คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๕๓๒–๖๖๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส๑๓๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของมาณพทั้ง ๑๖ คน

โสฬสมาณวกปญฺหานิคมนิทฺเทโส

๕๓๒

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นนี้แล้ว คือ เมื่อประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์แคว้น- *มคธ พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา ทูลเชื้อเชิญถามแล้วๆ ทรงพยากรณ์แล้ว ซึ่งปัญหา.

อิทมโวจ ภควา มคเธสุ วิหรนฺโต ปาสาณเก เจติเย ปริจาริกโสฬสนฺนํ พฺราหฺมณานํ อชฺฌิฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปญฺหํ พฺยากาสิ ฯ

๕๓๓

คำว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นนี้แล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแล้ว ซึ่งปารายนสูตรนี้. คำว่า ภควา นี้เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็น สัจฉิกาบัญญัติ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นนี้แล้ว.

อิทมโวจ ภควาติ อิมํ ปารายนํ อโวจ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ อิทมโวจ ภควา ฯ

๕๓๔

คำว่า ประทับอยู่ ... แคว้นมคธ ความว่า ใกล้ชนบท มีชื่อว่ามคธ. คำว่า วิหรนฺโต ความว่า ประทับอยู่ คือ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา. พระพุทธอาสน์ ท่านกล่าวว่า ปาสาณเจดีย์ ในอุเทศว่า ปาสาณเก เจติเย ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์แคว้นมคธ.

มคเธสุ วิหรนฺโตติ มคธนามเก ชนปเท ฯ วิหรนฺโตติ วิหรนฺโต อิริยนฺโต วตฺเตนฺโต ปาเลนฺโต ยเปนฺโต ยาเปนฺโต ฯ ปาสาณเก เจติเยติ ปาสาณกเจติยํ วุจฺจติ พุทฺธาสนนฺติ มคเธสุ วิหรนฺโต ปาสาณเก เจติเย ฯ

๕๓๕

คำว่า พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา ความว่า พราหมณ์ คนนั้น ทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นคนรับใช้ใกล้ชิดผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาของพาวรีพราหมณ์ แม้ ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์เป็นบริจาริกา. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์ ๑๖ คนนั้น พึงเป็นบริจาริกาผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาแห่งพระ- *ผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์ ผู้เป็นบริจาริกา.

ปริจาริกโสฬสนฺนํ พฺราหฺมณานนฺติ ปิงฺคิโย พฺราหฺมโณ พาวริสฺส พฺราหฺมณสฺส เสฏฺโฐ เสฏฺฐวโร ปริจาริโก ปิงฺคิเยน เต โสฬสาติ เอวมฺปิ ปริจาริกโสฬสนฺนํ พฺราหฺมณานํ ฯ อถวา เต โสฬส พฺราหฺมณา พุทฺธสฺส ภควโต เสฏฺฐา เสฏฺฐวรา ปริจาริกา สิยุนฺติ เอวมฺปิ ปริจาริกโสฬสนฺนํ พฺราหฺมณานํ ฯ

๕๓๖

คำว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้วๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา ความว่า ทูลเชื้อเชิญ อาราธนาแล้ว. คำว่า ถามแล้วๆ ความว่า ถามแล้วๆ คือ ทูลอาราธนาแล้ว เชื้อเชิญให้ ทรงประสาทแล้ว. คำว่า ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา ความว่า ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้วซึ่งปัญหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้วๆ ทรงพยากรณ์แล้ว ซึ่งปัญหา.

อชฺฌิฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปญฺหํ พฺยากาสีติ อชฺฌิฏฺโฐ อชฺเฌสิโต ฯ ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐติ ปุฏฺโฐ ปุจฺฉิโต ยาจิโต อชฺเฌสิโต ปสาทิโต ฯ ปญฺหํ พฺยากาสีติ ปญฺหํ พฺยากาสิ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสีติ อชฺฌิฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปุฏฺโฐ ปญฺหํ พฺยากาสิ ฯ

๕๓๗

ถ้าแม้บุคคลรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม แห่งปัญหาหนึ่งๆ พึงปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมไซร้ พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ. เพราะว่าธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง. เพราะเหตุนั้น คำว่า ปารายนะนั้นแล เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้.

เอกเมกสฺส เจปิ ปญฺหสฺส อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺเชยฺย คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารํ ปารคมนียา อิเม ธมฺมาติ ตสฺมา อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส ปารายนนฺเตฺวว อธิวจนํ ฯ

๕๓๘

คำว่า ถ้าแม้ ... แห่งปัญหาหนึ่งๆ ความว่า ถ้าแม้แห่งอชิตปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งติสสเมตเตยยปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งปุณณกปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งเมตตคูปัญหา หนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งโธตกปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งอุปสีวปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งนันทปัญหา หนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งเหมกปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งโตเทยยปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งกัปปปัญหา หนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งชตุกัณณีปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งภัทราวุธปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งอุทย- *ปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งโปสาลปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่งโมฆราชปัญหาหนึ่งๆ ถ้าแม้แห่ง ปิงคิยปัญหาหนึ่งๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าแม้แห่งปัญหาหนึ่งๆ.

เอกเมกสฺส เจปิ ปญฺหสฺสาติ เอกเมกสฺส เจปิ อชิตปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ ติสฺสเมตฺเตยฺยปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ ปุณฺณกปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ เมตฺตคูปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ โธตกปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ อุปสีวปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ นนฺทปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ เหมกปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ โตเทยฺยปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ กปฺปปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ ชตุกณฺณีปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ ภทฺราวุธปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ อุทยปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ โปสาลปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ โมฆราชปญฺหสฺส เอกเมกสฺส เจปิ ปิงฺคิยปญฺหสฺสาติ เอกเมกสฺส เจปิ ปญฺหสฺส ฯ

๕๓๙

คำว่า รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม ความว่า รู้ทั่วถึง คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วซึ่งอรรถว่า ปัญหานั้นนั่นแหละเป็นธรรม ข้อวิสัชนา เป็นอรรถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ทั่วถึงอรรถ คำว่า รู้ทั่วถึงธรรม ความว่า รู้ทั่วถึง คือ ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งซึ่งธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ทั่วถึงธรรม.

อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญายาติ เสฺวว ปโญฺห ธมฺโม วิสชฺชนํ อตฺโถติ อตฺถํ อญฺญาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ อตฺถมญฺญาย ฯ ธมฺมมญฺญายาติ ธมฺมํ อญฺญาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ ธมฺมมญฺญาย ฯ

๕๔๐

คำว่า พึงปฏิบัติซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรม ความว่า พึงปฏิบัติซึ่งข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติสมควรแก่ ธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงปฏิบัติซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรม.

ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺเชยฺยาติ สมฺมาปฏิปทํ อนุโลมปฏิปทํ อปจฺจนีกปฏิปทํ อนฺวตฺถปฏิปทํ ธมฺมานุธมฺมปฏิปทํ ปฏิปชฺเชยฺยาติ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺเชยฺย ฯ

๕๔๑

อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความ สิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่งแห่งชราและมรณะ ในอุเทศว่า คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารํ ดังนี้. คำว่า พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ ความว่า พึงถึง คือ พึงบรรลุถึง พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ.

คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารนฺติ ชรามรณปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารนฺติ ปารํ คจฺเฉยฺเยว ปารํ อธิคจฺเฉยฺย ปารํ ผุเสยฺย ปารํ สจฺฉิกเรยฺยาติ คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารํ ฯ

๕๔๒

คำว่า ธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง ความว่า ธรรมเหล่านี้เป็นฐานะ แห่งอันให้ถึงฝั่ง คือ ให้ถึง ให้ถึงพร้อม ให้ตามถึงพร้อมซึ่งฝั่ง คือ เป็นไปเพื่อให้ข้ามพ้น ชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมทั้งหลายนี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง.

ปารคมนียา อิเม ธมฺมาติ อิเม ธมฺมา ปารคมนียา ปารํ ปาเปนฺติ ปารํ สมฺปาเปนฺติ ปารํ สมนุปาเปนฺติ ชรามรณสฺส ตารณาย สํวตฺตนฺตีติ ปารคมนียา อิเม ธมฺมา ฯ

๕๔๓

คำว่า เพราะเหตุนั้น ... แห่งธรรมปริยายนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้นคือ เพราะ การณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ เหตุนั้น. คำว่า แห่งธรรมปริยายนี้ คือ แห่งปารายนสูตรนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ เหตุนั้น ... แห่งธรรมปริยายนี้.

ตสฺมา อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺสาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานาติ ตสฺมา ฯ อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺสาติ อิมสฺส ปารายนสฺสาติ ตสฺมา อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส ฯ

๕๔๔

อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความ สิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ในอุเทศว่า ปารยนนฺเตฺวว อธิวจนํ ดังนี้. มรรคคือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ท่าน กล่าวว่า อายนะ (มรรคเป็นเหตุให้ถึง). คำว่า เป็นชื่อ คือ เป็นนาม เป็นการนับ เป็นเครื่องรู้เสมอ เป็นบัญญัติ ฯลฯ เป็น คำร้องเรียก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บทว่า ปารายนะ นั่นแหละ เป็นชื่อ.

ปารายนนฺเตฺวว อธิวจนนฺติ ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อายนํ วุจฺจติ มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อธิวจนนฺติ นามํ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ ฯเปฯ อภิลาโปติ ปารายนนฺเตฺวว อธิวจนํ ฯ

๕๔๕

อชิตพราหมณ์ ติสสเมตเตยยพราหมณ์ ปุณณกพราหมณ์ เมตตคูพราหมณ์ โธตกพราหมณ์ อุปสีวพราหมณ์ นันทพราหมณ์ เหมกพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ กัปปพราหมณ์ ชตุกัณณีพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ภัทราวุธ- พราหมณ์ อุทยพราหมณ์ โปสาลพราหมณ์ โมฆราชพราหมณ์ ผู้มีปัญญา ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหาธรรมใหญ่. พราหมณ์ เหล่านี้เข้ามาเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มีจรณะถึงพร้อม ผู้แสวงหา เมื่อจะทูลถามปัญหาอันละเอียด มาเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.

อชิโต ติสฺสเมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก อถ เมตฺตคู โธตโก อุปสีโว จ นนฺโท จ อถ เหมโก โตเทยฺยกปฺปา ทุภโย ชตุกณฺณี จ ปณฺฑิโต ภทฺราวุโธ อุทโย จ โปสาโล จาปิ พฺราหฺมโณ โมฆราชา จ เมธาวี ปิงฺคิโย จ มหาอิสิ เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุํ สมฺปนฺนจรณํ อิสึ ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปเญฺห พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมุํ ฯ

๕๔๖

คำว่า เอเต ในอุเทศว่า เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุํ ดังนี้ คือ พราหมณ์ทั้งหลาย. คำว่า พุทฺธํ จะกล่าวต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเป็นพระสยัมภู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ แล้วซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมเหล่านั้น และถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคชื่อว่า พุทโธ ในคำว่า พุทโธ ดังนี้ เพราะอรรถว่ากระไร? เพราะว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย เพราะอรรถว่าพระองค์ปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวง เพราะ ทรงเห็นธรรมทั้งปวง เพราะทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพราะทรงเบิกบานแล้ว เพราะส่วนแห่งพระองค์ มีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะส่วนแห่งพระองค์ไม่มีอุปกิเลส เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากราคะโดย ส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโมหะ โดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ไม่ทรงมีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงถึงแล้วซึ่ง เอกายนมรรค เพราะอรรถว่า ทรงเป็นผู้เดียวตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอัน ประเสริฐ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ เพราะทรงได้พระปัญญาเครื่องตรัสรู้. พระนามว่า พุทโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้ทำให้. พระนามนี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนาม ที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งการหลุดพ้น). พระนามว่า พุทโธ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยการ บรรลุสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิแห่งพระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่าพระพุทธเจ้า. คำว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ความว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้า เข้ามา เฝ้า เข้ามานั่งใกล้ ทูลถามแล้ว สอบถามแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว.

เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุนฺติ เอเตติ พฺราหฺมณา ฯ พุทฺธนฺติ โย โส ภควา สยมฺภู อนาจริยโก ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ สามํ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌิ ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต พเลสุ จ วสีภาวํ ฯ พุทฺโธติ เกนตฺเถน พุทฺโธ ฯ พุชฺฌิตา สจฺจานีติ พุทฺโธ ฯ โพเธตา ปชายาติ พุทฺโธ ฯ สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ ฯ สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ ฯ อภิญฺเญยฺยตาย พุทฺโธ ฯ วิกสิตาย พุทฺโธ ฯ ขีณาสวสงฺขาเตน พุทฺโธ ฯ นิรุปกฺกิเลสสงฺขาเตน พุทฺโธ ฯ เอกนฺตวีตราโคติ พุทฺโธ ฯ เอกนฺตวีตโทโสติ พุทฺโธ ฯ เอกนฺตวีตโมโหติ พุทฺโธ ฯ เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ พุทฺโธ ฯ เอกายนมคฺคํ คโตติ พุทฺโธ ฯ เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ พุทฺโธ ฯ อพุทฺธิวิหตตฺตา พุทฺธิปฏิลาภา พุทฺโธ ฯ พุทฺโธติ เนตํ นามํ มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ พุทฺธํ ฯ เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุนฺติ เอเต พุทฺธํ อุปาคมึสุ อุปสงฺกมึสุ ปยิรุปาสึสุ ปริปุจฺฉึสุ ปริปญฺหึสูติ เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุํ ฯ

๕๔๗

ความสำเร็จแห่งศีลและอาจาระ ท่านกล่าวว่าจรณะ ในอุเทศว่า สมฺปนฺนจรณํ อิสึ ดังนี้. ศีลสังวรก็ดี อินทรีย์สังวรก็ดี โภชเนมัตตัญญุตาก็ดี ชาคริยานุโยคก็ดี สัทธรรม ๗ ก็ดี ฌาน ๔ ก็ดี เป็นจรณะ. คำว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว ความว่า มีจรณะสมบูรณ์ มีจรณะประเสริฐ มีจรณะ เป็นประธาน มีจรณะอุดม มีจรณะอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว. คำว่า อิสึ ความว่า ผู้แสวงหา. พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่ง ศีลขันธ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา. ฯลฯ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคอันสัตว์ ทั้งหลายที่มีอานุภาพมากแสวงหา เสาะหา ค้นหาว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระ- *ผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเป็นเทวดาประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระนราสภ ประทับอยู่ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มี จรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้แสวงหา.

สมฺปนฺนจรณํ อิสินฺติ จรณํ วุจฺจติ สีลาจารนิปฺผตฺติ ฯ สีลสํวโรปิ จรณํ อินฺทฺริยสํวโรปิ จรณํ โภชเน มตฺตญฺญุตาปิ จรณํ ชาคริยานุโยโคปิ จรณํ สตฺตปิ สทฺธมฺมา จรณํ จตฺตาริปิ ฌานานิ จรณํ ฯ สมฺปนฺนจรณนฺติ สมฺปนฺนจรณํ เสฏฺฐจรณํ ปาโมกฺขจรณํ อุตฺตมจรณํ ปวรจรณนฺติ สมฺปนฺนจรณํ ฯ อิสินฺติ อิสิ ฯ ภควา มหนฺตํ สีลกฺขนฺธํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ อิสิ ฯเปฯ มเหสกฺเขหิ วา สตฺเตหิ เอสิโต คเวสิโต ปริเยสิโต กหํ พุทฺโธ กหํ ภควา กหํ เทวเทโว กหํ นราสโภติ อิสีติ สมฺปนฺนจรณํ อิสึ ฯ

๕๔๘

คำว่า ปุจฺฉนฺตา ในอุเทศว่า ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปญฺเห ดังนี้ ความว่า เมื่อทูลถาม ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท. คำว่า ซึ่งปัญหาทั้งหลายอันละเอียด ความว่า ซึ่งปัญหาทั้งหลายที่ลึกเห็นได้ยาก ตรัสรู้ ได้ยาก สงบ ประณีต ไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยความตรึก อันละเอียด ที่บัณฑิตพึงรู้ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อทูลถามซึ่งปัญหาทั้งหลายอันละเอียด.

ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปเญฺหติ ปุจฺฉนฺตาติ ปุจฺฉนฺตา ยาจนฺตา อชฺเฌสนฺตา ปสาเทนฺตา ฯ นิปุเณ ปเญฺหติ คมฺภีเร ทุทฺทเส ทุรนุโพเธ สนฺเต ปณีเต อตกฺกาวจเร นิปุเณ ปณฺฑิตเวทนีเย ปเญฺหติ ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปเญฺห ฯ

๕๔๙

คำว่า พระพุทธเจ้า ในอุเทศว่า พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมุํ ดังนี้ จะกล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาค ฯลฯ พระนามว่า พุทโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ผู้ประเสริฐ ความว่า ผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. คำว่า มาเฝ้าแล้ว ความว่า มาเฝ้า เข้ามาเฝ้า เข้ามานั่งใกล้ ทูลถามแล้ว สอบถาม แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถา ประพันธ์นี้ว่า พราหมณ์เหล่านั้นเข้ามาเฝ้าแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มีจรณะ ถึง พร้อมแล้ว ผู้แสวงหา เมื่อทูลถามซึ่งปัญหาทั้งหลายอัน ละเอียด เข้ามาเฝ้าแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.

พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมุนฺติ พุทฺธาติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ เสฏฺฐนฺติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ พุทฺธเสฏฺฐํ ฯ อุปาคมุนฺติ อุปาคมึสุ อุปสงฺกมึสุ ปยิรุปาสึสุ ปริปุจฺฉึสุ ปริปญฺหึสูติ พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมุํ ฯ เตเนตํ วุจฺจติ เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุํ สมฺปนฺนจรณํ อิสึ ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปเญฺห พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมุนฺติ ฯ

๕๕๐

พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์เหล่านั้นทูลถามปัญหาแล้ว ทรง พยากรณ์แล้วตามควร. พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนี ทรงให้ พราหมณ์ทั้งหลายยินดีด้วยการทรงพยากรณ์ปัญหาทั้งหลาย.

เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนิ ฯ

๕๕๑

คำว่า เตสํ ในอุเทศว่า เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ดังนี้ ความว่า อันพราหมณ์ ผู้มีความต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน. คำว่า พุทฺโธ จะกล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาค ฯลฯ พระนามว่า พุทโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ทรงพยากรณ์แล้ว ความว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์เหล่านั้น ทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอกแล้ว ... ทรงประกาศแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระพุทธเจ้า อันพราหมณ์เหล่านั้น ... ทรงพยากรณ์แล้ว.

เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสีติ เตสนฺติ โสฬสนฺนํ ปารายนิยานํ พฺราหฺมณานํ ฯ พุทฺโธติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ พฺยากาสีติ เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสีติ เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ฯ

๕๕๒

คำว่า ทูลถามปัญหาแล้ว ในอุเทศว่า ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ ดังนี้ ความว่า ทูลถามปัญหาแล้ว ทูลอาราธนาเชื้อเชิญ ให้ทรงประสาทแล้ว. คำว่า ตามควร ความว่า ตรัสบอกตามที่ควรตรัสบอก ทรงแสดงตามที่ควรทรงแสดง ทรงบัญญัติตามที่ควรทรงบัญญัติ ทรงแต่งตั้งตามที่ควรทรงแต่งตั้ง ทรงเปิดเผยตามที่ทรงควร เปิดเผย ทรงจำแนกตามที่ควรทรงจำแนก ทรงทำให้ง่ายตามที่ควรทรงทำให้ง่าย ทรงประกาศ ตามที่ควรทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูลถามปัญหาแล้ว ... ตามควร.

ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถนฺติ ปญฺหํ ปุฏฺโฐติ ปญฺหํ ปุจฺฉิโต ยาจิโต อชฺเฌสิโต ปสาทิโต ฯ ยถาตถนฺติ ยถา อาจิกฺขิตพฺพํ ตถา อาจิกฺขิ ยถา เทสิตพฺพํ ตถา เทเสสิ ยถา ปญฺญเปตพฺพํ ตถา ปญฺญเปสิ ยถา ปฏฺฐเปตพฺพํ ตถา ปฏฺฐเปสิ ยถา วิวริตพฺพํ ตถา วิวริ ยถา วิภชิตพฺพํ ตถา วิภชิ ยถา อุตฺตานีกาตพฺพํ ตถา อุตฺตานีมกาสิ ยถา ปกาเสตพฺพํ ตถา ปกาเสสีติ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ ฯ

๕๕๓

คำว่า ด้วยการทรงพยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลายความว่า ด้วยการทรงพยากรณ์ คือ ด้วยตรัสบอก ... ด้วยทรงประกาศซึ่งปัญหาทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ด้วยการทรง พยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลาย.

ปญฺหานํ เวยฺยากรเณนาติ ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน อาจิกฺขเณน เทสเนน ปญฺญปเนน ปฏฺฐปเนน วิวเรน วิภชเนน อุตฺตานีกมฺเมน ปกาสเนนาติ ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน ฯ

๕๕๔

คำว่า ทรงให้ยินดี ในอุเทศว่า โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนิ ดังนี้ ความว่า ทรงให้ยินดี ให้ยินดียิ่ง ให้เลื่อมใส ให้พอใจ ทรงทำให้เป็นผู้ปลื้มใจ. คำว่า ยังพราหมณ์ทั้งหลาย ความว่า ยังพราหมณ์ผู้มีความต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน. ญาณ คือ ปัญญา ความรู้ชัด ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนี. ฯลฯ พระพุทธเจ้า นั้น ล่วงแล้วซึ่งกิเลสเป็นเครื่องข้องและตัณหาเป็นดังข่ายจึงเป็นพระมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนี ทรงยังพราหมณ์ทั้งหลายให้ยินดีแล้ว. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว คาถาประพันธ์นี้ว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์เหล่านั้นทูลถามปัญหาแล้ว ทรง พยากรณ์แล้วตามสมควร. พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระมุนี ทรงให้พราหมณ์ทั้งหลายยินดีแล้ว ด้วยการพยากรณ์ปัญหา ทั้งหลาย

โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนีติ โตเสสีติ โตเสสิ วิโตเสสิ ปสาเทสิ อาราเธสิ อตฺตมเน อกาสิ ฯ พฺราหฺมเณติ โสฬส ปารายนิเย พฺราหฺมเณ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนิ ฯ เตเนตํ วุจฺจติ เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน โตเสสิ พฺราหฺมเณ มุนีติ ฯ

๕๕๕

พราหมณ์เหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ทรงให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ.

เต โตสิตา จกฺขุมตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา พฺรหฺมจริยมจรึสุ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ

๕๕๖

คำว่า เต ในอุเทศว่า เต โตสิตา จกฺขุมตา ดังนี้ คือ พราหมณ์ผู้มีความ ต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน. คำว่า ทรงให้ยินดีแล้ว ความว่า ทรงให้ยินดี ให้ยินดียิ่ง ให้เลื่อมใส ให้พอใจ ทรงทำให้เป็นผู้ปลื้มใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์เหล่านั้น ... ทรงให้ยินดีแล้ว. คำว่า ผู้มีจักษุ ความว่า พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการ คือ มีพระจักษุ แม้ด้วยมังสจักษุ ๑ แม้ด้วยทิพยจักษุ ๑ แม้ด้วยปัญญาจักษุ ๑ แม้ด้วยพุทธจักษุ ๑ แม้ด้วย สมันตจักษุ ๑. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างไร? ฯลฯ พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุ แม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์เหล่านั้นอันพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงให้ยินดีแล้ว.

เต โตสิตา จกฺขุมตาติ เตติ โสฬส ปารายนิยา พฺราหฺมณา ฯ โตสิตาติ โตสิตา วิโตสิตา ปสาทิตา อาราธิตา อตฺตมนา กตาติ เต โตสิตา ฯ จกฺขุมตาติ ภควา ปญฺจหิ จกฺขูหิ จกฺขุมา มํสจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ทิพฺพจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ปญฺญาจกฺขุนาปิ จกฺขุมา พุทฺธจกฺขุนาปิ จกฺขุมา สมนฺตจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ กถํ ภควา มํสจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯเปฯ เอวํ ภควา สมนฺตจกฺขุนาปิ จกฺขุมาติ เต โตสิตา จกฺขุมตา ฯ

๕๕๗

คำว่า พุทฺเธน ในอุเทศว่า พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ดังนี้ จะกล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาค ฯลฯ พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. พระสุริยะท่านกล่าวว่า พระอาทิตย์ ในคำว่า อาทิจฺจพนฺธุนา ดังนี้. พระอาทิตย์นั้น เป็นโคดมโดยโคตร. แม้พระผู้มีพระภาคก็เป็นพระโคดมโดยโคตร. พระผู้มีพระภาคเป็นพระญาติ โดยโคตร เป็นเผ่าพันธุ์โดยโคตร แห่งพระสุริยะ. เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันพระพุทธเจ้า ... เป็นเผ่าพันธุ์ แห่ง พระอาทิตย์.

พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนาติ พุทฺเธนาติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ อาทิจฺจพนฺธุนาติ อาทิจฺโจ วุจฺจติ สุริโย ฯ โส โคตโม โคตฺเตน ภควาปิ โคตโม โคตฺเตน ภควา สุริยสฺส โคตฺตญาตโก โคตฺตพนฺธุ ตสฺมา พุทฺโธ อาทิจฺจพนฺธูติ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

๕๕๘

ความงด ความเว้น ความเว้นเฉพาะ เจตนาเครื่องงดเว้น ความไม่ยินดี ความงดการทำ ความไม่ทำ ความไม่ต้องทำ ความไม่ล่วงแดน ความฆ่าด้วยเหตุ (ด้วยอริยมรรค) ในความถึงพร้อมด้วยอสัทธรรม ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ในอุเทศว่า พฺรหฺมจริยมจรึสุ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายาม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่า พรหมจรรย์ ด้วยสามารถแห่งการกล่าวตรงๆ. คำว่า ได้ประพฤติแล้วซึ่งพรหมจรรย์ ความว่า ได้ประพฤติ คือ สมาทาน ประพฤติ พรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ประพฤติแล้วซึ่งพรหมจรรย์.

พฺรหฺมจริยมจรึสูติ พฺรหฺมจริยํ วุจฺจติ อสทฺธมฺมสมาปตฺติยา อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี วิรมณํ อกิริยา อกรณํ อนชฺฌาปตฺติ เวลาอนติกฺกโม เสตุฆาโต ฯ อปิจ นิปฺปริยายวเสน พฺรหฺมจริยํ วุจฺจติ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ พฺรหฺมจริยมจรึสูติ พฺรหฺมจริยํ อจรึสุ สมาทาย วตฺตึสูติ พฺรหฺมจริยมจรึสุ ฯ

๕๕๙

คำว่า แห่งพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ ความว่า แห่งพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาประเสริฐ มีพระปัญญาเลิศ มีพระปัญญาเป็นใหญ่ มีพระปัญญาเป็นประธาน มีพระปัญญาอุดม มีพระปัญญาบวร. คำว่า สนฺติเก ความว่า ในสำนัก ในที่ใกล้ ในที่เคียง ในที่ไม่ไกล ในที่ใกล้ชิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้ามีพระปัญญาประเสริฐ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า พราหมณ์เหล่านั้น อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุเป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ทรงให้ยินดีแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ.

วรปญฺญสฺส สนฺติเกติ วรปญฺญสฺส อคฺคปญฺญสฺส เสฏฺฐปญฺญสฺส ปาโมกฺขปญฺญสฺส อุตฺตมปญฺญสฺส ปวรปญฺญสฺส ฯ สนฺติเกติ สนฺติเก สามนฺตา อาสนฺเน อวิทูเร อุปกฏฺเฐติ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ เตเนตํ วุจฺจติ เต โตสิตา จกฺขุมตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา พฺรหฺมจริยมจรึสุ วรปญฺญสฺส สนฺติเกติ ฯ

๕๖๐

ผู้ใดพึงปฏิบัติธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ผู้นั้นพึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง.

เอกเมกสฺส ปญฺหสฺส ยถา พุทฺเธน เทสิตํ ตถา โย ปฏิปชฺเชยฺย คจฺเฉ ปารํ อปารโต ฯ

๕๖๑

คำว่า แห่งปัญหาหนึ่งๆ ความว่า แห่งอชิตปัญหาหนึ่งๆ แห่งติสสเมตเตยย ปัญหาหนึ่งๆ ฯลฯ แห่งปิงคิยปัญหาหนึ่งๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แห่งปัญหาหนึ่งๆ.

เอกเมกสฺส ปญฺหสฺสาติ เอกเมกสฺส อชิตปญฺหสฺส เอกเมกสฺส ติสฺสเมตฺเตยฺยปญฺหสฺส ฯเปฯ เอกเมกสฺส ปิงฺคิยปญฺหสฺสาติ เอกเมกสฺส ปญฺหสฺส ฯ

๕๖๒

คำว่า พุทเธน ในอุเทศว่า ยถา พุทฺเธน เทสิตํ ดังนี้ จะกล่าวต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาค ฯลฯ พระนามว่า พุทโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ความว่า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกแล้ว ... ประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.

ยถา พุทฺเธน เทสิตนฺติ พุทฺเธนาติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ ยถา พุทฺเธน เทสิตนฺติ ยถา พุทฺเธน อาจิกฺขิตํ เทสิตํ ปญฺญปิตํ ปฏฺฐปิตํ วิวริตํ วิภตฺตํ อุตฺตานีกตํ ปกาสิตนฺติ ยถา พุทฺเธน เทสิตํ ฯ

๕๖๓

คำว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติตามธรรม ความว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติ สมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติตามธรรม.

ตถา โย ปฏิปชฺเชยฺยาติ สมฺมาปฏิปทํ อนุโลมปฏิปทํ อปจฺจนีกปฏิปทํ อนฺวตฺถปฏิปทํ ธมฺมานุธมฺมปฏิปทํ ปฏิปชฺเชยฺยาติ ตถา โย ปฏิปชฺเชยฺย ฯ

๕๖๔

อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ในอุเทศว่า คจฺเฉ ปารํ อปารโต ดังนี้. กิเลสก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า ที่มิใช่ฝั่ง. คำว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง ความว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง คือ พึงบรรลุถึง พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง ฯลฯ. เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า ผู้ใดพึงปฏิบัติธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว ผู้นั้นพึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง.

คจฺเฉ ปารํ อปารโตติ ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อปารํ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ คจฺเฉ ปารํ อปารโตติ อปารโต ปารํ คจฺเฉยฺย ปารํ อธิคจฺเฉยฺย ปารํ ผุเสยฺย ปารํ สจฺฉิกเรยฺยาติ คจฺเฉ ปารํ อปารโต ฯ เตเนตํ วุจฺจติ เอกเมกสฺส ปญฺหสฺส ยถา พุทฺเธน เทสิตํ ตถา โย ปฏิปชฺเชยฺย คจฺเฉ ปารํ อปารโตติ ฯ

๕๖๕

บุคคลเมื่อเจริญมรรคอันอุดม พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง. มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง. เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ถึงฝั่ง.

อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมํ มคฺโค โส ปารคมนาย ตสฺมา ปารายนํ อิติ ฯ

๕๖๖

กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า ที่มิใช่ฝั่ง ในอุเทศว่า อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ดังนี้. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่าน กล่าวว่า ฝั่ง. คำว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง ความว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง คือ พึงบรรลุถึง พึง ถูกต้อง พึงทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง.

อปารา ปารํ คจฺเฉยฺยาติ อปารํ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อปารา ปารํ คจฺเฉยฺยาติ อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ปารํ อธิคจฺเฉยฺย ปารํ ผุเสยฺย ปารํ สจฺฉิกเรยฺยาติ อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ฯ

๕๖๗

มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่ามรรค ในคำว่า ซึ่งมรรค ในอุเทศว่า ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมํ ดังนี้. คำว่า อันอุดม คือ อันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุดอย่างยิ่ง เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า มรรคอันอุดม. คำว่า เมื่อเจริญ ความว่า เมื่อเจริญ ซ่องเสพ ทำให้มาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อเจริญมรรคอันอุดม.

ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมนฺติ มคฺคนฺติ มคฺโค วุจฺจติ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ อุตฺตมนฺติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรนฺติ มคฺคมุตฺตมํ ฯ ภาเวนฺโตติ ภาเวนฺโต อาเสวนฺโต พหุลีกโรนฺโตติ ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมํ ฯ

๕๖๘

คำว่า มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง ความว่า มรรค ปันถะ ปถะ ปัชชะ อัญชสะ วฏมายนะ นาวา อุตตรเสตุ ปกุลละ สังกมะ (แปลว่าทาง ทุกศัพท์). คำว่า เพื่อให้ถึงฝั่ง ความว่า เพื่อให้ถึงฝั่ง ให้ถึงพร้อมซึ่งฝั่ง ให้ตามถึงพร้อมซึ่งฝั่ง คือ เพื่อข้ามพ้นชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง.

มคฺโค โส ปารคมนายาติ มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมายนํ นาวา อุตฺตรเสตุ ปกุลฺโล สงฺกโม ฯ ปารคมนายาติ ปารคมนาย ปารสมฺปาปนาย ปารสมนุปาปนาย ชรามรณสฺส ตรณายาติ มคฺโค โส ปารคมนาย ฯ

๕๖๙

คำว่า เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ถึงฝั่ง ความว่า เพราะ เหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิพพานนั้น. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ... ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง. มรรค ท่านกล่าวว่า อายนะ เป็นที่ให้ถึง. คำว่า อิติ เป็นบทสนธิ. ฯลฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า เพราะเหตุนั้น มรรค ท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ถึงฝั่ง. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถา ประพันธ์นี้ว่า บุคคลเมื่อเจริญมรรคอันอุดม พึงจากที่มิใช่ฝั่งไปถึงฝั่ง. มรรคนั้น (ย่อมเป็นไป) เพื่อให้ถึงฝั่ง. เพราะเหตุนั้น มรรคท่านจึงกล่าวว่า เป็นที่ให้ถึงฝั่ง.

ตสฺมา ปารายนํ อิตีติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา ฯ ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อายนํ วุจฺจติ มคฺโค ฯ อิตีติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ อิตีติ ตสฺมา ปารายนํ อิติ ฯ เตเนตํ วุจฺจติ อปารา ปารํ คจฺเฉยฺย ภาเวนฺโต มคฺคมุตฺตมํ มคฺโค โส ปารคมนาย ตสฺมา ปารายนํ อิตีติ ฯ

๕๗๐

(ท่านพระปิงคิยะทูลถามว่า) ข้าพระองค์จักขับตามเพลงขับ. พระผู้มีพระภาคผู้ปราศจาก มลทิน มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มิได้มีกาม มิได้ มีป่า เป็นนาค (ได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสบอกแล้ว อย่างนั้น). บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุอะไร?

ปารายนมนุคายิสฺสํ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย) (ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาสิ) วิมโล ภูริเมธโส นิกฺกาโม นิพฺพโน นาโค กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ ฯ

๕๗๑

คำว่า จักขับตามเพลงขับ ความว่า จักขับเพลงขับ คือ จักขับตามธรรมที่ พระองค์ตรัสแล้ว จักขับตามธรรมที่ตรัสบอกแล้ว จักขับตามธรรมที่ตรัสประกาศแล้ว เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า จักขับตามเพลงขับ. คำว่า อิติ ในบทว่า อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ. ฯลฯ บทว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง. คำ ปิงคิโย เป็นชื่อ เป็นเครื่องนับ เป็นสมญา เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร เป็นนาม เป็นการตั้งชื่อ เป็นการทรงชื่อ เป็นภาษาเรียก เป็นเครื่องให้ปรากฏ เป็นคำร้องเรียก ของ พระเถระนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพระปิงคิยะทูลถามว่า.

ปารายนมนุคายิสฺสนฺติ คีตมนุคายิสฺสํ กถิตมนุคายิสฺสํ ลปิตมนุคายิสฺสํ ภาสิตมนุคายิสฺสนฺติ ปารายนมนุคายิสฺสํ ฯ อิจฺจายสฺมา ปิงฺคโยติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ ครุวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ ปิงฺคิโยติ ตสฺส เถรสฺส นามํ สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โวหาโร นามํ นามกมฺมํ นามเธยฺยํ นิรุตฺติ พฺยญฺชนํ อภิลาโปติ อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ฯ

๕๗๒

คำว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสแล้วอย่างนั้น ความว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ได้ตรัสแล้ว คือ ตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้วอย่างนั้น ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมี ความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสบอกแล้วอย่างนั้น.

ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาสีติ ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาสิ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสิ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาสิ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสีติ ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาสิ ฯ

๕๗๓

คำว่า ปราศจากมลทิน ในอุเทศว่า วิมโล ภูริเมธโส ดังนี้ ความว่า ความรัก ความชัง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นมลทิน. มลทินเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้ง ดัง ตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ ตรัสรู้แล้วจึงไม่มีมลทิน หมดมลทิน ไร้มลทิน ไปปราศจากมลทิน ละมลทินแล้ว พ้นแล้ว จากมลทิน ล่วงมลทินทั้งปวงแล้ว. แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ. พระผู้มีพระภาคทรงประกอบด้วย พระปัญญาอันกว้างขวาง แผ่ไปเสมอด้วยแผ่นดินนี้. ปัญญา ความรู้ทั่ว กิริยาที่รู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ทรงมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน.

วิมโล ภูริเมธโสติ วิมโลติ ราโค มลํ โทโส มลํ โมโห มลํ โกโธ มลํ อุปนาโห มลํ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา มลา ฯ เต มลา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อมโล วิมโล นิมฺมโล มลาปคโต มลวิปฺปหีโน มลวิปฺปมุตฺโต สพฺพมลวีติวตฺโต ฯ ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ฯ ภควา อิมาย ปฐวีสมาย วิปุลาย วิตฺถตาย ปญฺญาย สมนฺนาคโต ฯ เมธา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา อิมาย เมธาย ปญฺญาย อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา พุทฺโธ ภูริเมธโสติ วิมโล ภูริเมธโส ฯ

๕๗๔

โดยอุทานว่า กามา ในอุเทศว่า นิกฺกโม นิพฺพโน นาโค ดังนี้ กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม. เหล่านี้ท่านกล่าวว่า กิเลส กาม. พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงกำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละกิเลสกามแล้ว เพราะทรง กำหนดรู้วัตถุกาม เพราะทรงละกิเลสกามแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงใคร่กาม ไม่ทรงปรารถนา กาม ไม่ทรงรักกาม ไม่ทรงชอบใจกาม. ชนเหล่าใดย่อมใคร่กาม ปรารถนากาม รักกาม ชอบใจ กาม ชนเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นผู้ใคร่กาม มีความกำหนัดด้วยราคะ มีสัญญาด้วยสัญญา. พระผู้มี- *พระภาคไม่ทรงใคร่กาม ไม่ทรงปรารถนากาม ไม่ทรงรักกาม ไม่ทรงชอบใจกาม เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึงมิได้มีกาม ไร้กาม สละกาม คลายกาม ปล่อยกาม ละ สละคืน กามเสียแล้ว ปราศจากราคะ มีราคะหายไปแล้ว สละราคะ คลายราคะ ละราคะ สละคืนราคะ เสียแล้ว เป็นผู้หายหิว ดับแล้ว เย็นแล้ว เสวยสุข มีพระองค์อันประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิได้มีกาม. คำว่า ไม่มีป่า ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นป่า. ป่าเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็น ธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ไม่มีป่า ไร้ป่า ไปปราศแล้ว จากป่า ละป่าแล้ว พ้นแล้วจากป่า ล่วงป่าทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีป่า. คำว่า เป็นนาค ความว่า พระผู้มีพระภาคชื่อว่า เป็นนาค เพราะไม่ทรงทำความชั่ว. ชื่อว่า เป็นนาค เพราะไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว. ชื่อว่า เป็นนาค เพราะไม่เสด็จมาสู่ความชั่ว ฯลฯ พระผู้มี- *พระภาคชื่อว่า เป็นนาค เพราะไม่เสด็จมาสู่ความชั่วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีกาม ไม่มีป่า เป็นนาค.

นิกฺกาโม นิพฺพโน นาโคติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ พุทฺธสฺส ภควโต วตฺถุกามา ปริญฺญาตา กิเลสกามา ปหีนา ฯ วตฺถุกามานํ ปริญฺญาตตฺตา กิเลสกามานํ ปหีนตฺตา ภควา น กาเม กาเมติ น กาเม ปตฺเถติ น กาเม ปิเหติ น กาเม อภิชปฺปติ ฯ เย กาเม กาเมนฺติ กาเม ปตฺเถนฺติ กาเม ปิหยนฺติ กาเม อภิชปฺปนฺติ เต กามกามิโน ราคราคิโน สญฺญสญฺญิโน ฯ ภควา น กาเม กาเมติ น กาเม ปตฺเถติ น กาเม ปิเหติ น กาเม อภิชปฺปติ ตสฺมา พุทฺโธ อกาโม นิกฺกาโม จตฺตกาโม วนฺตกาโม มุตฺตกาโม ปหีนกาโม ปฏินิสฺสฏฺฐกาโม วีตราโค วิคตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรตีติ นิกฺกาโม ฯ นิพฺพโนติ ราโค วนํ โทโส วนํ โมโห วนํ โกโธ วนํ อุปนาโห วนํ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา วนา ฯ เต วนา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อวโน นิพฺพโน วนาปคโต วนวิปฺปหีโน วนวิปฺปมุตฺโต สพฺพวนวีติวตฺโตติ นิพฺพโน ฯ นาโคติ ภควา อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ น อาคจฺฉตีติ นาโค ฯเปฯ เอวํ ภควา น อาคจฺฉตีติ นาโคติ นิกฺกาโม นิพฺพโน นาโค ฯ

๕๗๕

คำว่า เพราะเหตุอะไร ในอุเทศว่า กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุอะไร เพราะการณะอะไร เพราะปัจจัยอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุอะไร? คำว่า พึงกล่าวคำเท็จ ความว่า พึงกล่าวถ้อยคำเท็จ คือ กล่าวมุสาวาท กล่าวถ้อยคำ อันไม่ประเสริฐ. บุคคลบางคนในโลกนี้ อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในบริษัทก็ดี อยู่ท่ามกลางญาติ ก็ดี อยู่ในราชสกุลก็ดี เขานำไปเป็นพยานถามว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้เหตุใด จงกล่าว เหตุนั้น. บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อรู้ก็กล่าวว่าไม่รู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็น ก็กล่าวว่าไม่เห็น ย่อมกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุเห็น แก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการดังนี้. นี้ท่านกล่าวว่า กล่าวคำเท็จ. อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ก่อนที่จะพูดบุคคลนั้นก็รู้ว่า จัก พูดเท็จ เมื่อกำลังพูด ก็รู้ว่าพูดเท็จอยู่ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่า พูดเท็จแล้ว มุสาวาทย่อมมีด้วย อาการ ๓ อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๔ อย่าง คือ ก่อนที่จะพูด บุคคลนั้นก็รู้ว่า จักพูดเท็จ ฯลฯ มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๕ อย่าง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๖ อย่าง มุสาวาทย่อม มีด้วยอาการ ๗ อย่าง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ อย่าง คือ ก่อนที่จะพูด บุคคลนั้นก็รู้ว่า จัก พูดเท็จ เมื่อกำลังพูดก็รู้ว่า พูดเท็จอยู่ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่า พูดเท็จแล้ว ตั้งความเห็นไว้ ตั้งความ ควรไว้ ตั้งความชอบใจไว้ ตั้งสัญญาไว้ ตั้งความเป็นไว้ มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ อย่างนี้. บุคคลพึงกล่าว พึงพูด พึงแสดง พึงบัญญัติคำเท็จ เพราะเหตุอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึง พูดเท็จ เพราะเหตุอะไร? เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า ข้าพระองค์จักขับตามเพลงขับ, พระผู้มีพระภาคผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มิได้มีกาม มิได้มีป่า เป็นนาค (ได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัสบอกแล้วอย่างนั้น). บุคคลพึง พูดเท็จ เพราะเหตุอะไร?

กิสฺส เหตุ มุสา ภเณติ กิสฺส เหตูติ กิสฺส เหตุ กึการณา กึปจฺจยาติ กิสฺส เหตุ ฯ มุสา ภเณติ โมสวชฺชํ ภเณยฺย มุสาวาทํ ภเณยฺย อนริยวาทํ ภเณยฺย ฯ อิเธกจฺโจ สภคฺคโต วา ปริสคฺคโต วา ญาติมชฺฌคโต วา ปูคมชฺฌคโต วา ราชกุลมชฺฌคโต วา อภินีโต สกฺขิปุฏฺโฐ เอหิ โภ ปุริส ยํ ชานาสิ ตํ วเทหีติ อชานํ อาห ชานามีติ ชานํ วา อาห น ชานามีติ อปสฺสํ วา อาห ปสฺสามีติ ปสฺสํ วา อาห น ปสฺสามีติ อิติ อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา สมฺปชานมุสา ภณติ อิทํ วุจฺจติ โมสวชฺชํ ฯ {๕๗๕.๑} อปิจ ตีหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ อิเมหิ ตีหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ฯ อปิจ จตูหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ฯเปฯ ปญฺจหากาเรหิ ฉหากาเรหิ สตฺตหากาเรหิ อฏฺฐหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย สญฺญํ วินิธาย ภาวํ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ฯ กิสฺส เหตุ มุสา ภเณยฺย กเถยฺย ทีเปยฺย โวหเรยฺยาติ กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ปารายนมนุคายิสฺสํ (อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย) (ยถา อทฺทกฺขิ ตถา อกฺขาสิ) วิมโล ภูริเมธโส นิกฺกาโม นิพฺพโน นาโค กิสฺส เหตุ มุสา ภเณติ ฯ

๕๗๖

มิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณแก่พระองค์ ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรงละความถือตัวและความ ลบหลู่.

ปหีนมลโมหสฺส มานมกฺขปฺปหายิโน หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหิตํ ฯ

๕๗๗

คำว่า มลทิน ในอุเทศว่า ปหีนมลโมหสฺส ดังนี้ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริตทั้งปวงเป็นมลทิน. คำว่า ความหลง ความว่า ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ อวิชชาเป็นดังลิ่ม สลัก โมหะ อกุศลมูล นี้ท่านกล่าวว่า โมหะ มลทิน และความหลง. พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้ แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ทรงละมลทินและความ หลงเสียแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงละมลทินและความหลงเสียแล้ว.

ปหีนมลโมหสฺสาติ มลาติ ราโค มลํ โทโส มลํ โมโห มลํ มาโน มลํ ทิฏฺฐิ มลํ กิเลโส มลํ สพฺพทุจฺจริตํ มลํ ฯ โมหาติ ทุกฺเข อญาณํ ฯเปฯ อวิชฺชาลงฺคี โมโห อกุสลมูลํ อยํ วุจฺจติ โมโห ฯ มลญฺจ โมโห จ พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ ปหีนมลโมโหติ ปหีนมลโมหสฺส ฯ

๕๗๘

ความถือตัว ในคำว่า มานะ ในอุเทศว่า มานมกฺขปฺปหายีโน ดังนี้ โดยอาการ อย่างหนึ่ง คือ ความพองแห่งจิต. ความถือตัวโดยอาการ ๒ อย่าง คือ ความถือตัวในการยกตน ๑ ความถือตัวในการข่มผู้อื่น ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๓ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา ๑ เราเสมอเขา ๑ เราเลวกว่าเขา ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๔ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด เพราะลาภ ๑ เพราะยศ ๑ เพราะสรรเสริญ ๑ เพราะสุข ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๕ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิดว่า เราเป็นผู้ได้รูปที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้เสียงที่ชอบใจ ๑ เอาเป็นผู้ได้ กลิ่นที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้รสที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ๑. ความถือตัวโดย อาการ ๖ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิดเพราะความถึงพร้อมแห่งจักษุ ๑ เพราะความถึง พร้อมแห่งหู ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งจมูก ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งลิ้น ๑ เพราะความถึง พร้อมแห่งกาย ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งใจ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๗ อย่าง คือ ความถือ ตัว ๑ ความถือตัวจัด ๑ ความถือตัวเกินกว่าความถือตัว ๑ ความดูหมิ่น ๑ ความ ดูแคลน ๑ ความถือตัวว่าเรามี ๑ ความถือตัวผิด ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๘ อย่าง คือ บุคคล ให้ความถือตัวเกิดเพราะลาภ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมลาภ ๑ ให้ความถือตัวเกิด เพราะยศ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมยศ ๑ ให้ความถือตัวเกิดเพราะความสรรเสริญ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความนินทา ๑ ให้ความถือตัวเกิดเพราะสุข ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะ ทุกข์ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๙ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขาที่ดี ๑ เราเสมอเขาที่ดี ๑ เราเลวกว่าเขาที่ดี ๑ เราดีกว่าเขาที่เสมอกัน ๑ เราเสมอเขาที่เสมอกัน ๑ เราเลวกว่าเขาที่เสมอ กัน ๑ เราดีกว่าเขาที่เลว ๑ เราเสมอเขาที่เลว ๑ เราเลวกว่าเขาที่เลว ๑. ความถือตัวโดย อาการ ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ความถือตัวเกิดขึ้นเพราะกำเนิดบ้าง เพราะโคตร บ้างเพราะความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง เพราะความเป็นผู้มีผิวพรรณงามบ้าง เพราะทรัพย์บ้าง เพราะความเชื้อเชิญบ้าง เพราะบ่อเกิดแห่งการงานบ้าง เพราะบ่อเกิดแห่งศิลปะบ้าง เพราะฐาน แห่งวิชชาบ้าง เพราะการศึกษาเล่าเรียนบ้าง เพราะปฏิภาณบ้าง เพราะวัตถุอื่นบ้าง ความถือตัว กิริยาที่ถือตัวความเป็นผู้ถือตัว ความพองจิต ความมีมานะดังว่าไม้อ้อสูง มานะดังธงไชย มานะ อันเป็นเหตุให้ยกย่อง ความที่มีจิตใคร่ดังธงนำหน้า นี้ท่านกล่าวว่า ความถือตัว. ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ กรรมอันประกอบด้วยความแข็งกระด้าง นี้ท่านกล่าวว่าความลบหลู่ในคำว่า มักขะ ดังนี้. ความถือตัวและความลบหลู่ พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิด ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ทรงละความถือตัว และความลบหลู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงละความถือตัวและความลบหลู่.

มานมกฺขปฺปหายิโนติ มานาติ เอกวิเธน มาโน โย จิตฺตสฺส อุณฺณติ ฯ ทุวิเธน มาโน อตฺตุกฺกํสนมาโน ปรวมฺภนมาโน ฯ ติวิเธน มาโน เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน สทิโสหมสฺมีติ มาโน หีโนหมสฺมีติ มาโน ฯ จตุพฺพิเธน มาโน ลาเภน มานํ ชเนติ ยเสน มานํ ชเนติ ปสํสาย มานํ ชเนติ สุเขน มานํ ชเนติ ฯ ปญฺจวิเธน มาโน ลาภิมฺหิ มนาปิกานํ รูปานนฺติ มานํ ชเนติ ลาภิมฺหิ มนาปิกานํ สทฺทานํ คนฺธานํ รสานํ โผฏฺฐพฺพานนฺติ มานํ ชเนติ ฯ {๕๗๘.๑} ฉพฺพิเธน มาโน จกฺขุสมฺปทาย มานํ ชเนติ โสตสมฺปทาย ฆานสมฺปทาย ชิวฺหาสมฺปทาย กายสมฺปทาย มโนสมฺปทาย มานํ ชเนติ ฯ สตฺตวิเธน มาโน มาโน อติมาโน มานาติมาโน โอมาโน อวมาโน อสฺมิมาโน มิจฺฉามาโน ฯ อฏฺฐวิเธน มาโน ลาเภน มานํ ชเนติ อลาเภน โอมานํ ชเนติ ยเสน มานํ ชเนติ อยเสน โอมานํ ชเนติ ปสํสาย มานํ ชเนติ นินฺทาย โอมานํ ชเนติ สุเขน มานํ ชเนติ ทุกฺเขน โอมานํ ชเนติ ฯ นววิเธน มาโน เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน สทิสสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโน หีนสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโน ฯ {๕๗๘.๒} ทสวิเธน มาโน อิเธกจฺโจ มานํ ชเนติ ชาติยา วา โคตฺเตน วา โกลปุตฺติเกน วา วณฺณโปกฺขรตาย วา ธเนน วา อชฺเฌเนน วา กมฺมายตเนน วา สิปฺปายตเนน วา วิชฺชฏฺฐาเนน วา สุเตน วา ปฏิภาเณน วา อญฺญตรญฺญตเรน วา วตฺถุนา โย เอวรูโป มาโน มญฺญนา มญฺญิตตฺตํ อุณฺณติ อุนฺนโฬ ธโช สมฺปคฺคาโห เกตุกมฺยตา จิตฺตสฺส อยํ วุจฺจติ มาโน ฯ มกฺขาติ มกฺโข มกฺขายนา มกฺขายิตตฺตํ นิฏฺฐุริยกมฺมํ อยํ วุจฺจติ มกฺโข ฯ พุทฺธสฺส ภควโต มาโน จ มกฺโข จ ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ มานมกฺขปฺปหายีติ มานมกฺขปฺปหายิโน ฯ

๕๗๙

คำว่า หนฺทาหํ ในอุเทศว่า หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหีตํ ดังนี้ เป็นบทสนธิ. ฯลฯ คำว่า หนฺท นี้เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า จักระบุ คือ จักแสดง ... จักประกาศซึ่งถ้อยคำ วาจา คำเป็นคลอง คำที่ควรเปล่ง อันเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยคุณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณ. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณ แก่- พระองค์ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรงละความถือตัว และความลบหลู่.

หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหิตนฺติ หนฺทาหนฺติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ หนฺทาติ ฯ กิตฺตยิสฺสามีติ วณฺเณน อุเปตํ สมุเปตํ อุปาคตํ สมุปาคตํ อุปปนฺนํ สมุปปนฺนํ สมนฺนาคตํ คิรํ วาจํ พฺยปถํ โอทีรณํ กิตฺตยิสฺสามิ เทสิสฺสามิ ปญฺญเปสฺสามิ ปฏฺฐเปสฺสามิ วิวริสฺสามิ วิภชิสฺสามิ อุตฺตานีกริสฺสามิ ปกาสิสฺสามีติ หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหิตํ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ปหีนมลโมหสฺส มานมกฺขปฺปหายิโน หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหิตนฺติ ฯ

๕๘๐

พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความ มืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ทั้งหมดแล้ว มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐอัน ข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว.

ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต เม ฯ

๕๘๑

คำว่า ทรงบรรเทาความมืด ในอุเทศว่า ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงบรรเทา ทรงกำจัด ทรงละ ทรงบรรเทาให้พินาศ ทรงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความมืดคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อันทำให้บอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำไม่ให้มีญาณ อันดับปัญญา เป็นฝ่ายความลำบาก ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงบรรเทาความมืด. คำว่า พุทฺโธ คือ พระผู้มีพระภาค ฯลฯ พระนามว่า พุทโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. สัพพัญญุตญาณท่านกล่าวว่าสมันตจักษุ ในคำว่า ผู้มีพระสมันตจักษุ. ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า ผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความมืด.

ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขูติ ตโมนุโทติ ภควา ราคตมํ โทสตมํ โมหตมํ มานตมํ ทิฏฺฐิตมํ กิเลสตมํ ทุจฺจริตตมํ อนฺธกรณํ อจกฺขุกรณํ อญาณกรณํ ปญฺญานิโรธิกํ วิฆาตปกฺขิกํ อนิพฺพานสํวตฺตนิกํ นุทิ ปนุทิ ชหิ วิโนทยิ พฺยนฺตีมกาสิ อนภาวงฺคเมสีติ ตโมนุโท ฯ พุทฺโธติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ สมนฺตจกฺขูติ สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญาณํ ฯเปฯ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ ฯ

๕๘๒

คำว่า โลก ในอุเทศว่า โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ โลก ๑ ได้แก่โลกคือภพ. โลก ๒ คือ ภวโลกเป็นสมบัติ ๑ ภวโลกเป็นวิบัติ ๑. โลก ๓ คือ เวทนา ๓. โลก ๔ คือ อาหาร ๔. โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕. โลก ๖ คือ อายตนภายใน ๖. โลก ๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗. โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘. โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙. โลก ๑๐ คือ อุปกิเลส ๑๐. โลก ๑๑ คือ กามภพ ๑๑. โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒. โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘. คำว่า ทรงถึงที่สุดโลก ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุด ถึงส่วนสุดแห่งโลกแล้ว ไปสู่ที่สุดถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว ฯลฯ ไปนิพพานถึงนิพพานแล้ว. พระผู้มีพระภาคนั้น มีธรรม เป็นเครื่องอยู่ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯลฯ ไม่มีสงสารคือ ชาติ ชราและมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุดโลก. คำว่า ภพ ในอุเทศว่า สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ ภพ ๒ ได้แก่ กรรมภพ ๑ ปุนภพ อันมีในปฏิสนธิ ๑. กรรมภพเป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้เป็นกรรมภพ. ปุนภพอันมีในปฏิสนธิเป็นไฉน? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีในปฏิสนธิ นี้เป็นปุนภพอันมีในปฏิสนธิ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นไปล่วง ทรงล่วงเลย ทรงก้าวล่วงซึ่งกรรมภพและปุนภพอันมี ในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุดโลก เป็นไปล่วงภพทั้งปวง.

โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโตติ โลกาติ เอโก โลโก ภวโลโก ฯ เทฺว โลกา สมฺปตฺติ จ ภวโลโก วิปตฺติ จ ภวโลโก ฯ ตโย โลกา ติสฺโส เวทนา ฯ จตฺตาโร โลกา จตฺตาโร อาหารา ฯ ปญฺจ โลกา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฯ ฉ โลกา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฯ สตฺต โลกา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย ฯ อฏฺฐ โลกา อฏฺฐ โลกธมฺมา ฯ นว โลกา นว สตฺตาวาสา ฯ ทส โลกา ทส อุปกฺกิเลสา ฯ เอกาทส โลกา เอกาทส กามภวา ฯ ทฺวาทส โลกา ทฺวาทสายตนานิ ฯ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ โลกนฺตคูติ ภควา โลกสฺส อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ฯเปฯ นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ โลกนฺตคู ฯ สพฺพภวาติวตฺโตติ ภวาติ เทฺว ภวา กมฺมภโว จ ปฏิสนฺธิโก จ ปุนพฺภโว ฯ กตโม กมฺมภโว ฯ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อาเนญฺชาภิสงฺขาโร อยํ กมฺมภโว ฯ กตโม ปฏิสนฺธิโก ปุนพฺภโว ฯ ปฏิสนฺธิกา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อยํ ปฏิสนฺธิโก ปุนพฺภโว ฯ ภควา กมฺมภวญฺจ ปฏิสนฺธิกญฺจ ปุนพฺภวํ อติวตฺโต อติกฺกนฺโต วีติวตฺโตติ โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต ฯ

๕๘๓

อาสวะ ในคำว่า ไม่มีอาสวะ ในอุเทศว่า อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน ดังนี้ มี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีใน ภายหลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึง ชื่อว่า ไม่มีอาสวะ. คำว่า ทรงละทุกข์ทั้งปวง ความว่า ทุกข์ทั้งหมด คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ โสกทุกข์ ปริเทวทุกข์ ทุกขทุกข์ โทมนัสทุกข์ อุปายาสทุกข์ ฯลฯ ทุกข์แต่ความ ฉิบหายแห่งทิฏฐิ อันมีมาแต่ปฏิสนธิ. พระผู้มีพระภาคนั้นทรงละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ระงับ แล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ละทุกข์ ทั้งปวง.

อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโนติ อนาสโวติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ เต อาสวา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อนาสโว ฯ สพฺพทุกฺขปฺปหีโนติ สพฺพํ ตสฺส ปฏิสนฺธิกํ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ ฯเปฯ ทิฏฺฐิพฺยสนทุกฺขํ ปหีนํ สมุจฺฉินฺนํ ปฏิปฺปสฺสทฺธํ อภพฺพุปฺปตฺติกํ ญาณคฺคินา ทฑฺฒํ ตสฺมา พุทฺโธ สพฺพทุกฺขปฺปหีโนติ อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน ฯ

๕๘๔

คำว่า มีพระนามจริง ในอุเทศว่า สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต เม ดังนี้ ความ ว่า มีพระนามเหมือนนามจริง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขี พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากกุสันธะ พระผู้มีพระภาคพระนาม ว่าโกนาคมน์ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสป พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระ นามเช่นเดียวกัน มีพระนามเหมือนนามจริง. พระผู้มีพระภาคศากยมุนีมีพระนามเหมือนกัน คือ มีพระนามเหมือนนามจริงของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วเหล่านั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น พระผู้มี พระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีพระนามจริง. คำว่า เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคนั้นอันข้า พระองค์นั่ง เข้านั่ง นั่งใกล้ กำหนดถาม สอบถามแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความมืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ ทั้งหมดแล้ว มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐอันข้าพระองค์นั่ง ใกล้แล้ว.

สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต เมติ สจฺจวฺหโยติ สจฺจสทิสวฺหโย ฯ วิปสฺสี ภควา สิขี ภควา เวสฺสภู ภควา กกุสนฺโธ ภควา โกนาคมโน ภควา กสฺสโป ภควา พุทฺธา ภควนฺโต สทิสนามา สจฺจสทิสวฺหยา ฯ ภควา สกฺยมุนิ เตสํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สทิสนาโม สจฺจสทิสวฺหโยติ ตสฺมา พุทฺโธ สจฺจวฺหโย ฯ พฺรหฺมุปาสิโต เมติ โส ภควา มยา อาสิโต อุปาสิโต ปยิรุปาสิโต ปริปุจฺฉิโต ปริปญฺหิโตติ สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต เม ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต เมติ ฯ

๕๘๕

นกละป่าเล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัยสระใหญ่ที่มีน้ำ มาก ฉะนี้.

ทิโช ยถา กุพฺพนกํ ปหาย พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย เอวมาหํ อปฺปทสฺเส ปหาย มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโต ฯ

๕๘๖

นกท่านกล่าวว่า ทิชะ ในอุเทศว่า ทิโช ยถา กุพฺพสกํ ปหาย พหุปฺผลํ กานนฺนอาวสยฺย ดังนี้. เพราะเหตุไรนกท่านจึงกล่าว ทิชะ. นกเกิด ๒ ครั้ง คือ เกิดแต่ท้องแม่ครั้งหนึ่ง เกิด แต่กระเปาะฟองครั้งหนึ่ง เพราะเหตุนั้น. นกท่านจึงเรียกว่า ทิชะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิชะ. คำว่า ละป่าเล็กน้อย ... ฉันใด ความว่า นกละทิ้ง ล่วงเลยแล้วซึ่งป่าน้อยที่มีอาหาร เครื่องกินน้อย มีน้ำน้อย ไปประสบพบได้ป่าใหญ่ซึ่งเป็นไพรสณฑ์ที่มีต้นไม้มาก มีผลไม้ดก มีอาหารเครื่องกินมาก ที่อื่น สำเร็จความอยู่ในไพรสณฑ์นั้น ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นก ละป่าเล็กน้อย อาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด.

ทิโช ยถา กุพฺพนกํ ปหาย พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺยาติ ทิโช วุจฺจติ ปกฺขี ฯ กึการณา ทิโช วุจฺจติ ปกฺขี ฯ ทฺวิกฺขตฺตุํ ชายติ ทิโช มาตุกุจฺฉิมฺหา จ อณฺฑโกสมฺหา จ ตํการณา ทิโช วุจฺจติ ปกฺขีติ ทิโช ฯ ยถา กุพฺพนกํ ปหายาติ ยถา ทิโช กุพฺพนกํ ริตฺตวนกํ อปฺปภกฺขํ อปฺโปทกํ ปหาย ชหิตฺวา อติกฺกมิตฺวา วีติวตฺเตตฺวา อญฺญํ พหุปฺผลํ พหุภกฺขํ พหุรุกฺขํ มหนฺตํ กานนํ วนสณฺฑํ อธิคจฺเฉยฺย วินฺเทยฺย ปฏิลเภยฺย ตสฺมึ วนสณฺเฑ วาสํ กปฺเปยฺยาติ ทิโช ยถา กุพฺพนกํ ปหาย พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย ฯ

๕๘๗

คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า เอวมาหํ อปฺปทสฺเส ปหาย มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโต ดังนี้ เป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อมเฉพาะ. คำว่า ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย ความว่า พาวรีพราหมณ์ และพวก พราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรีพราหมณ์นั้น เปรียบเทียบเข้ากะพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็เป็น ผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญานิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มี ปัญญาเลวทราม. ข้าพระองค์ละทิ้ง ล่วง ล่วงเลยแล้วซึ่งพราหมณ์เหล่านั้น ผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญานิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาเลวทราม ประสบ พบแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญา อุดม สูงสุด ไม่มีใครเสมอ เสมอด้วยพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอ ไม่มีใครเปรียบเทียบ เป็นบุคคลหาใครเปรียบมิได้ เป็นเทวดาล่วงเทวดา เป็นผู้องอาจกว่านรชน เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษนาค เป็นบุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษแกล้วกล้า เป็นบุรุษผู้นำธุระไป มีพลธรรม ๑๐ เป็นผู้คงที่ หงส์พึงประสบ พบ ได้ซึ่งสระใหญ่ที่พวกมนุษย์ทำไว้ สระอโนดาต หรือมหาสมุทร ที่ไม่กำเริบ มีน้ำนับไม่ถ้วน ฉันใด ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ชื่อปิงคิยะ ประสบ พบ ได้แล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ไม่กำเริบ มีเดชนับไม่ถ้วน มีญาณแตกฉาน มีพระจักษุเปิด แล้ว ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุแล้ว ถึงเวสารัชชญาณ ๔ แล้ว น้อมพระทัยไปในผลสมาบัติอันบริสุทธิ์ มีพระองค์ขาวผ่อง มีพระวาจามิได้เป็นสอง เป็นผู้คงที่ มีปฏิญาณอย่างนั้น เป็นผู้ไม่เล็กน้อย เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีธรรมลึก มีคุณอันใครๆ นับไม่ได้ มีคุณยากที่จะหยั่งถึง มีรัตนะมาก มีคุณเสมอด้วยสาคร ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ ไม่มี ใครเปรียบปาน มีธรรมไพบูลย์ ประมาณมิได้ มีพระคุณเช่นนั้น ตรัสธรรมอันเลิศกว่าพวกที่ กล่าวกัน เช่นภูเขาสิเนรุเลิศกว่าภูเขาทั่วไป ครุฑเลิศกว่านกทั่วไป สีหมฤคเลิศกว่ามฤคทั่วไป สมุทรเลิศกว่าห้วงน้ำทั่วไป เป็นพระพุทธชินะอันสูงสุด ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็น ดังว่าหงส์ อาศัยสระใหญ่ที่มีน้ำมาก ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า นกละป่าเล็กแล้ว อาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัยสระใหญ่ ที่มี น้ำมาก ฉะนั้น.

เอวมาหํ อปฺปทสฺเส ปหาย มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโตติ เอวนฺติ โอปมฺมสมฺปฏิปาทนํ ฯ อปฺปทสฺเส ปหายาติ โย จ พาวรี พฺราหฺมโณ เย จญฺเญ ตสฺส อาจริยา พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปาทาย อปฺปทสฺสา ปริตฺตทสฺสา โถกทสฺสา โอมกทสฺสา ลามกทสฺสา ชตุกฺกทสฺสา ฯ เต พฺราหฺมเณ อปฺปทสฺเส ปริตฺตทสฺเส โถกทสฺเส โอมกทสฺเส ลามกทสฺเส ชตุกฺกทสฺเส ปหาย ปชหิตฺวา อติกฺกมิตฺวา สมติกฺกมิตฺวา พุทฺธํ ภควนฺตํ อคฺคทสฺสํ เสฏฺฐทสฺสํ วิเสฏฺฐทสฺสํ อุตฺตมทสฺสํ ปวรํ อสมํ อสมสมํ อปฺปฏิภาคํ อปฺปฏิปุคฺคลํ เทวาติเทวํ นราสภํ ปุริสสีหํ ปุริสนาคํ ปุริสาชญฺญํ ปุริสนิสภํ ปุริสโธรยฺหํ ทสพลํ ตาทึ อธิคจฺฉึ วินฺทึ ปฏิลภึ ฯ {๕๘๗.๑} ยถาว หํโส มหนฺตํ มานุสกตํ วา สรํ อโนตตฺตํ วา ทหํ มหาสมุทฺทํ วา อกฺโขพฺภํ อมิโตทกํ อธิคจฺเฉยฺย วินฺเทยฺย ปฏิลเภยฺย เอวเมว ปิงฺคิโย พฺราหฺมโณ พุทฺธํ ภควนฺตํ อกฺโขพฺภํ อมิตเตชํ ปภินฺนญาณํ วิวฏจกฺขุํ ปญฺญาปเภทกุสลํ อธิคตปฏิสมฺภิทํ จตุเวสารชฺชปฺปตฺตํ สุทฺธาธิมุตฺตํ เสตปจฺจตฺตํ อทฺวยภาณึ ตาทึ ตถาปฏิญฺญํ อปริตฺตํ มหนฺตํ คมฺภีรํ อปฺปเมยฺยํ ทุปฺปริโยคาฬฺหํ พหุรตนํ สาครสมํ ฉฬงฺคุเปกฺขาย สมนฺนาคตํ อตุลํ วิปุลํ อปฺปเมยฺยํ ตํ ตาทิสํ ปวทตมคฺควาทินํ สิเนรุมิว นคานํ ครุฬมิว ทิชานํ สีหมิว มิคานํ อุทธิมิว อณฺณวานํ ชินปวรํ อธิคจฺฉึ วินฺทึ ปฏิลภินฺติ เอวมาหํ อปฺปทสฺเส ปหาย มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโต ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ทิโช ยถา กุพฺพนกํ ปหาย พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย เอวมาหํ อปฺปทสฺเส ปหาย มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโตติ ฯ

๕๘๘

ในกาลก่อน (อื่นแก่ศาสนาของพระโคดม) อาจารย์เหล่าใด พยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ คำนั้น ทั้งหมดเป็นคำกล่าวสืบๆ กันมา คำนั้นทั้งหมดนั้นเป็นเครื่อง ยังความตรึกให้เจริญ.

เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ (หุรํ โคตมสาสนา) อิจฺจาสิ อิติ ภวิสฺสติ สพฺพนฺตํ อิติหีติหํ สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนํ ฯ

๕๘๙

คำว่า เย ในอุเทศว่า เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ ดังนี้ ความว่า พาวรีพราหมณ์ และพวกพราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรีพราหมณ์ พยากรณ์แล้ว คือ บอก ... ประกาศ แล้วซึ่งทิฏฐิของตน ความควรของตน ความชอบใจของตน ลัทธิของตน ความประสงค์ของตน อัธยาศัยของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ... ในกาลก่อน ... อาจารย์เหล่าใดพยากรณ์แล้ว.

เย เม ปุพฺเพ วิยากํสูติ เยติ โย จ พาวรี พฺราหฺมโณ เย จญฺเญ ตสฺส อาจริยา เต สกํ ทิฏฺฐึ สกํ ขนฺตึ สกํ รุจึ สกํ ลทฺธึ สกํ อชฺฌาสยํ สกํ อธิปฺปายํ พฺยากํสุ อาจิกฺขึสุ เทสยึสุ ปญฺญปึสุ ปฏฺฐปึสุ วิวรึสุ วิภชึสุ อุตฺตานีมกํสุ ปกาเสสุนฺติ เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ ฯ

๕๙๐

คำว่า อื่นแต่พระศาสนาของพระโคดม ความว่า ก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม คือ อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ก่อนกว่าศาสนาของพระโคดม กว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า กว่าศาสนาของพระชินะ กว่าศาสนาของพระตถาคต กว่าศาสนาของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม.

หุรํ โคตมสาสนาติ หุรํ โคตมสาสนา ปรํ โคตมสาสนา ปุเร โคตมสาสนา ปฐมตรํ โคตมสาสนา พุทฺธสาสนา ชินสาสนา ตถาคตสาสนา เทวสาสนา อรหนฺตสาสนาติ หุรํ โคตมสาสนา ฯ

๕๙๑

คำว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ ความว่า ได้ยินว่า เรื่องนี้มีแล้ว อย่างนี้ ได้ยินว่าเรื่องจักมีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้.

อิจฺจาสิ อิติ ภวิสฺสตีติ เอวํ กิร อสิ เอวํ กิร ภวิสฺสตีติ อิจฺจาสิ อิติ ภวิสฺสติ ฯ

๕๙๒

คำว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นคำกล่าวสืบๆ กันมา ความว่า คำนั้นทั้งสิ้นเป็น คำกล่าวสืบๆ กันมา คือ อาจารย์เหล่านั้น กล่าวธรรมอันไม่ประจักษ์แก่ตน ที่ตนมิได้รู้มาเอง ตามที่ได้ยินกันมาตามลำดับสืบๆ กันมา ตามความอ้างตำรา ตามเหตุที่นึกเดาเอาเอง ตามเหตุ ที่คาดคะเนเอาเอง ด้วยความตรึกตามอาการด้วยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คำทั้งหมดนั้นเป็นคำกล่าวสืบๆ กันมา.

สพฺพนฺตํ อิติหีติหนฺติ สพฺพํ ตํ อิติหีติหํ อิติกิราย ปรมฺปราย ปิฏกสมฺปทาย ตกฺกเหตุ นยเหตุ อาการปริวิตกฺเกน ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา น สามํ สยมภิญฺญาตํ น อตฺตปจฺจกฺขํ ธมฺมํ กถยึสูติ สพฺพนฺตํ อิติหีติหํ ฯ

๕๙๓

คำว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ ความว่า คำนั้นทั้งสิ้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ คือ เป็นเครื่องยังวิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความดำริให้เจริญ เป็นเครื่องยังกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงญาติให้ เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงชนบทให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงเทวดาให้เจริญ เป็น เครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเอ็นดูผู้อื่นให้เจริญ เป็นเครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภ สักการะและความสรรเสริญให้เจริญ เป็นเครื่องยังวิตกอันปฏิสังยุตด้วยความไม่ปรารถนา ให้ใคร ดูหมิ่นตนให้เจริญ. เพราะฉะนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ในกาลก่อน (อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม) อาจารย์เหล่าใด พยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้. คำทั้งหมด นั้นเป็นคำกล่าวสืบๆ กันมา. คำทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องยัง ความตรึกให้เจริญ.

สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนนฺติ สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนํ วิตกฺกวฑฺฒนํ สงฺกปฺปวฑฺฒนํ กามวิตกฺกวฑฺฒนํ พฺยาปาทวิหึสา- วิตกฺกวฑฺฒนํ ญาติวิตกฺกวฑฺฒนํ ชนปทวิตกฺกวฑฺฒนํ อมรวิตกฺก- วฑฺฒนํ ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺตวิตกฺกวฑฺฒนํ ลาภสกฺการสิโลก- ปฏิสํยุตฺตวิตกฺกวฑฺฒนํ อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺตวิตกฺกวฑฺฒนนฺติ สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนํ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ (หุรํ โคตมสาสนา) อิจฺจาสิ อิติ ภวิสฺสติ สพฺพนฺตํ อิติหีติหํ สพฺพนฺตํ ตกฺกวฑฺฒนนฺติ ฯ

๕๙๔

พระผู้มีพระภาคนั้นพระองค์เดียว ทรงบรรเทาความมืดเสีย ประทับอยู่แล้ว มีพระปัญญาสว่างแผ่รัศมี. พระโคดมมี พระปัญญาปรากฏ. พระโคดมมีพระปัญญากว้างขวางดัง แผ่นดิน.

เอโก ตมนุทาสีโน ชุติมา โส ปภงฺกโร โคตโม ภูริปญฺญาโณ โคตโม ภูริเมธโส ฯ

๕๙๕

คำว่า เอโก ในอุเทศว่า เอโก ตมนุภาสีโน ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียว โดยส่วนแห่งบรรพชา ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อนสอง เพราะอรรถว่าละตัณหา เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะเสด็จไปตาม เอกายนมรรค เพราะตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียว. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชาอย่างไร? พระผู้มีพระภาค ยังทรงหนุ่มแน่น มีพระเกศาดำสนิท ประกอบด้วยวัยอันเจริญ ตั้งอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดา พระบิดาไม่พอพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยอัสสุชล ทรงพระกันแสง รำพันอยู่ ทรงละพระญาติ- *วงศ์ ทรงตัดกังวลในฆราวาสสมบัติทั้งหมด ทรงตัดกังวลในพระโอรสและพระชายา ทรงตัด กังวลในพระประยูรญาติ ทรงตัดกังวลในมิตรและอำมาตย์ ปลงพระเกศา พระมัสสุแล้ว ทรง ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จออกผนวช เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มีกังวล พระองค์เดียวเสด็จเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบท เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า พระองค์เดียวโดยส่วนแห่งบรรพชาอย่างนี้. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียวเพราะอรรถว่า ไม่มีเพื่อนสองอย่างไร? พระผู้มี- *พระภาคทรงผนวชแล้วอย่างนี้ ทรงเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง ปราศจากลมแห่งชนผู้สัญจรไปมา สมควรทำกรรมลับของมนุษย์ สมควร เป็นที่หลีกเร้น ทรงดำเนินพระองค์เดียว หยุดอยู่พระองค์เดียว ประทับนั่งพระองค์เดียว บรรทมพระองค์เดียว เสด็จเข้าบ้านเพื่อทรงรับบิณฑบาตพระองค์เดียว เสด็จกลับพระองค์เดียว ประทับนั่งอยู่ในที่ลับพระองค์เดียว ทรงอธิษฐานจงกรมพระองค์เดียว พระองค์เดียวเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า พระองค์เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อนสองอย่างนี้. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียวเพราะอรรถว่า ทรงละตัณหาอย่างไร? พระผู้มี- *พระภาคนั้นเป็นองค์เดียวมิได้มีเพื่อนอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร มีพระหฤทัยแน่วแน่ เริ่มตั้งพระมหาปธานที่ควงไม้โพธิพฤกษ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงกำจัดมารกับทั้งเสนาซึ่งเป็น เผ่าพันธุ์ผู้ประมาท ทรงละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งตัณหาอันมีข่ายแล่นไป เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ. บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อนท่องเที่ยวไปตลอดกาลยืดยาวนาน ย่อม ไม่ล่วงสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และมีความเป็นอย่างอื่น. ภิกษุผู้มีสติรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ แล้วพึง เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น เว้นรอบ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า พระองค์เดียวเพราะอรรถว่า ทรงละตัณหาอย่างนี้. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียวอย่างไร? พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียวเพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละ ราคะเสียแล้ว ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละโทสะเสียแล้ว ชื่อว่าพระองค์เดียว เพราะปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะทรงละโมหะเสียแล้ว ชื่อว่าพระองค์ เดียว เพราะไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะทรงละกิเลสทั้งหลายเสียแล้ว. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียวเพราะเสด็จไปตามเอกายนมรรคอย่างไร? สติ- *ปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านกล่าวว่า เอกายนมรรค. พระผู้มีพระภาค ทรงเห็นธรรมเป็นส่วนสุดแห่งความสิ้นชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยพระทัยเกื้อกูล ย่อมทรงทราบธรรมอัน เป็นทางไปแห่งบุคคลผู้เดียว. พุทธาทิบัณฑิตข้ามก่อนแล้ว จักข้ามและข้ามอยู่ซึ่งโอฆะ ด้วยธรรมเป็นหนทางนั้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า พระองค์เดียวเพราะเสด็จไปตามเอกายนมรรค อย่างนี้. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์เดียวเพราะตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียว อย่างไร? ญาณในมรรค ๔ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญา พละ ฯลฯ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ปัญญาเป็นเครื่องเห็นแจ้ง สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า โพธิ. พระผู้มี- *พระภาคตรัสรู้ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ด้วยโพธิญาณนั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ ตรัสรู้ตาม ตรัสรู้เฉพาะ ตรัสรู้ชอบ บรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งธรรมทั้งปวงที่ควรตรัสรู้ ควรตรัสรู้ตาม ควรตรัสรู้เฉพาะ ควรตรัสรู้ ชอบ ควรบรรลุ ควรถูกต้อง ควรทำให้แจ้งด้วยโพธิญาณนั้น. พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าพระองค์ เดียว เพราะตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียวอย่างนี้. คำว่า ทรงบรรเทาความมืดเสีย ความว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบรรเทา ละ สละ กำจัด ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความมืดคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อันทำให้บอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำให้ไม่มีญาณ อันดับปัญญา เป็นฝ่ายความลำบาก ไม่เป็นไป เพื่อนิพพาน. คำว่า ประทับนั่งอยู่แล้ว คือ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้วที่ปาสาณกเจดีย์ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับนั่งอยู่แล้ว. เชิญดูพระมุนีผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ประทับนั่งอยู่แล้วที่ข้างภูเขา. พระสาวกทั้งหลายผู้ได้ไตรวิชชา ละมัจจุเสีย นั่งห้อมล้อมอยู่. ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่าประทับอยู่แล้ว. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคชื่อว่าประทับนั่งอยู่แล้ว เพราะพระองค์ทรงระงับแล้วซึ่ง ความขวนขวายทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคนั้น มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรง ประพฤติแล้ว ฯลฯ มิได้มีสงสารคือ ชาติ ชราและมรณะ ไม่มีภพใหม่ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่าประทับนั่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าพระองค์เดียว ทรงบรรเทาความมืด เสีย ประทับนั่งอยู่แล้ว.

เอโก ตมนุทาสีโนติ เอโกติ ภควา ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน เอโก อทุติยฏฺเฐน เอโก ตณฺหาปหานฏฺเฐน เอโก เอกนฺตวีตราโคติ เอโก เอกนฺตวีตโทโสติ เอโก เอกนฺตวีตโมโหติ เอโก เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ เอโก เอกายนมคฺคํ คโตติ เอโก เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ เอโก ฯ {๕๙๕.๑} กถํ ภควา ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน เอโก ฯ ภควา ทหโรว สมาโน สุสูกาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพญฺเญน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา อกามกานํ มาตาปิตูนํ อสฺสุมุขานํ โรทนฺตานํ วิลปนฺตานํ ญาติสงฺฆํ ปหาย สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ปุตฺตทารปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ญาติปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา มิตฺตามจฺจปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตฺวา อกิญฺจนภาวํ อุปคนฺตฺวา เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ เอวํ ภควา ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน เอโก ฯ {๕๙๕.๒} กถํ ภควา อทุติยฏฺเฐน เอโก ฯ โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวติ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ปฏิสลฺลาน- สารุปฺปานิ โส เอโก คจฺฉติ เอโก ติฏฺฐติ เอโก นิสีทติ เอโก เสยฺยํ กปฺเปติ เอโก คามํ ปิณฺฑาย ปวิสติ เอโก อภิกฺกมติ เอโก ปฏิกฺกมติ เอโก รโห นิสีทติ เอโก จงฺกมํ อธิฏฺฐาติ เอโก จรติ วิจรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ เอวํ ภควา อทุติยฏฺเฐน เอโก ฯ {๕๙๕.๓} กถํ ภควา ตณฺหาปหานฏฺเฐน เอโก ฯ โส เอวํ เอโก อทุติโย อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นชฺชา เนรญฺชราย ตีเร โพธิรุกฺขมูเล มหาปธานํ ปทหนฺโต มารํ สเสนํ นมุจึ ปมตฺตพนฺธุํ วิธมิตฺวา ตณฺหํ ชาลินึ สริตํ วิสตฺติกํ ปชหิ วิโนเทสิ พฺยนฺตีมกาสิ อนภาวงฺคเมสิ ฯ ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ เอตมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ เอวํ ภควา ตณฺหาปหานฏฺเฐน เอโก ฯ {๕๙๕.๔} กถํ ภควา เอกนฺตวีตราโคติ เอโก ฯ ราคสฺส ปหีนตฺตา เอกนฺตวีตราโคติ เอโก ฯ โทสสฺส ปหีนตฺตา เอกนฺตวีตโทโสติ เอโก ฯ โมหสฺส ปหีนตฺตา เอกนฺตวีตโมโหติ เอโก ฯ กิเลสานํ ปหีนตฺตา เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ เอโก ฯ {๕๙๕.๕} กถํ ภควา เอกายนมคฺคํ คโตติ เอโก ฯ เอกายนมคฺโค วุจฺจนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ เอกายนํ ชาติขยนฺตทสฺสี มคฺคํ ปชานาติ หิตานุกมฺปี เอเตน มคฺเคน ตรึสุ ปุพฺเพ ตริสฺสนฺติ เจว ตรนฺติ โอฆนฺติ ฯ เอวํ ภควา เอกายนมคฺคํ คโตติ เอโก ฯ {๕๙๕.๖} กถํ ภควา เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ เอโก ฯ โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ฯเปฯ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีมํสา วิปสฺสนา สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา เตน โพธิญาเณน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ พุชฺฌิ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ พุชฺฌิ ฯ อถวา ยํ พุชฺฌิตพฺพํ อนุพุชฺฌิตพฺพํ ปฏิพุชฺฌิตพฺพํ สมฺพุชฺฌิตพฺพํ อธิคนฺตพฺพํ ผุสิตพฺพํ สจฺฉิกาตพฺพํ สพฺพนฺตํ เตน โพธิญาเณน พุชฺฌิ อนุพุชฺฌิ ปฏิพุชฺฌิ สมฺพุชฺฌิ อธิคจฺฉิ ผุเสสิ สจฺฉากาสิ ฯ เอวํ ภควา เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ เอโก ฯ {๕๙๕.๗} ตมนุโทติ ภควา ราคตมํ โทสตมํ โมหตมํ มานตมํ ทิฏฺฐิตมํ กิเลสตมํ ทุจฺจริตตมํ อนฺธกรณํ อจกฺขุกรณํ อญาณกรณํ ปญฺญานิโรธิกํ วิฆาตปกฺขิกํ อนิพฺพานสํวตฺตนิกํ นุทิ ปนุทิ ปชหิ วิโนเทสิ พฺยนฺตีมกาสิ อนภาวงฺคเมสิ ฯ อาสีโนติ นิสินฺโน ภควา ปาสาณเก เจติเยติ อาสีโน ฯ นคสฺส ปสฺเส อาสีนํ มุนึ ทุกฺขสฺส ปารคุํ สาวกา ปยิรุปาสนฺติ เตวิชฺชา มจฺจุหายิโนติ ฯ เอวํ ภควา อาสีโน ฯ อถวา ภควา สพฺโพสฺสุกฺกปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อาสีโน โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ เอวมฺปิ ภควา อาสีโนติ เอโก ตมนุทาสีโน ฯ

๕๙๖

คำว่า มีความโพลง ในอุเทศว่า ชุติมา โส ปภงฺกโร ดังนี้ ความว่า มีปัญญาสว่าง คือ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา ทำลายกิเลส. คำว่า ทรงแผ่รัศมี ความว่า ทรงแผ่แสงสว่าง แผ่รัศมี แผ่แสงสว่างดังประทีป แผ่แสงสว่างสูง แผ่แสงสว่างช่วงโชติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์มีพระปัญญาสว่าง แผ่รัศมี.

ชุติมา โส ปภงฺกโรติ ชุติมาติ ชุติมา ปณฺฑิโต ปญฺญวา พุทฺธิมา ญาณี วิภาวี เมธาวี ฯ ปภงฺกโรติ อาโลกกโร โอภาสกโร ทีปงฺกโร อุชฺโชตกโร ปชฺโชตกโรติ ชุติมา โส ปภงฺกโร ฯ

๕๙๗

คำว่า พระโคดมมีพระปัญญาปรากฏ ความว่า พระโคดมมีพระปัญญาเป็นเครื่อง ปรากฏ มีพระญาณเป็นเครื่องปรากฏ มีปัญญาดังธงไชย มีปัญญาดังธงนำหน้า มีปัญญาเป็นอธิบดี มีความเลือกเฟ้นธรรมมาก มีความเลือกเฟ้นทั่วไปมาก มากด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา มีธรรม เป็นเครื่องพิจารณาพร้อม มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง ทรงประพฤติในธรรมนั้น มีพระปัญญา มาก หนักอยู่ด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญา โอนไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมไปใน ปัญญา มีปัญญาเป็นใหญ่. ธงเป็นเครื่องปรากฏแห่งรถ. ควันเป็นเครื่องปรากฏแห่งไฟ. พระราชาเป็นเครื่องปรากฏแห่งแว่นแคว้น. ภัสดาเป็นเครื่อง ปรากฏแห่งภรรยา ฉันใด. พระโคดมก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีปัญญากว้างขวางดังว่าแผ่นดิน ... มีปัญญาใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโคดมมีปัญญากว้างขวางดังว่าแผ่นดินปรากฏ.

โคตโม ภูริปญฺญาโณติ โคตโม ภูริปญฺญาโณ ญาณปญฺญาโณ ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สโมกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหารี ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ฯ ธโช รถสฺส ปญฺญาณํ ธุโม ปญฺญาณมคฺคิโน ราชา รฏฺฐสฺส ปญฺญาณํ ภตฺตา ปญฺญาณมิตฺถิยาติ ฯ เอวเมว โคตโม ภูริปญฺญาโณ ญาณปญฺญาโณ ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สโมกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหารี ตจฺจริโต ตพฺพหุโล ตคฺครุโก ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโยติ โคตโม ภูริปญฺญาโณ ฯ

๕๙๘

แผ่นดิน ท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตโม ภูริเมธโส ดังนี้. พระโคดม ทรงประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์ กว้างขวางเสมอด้วยแผ่นดิน ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโคดมมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคนั้น พระองค์เดียวทรงบรรเทาความมืดเสีย ประทับอยู่แล้ว มีพระปัญญาสว่าง แผ่รัศมี. พระโคดมมี พระปัญญาปรากฏ. พระโคดมมีพระปัญญากว้างขวาง ดังแผ่นดิน.

โคตโม ภูริเมธโสติ ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ฯ ปฐวีสมาย วิปุลาย วิตฺถตาย ปญฺญาย สมนฺนาคโต ฯ เมธา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา อิมาย เมธาย ปญฺญาย อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา พุทฺโธ ภูริเมธโสติ โคตโม ภูริเมธโส ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร เอโก ตมนุทาสีโน ชุติมา โส ปภงฺกโร โคตโม ภูริปญฺญาโณ โคตโม ภูริเมธโสติ ฯ

๕๙๙

พระผู้มีพระภาค ได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารีบุคคลพึง เห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มี อันตรายแก่อาตมา. นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหน.

โย เม ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ

๖๐๐

คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาค เป็นพระสยัมภู ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ทรงสดับมาก่อน ทรงบรรลุแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมเหล่านั้น และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญ ในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏฐาน ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพานและ ปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม ... แก่อาตมา.

โย เม ธมฺมมเทเสสีติ โยติ โย โส ภควา สยมฺภู อนาจริยโก ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ สามํ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌิ ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต พเลสุ จ วสีภาวํ ฯ ธมฺมมเทเสสีติ ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ สติปฏฺฐาเน ฯเปฯ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสีติ โย เม ธมฺมมเทเสสิ ฯ

๖๐๑

คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ความว่า อันธรรมจารี บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงรู้เฉพาะตน ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ผู้นั้นย่อมบรรลุ ประสบ ได้รับผล แห่งมรรคนั้นในกาลเป็นลำดับ มิได้มีกาลอื่นคั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารี บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร ยังไม่ได้อิฐผลในกาลเป็นลำดับ ยังต้อง รอเวลา ฉันใด ธรรมนี้ย่อมไม่เป็นฉันนั้น ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ผู้นั้นย่อมบรรลุ ประสบ ได้ผลแห่งมรรคนั้นในกาลเป็นลำดับ มิได้มีกาลอื่นคั่น ย่อมไม่ได้ในภพหน้า ย่อมไม่ได้ ในปรโลก ด้วยเหตุอย่างนี้จึงชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคล พึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล.

สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกนฺติ สนฺทิฏฺฐิกํ อกาลิกํ เอหิปสฺสิกํ โอปนยิกํ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหีติ เอวํ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ อถวา โย ทิฏฺเฐว ธมฺเม อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ ตสฺส มคฺคสฺส อนนฺตรา สมนนฺตรา อธิคจฺฉเตว ผลํ วินฺทติ ปฏิลภตีติ เอวมฺปิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ ยถา มนุสฺสา กาลิกํ ธนํ ทตฺวา อนนฺตรา น ลภนฺติ กาลํ อาคเมนฺติ เนวายํ ธมฺโม ฯ โย ทิฏฺเฐว ธมฺเม อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ ตสฺส มคฺคสฺส อนนฺตรา สมนนฺตรา อธิคจฺฉเตว ผลํ วินฺทติ ปฏิลภติ น ปรตฺถ น ปรโลเก เอวํ อกาลิกนฺติ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ

๖๐๒

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นราคะ เป็นที่สิ้นโทสะ เป็นที่ สิ้นโมหะ เป็นที่สิ้นคติ เป็นที่สิ้นอุปบัติ เป็นที่สิ้นปฏิสนธิ เป็นที่สิ้นภพ เป็นที่สิ้นสงสาร เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลส ขันธ์และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่าอันตราย ในคำว่า อนีติกํ ดังนี้. เป็นที่ละ สงบ สละคืน ระงับ อันตราย เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่ สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย.

ตณฺหกฺขยมนีติกนฺติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหกฺขยนฺติ ตณฺหกฺขยํ ราคกฺขยํ โทสกฺขยํ โมหกฺขยํ คติกฺขยํ อุปปตฺติกฺขยํ ปฏิสนฺธิกฺขยํ ภวกฺขยํ สํสารกฺขยํ วฏฺฏกฺขยํ ฯ อนีติกนฺติ อีติ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ อีติปฺปหานํ อีติวูปสโม อีติปฏินิสฺสคฺโค อีติปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ฯ

๖๐๓

คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ไม่มีข้อเปรียบเทียบ ไม่มีสิ่งเสมอ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์. คำว่า ในที่ไหนๆ ความว่า ในที่ไหนๆ ในที่ไรๆ ในที่บางแห่ง ในภายใน ภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาใน ที่ไหนๆ. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็น เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตราย แก่อาตมา. นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหนๆ.

ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ยสฺสาติ นิพฺพานสฺส ฯ นตฺถิ อุปมาติ อุปมา นตฺถิ อุปนิธา นตฺถิ สทิสํ นตฺถิ ปฏิภาโค นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ฯ กฺวจีติ กฺวจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร โย เม ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ฯ

๖๐๔

ดูกรปิงคิยะ ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้น ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระปัญญากว้างขวางดัง แผ่นดิน แม้ครู่หนึ่งหรือหนอ?

กินฺนุ ตมฺหา วิปฺปวสสิ มุหุตฺตมปิ ปิงฺคิย โคตมา ภูริปญฺญาณา โคตมา ภูริเมธสา ฯ

๖๐๕

คำว่า ... อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ... หรือหนอ ความว่า ย่อมอยู่ ปราศ คือ หลีกไป ไปปราศ เว้นจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หรือหนอ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หรือหนอ?

กินฺนุ ตมฺหา วิปฺปวสสีติ กินฺนุ ตมฺหา พุทฺธมฺหา วิปฺปวสสิ อเปสิ อปคจฺฉสิ วินา โหสีติ กินฺนุ ตมฺหา วิปฺปวสสิ ฯ

๖๐๖

คำว่า ดูกรปิงคิยะ ... แม้ครู่หนึ่ง ความว่า แม้ครู่หนึ่ง ขณะหนึ่ง พักหนึ่ง ส่วนหนึ่ง วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ครู่หนึ่ง. พาวรีพราหมณ์เรียกพระเถระผู้เป็นหลาน นั้นโดยชื่อว่า ปิงคิยะ.

มุหุตฺตมปิ ปิงฺคิยาติ มุหุตฺตมฺปิ ขณมฺปิ ลยมฺปิ วสฺสมฺปิ อตฺถมฺปีติ มุหุตฺตมปิ ฯ ปิงฺคิยาติ พาวรี ตํ นตฺตารํ นาเมน อาลปติ ฯ

๖๐๗

คำว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ความว่า ผู้โคดมซึ่งมีปัญญา เป็นเครื่องปรากฏ มีญาณเป็นเครื่องปรากฏ มีปัญญาเป็นดังธงชัย มีปัญญาดังธงนำหน้า มีปัญญา เป็นอธิบดี มีความเลือกเฟ้นมาก มีความเลือกเฟ้นทั่วไปมาก มากด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา มี ธรรมเป็นเครื่องพิจารณาพร้อม มีธรรมเป็นเครื่องอยู่แจ่มแจ้ง ทรงประพฤติในธรรมนั้น มีปัญญา มาก หนักอยู่ด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญา โอนไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมไปใน ปัญญา มีปัญญาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ.

โคตมา ภูริปญฺญาณาติ โคตมา ภูริปญฺญาณา ญาณปญฺญาณา ปญฺญาธชา ปญฺญาเกตุมฺหา ปญฺญาธิปเตยฺยมฺหา วิจยพหุลา ปวิจยพหุลา โอกฺขายนพหุลา สโมกฺขายนธมฺมา วิภูตวิหาริมฺหา ตจฺจริตา ตพฺพหุลา ตคฺครุกา ตนฺนินฺนา ตปฺโปณา ตปฺปพฺภารา ตทธิมุตฺตา ตทาธิปเตยฺยมฺหาติ โคตมา ภูริปญฺญาณา ฯ

๖๐๘

แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตมา ภูริเมธสา ดังนี้. พระโคดม ประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์กว้างขวางเสมอด้วยแผ่นดิน. ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา. พระผู้มีพระภาคทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์พาวรีนั้นจึงกล่าวว่า ดูกรปิงคิยะ ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคดมพระองค์นั้น ซึ่งมีปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่งหรือหนอ?

โคตมา ภูริเมธสาติ ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ฯ ภควา อิมาย ปฐวีสมาย วิปุลาย วิตฺถตาย ปญฺญาย สมนฺนาคโต ฯ {๖๐๘.๑} เมธา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา อิมาย เมธาย ปญฺญาย อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา พุทฺโธ ภูริเมธโสติ โคตมา ภูริเมธสา ฯ เตนาห โส พาวรี พฺราหฺมโณ กินฺนุ ตมฺหา วิปฺปวสสิ มุหุตฺตมปิ ปิงฺคิย โคตมา ภูริปญฺญาณา โคตมา ภูริเมธสาติ ฯ

๖๐๙

พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมอันธรรมจารีบุคคลพึงเห็น เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตราย แก่ท่าน. นิพพาน มิได้มีอุปมาในที่ไหนๆ.

โย เต ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ

๖๑๐

คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เต ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาค ฯลฯ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้น และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญ ใน พลธรรมทั้งหลาย. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคตรัส บอก ... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น ฯลฯ และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม ... แก่ท่าน.

โย เต ธมฺมมเทเสสีติ โยติ โย โส ภควา ฯเปฯ ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต พเลสุ จ วสีภาวํ ฯ ธมฺมมเทเสสีติ ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ ฯเปฯ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสีติ โย เต ธมฺมมเทเสสิ ฯ

๖๑๑

คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ความว่า อันธรรมจารี- *บุคคลพึงเห็นเอง ... อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตน ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อัน ธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ... มิได้มีกาลอื่นคั่น แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร ... ย่อมไม่ได้ในปรโลก ด้วยเหตุอย่างนี้ จึง ชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล.

สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกนฺติ สนฺทิฏฺฐิกํ อกาลิกํ เอหิปสฺสิกํ โอปนยิกํ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหีติ เอวํ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ อถวา โย ทิฏฺเฐว ธมฺเม อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ ตสฺส มคฺคสฺส อนนฺตรา สมนนฺตรา อธิคจฺฉเตว ผลํ วินฺทติ ปฏิลภตีติ เอวมฺปิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ ยถา มนุสฺสา กาลิกํ ธนํ ทตฺวา อนนฺตรา น ลภนฺติ กาลํ อาคเมนฺติ เนวายํ ธมฺโม ฯ โย ทิฏฺเฐว ธมฺเม อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ ตสฺส มคฺคสฺส อนนฺตรา สมนนฺตรา อธิคจฺฉเตว ผลํ วินฺทติ ปฏิลภติ น ปรตฺถ น ปรโลเก เอวํ อกาลิกนฺติ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ

๖๑๒

รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา ... เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลสขันธ์และอภิสังขาร ท่าน กล่าวว่าอันตราย ในบทว่า อนีติกํ ดังนี้. เป็นที่ละ ... เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย.

ตณฺหกฺขยมนีติกนฺติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหกฺขยนฺติ ตณฺหกฺขยํ ราคกฺขยํ โทสกฺขยํ โมหกฺขยํ คติกฺขยํ อุปปตฺติกฺขยํ ปฏิสนฺธิกฺขยํ ภวกฺขยํ สํสารกฺขยํ วฏฺฏกฺขยํ ฯ อนีติกนฺติ อีติ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ อีติปฺปหานํ อีติวูปสโม อีติปฏินิสฺสคฺโค อีติปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ฯ

๖๑๓

คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ... ไม่ประจักษ์. คำว่า ในที่ไหนๆ ความว่า ในที่ไหนๆ ... หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ. เพราะเหตุนั้น พาวรีพราหมณ์จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็น เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตราย แก่ท่าน. นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหนๆ.

ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ยสฺสาติ นิพฺพานสฺส ฯ นตฺถิ อุปมาติ อุปมา นตฺถิ อุปนิธา นตฺถิ สทิสํ นตฺถิ ปฏิภาโค นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภตีติ นตฺถิ อุปมา ฯ กฺวจีติ กฺวจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ เตนาห โส พาวรี พฺราหฺมโณ โย เต ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ฯ

๖๑๔

ท่านพราหมณ์ อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้นผู้โคดม ซึ่งมีพระปัญญา เป็นเครื่องปรากฏ มีพระปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่ง.

นาหํ ตมฺหา วิปฺปวสามิ มุหุตฺตมปิ พฺราหฺมณ โคตมา ภูริปญฺญาณา โคตมา ภูริเมธสา ฯ

๖๑๕

คำว่า อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ความว่า อาตมามิได้ อยู่ปราศ คือ มิได้หลีกไป มิได้ไปปราศ มิได้เว้น จากพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

นาหํ ตมฺหา วิปฺปวสามีติ อหํ ตมฺหา พุทฺธมฺหา น วิปฺปวสามิ น อเปมิ น อปคจฺฉามิ น วินา โหมีติ นาหํ ตมฺหา วิปฺปวสามิ ฯ

๖๑๖

คำว่า ท่านพราหมณ์ ... แม้ครู่หนึ่ง ความว่า แม้ครู่หนึ่ง ขณะหนึ่ง พักหนึ่ง ส่วนหนึ่ง วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ครู่หนึ่ง. พระปิงคิยเถระเรียกพาวรีพราหมณ์ผู้ เป็นลุงด้วยความเคารพว่า ท่านพราหมณ์.

มุหุตฺตมปิ พฺราหฺมณาติ มุหุตฺตมฺปิ ขณมฺปิ ลยมฺปิ วสฺสมฺปิ อตฺถมฺปีติ มุหุตฺตมปิ ฯ พฺราหฺมณาติ คารเวน มาตุลํ อาลปติ ฯ

๖๑๗

คำว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ความว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญา เป็นเครื่องปรากฏ ... มีปัญญาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมมีปัญญาเป็นเครื่อง ปรากฏ.

โคตมา ภูริปญฺญาณาติ โคตมา ภูริปญฺญาณา ญาณปญฺญาณา ปญฺญาธชา ปญฺญาเกตุมฺหา ปญฺญาธิปเตยฺยมฺหา วิจยพหุลา ปวิจยพหุลา โอกฺขายนพหุลา สโมกฺขายนธมฺมา วิภูตวิหาริมฺหา ตจฺจริตา ตพฺพหุลา ตคฺครุกา ตนฺนินฺนา ตปฺโปณา ตปฺปพฺภารา ตทธิมุตฺตา ตทาธิปเตยฺยมฺหาติ โคตมา ภูริปญฺญาณา ฯ

๖๑๘

แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตมา ภูริเมธสา ดังนี้. พระโคดม ประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์กว้างขวางเสมอด้วยแผ่นดิน. ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความ ไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่าเมธา. พระผู้มีพระภาคทรงเข้าไป ... ทรง ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีปัญญา กว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคดม ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระปัญญากว้างขวาง ดังแผ่นดินแม้ครู่หนึ่ง.

โคตมา ภูริเมธสาติ ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ฯ ภควา อิมาย ปฐวีสมาย วิปุลาย วิตฺถตาย ปญฺญาย สมนฺนาคโต ฯ เมธา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา อิมาย เมธาย ปญฺญาย อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา พุทฺโธ ภูริเมธโสติ โคตมา ภูริเมธสา ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร นาหํ ตมฺหา วิปฺปวสามิ มุหุตฺตมปิ พฺราหฺมณ โคตมา ภูริปญฺญาณา โคตมา ภูริเมธสาติ ฯ

๖๑๙

พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็น เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มีอันตราย แก่อาตมา. นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหนๆ.

โย เม ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ

๖๒๐

คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาค เป็นพระสยัมภู ... และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย. คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์ อันงามในเบื้องต้น ... และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม แก่อาตมา.

โย เม ธมฺมมเทเสสีติ โยติ โย โส ภควา สยมฺภู อนาจริยโก ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ สามํ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌิ ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต พเลสุ จ วสีภาวํ ฯ ธมฺมมเทเสสีติ ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺขิ เทเสสิ ปญฺญเปสิ ปฏฺฐเปสิ วิวริ วิภชิ อุตฺตานีมกาสิ ปกาเสสีติ โย เม ธมฺมมเทเสสิ ฯ

๖๒๑

คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ความว่า อันธรรมจารี- *บุคคลพึงเห็นเอง ... อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตนด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อัน ธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ... มิได้มีกาลอื่นคั่น แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล. มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร ... ย่อมไม่ได้ในปรโลก ด้วยเหตุอย่างนี้ จึง ชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล.

สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกนฺติ สนฺทิฏฺฐิกํ อกาลิกํ เอหิปสฺสิกํ โอปนยิกํ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหีติ เอวํ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ อถวา โย ทิฏฺเฐว ธมฺเม อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ ตสฺส มคฺคสฺส อนนฺตรา สมนนฺตรา อธิคจฺฉเตว ผลํ วินฺทติ ปฏิลภตีติ เอวมฺปิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ ยถา มนุสฺสา กาลิกํ ธนํ ทตฺวา อนนฺตรา น ลภนฺติ กาลํ อาคเมนฺติ เนวายํ ธมฺโม ฯ โย ทิฏฺเฐว ธมฺเม อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวติ ตสฺส มคฺคสฺส อนนฺตรา สมนนฺตรา อธิคจฺฉเตว ผลํ วินฺทติ ปฏิลภติ น ปรตฺถ น ปรโลเก เอวํ อกาลิกนฺติ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ฯ

๖๒๒

รูปตัณหา ... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหกฺขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา ... เป็นที่สิ้นวัฏฏะ. กิเลส ขันธ์ และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่าอันตราย ในบทว่า อนีติกํ ดังนี้. เป็นที่ละ ... เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย.

ตณฺหกฺขยมนีติกนฺติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ตณฺหกฺขยนฺติ ตณฺหกฺขยํ ราคกฺขยํ โทสกฺขยํ โมหกฺขยํ คติกฺขยํ อุปปตฺติกฺขยํ ปฏิสนฺธิกฺขยํ ภวกฺขยํ สํสารกฺขยํ วฏฺฏกฺขยํ ฯ อนีติกนฺติ อีติ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ อีติปฺปหานํ อีติวูปสโม อีติปฏินิสฺสคฺโค อีติปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ฯ

๖๒๓

คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ... ไม่ประจักษ์. คำว่า ในที่ไหนๆ ความว่า ในที่ไหน ... หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า นิพพาน ไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ. เพราะ เหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารีบุคคลพึง เห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา อันไม่มี อันตรายแก่อาตมา. นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหนๆ.

ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ยสฺสาติ นิพฺพานสฺส ฯ นตฺถิ อุปมาติ อุปมา นตฺถิ อุปนิธา นตฺถิ สทิสํ นตฺถิ ปฏิภาโค นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภตีติ นตฺถิ อุปมา ฯ กวจีติ กฺวจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร โย เม ธมฺมมเทเสสิ สนฺทิฏฺฐิกมกาลิกํ ตณฺหกฺขยมนีติกํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ฯ

๖๒๔

ท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ. อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาท ตลอดคืนและวัน นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน. อาตมาย่อม สำคัญ การไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแล.

ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนาว รตฺตินฺทิวํ พฺราหฺมณ อปฺปมตฺโต นมสฺสมาโน วิวสามิ รตฺตึ เตเนว มญฺญามิ อวิปฺปวาสํ ฯ

๖๒๕

คำว่า อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ ความว่า บุรุษผู้มีนัยน์ตาพึงแลเห็น มองดู แลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งรูปทั้งหลาย ฉันใด อาตมาแลเห็น มองดู แลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ.

ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนาวาติ ยถา จกฺขุมา ปุริโส อาโลเกยฺย รูปคตานิ ปสฺเสยฺย ทกฺเขยฺย โอโลเกยฺย นิชฺฌาเปยฺย อุปปริกฺเขยฺย เอวเมวาหํ พุทฺธํ ภควนฺตํ มนสา ปสฺสามิ ทกฺขามิ โอโลเกมิ นิชฺฌาปยามิ อุปปริกฺขามีติ ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนาว ฯ

๖๒๖

คำว่า ท่านพราหมณ์ ... เป็นผู้ไม่ประมาท ตลอดคืนและวัน ความว่า เมื่อ อาตมาอบรมด้วยใจ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทตลอดคืนและวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน พราหมณ์ ... เป็นผู้ไม่ประมาทตลอดคืนและวัน.

รตฺตินฺทิวํ พฺราหฺมณ อปฺปมตฺโตติ รตฺติญฺจ ทิวา จ มนสา ภาเวนฺโต อปฺปมตฺโตติ รตฺตินฺทิวํ พฺราหฺมณ อปฺปมตฺโต ฯ

๖๒๗

คำว่า นมัสการอยู่ ในอุเทศว่า นมสฺสมาโน วิวสามิ รตฺตึ ดังนี้ ความว่า นมัสการ สักการะ เคารพ นับถือ บูชาอยู่ ด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยจิตบ้าง ด้วย การปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์บ้าง ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมบ้าง ย่อมอยู่ คือ ยับยั้ง อยู่ตลอดคืนและวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน.

นมสฺสมาโน วิวสามิ รตฺตินฺติ นมสฺสมาโนติ กาเยน วา นมสฺสมาโน วาจาย วา นมสฺสมาโน จิตฺเตน วา นมสฺสมาโน อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา วา นมสฺสมาโน ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา วา นมสฺสมาโน สกฺการมาโน ครุการมาโน มานยมาโน ปูชยมาโน รตฺตินฺทิวํ วสามิ วีตินาเมมีติ นมสฺสมาโน วิวสามิ รตฺตึ ฯ

๖๒๘

คำว่า ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั่นแหละ ความว่า เมื่อ อาตมาเจริญด้วยพุทธานุสสตินั้น จึงสำคัญพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า เป็นผู้ไม่อยู่ปราศ คือ เป็นผู้ไม่อยู่ปราศแล้ว คือ อาตมารู้ ทราบ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ชัด อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมาย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแหละ. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วย ใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ. อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ตลอดคืนและวัน นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน. อาตมาย่อม สำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแหละ.

เตเนว มญฺญามิ อวิปฺปวาสนฺติ ตาย พุทฺธานุสฺสติยา ภาเวนฺโต อวิปฺปวาโสติ ตํ มญฺญามิ อวิปฺปวุฏฺโฐติ ตํ มญฺญามิ ชานามิ เอวํ ชานามิ เอวํ อาชานามิ เอวํ วิชานามิ เอวํ ปฏิวิชานามีติ เตเนว มญฺญามิ อวิปฺปวาสํ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนาว รตฺตินฺทิวํ พฺราหฺมณ อปฺปมตฺโต นมสฺสมาโน วิวสามิ รตฺตึ เตเนว มญฺญามิ อวิปฺปวาสนฺติ ฯ

๖๒๙

ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา ปีติ มนะและสติ ย่อมไม่หาย ไปจากศาสนาของพระโคดม. พระโคดมผู้มีพระปัญญากว้าง ขวางดังแผ่นดิน ย่อมเสด็จไปสู่ทิศใดๆ อาตมานั้นเป็นผู้ นอบน้อมไปโดยทิศนั้นๆ นั่นแหละ.

สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ นาเมนฺติเม โคตมสาสนมฺหา ยํ ยํ ทิสํ วชฺชติ ภูริปญฺโญ ส เตน เตเนว นโตหมสฺมิ ฯ

๖๓๐

ความเชื่อ ความเชื่อถือ ความกำหนด ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์ สัทธาพละ ที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาค ชื่อว่าศรัทธา ในอุเทศว่า สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ ดังนี้. ความอิ่มใจ ความปราโมทย์ ความเบิกบานใจ ความยินดี ความปลื้มใจ ความ เป็นผู้มีอารมณ์สูง ความเป็นผู้มีใจสูง ความที่จิตผ่องใสยิ่ง ปรารภถึงพระผู้มีพระภาค ชื่อว่า ปีติ. จิต ใจ มนัส หทัย จิตขาว มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันเกิดแต่วิญญาณขันธ์ ปรารภถึงพระผู้มีพระภาค ชื่อว่า มโน. ความ ระลึกถึง ฯลฯ ความระลึกชอบ ปรารภถึงพระผู้มีพระภาค ชื่อว่า สติ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ศรัทธา ปีติ มนะและสติ.

สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จาติ สทฺธาติ ยา จ ภควนฺตํ อารพฺภ สทฺธา สทฺทหนา โอกปฺปนา อภิปฺปสาโท สทฺธา สทฺธินฺทฺริยํ สทฺธาพลํ ฯ ปีตีติ ยา จ ภควนฺตํ อารพฺภ ปีติ ปามุชฺชํ โมทนา ปโมทนา วิตฺติ โอทคฺยํ อตฺตมนตา อติปฺปสาทนตา จิตฺตสฺส ฯ มโนติ ยญฺจ ภควนฺตํ อารพฺภ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ฯ สตีติ ยา จ ภควนฺตํ อารพฺภ สติ อนุสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสตีติ สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ ฯ

๖๓๑

คำว่า ธรรมเหล่านี้ ย่อมไม่หายไปจากศาสนาของพระโคดม ความว่า ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมไม่หายไป ไม่ปราศไป ไม่ละไป ไม่พินาศไป จากศาสนาของพระโคดม คือ จากศาสนาของพระพุทธเจ้า ศาสนาของพระชินเจ้า ศาสนาของพระตถาคต ศาสนาของพระ- *อรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมไม่หายไปจากศาสนาของพระโคดม.

นาเมนฺติเม โคตมสาสนมฺหาติ อิเม จตฺตาโร ธมฺมา โคตมสาสนา พุทฺธสาสนา ชินสาสนา ตถาคตสาสนา อรหนฺตสาสนา นาเมนฺติ นาคจฺฉนฺติ น วิชหนฺติ น วินาเสนฺตีติ นาเมนฺติเม โคตมสาสนมฺหา ฯ

๖๓๒

คำว่า สู่ทิศใดๆ ในอุเทศว่า ยํ ยํ ทิสํ วิชฺชติ ภูริปญฺโญ ดังนี้ ความว่า พระโคดมเสด็จอยู่ คือ เสด็จไป ทรงก้าวไป เสด็จดำเนินไป สู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ หรือทิศเหนือ. คำว่า ภูริปญฺโญ ความว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มีปัญญาใหญ่ มีปัญญา หลักแหลม มีปัญญาหนา มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาเร็ว มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า พระโคดมมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เสด็จไปสู่ทิศใดๆ.

ยํ ยํ ทิสํ วชฺชติ ภูริปญฺโญติ ยํ ยํ ทิสนฺติ ปุรตฺถิมํ วา ทิสํ ปจฺฉิมํ วา ทิสํ ทกฺขิณํ วา ทิสํ อุตฺตรํ วา ทิสํ วชติ คจฺฉติ กมติ อติกฺกมติ ฯ ภูริปญฺโญติ ภูริปญฺโญ มหาปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญติ ยํ ยํ ทิสํ วชฺชติ ภูริปญฺโญ ฯ

๖๓๓

คำว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้นๆ นั่นแหละ ความว่า อาตมา นั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศาภาคที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้นๆ คือ เป็นผู้มีใจเอนไปในทิศนั้น มีใจโอนไปในทิศนั้น มีใจเงื้อมไปในทิศนั้น น้อมใจไปในทิศนั้น มีทิศนั้นเป็นใหญ่ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้นๆ นั่นแหละ. เพราะเหตุนั้น พระ- *ปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา ปีติ มนะและสติ ย่อมไม่หาย ไปจากศาสนาของพระโคดม. พระโคดมผู้มีพระปัญญากว้าง ขวางดังแผ่นดิน ย่อมเสด็จไปสู่ทิศใดๆ อาตมานั้นย่อม เป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้นๆ นั่นแหละ.

ส เตน เตเนว นโตหมสฺมีติ โส เยน พุทฺโธ เตน เตเนว นโต ตนฺนินฺโน ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโยติ ส เตน เตเนว นโตหมสฺมิ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ นาเมนฺติเม โคตมสาสนมฺหา ยํ ยํ ทิสํ วชฺชติ ภูริปญฺโญ ส เตน เตเนว นโตหมสฺมีติ ฯ

๖๓๔

กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพล ไม่ได้ไปใน สำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล. แต่อาตมาย่อมถึงเป็น นิตย์ด้วยความดำริถึง. ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมานี่แหละ ประกอบด้วยทิศาภาคที่ประทับอยู่นั้น.

ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพลถามกสฺส เตเนว กาโย น ปเลติ ตตฺถ สงฺกปฺปยนฺตาย วชามิ นิจฺจํ มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโต ฯ

๖๓๕

คำว่า ผู้แก่แล้ว ในอุเทศว่า ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพลถามกสฺส ดังนี้ ความว่า ผู้แก่ ผู้เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาล ผ่านภัยไปโดยลำดับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แก่แล้ว. คำว่า มีเรี่ยวแรงทุรพล ความว่า มีเรี่ยวแรงถอยกำลัง มีเรี่ยวแรงน้อย มีเรี่ยวแรง นิดหน่อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพล.

ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพลถามกสฺสาติ ชิณฺณสฺสาติ ชิณฺณสฺส วุฑฺฒสฺส มหลฺลกสฺส อทฺธคตสฺส วโยอนุปฺปตฺตสฺสาติ ชิณฺณสฺส ฯ ทุพฺพลถามกสฺสาติ ทุพฺพลถามกสฺส อปฺปถามกสฺส ปริตฺตถามกสฺสาติ ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพลถามกสฺส ฯ

๖๓๖

คำว่า กาย ... ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล ความว่า กาย ไม่ได้ไป คือ ไม่ไปข้างหน้า ไม่ไปถึง ไม่ได้เข้าไปใกล้ ยังสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กาย ... ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล.

เตเนว กาโย น ปเลติ ตตฺถาติ กาโย เยน พุทฺโธ เตน น ปเลติ น วชติ น คจฺฉติ นาภิกฺกมตีติ เตเนว กาโย น ปเลติ ตตฺถ ฯ

๖๓๗

คำว่า ย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริ ความว่า ย่อมไป ย่อมถึง ย่อมเข้าไปใกล้ ด้วยการไปด้วยความดำริถึง ด้วยการไปด้วยความตรึกถึง ด้วยการไปด้วยญาณ ด้วยการไปด้วยปัญญา ด้วยการไปด้วยความรู้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วย ความดำริ.

สงฺกปฺปยนฺตาย วชามิ นิจฺจนฺติ สงฺกปฺปคมเนน วิตกฺกคมเนน ญาณคมเนน ปญฺญาคมเนน พุทฺธิคมเนน วชามิ คจฺฉามิ อภิกฺกมามีติ สงฺกปฺปยนฺตาย วชามิ นิจฺจํ ฯ

๖๓๘

จิต ใจ มนัส หทัย จิตขาว มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันเกิดแต่วิญญาณขันธ์นั้น ชื่อว่า มนะ ในอุเทศว่า มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโต ดังนี้. คำว่า ท่านพราหมณ์ ... ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับนั้น ความว่า ใจของ อาตมาประกอบ ประกอบดีแล้วด้วยทิศที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมานี่แหละประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับนั้น. เพราะเหตุนั้น พระ- *ปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพล ย่อมไม่ได้ไปใน สำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล. แต่อาตมาย่อมถึงเป็น นิตย์ด้วยความดำริถึง. ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมานี่แหละ ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับอยู่นั้น.

มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโตติ มโนติ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มโน มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ฯ พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโตติ มโน มม เยน พุทฺโธ เตน ยุตฺโต สํยุตฺโตติ มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโต ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพลถามกสฺส เตเนว กาโย น ปเลติ ตตฺถ สงฺกปฺปยนฺตาย วชามิ นิจฺจํ มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโตติ ฯ

๖๓๙

อาตมานอนดิ้นรนอยู่ในเปือกตม แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่ง แต่ ที่พึ่งภายหลังได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว มิได้มี อาสวะ.

ปงฺเก สยาโน ปริผนฺทมาโน ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ ฯ

๖๔๐

คำว่า นอนในเปือกตม ในอุเทศว่า ปงฺเก สยาโน ปริผนฺทมาโน ดังนี้ ความว่า นอนอาศัยพลิกไปมาในเปือกตมคือกาม ในหล่มคือกาม ในกิเลสคือกาม ในเบ็ดคือ กาม ในความเร่าร้อนเพราะกาม ในความกังวลเพราะกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นอนใน เปือกตม. คำว่า ดิ้นรนอยู่ ความว่า ดิ้นรนอยู่ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้นรน เพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรนเพราะประโยค ด้วยความดิ้นรนเพราะ วิบาก ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริต กำหนัดแล้วดิ้นรนเพราะราคะ ขัดเคืองแล้วดิ้นรนเพราะ โทสะ หลงแล้วดิ้นรนเพราะโมหะ มานะผูกพันแล้วดิ้นรนอยู่เพราะมานะ ถือมั่นแล้วดิ้นรน เพราะทิฏฐิ ถึงความฟุ้งซ่านแล้วดิ้นรนเพราะอุทธัจจะ ถึงความไม่ตกลงแล้วดิ้นรนเพราะวิจิกิจฉา ไปโดยเรี่ยวแรงแล้วดิ้นรนเพราะอนุสัย ดิ้นรนเพราะลาภ เพราะความเสื่อมลาภ เพราะยศ เพราะความเสื่อมยศ เพราะนินทา เพราะสรรเสริญ เพราะสุข เพราะทุกข์ ดิ้นรนอยู่เพราะ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ดิ้นรนเพราะทุกข์ ในนรก ทุกข์ในกำเนิดเดียรัจฉาน ทุกข์ในเปรตวิสัย ดิ้นรน กระเสือกกระสน หวั่นไหว สะทกสะท้านเพราะทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีความก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลเหตุ ทุกข์มีความตั้งอยู่ใน- *ครรภ์เป็นมูลเหตุ ทุกข์มีความออกจากครรภ์เป็นมูลเหตุ ทุกข์อันเนื่องด้วยสัตว์ผู้เกิด ทุกข์อันเนื่อง แต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เพราะความพยายามของตน ทุกข์เพราะความพยายามของผู้อื่น ทุกข์ เพราะทุกข์ ทุกข์ในสงสาร ทุกข์เพราะความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคในนัยน์ตา ทุกข์เพราะ โรคในหู ทุกข์เพราะโรคในจมูก ทุกข์เพราะโรคในลิ้น ทุกข์เพราะโรคในกาย ทุกข์เพราะโรค ในศีรษะ ทุกข์เพราะโรคที่หู ทุกข์เพราะโรคในปาก ทุกข์เพราะโรคที่ฟัน เพราะโรคไอ เพราะ โรคหืด เพราะโรคมองคร่อ เพราะโรคร้อนใน เพราะโรคผอม เพราะโรคในท้อง เพราะโรค- *สลบ เพราะโรคลงแดง เพราะโรคจุกเสียด เพราะโรคลงท้อง เพราะโรคเรื้อน เพราะโรคฝี เพราะโรคกลาก เพราะโรคมองคร่อ เพราะโรคลมบ้าหมู เพราะโรคหิดด้าน เพราะโรคหิตเปื่อย เพราะโรคคัน เพราะโรคขี้เรื้อนกวาง เพราะโรคคุดทะราด เพราะโรคลักกะปิด เพราะโรคดี เพราะโรคเบาหวาน เพราะโรคริดสีดวง เพราะโรคต่อม เพราะโรคบานทะโรค เพราะอาพาธ มีดีเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน เพราะอาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน เพราะ อาพาธเกิดแต่ดีเป็นต้นประชุมกัน เพราะอาพาธเกิดแต่ฤดูแปรไป เพราะอาพาธเกิดแก่การผลัด เปลี่ยนอิริยาบถไม่สม่ำเสมอ เพราะอาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินไป เพราะอาพาธเกิดแต่ผลกรรม เพราะร้อน เพราะหนาว เพราะหิว เพราะกระหาย เพราะอุจจาระ เพราะปัสสาวะ เพราะเหลือบ ยุง ลม แดดและสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์ เพราะพี่น้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่น้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์ เพราะญาติฉิบหาย ทุกข์เพราะโภคทรัพย์ฉิบหาย ทุกข์เพราะความฉิบหายเพราะโรค ทุกข์เพราะ ความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นอนดิ้นรนอยู่ ในเปือกตม.

ปงฺเก สยาโน ปริผนฺทมาโนติ ปงฺเก สยาโนติ กามปงฺเก กามกทฺทเม กามกิเลเส กามพลิเส กามปริฬาเห กามปลิโพเธ เสมาโน อวเสมาโน ปริเสมาโนติ ปงฺเก สยาโน ฯ ปริผนฺทมาโนติ ตณฺหาผนฺทนาย ผนฺทมาโน ทิฏฺฐิผนฺทนาย ผนฺทมาโน กิเลสผนฺทนาย ผนฺทมาโน ปโยคผนฺทนาย ผนฺทมาโน วิปากผนฺทนาย ผนฺทมาโน ทุจฺจริตผนฺทนาย ผนฺทมาโน รตฺโต ราเคน ผนฺทมาโน ทุฏฺโฐ โทเสน ผนฺทมาโน มูโฬฺห โมเหน ผนฺทมาโน วินิพนฺโธ มาเนน ผนฺทมาโน ปรามฏฺโฐ ทิฏฺฐิยา ผนฺทมาโน วิกฺเขปคโต อุทฺธจฺเจน ผนฺทมาโน อนิฏฺฐงฺคโต วิจิกิจฺฉาย ผนฺทมาโน ถามคโต อนุสเยหิ ผนฺทมาโน ลาเภน ผนฺทมาโน อลาเภน ผนฺทมาโน ยเสน ผนฺทมาโน อยเสน ผนฺทมาโน นินฺทาย ผนฺทมาโน ปสํสาย ผนฺทมาโน สุเขน ผนฺทมาโน ทุกฺเขน ผนฺทมาโน ชาติยา ผนฺทมาโน ชราย ผนฺทมาโน พฺยาธินา ผนฺทมาโน มรเณน ผนฺทมาโน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ {๖๔๐.๑} ผนฺทมาโน เนรยิเกน ทุกฺเขน ผนฺทมาโน ติรจฺฉานโยนิเกน ทุกฺเขน ผนฺทมาโน ปิตฺติวิสยิเกน ทุกฺเขน ผนฺทมาโน มานุสเกน ทุกฺเขน คพฺโภกฺกนฺติมูลเกน ทุกฺเขน คพฺภฏฺฐิติมูลเกน ทุกฺเขน คพฺภวุฏฺฐานมูลเกน ทุกฺเขน ชาตสฺสูปนิพนฺธเกน ทุกฺเขน ชาตสฺส ปราเธยฺยเกน ทุกฺเขน อตฺตูปกฺกเมน ทุกฺเขน ปรูปกฺกเมน ทุกฺเขน ทุกฺขทุกฺเขน สงฺขารทุกฺเขน วิปริณามทุกฺเขน จกฺขุโรเคน ทุกฺเขน โสตโรเคน ทุกฺเขน ฆานโรเคน ทุกฺเขน ชิวฺหาโรเคน ทุกฺเขน กายโรเคน ทุกฺเขน สีสโรเคน ทุกฺเขน กณฺณโรเคน ทุกฺเขน มุขโรเคน ทุกฺเขน ทนฺตโรเคน ทุกฺเขน กาเสน สาเสน ปินาเสน ฑเหน ชเรน กุจฺฉิโรเคน มุจฺฉาย ปกฺขนฺทิกาย สุลาย วิสูจิกาย กุฏฺเฐน คณฺเฑน กิลาเสน โสเสน อปมาเรน ททฺทุยา กณฺฑุยา กจฺฉุยา รขสาย วิตจฺฉิกาย โลหิเตน ปิตฺเตน มธุเมเหน อํสาย ปิฬกาย ภคนฺทลาย ปิตฺตสมุฏฺฐาเนหิ อาพาเธหิ เสมฺหสมุฏฺฐาเนหิ อาพาเธหิ วาตสมุฏฺฐาเนหิ อาพาเธหิ สนฺนิปาติเกหิ อาพาเธหิ อุตุปริณามเชหิ อาพาเธหิ วิสมปริหารเชหิ อาพาเธหิ โอปกฺกมิเกหิ อาพาเธหิ กมฺมวิปากเชหิ อาพาเธหิ สีเตน อุเณฺหน ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย อุจฺจาเรน ปสฺสาเวน ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺเสหิ มาตุมรเณน ทุกฺเขน ปิตุมรเณน ทุกฺเขน ภาตุมรเณน ทุกฺเขน ภคินีมรเณน ทุกฺเขน ปุตฺตมรเณน ทุกฺเขน ธีตุมรเณน ทุกฺเขน ญาติพฺยสเนน ทุกฺเขน โภคพฺยสเนน ทุกฺเขน โรคพฺยสเนน ทุกฺเขน สีลพฺยสเนน ทุกฺเขน ทิฏฺฐิพฺยสเนน ทุกฺเขน ผนฺทมาโน ปริผนฺทมาโน ปเวธมาโน สมฺปเวธมาโนติ ปงฺเก สยาโน ปริผนฺทมาโน ฯ

๖๔๑

คำว่า แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง ความว่า แล่นไปแล้ว คือ เลื่อนไปแล้ว สู่ศาสดาแต่ศาสดา บุคคลผู้บอกธรรมแต่บุคคลผู้บอกธรรมสู่ หมู่ต่อหมู่ ทิฏฐิแต่ทิฏฐิ สู่ปฏิปทา แต่ปฏิปทา สู่มรรคแต่มรรค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง.

ทีปา ทีปํ อุปลฺลวินฺติ สตฺถารโต สตฺถารํ ธมฺมกฺขานโต ธมฺมกฺขานํ คณโต คณํ ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐึ ปฏิปทาโต ปฏิปทํ มคฺคโต มคฺคํ อุปลฺลวึ สมุปลฺลวินฺติ ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ ฯ

๖๔๒

คำว่า อถ ในอุเทศว่า อถทฺทสาลึ สมฺพุทฺธํ ดังนี้ เป็นบทสนธิ. คำว่า อถ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อถทฺทสาสึ ความว่าได้ประสบ พบ เห็น แทงตลอดแล้ว. คำว่า ซึ่งพระสัมพุทธเจ้า ความว่า พระผู้มีพระภาคนั้นใด ฯลฯ. คำว่า พุทฺโธ เป็นสัจฉิกา- *บัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ในภายหลัง ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า.

อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธนฺติ อถาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ อถาติ ฯ อทฺทสาสินฺติ อทฺทสํ อทฺทกฺขึ อปสฺสึ ปฏิวิชฺฌึ ฯ สมฺพุทฺธนฺติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ ฯ

๖๔๓

คำว่า ผู้ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ล่วงเลย เป็นไปล่วง ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ. พระผู้มี- *พระภาคนั้นมีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯลฯ มีสงสาร คือ ชาติ ชราและมรณะหามิได้ มิได้มีภพต่อไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้ข้ามโอฆะแล้ว. คำว่า ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ. อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดัง ตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าไม่มีอาสวะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ. เพราะเหตุ นั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า อาตมานอนดิ้นรนอยู่ในเปือกตม แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่งแต่ที่พึ่ง ภายหลังได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ.

โอฆติณฺณนฺติ ภควา กาโมฆํ ติณฺโณ ภโวฆํ ติณฺโณ ทิฏฺโฐฆํ ติณฺโณ อวิชฺโชฆํ ติณฺโณ อุตฺติณฺโณ นิตฺติณฺโณ อติกฺกนฺโต สมติกฺกนฺโต วีติวตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ โอฆติณฺณํ ฯ อนาสวนฺติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาวโส อวิชฺชาสโว ฯ เต อาสวา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อนาสโวติ โอฆติณฺณมนาสวํ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร ปงฺเก สยาโน ปริผนฺทมาโน ทีปา ทีปํ อุปลฺลวึ อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวนฺติ ฯ

๖๔๔

พระวักลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิโคตมะก็ดี เป็นผู้มี ศรัทธาอันปล่อยแล้ว ฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้น เหมือนกัน. ดูกรปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง มัจจุ.

ยถา อหู วกฺกลิ มุตฺตสทฺโธ ภทฺราวุโธ อาฬวิโคตโม จ เอวเมว ตฺวมฺปิ ปมุญฺจสฺสุ สทฺธํ คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารํ ฯ

๖๔๕

คำว่า พระวักกลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิโคตมะก็ดี เป็นผู้มีศรัทธา อันปล่อยแล้ว ฉันใด ความว่า พระวักลิมีศรัทธาอันปล่อยไปแล้ว เป็นผู้หนักในศรัทธา มี ศรัทธาเป็นหัวหน้า น้อมใจไปด้วยศรัทธา มีศรัทธาเป็นใหญ่ ได้บรรลุอรหัตแล้ว ฉันใด. พระภัทราวุธะ ... พระอาฬวิโคตมะมีศรัทธาอันปล่อยไปแล้ว เป็นผู้หนักในศรัทธา มีศรัทธาเป็น หัวหน้า น้อมใจไปด้วยศรัทธา มีศรัทธาเป็นใหญ่ ได้บรรลุอรหัตแล้ว ฉันใด. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระวักกลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิโคตมะก็ดี เป็นผู้มีศรัทธาอันปล่อยแล้ว ฉันใด.

ยถา อหู วกฺกลิ มุตฺตสทฺโธ ภทฺราวุโธ อาฬวิโคตโม จาติ ยถา วกฺกลิ มุตฺตสทฺโธ สทฺธาครุโก สทฺธาปุพฺพงฺคโม สทฺธาธิมุตฺโต สทฺธาธิปเตยฺโย อรหตฺตปฺปตฺโต ยถา ภทฺราวุโธ มุตฺตสทฺโธ สทฺธาครุโก สทฺธาปุพฺพงฺคโม สทฺธาธิมุตฺโต สทฺธาธิปเตยฺโย อรหตฺตปฺปตฺโต ยถา อาฬวิโคตโม มุตฺตสทฺโธ สทฺธาครุโก สทฺธาปุพฺพงฺคโม สทฺธาธิมุตฺโต สทฺธาธิปเตยฺโย อรหตฺตปฺปตฺโตติ ยถา อหู วกฺกลิ มุตฺตสทฺโธ ภทฺราวุโธ อาฬวิโคตโม จ ฯ

๖๔๖

คำว่า แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน ความว่า ท่านจงปล่อย คือ จงปล่อยไปทั่ว จงปล่อยไปพร้อม จงน้อมลง จงกำหนดซึ่งศรัทธาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้นเหมือนกัน.

เอวเมว ตฺวมฺปิ ปมุญฺจสฺสุ สทฺธนฺติ เอวเมว ตฺวํ สทฺธํ มุญฺจสฺสุ ปมุญฺจสฺสุ สมฺปมุญฺจสฺสุ อธิมุญฺจสฺสุ โอกปฺเปหิ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สทฺธํ มุญฺจสฺสุ ปมุญฺจสฺสุ สมฺปมุญฺจสฺสุ อธิมุญฺจสฺสุ โอกปฺเปหีติ เอวเมว ตฺวมฺปิ ปมุญฺจสฺสุ สทฺธํ ฯ

๖๔๗

กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ตรัสว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ ในอุเทศ ว่า คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺร ปารํ ดังนี้. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่า ฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ. คำว่า ดูกรปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่ง แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ ความว่า ท่านจักถึง คือ จักลุถึง ถูกต้อง ทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า. พระวักกลิก็ดี พระภัทราวุธะก็ดี พระอาฬวิโดตมะก็ดี เป็นผู้มี ศรัทธาอันปล่อยแล้ว ฉันใด แม้ท่านก็จงปล่อยศรัทธาฉันนั้น เหมือนกัน ดูกรปิงคิยะ ท่านจักถึงฝั่งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง มัจจุ.

คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารนฺติ มจฺจุเธยฺยา วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ มจฺจุเธยฺยสฺส ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารนฺติ ตฺวํ ปารํ คมิสฺสสิ อธิคมิสฺสสิ ผุสิสฺสสิ สจฺฉิกริสฺสสีติ คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารํ ฯ เตนาห ภควา ยถา อหู วกฺกลิ มุตฺตสทฺโธ ภทฺราวุโธ อาฬวิโคตโม จ เอวเมว ตฺวมฺปิ ปมุญฺจสฺสุ สทฺธํ คมิสฺสสิ (ตฺวํ) ปิงฺคิย มจฺจุเธยฺยสฺส ปารนฺติ ฯ

๖๔๘

ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้ว ย่อมเลื่อมใสอย่าง ยิ่ง พระสัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว ไม่มีหลักตอ เป็นผู้มี ปฏิภาณ.

เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สุตฺวาน มุนิโน วโจ วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ อขิโล ปฏิภาณวา ฯ

๖๔๙

คำว่า ข้าพระองค์นี้ ... ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่งความว่า ข้าพระองค์นี้ย่อมเลื่อมใส ย่อมเชื่อ น้อมใจเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ. สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าพระองค์นี้ ... ย่อมเลื่อมใสอย่างยิ่ง.

เอส ภิยฺโย ปสีทามีติ เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สทฺทหามิ อธิมุจฺจามิ โอกปฺเปมิ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ภิยฺโย ปสีทามิ สทฺทหามิ อธิมุจฺจามิ โอกปฺเปมีติ เอส ภิยฺโย ปสีทามิ ฯ

๖๕๐

ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนีในอุเทศว่า สุตฺวาน มุนิโน วโจ ดังนี้. ฯลฯ พระผู้มีพระภาคนั้นทรงล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหา เป็น ดังข่าย จึงชื่อว่า เป็นมุนี. คำว่า ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ความว่า ฟัง สดับ ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนด แล้วซึ่งพระดำรัส คำเป็นทาง เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ฟัง พระดำรัสของพระมุนี.

สุตฺวาน มุนิโน วโจติ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ สุตฺวาน มุนิโน วโจติ ตุยฺหํ วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ สุตฺวา สุณิตฺวา อุคฺคเหตฺวา อุปธารยิตฺวา อุปลกฺขยิตฺวาติ สุตฺวาน มุนิโน วโจ ฯ

๖๕๑

เครื่องมุง ๕ อย่าง คือ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อวิชชา ชื่อว่าเครื่อง มุง ในอุเทศว่า วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธดังนี้. เครื่องมุงเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้ แล้วทรงเปิดแล้ว คือ ทรงรื้อแล้ว ทรงถอนแล้ว ทรงละแล้ว ทรงตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำให้ไม่อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อ ว่า มีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว. คำว่า พระพุทธเจ้า ความว่า พระผู้มีพระภาคนั้น ฯลฯ พระนามว่า พุทฺโธ เป็นสัจฉิกา, บัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระสัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว.

วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธติ ฉทนนฺติ ปญฺจ ฉทนานิ ตณฺหาฉทนํ ทิฏฺฐิฉทนํ กิเลสฉทนํ ทุจฺจริตฉทนํ อวิชฺชาฉทนํ ฯ ตานิ ฉทนานิ พุทฺธสฺส ภควโต วิวฏานิ วิทฺธํสิตานิ สมุคฺฆาติตานิ ปหีนานิ สมุจฺฉินฺนานิ วูปสนฺตานิ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ อภพฺพุปฺปตฺติกานิ ญาณคฺคินา ทฑฺฒานิ ตสฺมา พุทฺโธ วิวฏจฺฉโท ฯ พุทฺโธติ โย โส ภควา ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ ฯ

๖๕๒

ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นหลักตอ ในคำว่า ไม่มีหลักตอ ในอุเทศว่า อขิโล ปฏิภาณวา ดังนี้. หลักตอเหล่านั้น อัน พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง ความไม่มีในภายหลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อ ว่าไม่มีหลักตอ. บุคคลผู้มีปฏิภาณในคำว่า ปฏิภาณวา ดังนี้ มี ๓ จำพวก คือ ผู้มีปฏิภาณในปริยัติ ๑ ผู้มีปฏิภาณในปริปุจฉา ๑ ผู้มีปฏิภาณในอธิคม ๑. ผู้มีปฏิภาณในปริยัติเป็นไฉน? พุทธวจนะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกา ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ อันบุคคลบางคนในศาสนานี้เล่าเรียนแล้ว. ปฏิภาณของบุคคลนั้นย่อมแจ่มแจ้งเพราะอาศัยปริยัติ. บุคคลนี้ชื่อว่า มีปฏิภาณในปริยัติ. ผู้มีปฏิภาณในปริปุจฉาเป็นไฉน? บุคคลบางคนในศาสนานี้เป็นผู้สอบถามในอรรถ ในมรรค ในลักขณะ ในเหตุ ในฐานะและอฐานะ. ปฏิภาณของบุคคลนั้น ย่อมแจ่มแจ้ง เพราะอาศัยปริปุจฉา. บุคคลนี้ชื่อว่า มีปฏิภาณในปริปุจฉา. ผู้มีปฏิภาณในอธิคมเป็นไฉน? บุคคลบางคนในศาสนานี้เป็นผู้บรรลุซึ่งสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖. บุคคลนั้นรู้อรรถแล้ว ธรรมก็รู้แล้ว นิรุติก็รู้แล้ว. เมื่อรู้อรรถ อรรถก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้ธรรม ธรรมก็แจ่มแจ้ง เมื่อรู้นิรุติ นิรุติก็แจ่มแจ้ง. ญาณใน ฐานะ ๓ นี้ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา. พระผู้มีพระภาคไปถึง ไปถึงพร้อม มาถึง มาถึงพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ทรงประกอบ ด้วยปฏิสัมภิทานี้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า มีปฏิภาณ. บุคคลใดไม่มีปริยัติ ปริปุจฉาก็ไม่มี อธิคมก็ไม่มี ปฏิภาณของบุคคลนั้นจักแจ่มแจ้งได้อย่างไร? เพราะฉะนั้น พระ- *สัมพุทธเจ้า จึงชื่อว่า ไม่มีหลักตอ มีปฏิภาณ. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้วย่อมเลื่อมใส อย่างยิ่ง. พระสัมพุทธเจ้ามีเครื่องมุงอันเปิดแล้ว ไม่มีหลักตอ เป็นผู้มีปฏิภาณ.

อขิโล ปฏิภาณวาติ อขิโลติ ราโค ขิโล โทโส ขิโล โมโห ขิโล โกโธ ขิโล อุปนาโห ขิโล ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา ขิลา ฯ เต ขิลา พุทฺธสฺส ภควโต ปหีนา อุจฺฉินฺนมูลา ตาลาวตฺถุกตา อนภาวงฺคตา อายตึ อนุปฺปาทธมฺมา ตสฺมา พุทฺโธ อขิโล ฯ ปฏิภาณวาติ ตโย ปฏิภาณวนฺโต ปริยตฺติปฏิภาณวา จ ปริปุจฺฉาปฏิภาณวา จ อธิคมปฏิภาณวา จ ฯ {๖๕๒.๑} กตโม ปริยตฺติปฏิภาณวา ฯ อิเธกจฺจสฺส พุทฺธวจนํ ปริยาปุฏํ โหติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภูตธมฺมํ เวทลฺลํ ตสฺส ปริยตฺตึ นิสฺสาย ปฏิภาติ อยํ ปริยตฺติปฏิภาณวา ฯ {๖๕๒.๒} กตโม ปริปุจฺฉาปฏิภาณวา ฯ อิเธกจฺโจ ปริปุจฺฉิตา โหติ อตฺเถ จ ญาเย จ ลกฺขเณ จ การเณ จ ฐานาฐาเน จ ตสฺส ปริปุจฺฉํ นิสฺสาย ปฏิภาติ อยํ ปริปุจฺฉาปฏิภาณวา ฯ {๖๕๒.๓} กตโม อธิคมปฏิภาณวา ฯ อิเธกจฺจสฺส อธิคตา โหนฺติ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค จตฺตาโร อริยมคฺคา จตฺตาริ สามญฺญผลานิ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย ฉ อภิญฺญาโย ตสฺส อตฺโถ ญาโต ธมฺโม ญาโต นิรุตฺติ ญาตา อตฺเถ ญาเต อตฺโถ ปฏิภาติ ธมฺเม ญาเต ธมฺโม ปฏิภาติ นิรุตฺติยา ญาตาย นิรุตฺติ ปฏิภาติ อิเมสุ ตีสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ ภควา อิมาย ปฏิสมฺภิทาย อุเปโต สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต ตสฺมา พุทฺโธ ปฏิภาณวา ฯ ยสฺส ปริยตฺติ นตฺถิ ปริปุจฺฉา นตฺถิ อธิคโม นตฺถิ กึ ตสฺส ปฏิภายิสฺสตีติ อขิโล ปฏิภาณวา ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สุตฺวาน มุนิโน วโจ วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ อขิโล ปฏิภาณวาติ ฯ

๖๕๓

พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักแล้วซึ่งธรรมอันทำให้เป็นอธิเทพ ทรง ทราบซึ่งธรรมทั้งปวง อันให้พระองค์และผู้อื่นเป็นผู้ประเสริฐ. พระศาสดาทรงทำซึ่งส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย แก่พวกที่มี ความสงสัยให้กลับรู้ได้.

อธิเทเว อภิญฺญาย สพฺพํ เวทิ ปโรวรํ ปญฺหานนฺตกโร สตฺถา กงฺขีนํ ปฏิชานตํ ฯ

๖๕๔

คำว่า เทพ ในอุเทศว่า อธิเทเว อภิญฺญาย ดังนี้ ได้แก่เทพ ๓ จำพวก คือ สมมติเทพ ๑ อุปปัตติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑. สมมติเทพเป็นไฉน? พระราชาก็ดี พระราชกุมารก็ดี พระเทวีก็ดี. เทพจำพวกนี้ท่าน กล่าวว่า สมมติเทพ. อุปปัตติเทพเป็นไฉน? เทวดาชาวจาตุมมหาราชิกาก็ดี พวกเทวดาชาวดาวดึงส์ก็ดี ฯลฯ เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมก็ดี เทวดาสูงขึ้นไปกว่านั้นก็ดี. เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่า อุปปัตติเทพ. วิสุทธิเทพเป็นไฉน? พระตถาคต พระอรหันตขีณาสพ และพระปัจเจกพุทธเจ้า. เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่า วิสุทธิเทพ. พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักแล้ว คือ ทรงทราบแล้ว ทรงเทียบเคียงแล้ว ทรงพิจารณาแล้ว ทรงให้แจ่มแจ้งแล้ว ทรงทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งสมมติเทพว่า อธิเทพ ซึ่งอุปัตติเทพว่า อธิเทพ ซึ่งวิสุทธิเทพว่า อธิเทพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงรู้จักแล้วซึ่งอธิเทพทั้งหลาย.

อธิเทเว อภิญฺญายาติ เทวาติ ตโย เทวา สมฺมติเทวา จ อุปปตฺติเทวา จ วิสุทฺธิเทวา จ ฯ {๖๕๔.๑} กตเม สมฺมติเทวา ฯ ราชาโน จ ราชกุมารา จ เทวิโย จ อิเม สมฺมติเทวา วุจฺจนฺติ ฯ {๖๕๔.๒} กตเม อุปปตฺติเทวา ฯ จาตุมฺมหาราชิกา เทวา ตาวตึสา เทวา ฯเปฯ พฺรหฺมกายิกา เทวา เย จ เทวา ตตฺรุปริ อิเม อุปปตฺติเทวา วุจฺจนฺติ ฯ {๖๕๔.๓} กตเม วิสุทฺธิเทวา ฯ ตถาคตสาวกา อรหนฺโต ขีณาสวา เย จ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา อิเม วิสุทฺธิเทวา วุจฺจนฺติ ฯ {๖๕๔.๔} ภควา สมฺมติเทเว อธิเทวาติ อภิญฺญาย อุปปตฺติเทเว อธิเทวาติ อภิญฺญาย วิสุทฺธิเทเว อธิเทวาติ อภิญฺญาย ชานิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ อธิเทเว อภิญฺญาย ฯ

๖๕๕

คำว่า ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์และผู้อื่นให้เป็นผู้ประเสริฐ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงทราบแล้ว คือ ทรงรู้ทั่วถึงแล้ว ได้ทรงถูกต้องแล้ว ทรงแทงตลอดแล้ว ซึ่ง ธรรมทั้งหลายอันทำพระองค์และผู้อื่นให้เป็นอธิเทพ. ธรรมทั้งหลายอันทำพระองค์ให้เป็นอธิเทพเป็นไฉน? ความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติ สมควร ควรปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ใน ศีล ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ความ ประกอบความเพียรในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ธรรมอันทำพระองค์ให้เป็นอธิเทพ. ธรรมอันทำผู้อื่นให้เป็นอธิเทพเป็นไฉน? ความปฏิบัติชอบ ฯลฯ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า ธรรมอันทำผู้อื่นให้เป็นอธิเทพ. พระผู้มีพระภาคทรงทราบแล้ว คือ ทรงรู้ทั่ว แล้ว ได้ทรงถูกต้องแล้ว ทรงแทงตลอดแล้ว ซึ่งธรรมทั้งหลายอันทำพระองค์ และผู้อื่นให้เป็น อธิเทพ ด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวงอันทำพระองค์และ ผู้อื่นให้เป็นผู้ประเสริฐ.

สพฺพํ เวทิ ปโรวรนฺติ ภควา อตฺตโน จ ปเรสญฺจ อธิเทวกเร ธมฺเม เวทิ อญฺญาสิ อผุสิ ปฏิวิชฺฌิ ฯ กตเม อตฺตโน อธิเทวกรา ธมฺมา ฯ สมฺมาปฏิปทา อนุโลมปฏิปทา อปจฺจนีกปฏิปทา ธมฺมานุธมฺมปฏิปทา สีเลสุ ปริปูริการิตา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา โภชเน มตฺตญฺญุตา ชาคริยานุโยโค สติสมฺปชญฺญํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อิเม วุจฺจนฺติ อตฺตโน อธิเทวกรา ธมฺมา ฯ กตเม ปเรสํ อธิเทวกรา ธมฺมา ฯ สมฺมาปฏิปทา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อิเม วุจฺจนฺติ ปเรสํ อธิเทวกรา ธมฺมา ฯ เอวํ ภควา อตฺตโน จ ปเรสญฺจ อธิเทวกเร ธมฺเม เวทิ อญฺญาสิ อผุสิ ปฏิวิชฺฌีติ สพฺพํ เวทิ ปโรวรํ ฯ

๖๕๖

คำว่า พระศาสดาทรงทำส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย ความว่า พระผู้มีพระภาค ทรงทำส่วนสุด ทรงทำส่วนสุดรอบ ทรงทำความกำหนด ทรงทำความจบ แห่งปัญหาของพวก พราหมณ์ผู้แสวงหาธรรมเครื่องถึงฝั่ง ปัญหาของพวกพราหมณ์บริษัท ปัญหาของปิงคิยพราหมณ์ ปัญหาของท้าวสักกะ ปัญหาของอมนุษย์ ปัญหาของภิกษุ ปัญหาของภิกษุณี ปัญหาของอุบาสก ปัญหาของอุบาสิกา ปัญหาของพระราชา ปัญหาของกษัตริย์ ปัญหาของพราหมณ์ ปัญหาของ แพศย์ ปัญหาของศูทร์ ปัญหาของพรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงทำส่วนสุดแห่งปัญหา ทั้งหลาย คำว่า พระศาสดา คือ พระผู้มีพระภาคผู้นำพวก นายหมู่ย่อมพาพวกให้ข้ามกันดาร คือ ให้ข้ามผ่านพ้นกันดารคือโจร กันดารคือสัตว์ร้าย กันดารคือทุพภิกขภัย กันดารคือที่ไม่มีน้ำ ให้ถึงภูมิสถานปลอดภัย ฉันใด พระผู้มีพระภาคผู้นำพวก ย่อมนำสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามกันดาร คือ ให้ข้ามผ่านพ้นกันดาร คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส และกันดารคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสและทุจริต และที่รกชัฏ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต ให้ถึงอมตนิพพานอันเป็นภูมิสถาน ปลอดภัย ฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ แนะนำ นำเนืองๆ ให้รู้ชอบ คอยสอดส่อง เพ่งดู ให้เลื่อมใส แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ยังมรรคที่ยังไม่เกิดดี ให้เกิดดี ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จักมรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค. ก็แหละในบัดนี้ พระสาวกทั้งหลายเป็นผู้ดำเนินตามมรรค เป็นผู้ประกอบในภายหลัง แม้ด้วย เหตุอย่างนี้ ดังนี้ พระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า เป็นผู้นำพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระศาสดา ผู้ทำส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย.

ปญฺหานนฺตกโร สตฺถาติ ภควา ปารายนิกปญฺหานํ อนฺตกโร ปริยนฺตกโร ปริจฺเฉทกโร ปริวฏุมกโร ปริสปญฺหานํ อนฺตกโร ปริยนฺตกโร ปริจฺเฉทกโร ปริวฏุมกโร ปิงฺคิยปญฺหานํ อนฺตกโร ปริยนฺตกโร ปริจฺเฉทกโร ปริวฏุมกโร สกฺกปญฺหานํ อมนุสฺสปญฺหานํ ภิกฺขุปญฺหานํ ภิกฺขุนีปญฺหานํ อุปาสกปญฺหานํ อุปาสิกาปญฺหานํ ราชปญฺหานํ ขตฺติยปญฺหานํ พฺราหฺมณปญฺหานํ เวสฺสปญฺหานํ สุทฺทปญฺหานํ พฺรหฺมปญฺหานํ อนฺตกโร ปริยนฺตกโร ปริจฺเฉทกโร ปริวฏุมกโรติ ปญฺหานนฺตกโร ฯ สตฺถาติ ภควา สตฺถวาโห ฯ ยถา สตฺถวาโห สตฺเถ กนฺตารํ ตาเรติ โจรกนฺตารํ ตาเรติ วาฬกนฺตารํ ตาเรติ ทุพฺภิกฺขกนฺตารํ ตาเรติ นิรุทกกนฺตารํ ตาเรติ อุตฺตาเรติ นิตฺตาเรติ เขมนฺตภูมึ สมฺปาเปติ เอวเมว ภควา สตฺถวาโห สตฺเต กนฺตารํ ตาเรติ ชาติชราพฺยาธิมรณโสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสกนฺตารํ ตาเรติ ราคกนฺตารํ ตาเรติ โทสโมหมานทิฏฺฐิกิเลสทุจฺจริตกนฺตารํ ตาเรติ ราคคหนํ ตาเรติ โทสคหนํ ตาเรติ โมหคหนํ ตาเรติ ทิฏฺฐิกิเลสทุจฺจริตคหนํ ตาเรติ อุตฺตาเรติ นิตฺตาเรติ เขมนฺตภูมึ อมตํ นิพฺพานํ สมฺปาเปตีติ เอวํ ภควา สตฺถวาโห ฯ อถวา ภควา เนตา วิเนตา อนุเนตา สญฺญาเปตา นิชฺฌาเปตา เปกฺขตา ปสาเทตาติ เอวมฺปิ ภควา สตฺถวาโห ฯ อถวา ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชเนตา อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท มคฺคานุคา จ ปน เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ ปจฺฉา สมนฺนาคตาติ เอวมฺปิ ภควา สตฺถวาโหติ ปญฺหานนฺตกโร สตฺถา ฯ

๖๕๗

คำว่า แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้ ความว่า บุคคลทั้งหลายมีความสงสัย มาแล้ว เป็นผู้หายความสงสัยไป มีความยุ่งใจมาแล้ว เป็นผู้หายความยุ่งใจไป มีใจสองมาแล้ว เป็นผู้หายความใจสองไป มีความเคลือบแคลงมาแล้ว เป็นผู้หายความเคลือบแคลงไป มีราคะ มาแล้ว เป็นผู้ปราศจากราคะไป มีโทสะมาแล้ว เป็นผู้ปราศจากโทสะไป มีโมหะมาแล้ว เป็น ผู้ปราศจากโมหะไป มีกิเลสมาแล้ว เป็นผู้ปราศจากกิเลสไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แก่พวกที่ มีความสงสัยให้กลับรู้ได้. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาค ทรงรู้จักแล้วซึ่งธรรมอันทำให้เป็นอธิเทพ ทรงทราบซึ่งธรรมทั้งปวง อันให้พระองค์และผู้อื่นเป็นผู้ ประเสริฐ. พระศาสดาทรงทำซึ่งส่วนสุดแห่งปัญหาทั้งหลาย แก่พวกที่มีความสงสัยให้กลับรู้ได้.

กงฺขีนํ ปฏิชานตนฺติ สกงฺขา อาคนฺตฺวา นิกฺกงฺขา สมฺปชฺชนฺติ สเลขา อาคนฺตฺวา นิลฺเลขา สมฺปชฺชนฺติ สเทฺวฬฺหกา อาคนฺตฺวา นิเทฺวฬฺหกา สมฺปชฺชนฺติ สเวจิกิจฺฉา อาคนฺตฺวา นิพฺเพจิกิจฺฉา สมฺปชฺชนฺติ สราคา อาคนฺตฺวา วีตราคา สมฺปชฺชนฺติ สโทสา อาคนฺตฺวา วีตโทสา สมฺปชฺชนฺติ สโมหา อาคนฺตฺวา วีตโมหา สมฺปชฺชนฺติ สกิเลสา อาคนฺตฺวา นิกฺกิเลสา สมฺปชฺชนฺตีติ กงฺขีนํ ปฏิชานตํ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร อธิเทเว อภิญฺญาย สพฺพํ เวทิ ปโรวรํ ปญฺหานนฺตกโร สตฺถา กงฺขีนํ ปฏิชานตนฺติ ฯ

๖๕๘

นิพพานอันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ ไม่มีอุปมาในที่ ไหนๆ. ข้าพระองค์จักถึง (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) โดยแท้. ความสงสัยในนิพพานนั้นมิได้มีแก่ข้าพระองค์. ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นผู้มีจิตน้อมไปแล้ว อย่างนี้.

อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขา เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ฯ

๖๕๙

อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้น ตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหา เป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า นิพพานอันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ในอุเทศว่า อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ดังนี้. คำว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ความว่า อันราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความ ผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลส ทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง นำไปไม่ได้ เป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่านิพพาน อัน ไม่กำเริบ ในคำว่า อสงฺกุปฺปํ ดังนี้. ความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใด ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพานนั้นมิได้มี ย่อมปรากฏ อยู่โดยแท้. นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ.

อสํหิรํ อสงฺกุปฺปนฺติ อสํหิรํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อสํหิรนฺติ ราเคน โทเสน โมเหน โกเธน อุปนาเหน มกฺเขน ปฬาเสน อิสฺสาย มจฺฉริเยน มายาย สาเฐยฺเยน ถมฺเภน สารมฺเภน มาเนน อติมาเนน มเทน ปมาเทน สพฺพกิเลเสหิ สพฺพทุจฺจริเตหิ สพฺพปริฬาเหหิ สพฺพสนฺตาเปหิ สพฺพากุสลาภิสงฺขาเรหิ อสํหาริยํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ อสํหิรํ ฯ อสงฺกุปฺปนฺติ อสงฺกุปฺปํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ ยสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย นตฺถิ ตสฺส อญฺญทตฺถุ ปญฺญายติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ฯ

๖๖๐

คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่นิพพาน คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ไม่มีข้อเปรียบเทียบ ไม่มีสิ่งเสมอ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีอุปมา. คำว่า ในที่ไหนๆ ความว่า ในที่ไหนๆ ในที่ไรๆ ในที่บางแห่งในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ.

ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจีติ ยสฺสาติ นิพฺพานสฺส ฯ นตฺถิ อุปมาติ อุปมา นตฺถิ อุปนิธา นตฺถิ สทิสํ นตฺถิ ปฏิภาโค นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภตีติ นตฺถิ อุปมา ฯ กฺวจีติ กฺวจิ กิมฺหิจิ กตฺถจิ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ฯ

๖๖๑

จักถึงโดยแท้ ในอุเทศว่า อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขา ดังนี้ ความว่า จักถึง คือ จักบรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้งโดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักถึงโดยแท้. คำว่า ความสงสัยในนิพพานนั้นมิได้มีแก่ข้าพระองค์ ความว่า ความสงสัย ความ ลังเลใจ ความไม่แน่ใจ ความเคลือบแคลง ในนิพพานนั้นมิได้มี คือ ปรากฏ ไม่ประจักษ์. ความสงสัยนั้นอันข้าพระองค์ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์จักถึงโดยแท้ ความสงสัยใน นิพพานนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์.

อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขาติ อทฺธา คมิสฺสามีติ อทฺธา คมิสฺสามิ อธิคมิสฺสามิ ผุสยิสฺสามิ สจฺฉิกริสฺสามีติ อทฺธา คมิสฺสามิ ฯ น เมตฺถ กงฺขาติ เอตฺถ นิพฺพาเน กงฺขา นตฺถิ วิจิกิจฺฉา นตฺถิ เทฺวฬฺหกํ นตฺถิ สํสโย นตฺถิ น สํวิชฺชติ นุปลพฺภติ ปหีโน สมุจฺฉินโน วูปสนฺโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธ อภพฺพุปฺปตฺติโก ญาณคฺคินา ทฑฺโฒติ อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขา ฯ

๖๖๒

คำว่า ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ... อย่างนี้ ในอุเทศว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์โปรดทรงกำหนดข้าพระองค์อย่างนี้. คำว่า มีจิตน้อมไป ความว่า เป็นผู้เอนไปในนิพพาน โอนไปในนิพพาน เงื้อมไปใน นิพพาน น้อมจิตไปในนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า นิพพานอันอะไรๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ ไม่มีอุปมาในที่ ไหนๆ. ข้าพระองค์จักถึง (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) โดยแท้. ความสงสัยในนิพพานนั้นมิได้มีแก่ข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นผู้มีจิตน้อมไป แล้วอย่างนี้. จบ ปารายนวรรค. -----------------------------------------------------

เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตนฺติ เอวํ มํ ธาเรหีติ เอวํ มํ อุปลกฺเขหิ ฯ อธิมุตฺตจิตฺตนฺติ นิพฺพานนินฺนํ นิพฺพานโปณํ นิพฺพานปพฺภารํ นิพฺพานาธิมุตฺตนฺติ เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ฯ เตนาห ปิงฺคิยตฺเถโร อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ อทฺธา คมิสฺสามิ น เมตฺถ กงฺขา เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตนฺติ ฯ ปารายนวคฺโค นิฏฺฐิโต ฯ ----------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย