธิปาตสฺส วิทู นราสโภ ฯ
ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรีได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์มา (บอกว่า). ดูกรมาณพทั้งหลาย มานี่เถิด. เราจักบอก.ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเรา.
ตโต อามนฺตยี สิสฺเส พฺราหฺมเณ มนฺตปารเค เอถ มาณวา อกฺขิสฺสํ สุโณถ วจนํ มม ฯ
ความปรากฏเนืองๆ แห่งพระผู้มีพระภาคพระองค์ใดนั้น ยากที่จะหาได้ในโลก วันนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มีพระนามปรากฏว่า พระ- สัมพุทธเจ้า. ท่านทั้งหลายจงรีบไปเมืองสาวัตถี ดู พระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์.
ยสฺเสโส ทุลฺลโภ โลเก ปาตุภาโว อภิณฺหโส สฺวาชฺช โลกมฺหิ อุปฺปนฺโน สมฺพุทฺโธ อิติ วิสฺสุโต ขิปฺปํ คนฺตฺวาน สาวตฺถึ ปสฺสโวฺห ทิปทุตฺตมํ ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วจะรู้จักว่า เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้จัก พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยอุบายอย่างไร? ขอท่านจง บอกอุบายนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด.
กถํ จรหิ ชาเนมุ ทิสฺวา พุทฺโธติ พฺราหฺมณ อชานตํ โน ปพฺรูหิ ยถา ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
พา. ก็มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วในมนต์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้งบริบูรณ์แล้วโดยลำดับ.
อาคตานิ หิ มนฺเตสุ มหาปุริสลกฺขณา ทฺวตฺตึสา จ พฺยาขฺยาตา สมตฺตา อนุปุพฺพโส ฯ
ท่านผู้ใดมีมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้นในกายตัว ท่านผู้นั้นมีคติ เป็นสองอย่างเท่านั้น มิได้มีคติเป็นที่สาม.
ยสฺเสเต โหนฺติ คตฺเตสุ มหาปุริสลกฺขณา ทุเวว ตสฺส คติโย ตติยา หิ น วิชฺชติ ฯ
คือ ถ้าอยู่ครองเรือน พึงครอบครองแผ่นดินนี้. ย่อมปกครอง โดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา.
สเจ อคารํ อาวสติ วิเชยฺย ปฐวึ อิมํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมนมนุสาสติ ฯ
และถ้าท่านผู้นั้นออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระ- อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิเลสดังหลังคาอันเปิดแล้ว ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า.
สเจ จ โส ปพฺพชติ อคารา อนคาริยํ วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ อรหา ภวติ อนุตฺตโร ฯ
พราหมณ์พาวรี (บอกแล้ว) ซึ่งชาติ โคตร ลักษณะ และมนต์อย่างอื่นอีก กะพวกศิษย์ (ได้สั่งว่า). ท่าน ทั้งหลายจงถามถึงศีรษะ และธรรมอันให้ศีรษะตกไปด้วยใจ เท่านั้น.
ชาตึ โคตฺตญฺจ ลกฺขณํ มนฺเต สิสฺเส ปุนาปเร มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ มนสาเยว ปุจฺฉถ ฯ
ถ้าท่านผู้นั้นจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้เห็นธรรมไม่มีเครื่องกั้น. เมื่อ ท่านทั้งหลายถามปัญหาด้วยใจแล้ว ก็จักแก้ด้วยวาจา.
อนาวรณทสฺสาวี ยทิ พุทฺโธ ภวิสฺสติ มนสา ปุจฺฉิเต ปเญฺห วาจาย วิสฺสเชสฺสติ ฯ
พราหมณ์ ๑๖ คน ผู้เป็นศิษย์ คือ อชิตพราหมณ์ ติสสเมตเตยย- พราหมณ์ ปุณณกพราหมณ์ เมตตคูพราหมณ์.
พาวริสฺส วโจ สุตฺวา สิสฺสา โสฬส พฺราหฺมณา อชิโต ติสฺสเมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก อถ เมตฺตคู ฯ
โธตกพราหมณ์ อุปสีวพราหมณ์ นันทพราหมณ์ เหมก- พราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ กัปปพราหมณ์ ชตุกัณณี- พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต.
โธตโก อุปสีโว จ นนฺโท จ อถ เหมโก โตเทยฺยกปฺปา ทุภโย ชตุกณฺณี จ ปณฺฑิโต ฯ
ภัทราวุธพราหมณ์ อุทยพราหมณ์ โปสาลพราหมณ์ โมฆ- ราชพราหมณ์ผู้เป็นนักปราชญ์ ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ได้ฟังวาจาของพราหมณ์พาวรีแล้ว.
ภทฺราวุโธ อุทโย จ โปสาโล จาปิ พฺราหฺมโณ โมฆราชา จ เมธาวี ปิงฺคิโย จ มหาอิสิ ฯ
ทั้งหมดนั้น เฉพาะคนหนึ่งๆ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ปรากฏ แก่โลกทั้งปวง เป็นผู้เจริญฌาน ยินดีในฌาน เป็นธีรชน ผู้มีจิตอบรมด้วยวาสนาในกาลก่อน.
ปจฺเจกคณิโน สพฺเพ สพฺพโลกสฺส วิสฺสุตา ฌายี ฌานรตา ธีรา ปุพฺพวาสนวาสิตา ฯ
พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทุกคน ทรงชฎาและหนังเสือ อภิวาท พราหมณ์พาวรีและกระทำประทักษิณแล้ว มุ่งหน้าเดินไปทาง ทิศอุดร.
พาวรึ อภิวาเทตฺวา กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ ชฏาชินธรา สพฺเพ ปกฺกามุํ อุตฺตรามุขา ฯ
สู่สถานเป็นที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมฬุกะ เมืองมาหิสสติในกาล นั้น เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ เมืองวน- สวหยะ.
มุฬกสฺส ปติฏฺฐานํ ปุริมํ มาหิสฺสตึ ตทา อุชฺเชนิญฺจาปิ โคนทฺธํ เวทิสํ วนสวฺหยํ ฯ
เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองสาวัตถี เป็นเมืองอุดม เมืองเสตัพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารา.
โกสมฺพิญฺจาปิ สาเกตํ สาวตฺถิญฺจ ปุรุตฺตมํ เสตพฺยํ กปิลวตฺถุํ กุสินารญฺจ มนฺทิรํ ฯ
เมืองปาวา โภคนคร เมืองเวสาลี เมืองมคธและปาสาณเจดีย์ อันเป็นรมณียสถาน น่ารื่นรมย์ใจ.
ปาวญฺจ โภคนครํ เวสาลึ มาคธํ ปุรํ ปาสาณกํ เจติยญฺจ รมณียํ มโนรมํ ฯ
พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา (ปาสาณเจดีย์) เหมือนคน กระหายน้ำรีบหาน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ารีบหาลาภใหญ่ และเหมือน คนถูกความร้อนแผดเผาและรีบหาร่ม ฉะนั้น.
ตสิโต วุทกํ สีตํ มหาลาภํว วาณิโช ฉายํ ฆมฺมาภิตตฺโตว ตุริตา ปพฺพตมารุหุํ ฯ
ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้วทรง แสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลายอยู่ ประหนึ่งว่าราชสีห์บันลือ สีหนาทอยู่ในป่า.
ภควา จ ตมฺหิ สมเย ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขโต ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสติ สีโหว นทตี วเน ฯ
อชิตพราหมณ์ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เพียงดังว่าดวงอาทิตย์ มีรัศมีฉายออกไป และเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญ.
อชิโต อทฺทส สมฺพุทฺธํ วีตรํสึว ภาณุมํ จนฺทํ ยถา ปณฺณรเส ปาริปูรึ อุปาคตํ ฯ
ลำดับนั้น อชิตพราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง รื่นเริงใจ เพราะได้เห็นอนุพยัญชนะบริบูรณ์ ในพระกายของพระผู้มี- พระภาค ได้ทูลถามปัญหาด้วยใจ.
อถสฺส คตฺเต ทิสฺวาน ปริปูรญฺจ พฺยญฺชนํ เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ มโนปเญฺห อปุจฺฉถ ฯ
อ. ท่านเจาะจงใคร? จงบอกชาติ บอกโคตรพร้อมด้วย ลักษณะ. บอกความสำเร็จในมนต์ทั้งหลาย. พราหมณ์สอน มาณพ เท่าไร?
อาทิสฺส ชมฺมนํ พฺรูหิ โคตฺตํ พฺรูหิ สลกฺขณํ มนฺเตสุ ปารมึ พฺรูหิ กติ วาเจติ พฺราหฺมโณ ฯ
พ. พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร. ลักษณะ ๓ อย่างมีในตัวของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์นั้นเป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง ไตรเพท.
วีสํ วสฺสสตํ อายุ โส จ โคตฺเตน พาวรี ตีณสฺส ลกฺขณา คตฺเต ติณฺณํ เวทาน ปารคู ฯ
พาวรีพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในธรรมของตน สอนมาณพ ๕๐๐ ในมหาบุรุษลักษณะ และคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์ นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์.
ลกฺขเณ อิติหาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ ปญฺจสตานิ วาเจติ สธมฺเม ปารมึ คโต ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดเสียซึ่งตัณหา ขอพระองค์ ทรงประกาศความกว้างแห่งลักษณะทั้งหลาย ของพราหมณ์- พาวรี. ความสงสัยอย่าได้มีแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเลย.
ลกฺขณานํ ปวิจยํ พาวริสฺส นรุตฺตม ตณฺหจฺฉิท ปกาเสหิ มา โน กงฺขายิตํ อหุ ฯ
พราหมณ์นั้นย่อมปกปิดหน้าได้ด้วยลิ้น. มีอุณาโลมอยู่ใน ระหว่างคิ้ว. และมีอวัยวะที่ซ่อนอยู่ในผ้าอยู่ในฝัก. ดูกร มาณพ ท่านจงรู้อย่างนี้.
มุขํ ชิวฺหาย ฉาเทติ อุณฺณาสฺส ภมุกนฺตเร โกโสหิตํ วตฺถคุยฺหํ เอวํ ชานาหิ มาณว ฯ
ชนทั้งปวงไม่ได้ฟังใครๆ ซึ่งเป็นผู้ถาม ได้ฟังปัญหาทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคทรงแก้แล้วเกิดความโสมนัส ประนมอัญชลี ย่อมคิดไปต่างๆ (ว่า)
ปุจฺฉํ หิ กญฺจิ อสุณนฺโต สุตฺวา ปเญฺห วิยากเต วิจินฺเตติ ชโน สพฺโพ เวทชาโต กตญฺชลิ ฯ
ใครหนอเป็นเทวดา เป็นพระพรหม หรือเป็นพระอินทร์ผู้ สุชัมบดี เมื่อเขาถามปัญหาด้วยใจ จะแก้ปัญหานั้นกะใครได้?
โก นุ เทโวว พฺรหฺมา วา อินฺโท วาปิ สุชมฺปติ มนสา ปุจฺฉิเต ปเญฺห กเมตํ ปฏิภาสติ ฯ
อ. พาวรีพราหมณ์ย่อมถามถึงศีรษะ และธรรมอันทำให้ศีรษะ ตกไป. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหา ขอพระองค์ทรง โปรดพยากรณ์ข้อนั้น. กำจัดเสียซึ่งความสงสัยของข้าพระองค์ ทั้งหลายเถิด.
มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ พาวรี ปริปุจฺฉติ ตํ พฺยากโรหิ ภควา กงฺขํ วินย โน อิเส ฯ
พ. ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาประกอบกับ ศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ เป็นธรรมเครื่องยัง ศีรษะให้ตกไป.
อวิชฺชา มุทฺธาติ ชานาหิ วิชฺชา มุทฺธาธิปาตินี สทฺธาสติสมาธีหิ ฉนฺทวิริเยน สํยุตา ฯ
ลำดับนั้น อชิตมาณพผู้อันความโสมนัสเป็นอันมากอุดหนุนแล้ว กระทำซึ่งหนังเสือเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วซบเศียรลงแทบพระ- ยุคลบาท (ทูลว่า)
ตโต เวเทน มหตา สนฺถมฺภิตฺวาน มาณโว เอกํสํ อชินํ กตฺวา ปาเทสุ สิรสา ปติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วย พวกศิษย์ มีจิตเบิกบานโสมนัส ขอถวายบังคมพระยุคลบาท ของพระองค์.
พาวรี พฺราหฺมโณ โกโต สห สิสฺเสหิ มาริส อุทคฺคจิตฺโต สุมโน ปาเท วนฺทติ จกฺขุม ฯ
พ. พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยพวกศิษย์จงเป็นผู้มีสุข. ดูกรมาณพ และแม้ท่านก็ขอให้มีความสุข มีชีวิตอยู่ยืนนานเถิด.
สุขิโต พาวรี โหตุ สห สิสฺเสหิ พฺราหฺมโณ ตฺวญฺจาปิ สุขิโต โหหิ จิรํ ชีวาหิ มาณว ฯ
เราให้โอกาสแก่พาวรีพราหมณ์ แก่ท่าน และแก่พราหมณ์ ทั้งหมด ตลอดข้อสงสัยทั้งปวง. ท่านทั้งหลายย่อมปรารถนา ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในใจ ก็จงถามเถิด.
พาวริสฺส จ ตุยฺหํ วา สพฺเพสํ สพฺพสํสยํ กตาวกาสา ปุจฺฉโวฺห ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉถ ฯ
เมื่อพระสัมพุทธเจ้าทรงประทานโอกาสแล้ว อชิตพราหมณ์ นั่งประนมมือ แล้วทูลถามปฐมปัญหากะพระตถาคต ใน บริษัทนั้น. จบวัตถุคาถา.
สมฺพุทฺเธน กโตกาโส นิสีทิตฺวาน ปญฺชลิ อชิโต ปฐมํ ปญฺหํ ตตฺถ ปุจฺฉิ ตถาคตํ ฯ วตฺถุคาถา นิฏฺฐิตา ฯ -------------