เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส ว่าด้วยปัญหาของท่านเมตตคู
เมตฺตคูมาณวกปญฺหานิทฺเทโส
(ท่านเมตตคูทูลถามว่า) ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอ พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่าเป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญ แล้ว. ทุกข์มีชนิดเป็นอันมาก เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ในโลก เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ?
ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ (อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู) มญฺญามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ กุโต นุ ทุกฺขา สมุปาคตาเม เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา ฯ
การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ฯลฯ (เหมือนในข้อ ๑๒๒) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู เป็นคำเชื่อมบท ฯลฯ ชื่อว่า อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู.
ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ปุจฺฉาติ ติสฺโส ปุจฺฉา อทิฏฺฐโชตนา ปุจฺฉา ทิฏฺฐสํสนฺทนา ปุจฺฉา วิมติจฺเฉทนา ปุจฺฉา ฯ กตมา อทิฏฺฐโชตนา ปุจฺฉา ฯ ปกติยา ลกฺขณํ อญาตํ โหติ อทิฏฺฐํ อตุลิตํ อตีริตํ อวิภาวิตํ อวิภูตํ ตสฺส ญาณาย ทสฺสนาย ตุลนาย ตีรณาย วิภาวนตฺถาย วิภูตตฺถาย ปญฺหํ ปุจฺฉติ อยํ อทิฏฺฐโชตนา ปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๑} กตมา ทิฏฺฐสํสนฺทนา ปุจฺฉา ฯ ปกติยา ลกฺขณํ ญาตํ โหติ ทิฏฺฐํ ตุลิตํ ตีริตํ วิภาวิตํ วิภูตํ อญฺเญหิ ปณฺฑิเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนตฺถาย ปญฺหํ ปุจฺฉติ อยํ ทิฏฺฐสํสนฺทนา ปุจฺฉา ฯ กตมา วิมติจฺเฉทนา ปุจฺฉา ฯ ปกติยา สํสยํ ปกฺขนฺโน โหติ วิมตึ ปกฺขนฺโน เทฺวฬฺหกชาโต เอวํ นุโข น นุโข กินฺนุโข กถํ นุโขติ โส วิมติจฺเฉทนตฺถาย ปญฺหํ ปุจฺฉติ อยํ วิมติจฺเฉทนา ปุจฺฉา ฯ อิมา ติสฺโส ปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา มนุสฺสปุจฺฉา อมนุสฺสปุจฺฉา นิมมิตปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๒} กตมา มนุสฺสปุจฺฉา ฯ มนุสฺสา พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ ภิกฺขู ปุจฺฉนฺติ ภิกฺขุนิโย ปุจฺฉนฺติ อุปาสกา ปุจฺฉนฺติ อุปาสิกาโย ปุจฺฉนฺติ ราชาโน ปุจฺฉนฺติ ขตฺติยา ปุจฺฉนฺติ พฺราหฺมณา ปุจฺฉนฺติ เวสฺสา ปุจฺฉนฺติ สุทฺทา ปุจฺฉนฺติ คหฏฺฐา ปุจฺฉนฺติ ปพฺพชิตา ปุจฺฉนฺติ อยํ มนุสฺสปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๓} กตมา อมนุสฺสปุจฺฉา ฯ อมนุสฺสา พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ นาคา ปุจฺฉนฺติ สุปณฺณา ปุจฺฉนฺติ ยกฺขา ปุจฺฉนฺติ อสุรา ปุจฺฉนฺติ คนฺธพฺพา ปุจฺฉนฺติ มหาราชาโน ปุจฺฉนฺติ อินฺทา ปุจฺฉนฺติ พฺรหฺมาโน ปุจฺฉนฺติ เทวตาโย ปุจฺฉนฺติ อยํ อมนุสฺสปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๔} กตมา นิมฺมิตปุจฺฉา ฯ ยํ ภควา รูปํ อภินิมฺมินาติ มโนมยํ สพฺพงฺคปจฺจงฺคํ อหีนินฺทฺริยํ ฯ โส นิมฺมิโต พุทฺธํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉติ ภควา วิสชฺเชติ ฯ อยํ นิมฺมิตปุจฺฉา ฯ อิมา ติสฺโส ปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๕} อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อตฺตตฺถปุจฺฉา ปรตฺถปุจฺฉา อุภยตฺถปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา ทิฏฺฐธมฺมิกตฺถปุจฺฉา สมฺปรายิกตฺถปุจฺฉา ปรมตฺถปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อนวชฺชตฺถปุจฺฉา นิกฺกิเลสตฺถปุจฺฉา โวทานตฺถปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อตีตปุจฺฉา อนาคตปุจฺฉา ปจฺจุปฺปนฺนปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อชฺฌตฺตปุจฺฉา พหิทฺธาปุจฺฉา อชฺฌตฺตพหิทฺธาปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๖} อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา กุสลปุจฺฉา อกุสลปุจฺฉา อพฺยากตปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา ขนฺธปุจฺฉา ธาตุปุจฺฉา อายตนปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา สติปฏฺฐานปุจฺฉา สมฺมปฺปธานปุจฺฉา อิทฺธิปาทปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา อินฺทฺริยปุจฺฉา พลปุจฺฉา โพชฺฌงฺคปุจฺฉา ฯ อปราปิ ติสฺโส ปุจฺฉา มคฺคปุจฺฉา ผลปุจฺฉา นิพฺพานปุจฺฉา ฯ {๑๔๗.๗} ปุจฺฉามิ ตนฺติ ปุจฺฉามิ ตํ ยาจามิ ตํ อชฺเฌสามิ ตํ ปสาเทมิ ตํ กถสฺสุ เมติ ปุจฺฉามิ ตํ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ อิจฺจายสฺมา เมตฺตคูติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู ฯ
คำว่า มญฺญามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ ว่า ผู้จบเวท ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่า มีพระองค์อันอบรมแล้ว คือ ข้าพระองค์ย่อมสำคัญ ย่อมรู้ ย่อมรู้ทั่ว ย่อมรู้แจ้ง ย่อมรู้แจ้งเฉพาะ ย่อมแทงตลอดอย่างนี้ว่า พระองค์เป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว. ก็พระผู้มีพระภาคทรงจบเวทอย่างไร? ญาณ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิมังสา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ เรียกว่าเวท. พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุด ทรงบรรลุถึงที่สุด ทรงไปสู่ที่สุด ทรงบรรลุซึ่งที่สุด ทรง ถึงส่วนสุดรอบ ถึงส่วนสุดแล้ว ทรงถึงความจบ ทรงบรรลุความจบแล้ว แห่งชาติ ชรา และ มรณะ ทรงถึงที่ต้านทาน ทรงบรรลุถึงที่ต้านทาน ทรงถึงที่เร้น ทรงบรรลุถึงที่เร้น ทรงถึงที่พึ่ง ทรงบรรลุถึงที่พึ่ง ทรงถึงความไม่มีภัย ทรงบรรลุถึงความไม่มีภัย ทรงถึงความไม่เคลื่อน ทรง บรรลุถึงความไม่เคลื่อน ทรงถึงความไม่ตาย ทรงบรรลุความไม่ตาย ทรงถึงนิพพาน ทรงบรรลุ นิพพาน ด้วยเวทเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุดแห่งเวททั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเวทคู. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุดด้วยเวททั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเวทคู. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ชื่อว่าเวทคู เพราะพระองค์ทรงทราบแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ คือ ทรงทราบสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และพระองค์ทรงทราบอกุศลธรรมอันลามก อันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความ กระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป. (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ) บุคคลเลือกเวทเหล่าใดทั้งสิ้น เวทเหล่านั้น ของสมณพราหมณ์ ก็มีอยู่ บุคคลนั้นปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ล่วงเวททั้งปวง แล้ว ชื่อว่าเวทคู. พระผู้มีพระภาค มีพระองค์อันให้เจริญแล้วอย่างไร? พระผู้มีพระภาคมีพระกาย มีศีล มีจิต มีปัญญา มีสติปัฏฐาน มีสัมมัปปธาน มี อิทธิบาท มีอินทรีย์ มีพละ มีโพชฌงค์ มีมรรค อันให้เจริญแล้ว ทรงละกิเลสแล้ว ทรง แทงตลอดอกุปปธรรมแล้ว มีนิโรธอันทรงทำให้แจ่มแจ้งแล้ว พระองค์ทรงกำหนดรู้ทุกข์ ทรง ละสมุทัย ทรงเจริญมรรค ทรงทำให้แจ้งนิโรธแล้ว ทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ทรงกำหนด รู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ทรงละธรรมที่ควรละ ทรงเจริญธรรมที่ควรเจริญ ทรงทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ควรทำให้แจ้ง. พระองค์มีธรรมไม่น้อย มีธรรมมาก มีธรรมลึก มีธรรมประมาณไม่ได้ มีธรรม ยากที่จะหยั่งลงได้ มีธรรมรัตนะมาก เปรียบเหมือนทะเลหลวง ทรงประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา พระองค์ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ดีพระทัย ไม่เสียพระทัย ทรงวางเฉย มีสติ สัมปชัญญะอยู่ ทรงได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรส ด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัส แล้ว ไม่ดีพระทัย ไม่เสียพระทัย ทรงวางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่. ทรงเห็นรูปอันน่าพอใจ ด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ทรงติดใจ ไม่ทรงรักใคร่ ไม่ทรงยังราคะให้เกิด. พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในกายใน พ้นกิเลสดีแล้ว. ทรงเห็นรูปนั้นอันไม่เป็นที่ชอบใจด้วย พระจักษุแล้ว ไม่ทรงเก้อเขิน มีพระทัยมิได้ขัดเคือง มีพระทัยไม่หดหู่ มีพระทัยไม่พยาบาท พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นกิเลสดีแล้ว. ทรงได้ยิน เสียงอันน่าพอใจด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นอันน่าพอใจด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสอันน่า พอใจด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะอันน่าพอใจด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมา- *รมณ์อันน่าพอใจด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงติดใจ ไม่ทรงรักใคร่ ไม่ทรงยังราคะให้เกิด. พระองค์ มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นกิเลสดีแล้ว. ทรงรู้แจ้งธรรมารมณ์ อันไม่เป็นที่พอใจด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงเก้อเขิน มีพระทัยมิได้ขัดเคืองมี พระทัยไม่หดหู่ มีพระทัยไม่พยาบาท. พระองค์มีพระกายคงที่ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษ ดีแล้ว. ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว มีพระกายคงที่ในรูป ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ มีพระทัย คงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว. ทรงได้ยินเสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่น ด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว มีพระกายคงที่ในธรรมทั้งหลาย ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบ ใจ มีพระทัยคงที่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน พ้นวิเศษดีแล้ว. ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุแล้ว ไม่ ทรงรักในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่ทรงชังในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความชัง ไม่ทรงหลงในรูป อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่ทรงโกรธในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่ทรงมัวเมาในรูปอัน เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่ทรงเศร้าหมองในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง. ทรงได้ยิน เสียงด้วยพระโสตแล้ว ทรงดมกลิ่นด้วยพระฆานะแล้ว ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหาแล้ว ทรงถูก ต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกายแล้ว ทรงทราบธรรมารมณ์ด้วยพระมนัสแล้ว ไม่ทรงรักในธรรมอัน เป็นที่ตั้งแห่งความรัก ไม่ทรงขัดเคืองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่ทรงหลงในธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ไม่ทรงโกรธในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่ทรงมัวเมา ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่ทรงเศร้าหมองในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง พระผู้มีพระภาคเป็นแต่เพียงทรงเห็นรูปที่ทรงเห็น เป็นแต่เพียงทรงได้ยินในเสียงที่ทรงได้ยิน เป็นแต่เพียงทรงทราบในอารมณ์ที่ทรงทราบ เป็นแต่เพียงทรงรู้ในธรรมารมณ์ที่ทรงรู้แจ้ง ไม่ทรง ติดในรูปที่ทรงเห็น ในเสียงที่ทรงได้ยิน ในอารมณ์ที่ทรงทราบ ในธรรมารมณ์ที่รู้แจ้ง ไม่ทรง เข้าถึง ไม่ทรงอาศัย ไม่ทรงเกี่ยวข้อง ทรงพ้นวิเศษแล้ว. ไม่ทรงเกี่ยวข้องในรูปที่ทรงเห็น มี พระทัยอันไม่ให้มีเขตแดนอยู่ ไม่ทรงเข้าถึง ... ไม่ทรงเกี่ยวข้อง ในเสียงที่ทรงได้ยิน ในอารมณ์ ที่ทรงทราบ ในธรรมารมณ์ที่ทรงรู้แจ้ง มีพระทัยอันไม่มีเขตแดนอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงมี พระจักษุ ทรงเห็นรูปด้วยพระจักษุ แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว, พระผู้มี พระภาคทรงมีพระโสต ทรงสดับเสียงด้วยพระโสต แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษ ดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงมีพระฆานะ ทรงสูดกลิ่นด้วยพระฆานะ แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มี พระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงมีพระชิวหา ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหา แต่ไม่ทรงมี ฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงมีพระกาย ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย พระกาย แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงมีพระมนัส ทรงรู้ แจ้งธรรมด้วยพระมนัส แต่ไม่ทรงมีฉันทราคะ มีพระทัยพ้นวิเศษดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระจักษุอันชอบใจในรูป ยินดีในรูป พอใจในรูป และ ทรงแสดงธรรมเพื่อสำรวมจักษุนั้น, ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระโสตอัน ชอบใจในเสียง ยินดีในเสียง ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระฆานะอัน ชอบใจในกลิ่น ยินดีในกลิ่น ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระชิวหาอันชอบใจ ในรส ยินดีในรส ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระกายอันชอบใจในโผฏฐัพพะ ยินดีในโผฏฐัพพะ ทรงข่ม ทรงคุ้มครอง ทรงรักษา ทรงสำรวมพระมนัสอันชอบใจในธรรมา- *รมณ์ ยินดีในธรรมารมณ์ พอใจในธรรมารมณ์ และทรงแสดงธรรมเพื่อสำรวมใจนั้น. ชนทั้งหลาย ย่อมนำยานที่ตนฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม. พระราชา ย่อมทรงประทับยานที่สารถีฝึกแล้ว. บุคคลที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ ในหมู่มนุษย์, บุคคลใดย่อมอดทนคำที่ล่วงเกินได้ บุคคลนั้นเป็น ผู้ประเสริฐ. ม้าอัสดร ม้าอาชาไนย ม้าสินธพ ช้างใหญ่คือกุญชร ที่เขาฝึกแล้ว จึงประเสริฐ. บุคคลฝึกตนแล้วประเสริฐกว่ายานมีม้า อัสดร ที่สารถีฝึกแล้วเป็นต้นนั้น. ใครๆ พึงไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ด้วยยานเหล่านี้ เหมือนบุคคลที่มีตนฝึก (ด้วยความฝึกอินทรีย์) ฝึกดี (ด้วยอริยมรรคภาวนา) ฝึกแล้ว ย่อมไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ฉะนั้น หาได้ไม่. พระขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่หวั่นไหว ในเพราะ มานะทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นจากกรรมกิเลส อันเป็นเหตุให้ เกิดบ่อยๆ บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว (อรหัตผล). พระขีณาสพ เหล่านั้น เป็นผู้มีความชนะในโลก อินทรีย์ทั้งหลาย. พระขีณาสพใด ให้เจริญแล้ว อายตนะภายใน อายตนะภายนอก พระขีณาสพนั้น ทำให้หมดเสพติดแล้ว พระขีณาสพนั้น ล่วงแล้วซึ่งโลกนี้และ โลกอื่น ในโลกทั้งปวง มีธรรมอันให้เจริญแล้ว ฝึกดีแล้ว ย่อม หวังมรณกาล. คำว่า เอวํ ภควา ภาวิตตฺโต ความว่า ข้าพระองค์ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่า จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญแล้ว.
มญฺญามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตนฺติ เวทคูติ ตํ มญฺญามิ ภาวิตตฺโตติ ตํ มญฺญามิ เอวํ มญฺญามิ เอวํ ชานามิ เอวํ อาชานามิ เอวํ วิชานามิ เอวํ ปฏิวิชานามิ เอวํ ปฏิวิชฺฌามิ เวทคู ภาวิตตฺโตติ ฯ {๑๔๘.๑} กถญฺจ ภควา เวทคู ฯ เวโท วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีมํสา วิปสฺสนา สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา เตหิ เวเทหิ ชาติชรามรณสฺส อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต สรณคโต สรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต ฯ เวทนานํ วา อนฺตคโตติ เวทคู ฯ {๑๔๘.๒} เวเทหิ วา อนฺตคโตติ เวทคู ฯ สตฺตนฺนํ วา ธมฺมานํ วิทิตตฺตา เวทคู ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ วิทิตา โหติ วิจิกิจฺฉา วิทิตา โหติ สีลพฺพตปรามาโส วิทิโต โหติ ราโค โทโส โมโห มาโน วิทิโต โหติ ฯ วิทิตสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึชาติชรามรณียา ฯ เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) สมณานํ ยานิ ปตฺถิ พฺราหฺมณานํ สพฺพเวทนาสุ วีตราโค สพฺพํ เวทมติจฺจ เวทคู โส ฯ {๑๔๘.๓} กถํ ภควา ภาวิตตฺโต ฯ ภควา ภาวิตกาโย ภาวิตสีโล ภาวิตจิตฺโต ภาวิตปญฺโญ ภาวิตสติปฏฺฐาโน ภาวิตสมฺมปฺปธาโน ภาวิตอิทฺธิปาโท ภาวิตินฺทฺริโย ภาวิตพโล ภาวิตโพชฺฌงฺโค ภาวิตมคฺโค ปหีนกิเลโส ปฏิวิทฺธากุปฺโป สจฺฉิกตนิโรโธ ฯ ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน มคฺโค ภาวิโต นิโรโธ สจฺฉิกโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ ฯ อปริตฺโต มหนฺโต คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุปฺปริโยคาโฬฺห พหุรตโน สาครูปโม ฉฬงฺคุเปกฺขาย สมนฺนาคโต โหติ ฯ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน ฯ {๑๔๘.๔} จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา มนาปํ นาภิคิชฺฌติ นาภิปิหยติ น ราคํ ชเนติ ฯ ตสฺส ฐิโตว กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสณฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ ฯ จกฺขุนา โข ปเนตํ รูปํ ทิสฺวา อมนาปํ น มงฺกุ โหติ อปฺปติฏฺฐีนจิตฺโต อาทินมนโส อพฺยาปนฺนเจตโส ฯ ตสฺส ฐิโตว กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสณฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย มนาปํ นาภิคิชฺฌติ นาภิปิหยติ น ราคํ ชเนติ ฯ ตสฺส ฐิโตว กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสณฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ ฯ มนสา โข ปเนตํ ธมฺมํ วิญฺญาย อมนาปํ น มงฺกุ โหติ อปฺปติฏฺฐีนจิตฺโต อาทินมนโส อพฺยาปนฺนเจตโส ฯ ตสฺส ฐิโตว กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสณฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ ฯ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา มนาปามนาเปสุ รูเปสุ ฐิโตว กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสณฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย มนาปามนาเปสุ ธมฺเมสุ ฐิโตว กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสณฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ ฯ {๑๔๘.๕} จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา รชนีเย น รชฺชติ โทสนีเย น ทุสฺสติ โมหนีเย น มุยฺหติ โกปนีเย น กุปฺปติ มทนีเย น มชฺชติ กิเลสนีเย น กิลิสฺสติ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย รชนีเย น รชฺชติ โทสนีเย น ทุสฺสติ โมหนีเย น มุยฺหติ โกปนีเย น กุปฺปติ มทนีเย น มชฺชติ กิเลสนีเย น กิลิสฺสติ ฯ ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺโต สุเต สุตมตฺโต มุเต มุตมตฺโต วิญฺญาเต วิญฺญาตมตฺโต ทิฏฺเฐ น ลิมฺปติ สุเต น ลิมฺปติ มุเต น ลิมฺปติ วิญฺญาเต น ลิมฺปติ ทิฏฺเฐ อนุปโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติ สุเต มุเต วิญฺญาเต อนุปโย อนิสฺสิโต อปฺปฏิพทฺโธ วิปฺปมุตฺโต วิสํยุตฺโต วิมริยาทิกเตน เจตสา วิหรติ ฯ สํวิชฺชติ ภควโต จกฺขุ ปสฺสติ ภควา จกฺขุนา รูปํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ ภควโต โสตํ สุณาติ ภควา โสเตน สทฺทํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ ภควโต ฆานํ ฆายติ ภควา ฆาเนน คนฺธํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ ภควโต ชิวฺหา สายติ ภควา ชิวฺหาย รสํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ สํวิชฺชติ ภควโต กาโย ผุสติ ภควา กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ {๑๔๘.๖} สํวิชฺชติ ภควโต มโน วิชานาติ ภควา มนสา ธมฺมํ ฉนฺทราโค ภควโต นตฺถิ สุวิมุตฺตจิตฺโต ภควา ฯ จกฺขุ รูปารามํ รูปรตํ รูปสมฺมุทิตํ ภควตา ทนฺตํ คุตฺตํ รกฺขิตํ สํวุตํ ตสฺส จ สํวราย ธมฺมํ เทเสติ ฯ โสตํ สทฺทารามํ สทฺทรตํ ฆานํ คนฺธารามํ คนฺธรตํ ชิวฺหา รสารามา รสรตา รสสมฺมุทิตา ภควตา ทนฺตา คุตฺตา รกฺขิตา สํวุตา ตสฺส จ สํวราย ธมฺมํ เทเสติ ฯ กาโย โผฏฺฐพฺพาราโม มโน ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมสมฺมุทิโต ภควตา ทนฺโต คุตฺโต รกฺขิโต สํวุโต ตสฺส จ สํวราย ธมฺมํ เทเสติ ฯ ทนฺตํ นยนฺติ สมิตึ ทนฺตํ ราชาภิรูหติ ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ โยติวากฺยํ ติติกฺขติ ฯ วรมสฺสตรา ทนฺตา อาชานิยาว สินฺธวา กุญฺชราว มหานาคา อตฺตทนฺโต ตโต วรํ ฯ น หิ เอเตหิ ยาเนหิ คจฺเฉยฺย อคตํ ทิสํ ยถาตฺตนา สุทนฺเตน ทนฺโต ทนฺเตน คจฺฉติ ฯ วิธาสุ น วิกมฺปนฺติ วิปฺปมุตฺตา ปุนพฺภวา ทนฺตภูมึ อนุปฺปตฺตา เต โลเก วิชิตาวิโน ฯ ยสฺสินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก นิพฺพิชฺฌิมํ ปรญฺจ โลกํ กาลํ กงฺขติ ภาวิโต สุทนฺโตติ ฯ เอวํ ภควา ภาวิตตฺโตติ มญฺญามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ ฯ
คำว่า กุโตนุ ในอุเทศว่า "กุโตนุ ทุกฺขา สมุปาคตา เม" ความว่า เป็น การถามด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความเคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถาม โดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้? เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แต่อะไรหนอ. ชื่อว่าทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือ ความโศก ความ ร่ำไร ความทุกข์ ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ทุกข์ในนรก ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิดทุกข์ ในปิตติวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีการตั้งอยู่ในครรภ์ เป็นมูล ทุกข์มีความออกจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์เนื่องแต่สัตว์ผู้เกิด ทุกข์เนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์ เกิดแต่ความเพียรของตน ทุกข์เกิดแต่ความเพียรของผู้อื่น ทุกข์ในทุกข์ สังสารทุกข์ วิปริณาม- *ทุกข์ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคในศีรษะ โรคที่หู โรคในปาก โรคฟัน โรคไอ โรคมองคร่อ โรคริดสีดวงจมูก โรคร้อนใน โรคชรา โรคในท้อง โรคสลบ โรคลงแดง โรคจุกเสียด โรคลงท้อง โรคเรื้อน โรคฝี กลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู หิดด้าน หิดเปื่อย คุดทะราด รำราบ คุดทะราดใหญ่ โรครากเลือด โรคดี โรคเบาหวาน โรคริดสีดวงทวาร โรคต่อม บานทะโรค อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็น สมุฏฐาน อาพาธมีดีเป็นต้นประชุมกัน อาพาธเกิดเพราะฤดูแปรไป อาพาธเกิดเพราะเปลี่ยน อิริยาบถไม่สม่ำเสมอกัน อาพาธเกิดเพราะความเพียร อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ความหนาว ความ ร้อนความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์แต่เหลือบยุง ลม แดด และ สัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน ความตายของมารดาก็เป็นทุกข์ ความตายของบิดาก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่ชายน้องชายก็เป็นทุกข์ ความตายของพี่หญิงน้องหญิงก็เป็นทุกข์ ความตายของ บุตรก็เป็นทุกข์ ความตายของธิดาก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งญาติก็เป็นทุกข์ ความฉิบหาย แห่งโภคทรัพย์ก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งศีลก็เป็นทุกข์ ความฉิบหายแห่งทิฏฐิก็เป็นทุกข์ รูปาทิธรรมเหล่าใดมีความเกิดในเบื้องต้นปรากฏรูปาทิธรรมเหล่านั้น ก็มีความดับไปในเบื้องปลาย ปรากฏ. วิบากอาศัยกรรม กรรมอาศัยวิบาก รูปอาศัยนาม นามก็อาศัยรูป นามรูปไปตามชาติ ชราก็ติดตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ตั้งอยู่ในทุกข์ ไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มีอะไรเป็น ที่เร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เหล่านี้เรียกว่าทุกข์. ท่านพระเมตตคูย่อมทูลถาม ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทซึ่งมูล เหตุ นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งทุกข์เหล่านี้ ทุกข์เหล่านี้เข้ามาถึงพร้อม เกิด ประจักษ์ บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแล้วแต่อะไร มีอะไร เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์เหล่านี้ เกิด มาแต่ที่ไหนหนอ?
กุโตนุ ทุกฺขา สมุปาคตาเมติ กุโตนูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุโข น นุโข กึ นุโข กถํ นุโขติ กุโตนุ ฯ ทุกฺขาติ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ เนรยิกํ ทุกฺขํ ติรจฺฉานโยนิกํ ทุกฺขํ ปิตฺติวิสยิกํ ทุกฺขํ มานุสิกํ ทุกฺขํ คพฺโภกฺกนฺติมูลกํ ทุกฺขํ คพฺเภฐิติมูลกํ ทุกฺขํ คพฺภาวุฏฺฐานมูลกํ ทุกฺขํ ชาตสฺสูปนิพนฺธกํ ทุกฺขํ ชาตสฺส ปราเธยฺยกํ ทุกฺขํ อตฺตูปกฺกมํ ทุกฺขํ ปรูปกฺกมํ ทุกฺขํ ทุกฺขทุกฺขํ สํสารทุกฺขํ วิปริณามทุกฺขํ จกฺขุโรโค โสตโรโค ฆานโรโค ชิวฺหาโรโค กายโรโค สีสโรโค กณฺณโรโค มุขโรโค ทนฺตโรโค กาโส สาโส ปินาโส ฑโห ชโร กุจฺฉิโรโค มุจฺฉา ปกฺขนฺทิกา สุลา วิสูจิกา กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ททฺทุ กณฺฑุ กจฺฉุ รขสา วิตจฺฉิกา โลหิตํ ปิตฺตํ มธุเมโห อํสา ปิฬกา ภคนฺทลา ปิตฺตสมุฏฺฐานา อาพาธา เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา วาตสมุฏฺฐานา อาพาธา สนฺนิปาติกา อาพาธา อุตุปริณามชา อาพาธา วิสมปริหารชา อาพาธา โอปกฺกมิกา อาพาธา กมฺมวิปากชา อาพาธา สีตํ อุณฺหํ ชิฆจฺฉา ปิปาสา อุจฺจาโร ปสฺสาโว {๑๔๙.๑} ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสทุกฺขํ มาตุมรณํ ทุกฺขํ ปิตุมรณํ ทุกฺขํ ภาตุมรณํ ทุกฺขํ ภคินิมรณํ ทุกฺขํ ปุตฺตมรณํ ทุกฺขํ ธีตุมรณํ ทุกฺขํ ญาติพฺยสนํ ทุกฺขํ โภคพฺยสนํ ทุกฺขํ สีลพฺยสนํ ทุกฺขํ ทิฏฺฐิพฺยสนํ ทุกฺขํ ฯ เยสํ ธมฺมานํ อาทิโต สมุทาคมนํ ปญฺญายติ อตฺถงฺคมโต นิโรโธ ปญฺญายติ ฯ กมฺมสนฺนิสฺสิโต วิปาโก วิปากสนฺนิสฺสิตํ กมฺมํ นามสนฺนิสฺสิตํ รูปํ รูปสนฺนิสฺสิตํ นามํ ชาติยา อนุคตํ ชราย อนุสฏํ พฺยาธินา อภิภูตํ มรเณน อพฺภาหตํ ทุกฺเข ปติฏฺฐิตํ อตาณํ อเลณํ อสรณํ อสรณีภูตํ อิเม วุจฺจนฺติ ทุกฺขา ฯ อิเม ทุกฺขา กุโต สมุปาคตา กุโต ชาตา กุโต สญฺชาตา กุโต นิพฺพตฺตา กุโต อภินิพฺพตฺตา กุโต ปาตุภูตา กินฺนิทานา กึสมุทยา กึปภวาติ อิเมสํ ทุกฺขานํ มูลํ ปุจฺฉติ เหตุํ ปุจฺฉติ นิทานํ ปุจฺฉติ สมฺภวํ ปุจฺฉติ ปภวํ ปุจฺฉติ สมุฏฺฐานํ ปุจฺฉติ อาหารํ ปุจฺฉติ อารมฺมณํ ปุจฺฉติ ปจฺจยํ ปุจฺฉติ สมุทยํ ปุจฺฉติ ยาจติ อชฺเฌสติ ปสาเทตีติ กุโตนุ ทุกฺขา สมุปาคตาเม ฯ
คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า "เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา" ความว่า ทั้งปวง โดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ บทว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า โลกสฺมึ ความว่า ในอบายโลก ในมนุษยโลก ในเทวโลก ในขันธโลก ใน ธาตุโลก ในอายตนโลก. คำว่า อเนกรูปา ความว่า ทุกข์ทั้งหลายมีอย่างเป็นอเนก คือ มีประการต่างๆ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอเนกอย่างใดอย่างหนึ่งในโลก. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. ขอ พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ ย่อมสำคัญซึ่งพระองค์ว่าเป็นผู้จบเวท มีพระองค์อันให้เจริญ แล้ว. ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในโลก เกิดมาแต่ที่ไหนหนอ?
เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปาติ เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ โลกสฺมินฺติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเก ฯ อเนกรูปาติ อเนกวิธา นานปฺปการา ทุกฺขาติ เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ (อิจฺจายสฺมา เมตฺตคู) มญฺญามิ ตํ เวทคุํ ภาวิตตฺตํ กุโตนุ ทุกฺขา สมุปาคตาเม เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปาติ
(พระผู้มีพระภาคตอบว่า ดูกรเมตตคู) ท่านถามถึงเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว. เรารู้อยู่อย่างไร ก็จะ บอกเหตุนั้นแก่ท่าน. ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก อย่าง ใดอย่างหนึ่งในโลก มีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมเกิดขึ้น.
ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ (เมตฺตคูติ ภควา) ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา ฯ
คำว่า ทุกฺขสฺส ในอุเทศว่า "ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉิ" ความว่า แห่งชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าแห่งทุกข์. คำว่า เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ ความว่า ท่านถาม วิงวอน เชื้อเชิญ ให้ประสาทซึ่งมูล เหตุ นิทาน เหตุเกิด แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่งทุกข์กะเรา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านถามถึงเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า เมตตคู. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่อง กล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาค ตรัสตอบว่า ดูกรเมตตคู.
ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสีติ ทุกฺขสฺสาติ ชาติทุกฺขสฺส ชราทุกฺขสฺส พฺยาธิทุกฺขสฺส มรณทุกฺขสฺส โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสทุกฺขสฺสาติ ฯ ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสีติ มํ ทุกฺขสฺส มูลํ ปุจฺฉสิ เหตุํ ปุจฺฉสิ นิทานํ ปุจฺฉสิ สมฺภวํ ปุจฺฉสิ ปภวํ ปุจฺฉสิ สมุฏฺฐานํ ปุจฺฉสิ อาหารํ ปุจฺฉสิ อารมฺมณํ ปุจฺฉสิ ปจฺจยํ ปุจฺฉสิ สมุทยํ ปุจฺฉสิ ยาจสิ อชฺเฌสสิ ปสาเทสีติ ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ ฯ เมตฺตคูติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ เมตฺตคูติ ภควา ฯ
คำว่า ตนฺเต ปวกฺขามิ ในอุเทศว่า "ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ" ดังนี้ ความว่า เราจักกล่าว ... จักประกาศ ซึ่งมูล ... สมุทัยแห่งทุกข์นั้นแก่ท่าน เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า เราจักกล่าวซึ่งมูลแห่งทุกข์นั้นแก่ท่าน. คำว่า ยถา ปชานํ ความว่า เรารู้อยู่ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดอย่างไร จะบอกธรรมที่ประจักษ์แก่ตนที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง โดยจะไม่บอกว่า กล่าวกันมาดังนี้ๆ ไม่ บอกตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอกตามลำดับสืบๆ กันมา ไม่บอกโดยการอ้างตำรา ไม่บอกตามที่ นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกด้วยความตรึกตามอาการ ไม่บอกด้วย ความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรารู้อย่างไร.
ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานนฺติ ตนฺเต ปวกฺขามีติ ตํ เต ทุกฺขสฺส มูลํ ปวกฺขามิ เหตุํ ปวกฺขามิ นิทานํ ปวกฺขามิ สมฺภวํ ปวกฺขามิ ปภวํ ปวกฺขามิ สมุฏฺฐานํ ปวกฺขามิ อาหารํ ปวกฺขามิ อารมฺมณํ ปวกฺขามิ ปจฺจยํ ปวกฺขามิ สมุทยํ ปวกฺขามิ อาจิกฺขิสฺสามิ เทสิสฺสามิ ปญฺญเปสฺสามิ ปฏฺฐเปสฺสามิ วิวริสฺสามิ วิภชิสฺสามิ อุตฺตานีกริสฺสามิ ปกาเสสฺสามีติ ตนฺเต ปวกฺขามิ ฯ ยถา ปชานนฺติ ยถา ปชานนฺโต อาชานนฺโต วิชานนฺโต ปฏิวิชานนฺโต ปฏิวิชฺฌนฺโต น อิติหิติหํ น อิติกิราย น ปรมฺปราย น ปิฏกสมฺปทาย น ตกฺกเหตุ น นยเหตุ น อาการปริวิตกฺเกน น ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา สามํ สยมภิญฺญาตํ อตฺตปจฺจกฺขํ ธมฺมํ กถยิสฺสามีติ ยถา ปชานํ ฯ
คำว่า อุปธิ ในอุเทศว่า "อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา" ดังนี้ ได้แก่อุปธิ ๑๐ ประการ คือ ตัณหูปธิ ทิฏฐูปธิ กิเลสูปธิ กัมมูปธิ ทุจจริตูปธิ อาหารูปธิ ปฏิฆูปธิ อุปธิคืออุปาทินนธาตุ ๔ อุปธิคืออายตนะภายใน ๖ อุปธิคือหมวดวิญญาณ ๖ ทุกข์แม้ทั้งหมดก็ เป็นอุปธิ เพราะอรรถว่า ยากที่จะทนได้ เหล่านี้เรียกว่าอุปธิ ๑๐. คำว่า ทุกฺขา คือชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ฯลฯ ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เหล่านี้เรียกว่าทุกข์. ทุกขืเหล่านี้มีอุปธิเป็นนิทาน มีอุปธิเป็นเหตุ มีอุปธิ เป็นปัจจัย มีอุปธิเป็นการณ์ ย่อมมี ย่อมเป็น เกิดขึ้น เกิดพร้อม บังเกิด ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลาย มีอุปธิเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น.
อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขาติ อุปธีติ ทส อุปธี ตณฺหูปธิ ทิฏฺฐูปธิ กิเลสูปธิ กมฺมูปธิ ทุจฺจริตูปธิ อาหารูปธิ ปฏิฆูปธิ จตสฺโส อุปาทินฺนธาตุโย อุปธี ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ อุปธี ฉ วิญฺญาณกายา อุปธี สพฺพํปิ ทุกฺขํ ทุกฺขฏฺเฐน อุปธิ อิเม วุจฺจนฺติ ทส อุปธี ฯ ทุกฺขาติ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ ฯเปฯ พฺยาธินา อภิภูตํ มรเณน อพฺภาหตํ ทุกฺเข ปติฏฺฐิตํ อตาณํ อเลณํ อสรณํ อสรณีภูตํ อิเม วุจฺจนฺติ ทุกฺขา ฯ อิเม ทุกฺขา อุปธินิทานา อุปธิเหตุกา อุปธิปจฺจยา อุปธิการณา โหนฺติ สมฺภวนฺติ ปภวนฺติ ชายนฺติ สญฺชายนฺติ นิพฺพตฺตนฺติ ปาตุภวนฺตีติ อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา ฯ
คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า "เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา" ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ คำว่า เยเกจิ นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. คำว่า โลกสฺมึ ความว่าในอบายโลก ในมนุษยโลก ในเทวโลก ในขันธโลก ในธาตุโลก ในอายตนโลก. คำว่า อเนกรูปา ความว่า ทุกข์ทั้งหลายมีอย่างเป็น อเนก มีประการต่างๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทุกข์ทั้งหลายมีชนิดเป็นอันมาก อย่างใดอย่างหนึ่ง ในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ท่านได้ถามเหตุแห่งทุกข์กะเราแล้ว. เรารู้อยู่อย่างไร ก็จะ บอกเหตุนั้นแก่ท่าน. ทุกข์ทั้งหลาย มีชนิดเป็นอันมาก อย่างใดอย่างหนึ่งในโลก มีอุปธิเป็นเหตุ ย่อมเกิดขึ้น.
เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปาติ เยเกจีติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ เยเกจีติ ฯ โลกสฺมินฺติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเก ฯ อเนกรูปาติ อเนกวิธา นานปฺปการา ทุกฺขาติ เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา ฯ เตนาห ภควา ทุกฺขสฺส เว มํ ปภวํ อปุจฺฉสิ (เมตฺตคูติ ภควา) ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา เยเกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปาติ ฯ
ผู้ใดแล มิใช่ผู้รู้ ย่อมทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้า ถึงทุกข์บ่อยๆ. เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ เป็นผู้พิจารณาเหตุเกิดแห่งทุกข์.
โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี ฯ
คำว่า โย ในอุเทศว่า "โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ" ดังนี้ ความว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือ มนุษย์ผู้ใด คือ เช่นใด ควรอย่างไร ชนิดใด ประการใด ถึงฐานะใด ประกอบด้วยธรรมใด. คำว่า อวิทฺวา ความว่า ไม่รู้ คือ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม. คำว่า อุปธึ กโรติ ความว่า กระทำซึ่งตัณหูปธิ ... อุปธิ คือ หมวดวิญญาณ ๖ คือ ให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มิใช่ผู้รู้กระทำอุปธิ.
โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรตีติ โยติ โย ยาทิโส ยถายุตฺโต ยถาวิหิโต ยถาปกาโร ยํฐานปฺปตฺโต ยํธมฺมสมนฺนาคโต ขตฺติโย วา พฺราหฺมโณ วา เวสฺโส วา สุทฺโท วา คหฏฺโฐ วา ปพฺพชิโต วา เทโว วา มนุสฺโส วา ฯ อวิทฺวาติ อวิทฺวา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญ ฯ อุปธึ กโรตีติ ตณฺหูปธึ กโรติ ทิฏฺฐูปธึ กโรติ กิเลสูปธึ กโรติ กมฺมูปธึ กโรติ ทุจฺจริตูปธึ กโรติ อาหารูปธึ กโรติ ปฏิฆูปธึ กโรติ จตสฺโส อุปาทินฺนธาตุโย อุปธี กโรติ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ อุปธี กโรติ ฉ วิญฺญาณกาเย อุปธี กโรติ ชเนติ สญฺชเนติ นิพฺพตฺเตตีติ อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ฯ
คำว่า ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ ในอุเทศว่า "ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท" ดังนี้ ความว่า ย่อมถึง คือ เข้าถึง เข้าไปถึง ย่อมจับ ย่อมลูบคลำ ย่อมยึดมั่น ซึ่งชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือ ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจบ่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เข้าถึงทุกข์บ่อยๆ. คำว่า มนฺโท ความว่า เป็นคนเขลา คือ เป็นคนหลงมิใช่ผู้รู้ ไปแล้ว ในอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นคนเขลา เข้าถึง ทุกข์บ่อยๆ.
ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโทติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปตีติ ปุนปฺปุนํ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทว- ทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ เอติ อุเปติ อุปคจฺฉติ คณฺหาติ ปรามสติ อภินิวิสตีติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ ฯ มนฺโทติ มนฺโท มูโฬฺห อวิทฺวา อวิชฺชาคโต อญาณี อวิภาวี ทุปฺปญฺโญติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ฯ
คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า "ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา" ดังนี้ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณ์ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น บุคคลเมื่อเห็นโทษนี้ในอุปธิทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น. คำว่า ปชานํ คือ รู้ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด คือ รู้ ... แทงตลอดว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า อุปธึ น กยิรา ความว่า ไม่พึงกระทำ ... ไม่พึงกระทำตัณหูปธิ ... อุปธิ คือ อายตนะภายใน ๖ คือ ไม่พึงให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ เหตุนั้น รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ.
ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิราติ ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอตํ อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน อุปธีสูติ ตสฺมา ฯ ปชานนฺติ ปชานนฺโต อาชานนฺโต วิชานนฺโต ปฏิวิชานนฺโต ปฏิวิชฺฌนฺโต สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ปชานนฺโต อาชานนฺโต วิชานนฺโต ปฏิวิชานนฺโต ปฏิวิชฺฌนฺโต สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ปชานนฺโต อาชานนฺโต วิชานนฺโต ปฏิวิชานนฺโต ปฏิวิชฺฌนฺโต ฯ อุปธึ น กยิราติ ตณฺหูปธึ น กเรยฺย ทิฏฺฐูปธึ น กเรยฺย กิเลสูปธึ น กเรยฺย กมฺมูปธึ น กเรยฺย ทุจฺจริตูปธึ น กเรยฺย อาหารูปธึ น กเรยฺย ปฏิฆูปธึ น กเรยฺย จตสฺโส อุปาทินฺนธาตุโย อุปธี น กเรยฺย ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ อุปธี น กเรยฺย น ชเนยฺย น สญฺชเนยฺย น นิพฺพตฺเตยฺยาติ ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ฯ
คำว่า ทุกฺขสฺส ความว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นแดนเกิด คือ เป็นผู้พิจารณา เห็นมูล เหตุ นิทาน สมภพ แดนเกิด สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย สมุทัย แห่ง ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์ คือ ความโศก ความร่ำไร ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ. ปัญญา คือ ความรู้ชัด กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความ เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ เรียกว่า อนุปัสสนา. บุคคลเป็นผู้เข้าไป คือ เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบแล้วด้วยปัญญาอันพิจารณาเห็นนี้ บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้พิจารณาเห็น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้พิจารณาเห็นแดนเกิดแห่งทุกข์. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ผู้ใดแล มิใช่ผู้รู้ ย่อมทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึง ทุกข์บ่อยๆ. เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้รู้อยู่ ไม่พึงทำอุปธิ เป็นผู้พิจารณาเห็นแดนเกิดแห่งทุกข์.
ทุกฺขสฺสาติ ชาติทุกฺขสฺส ชราทุกฺขสฺส พฺยาธิทุกฺขสฺส มรณทุกฺขสฺส โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขสฺส ปภวานุปสฺสี มูลานุปสฺสี เหตานุปสฺสี นิทานานุปสฺสี สมฺภวานุปสฺสี ปภวานุปสฺสี สมุฏฺฐานานุปสฺสี อาหารานุปสฺสี อารมฺมณานุปสฺสี ปจฺจยานุปสฺสี สมุทยานุปสฺสี ฯ อนุปสฺสนา วุจฺจติ ปญฺญา ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ อิมาย อนุปสฺสนาย ปญฺญาย อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน สมนฺนาคโต โส วุจฺจติ อนุปสฺสีติ ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี ฯ เตนาห ภควา โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสีติ ฯ
ข้าพระองค์ได้ทูลถามแล้วซึ่งปัญหาใด พระองค์ได้ตรัสบอก ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะขอ ทูลถามปัญหาข้ออื่น. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้น. ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและ ปริเทวะได้อย่างไรหนอ? พระองค์เป็นพระมุนี ขอทรงโปรด แก้ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยดี. แท้จริง ธรรมนั้น อันพระองค์ทรงทราบแล้ว.
ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยี โน อญฺญํ ตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ
คำว่า ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺติยี โน ความว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทูลถาม คือ ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาทแล้วซึ่งปัญหาใด. คำว่า อกิตฺติยี โน ความว่า พระองค์ได้ตรัส คือ บอก ... ทรงทำให้ง่าย ทรงประกาศ แล้ว ซึ่งปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ ทูลถามปัญหาใดแล้ว พระองค์ได้ตรัสแก้ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย.
ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยี โนติ ยํ ตํ อปุจฺฉิมฺห อยาจิมฺห อชฺเฌสิมฺห ปสาทิมฺห ฯ อกิตฺตยี โนติ โน อกิตฺติ ตํ อาจิกฺขิ ตํ เทเสสิ ตํ ปญฺญปิ ตํ ปฏฺฐปิ ตํ วิวริ ตํ วิภชิ ตํ อุตฺตานีมกาสิ ตํ ปกาสิ ตนฺติ ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยี โน ฯ
คำว่า กถํ นุ ในอุเทศว่า "อญฺญํ ตํ ปุจฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริเทวญฺจ" ดังนี้ ความว่า เป็นการด้วยความสงสัย เป็นการถามด้วยความเคลือบแคลง เป็นการถามสองแง่ ไม่เป็นการถามโดยส่วนเดียวว่า เรื่องนี้ เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้? เรื่องนี้เป็นไฉนหนอแล หรือเป็นอย่างไร? เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อย่างไรหนอ? คำว่า ธีรา คือ นักปราชญ์ บัณฑิต ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า โอฆํ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏฺโฐฆะ อวิชโชฆะ ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะ ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่าชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่าชรา. ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก ความโศก ณ ภายใน ความกรมเกรียม ณ ภายใน ความร้อน ณ ภายใน ความเร่าร้อน ณ ภายใน ความเกรียมกรอมแห่งจิต โทมนัส ลูกศรคือความโศก ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้า หรือของคนที่ถูกความฉิบหาย แห่งโภคะกระทบเข้า ของคนที่ถูกความฉิบหายเพราะโรคกระทบเข้า หรือของคนที่ถูกความฉิบหาย แห่งศีลกระทบเข้า ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิกระทบเข้า ของคนที่ประจวบกับความ ฉิบหายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ความโศก. ความร้องไห้ ความรำพัน กิริยาที่ร้องไห้ กิริยาที่รำพัน ความเป็นผู้ร้องไห้ ความเป็น ผู้รำพัน ความพูดถึง ความพูดเพ้อ ความพูดบ่อยๆ ความร่ำไร กิริยาที่ร่ำไร ความเป็นผู้ร่ำไร ของคนที่ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้า ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง กระทบเข้า ชื่อว่า ปริเทวะ. คำว่า ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้ อย่างไรหนอ ความว่า ธีรชนทั้งหลาย ย่อมข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธีรชนทั้งหลาย ย่อมข้ามโอฆะ ชาติ ชรา โสกะและปริเทวะได้อย่างไรหนอ?
อญฺญํ ตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจาติ กถํนูติ สํสยปุจฺฉา วิมติปุจฺฉา เทฺวฬฺหกปุจฺฉา อเนกํสปุจฺฉา เอวํ นุโข น นุ โข กึ นุ โข กถํนุ โขติ กถํนุ ฯ ธีราติ ธีรา ปณฺฑิตา ปญฺญวนฺโต พุทฺธิมนฺโต ญาณิโน วิภาวิโน เมธาวิโน ฯ โอฆนฺติ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ฯ ชาตีติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ ฯ ชราติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชิรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ฯ โสโกติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส โสโก โสจนา โสจิตตฺตํ อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโก อนฺโตฑาโห อนฺโตปริฑาโห เจตโส ปริชฺฌายนา โทมนสฺสํ โสกสลฺลํ ฯ {๑๖๓.๑} ปริเทโวติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อาเทโว ปริเทโว อาเทวนา ปริเทวนา อาเทวิตตฺตํ ปริเทวิตตฺตํ ลาโป ปลาโป วิปฺปลาโป ลาลปฺโป ลาลปฺปายนา ลาลปฺปายิตตฺตํ ฯ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจาติ กถํ ธีรา โอฆญฺจ ชาติชฺชรญฺจ โสกญฺจ ปริทฺทวญฺจ ตรนฺติ อุตฺตรนฺติ ปตรนฺติ สมติกฺกมนฺติ วีติวตฺตนฺตีติ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ ฯ
คำว่า ตํ ในอุเทศว่า "ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ" ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมทูลถาม ทูลวิงวอน ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท. ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า โมนะ ในคำว่า มุนี. พระผู้มีพระภาคทรงประกอบด้วยญาณนั้น จึงเป็นพระมุนี คือ ถึงความเป็นพระมุนี. โมเนยยะ (ความเป็นมุนี) ๓ ประการ คือ กายโมเนยยะ วจีโมเนยยะ มโนโมเนยยะ. กายโมเนยยะ เป็นไฉน? การละกายทุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ กายสุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ ญาณมีกายเป็นอารมณ์ เป็นกายโมเนยยะ ความกำหนดรู้กาย เป็นกายโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยความกำหนดรู้ เป็นกายโมเนยยะ ความละฉันทราคะในกาย เป็นกาย- *โมเนยยะ ความดับกายสังขาร ความเข้าจตุตถฌาน เป็นกายโมเนยยะ นี้ชื่อว่า กายโมเนยยะ. วจีโมเนยยะ เป็นไฉน? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง เป็นวจีโมเนยยะ วจีสุจริต ๔ อย่าง เป็นวจีโมเนยยะ ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ เป็นวจีโมเนยยะ การกำหนดรู้วาจา เป็นวจีโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้ เป็นวจีโมเนยยะ การละฉันทราคะในวาจา เป็นวจีโมเนยยะ ความดับวจีสังขาร ความเข้าทุติยฌาน เป็นวจีโมเนยยะ นี้ชื่อว่า วจีโมเนยยะ. มโนโมเนยยะ เป็นไฉน? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง เป็นมโนโมเนยยะ มโนสุจริต ๓ อย่าง เป็นมโนโมเนยยะ ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ เป็นมโนโมเนยยะ การกำหนดรู้จิต เป็น มโนโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยความกำหนดรู้ เป็นมโนโมเนยยะ การละฉันทราคะในจิต ความดับจิตสังขาร ความเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้ชื่อว่า มโนโมเนยยะ. บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงมุนี ผู้เป็นมุนีโดยกาย เป็นมุนีโดย วาจา เป็นมุนีโดยใจ ผู้ไม่มีอาสวะถึงพร้อมด้วยความเป็น มุนีว่า เป็นผู้ละอกุศลธรรมทั้งปวง. บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึง มุนี ผู้เป็นมุนีโดยกาย เป็นมุนีโดยวาจา เป็นมุนีโดยใจ ผู้ไม่มีอาสวะ ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนีว่า เป็นผู้มีบาปอัน ลอยแล้ว. มุนีผู้ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นมุนีเหล่านี้ เป็นมุนี ๖ จำพวก คือ เป็นอาคารมุนี ๑ อนาคารมุนี ๑ เสกขมุนี ๑ อเสกขมุนี ๑ ปัจเจกมุนี ๑ มุนิมุนี ๑. อาคารมุนี เป็นไฉน? คฤหัสถ์ผู้ครองเรือน มีบทอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้ง นี้ชื่อว่า อาคารมุนี. อนาคารมุนี เป็นไฉน? บรรพชิตผู้มีบทอันเห็นแล้ว มีศาสนาอันรู้แจ้งแล้ว นี้ชื่อว่า อนาคารมุนี. พระเสกข- *บุคคล ๗ จำพวก ชื่อเสกขมุนี. พระอรหันต์ชื่ออเสกขมุนี. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ชื่อปัจเจกมุนี. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อมุนิมุนี. บุคคลย่อมไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นผู้หลง มิใช่ผู้รู้ ก็ไม่เป็นมุนี. ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต ถือธรรมอันประเสริฐ เหมือนบุคคลประคองตาชั่ง ย่อมละเว้นบาปทั้งหลาย บุคคลนั้นเป็นมุนี โดยเหตุนั้น บุคคลนั้นเป็นมุนี. บุคคล ใด รู้จักโลกทั้ง ๒ บุคคลนั้นท่านเรียกว่าเป็นมุนี โดยเหตุนั้น. บุคคลใด รู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษในโลก ทั้งปวง ทั้งในภายในทั้งในภายนอก อันเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายบูชาแล้ว บุคคลนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็น เครื่องข้อง และตัณหาดังว่าข่าย ชื่อว่าเป็นมุนี. คำว่า สาธุ วิยากโรหิ ความว่า ขอพระองค์ตรัสบอก คือ ทรงแสดง ... ทรง ประกาศด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์เป็นพระมุนี ขอทรงโปรดแก้ปัญหานั้นของ ข้าพระองค์ด้วยดี.
ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหีติ ตนฺติ ยํ ปุจฺฉามิ ยํ ยาจามิ ยํ อชฺเฌสามิ ยํ ปสาเทมิ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ ภควา เตน ญาเณน สมนฺนาคโต มุนิ โมนปฺปตฺโต ฯ ตีณิ โมเนยฺยานิ กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯ {๑๖๔.๑} กตมํ กายโมเนยฺยํ ฯ ติวิธานํ กายทุจฺจริตานํ ปหานํ กายโมเนยฺยํ ติวิธํ กายสุจริตํ กายโมเนยฺยํ กายารมฺมณํ ญาณํ กายโมเนยฺยํ กายปริญฺญา กายโมเนยฺยํ ปริญฺญาสหคโต มคฺโค กายโมเนยฺยํ กาเย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ กายโมเนยฺยํ กายสงฺขารนิโรโธ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติ กายโมเนยฺยํ อิทํ กายโมเนยฺยํ ฯ {๑๖๔.๒} กตมํ วจีโมเนยฺยํ ฯ จตุพฺพิธานํ วจีทุจฺจริตานํ ปหานํ วจีโมเนยฺยํ จตุพฺพิธํ วจีสุจริตํ วจีโมเนยฺยํ วาจารมฺมณํ ญาณํ วจีโมเนยฺยํ วาจาปริญฺญา วจีโมเนยฺยํ ปริญฺญาสหคโต มคฺโค วจีโมเนยฺยํ วาจาย ฉนฺทราคสฺส ปหานํ วจีโมเนยฺยํ วจีสงฺขารนิโรโธ ทุติยชฺฌานสมาปตฺติ วจีโมเนยฺยํ อิทํ วจีโมเนยฺยํ ฯ {๑๖๔.๓} กตมํ มโนโมเนยฺยํ ฯ ติวิธานํ มโนทุจฺจริตานํ ปหานํ มโนโมเนยฺยํ ติวิธํ มโนสุจริตํ มโนโมเนยฺยํ จิตฺตารมฺมณํ ญาณํ มโนโมเนยฺยํ จิตฺตปริญฺญา มโนโมเนยฺยํ ปริญฺญาสหคโต มคฺโค มโนโมเนยฺยํ จิตฺเต ฉนฺทราคสฺส ปหานํ มโนโมเนยฺยํ จิตฺตสงฺขารนิโรโธ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ มโนโมเนยฺยํ อิทํ มโนโมเนยฺยํ ฯ กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ สพฺพปฺปหายินํ กายมุนึ วาจามุนึ มโนมุนิมนาสวํ มุนึ โมเนยฺยสมฺปนฺนํ อาหุ นินฺหาตปาปกนฺติ ฯ อิเมหิ โมเนยฺเยหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตา ฉ มุนโย อาคารมุนโย อนาคารมุนโย เสกฺขมุนโย อเสกฺขมุนโย ปจฺเจกมุนโย มุนิมุนโย ฯ กตเม อาคารมุนโย ฯ เย เต อาคาริกา ทิฏฺฐปทา วิญฺญาตสาสนา อิเม อาคารมุนโย ฯ กตเม อนาคารมุนโย ฯ เย เต ปพฺพชิตา ทิฏฺฐปทา วิญฺญาตสาสนา อิเม อนาคารมุนโย ฯ สตฺต เสกฺขา เสกฺขมุนโย ฯ อรหนฺโต อเสกฺขมุนโย ฯ ปจฺเจกสมฺพุทฺธา ปจฺเจกมุนโย ฯ ตถาคตา อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา มุนิมุนโย ฯ น โมเนน มุนิ โหติ มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห วรมาทาย ปณฺฑิโต ปาปานิ ปริวชฺเชติ ส มุนิ เตน โส มุนิ โย มุนาติ อุโภ โลเก มุนิ เตน ปวุจฺจติ ฯ อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโต โย โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ ฯ {๑๖๔.๔} สาธุ วิยากโรหีติ สาธุ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ฯ
คำว่า ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ความว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้น อันพระองค์ทรงทราบแล้ว คือ ทรงรู้แล้ว ทรงเทียบเคียงแล้ว ทรงพิจารณาแล้ว ทรงให้เจริญแล้ว ทรงแจ่มแจ้งแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนี้อันพระองค์ทรงทราบแล้ว. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามแล้วซึ่งปัญหาใด พระองค์ได้ตรัสบอก ปัญหานั้นแล้วแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ทั้งหลายจงขอทูล ถามปัญหาข้ออื่น. ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้น. ธีรชนทั้งหลายย่อมข้ามซึ่งโอฆะ ชาติ ชรา โสกะ และ ปริเทวะได้อย่างไรหนอ? พระองค์เป็นพระมุนี ขอทรงโปรด แก้ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยดี. แท้จริง ธรรมนั้น อันพระองค์ทรงทราบแล้ว.
ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ตถา หิ เต วิทิโต ญาโต ตุลิโต ตีริโต วิภาวิโต วิภูโต เอส ธมฺโมติ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยี โน อญฺญํ ตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํ นุ ธีรา วิตรนฺติ โอฆํ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ ตมฺเม มุนี สาธุ วิยากโรหิ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรเมตตคู) เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน ที่บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลกแก่ท่าน.
กิตฺตยิสฺสามิ เต ธมฺมํ (เมตฺตคูติ ภควา) ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ
คำว่า เราจักบอกธรรม ... แก่ท่าน ความว่า เราจักบอก ... ประกาศซึ่งพรหมจรรย์ อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพาน และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมแก่ท่าน. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า เมตตคู.
กิตฺตยิสฺสามิ เต ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ กิตฺตยิสฺสามิ เทสิสฺสามิ ปญฺญเปสฺสามิ ปฏฺฐเปสฺสามิ วิวริสฺสามิ วิภชิสฺสามิ อุตฺตานีกริสฺสามิ ปกาสิสฺสามีติ กิตฺตยิสฺสามิ เต ธมฺมํ ฯ เมตฺตคูติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ
คำว่า ทิฏเฐ ธมฺเม ในอุเทศว่า "ทิฏเฐ ธมฺเม อนีติหํ" ดังนี้ ความว่า ในธรรมที่เราเห็น รู้ เทียบเคียง พิจารณา ให้เจริญแล้ว ปรากฏแล้ว คือ ในธรรมอันเราเห็นแล้ว ... ปรากฏแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมในธรรม ที่เราเห็นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เราจักบอกทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว จักบอกสมุทัยในสมุทัยที่ เราเห็นแล้ว จักบอกมรรคในมรรคที่เราเห็นแล้ว จักบอกนิโรธในนิโรธที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วย เหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า จักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เราจักบอกธรรมที่จะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียก ให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ในธรรมที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุ อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรม ที่เราเห็นแล้ว. คำว่า อนีติหํ ความว่า เราจักบอกซึ่งธรรมอันประจักษ์แก่ตน ที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง โดยไม่บอกว่ากล่าวกันมาอย่างนี้ ไม่บอกตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอกตามลำดับสืบๆ กันมา ไม่ บอกโดยการอ้างตำรา ไม่บอกตามที่นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกโดย ความตรึกตามอาการ ไม่บอกโดยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใน ธรรมที่เราเห็นแล้วอันประจักษ์แก่ตน.
ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหนฺติ ทิฏฺเฐ ธมฺเมติ ทิฏฺเฐ ธมฺเม ญาเต ธมฺเม ตุลิเต ธมฺเม ตีริเต ธมฺเม วิภาวิเต ธมฺเม วิภูเต ธมฺเม สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ทิฏฺเฐ ธมฺเม ญาเต ธมฺเม ตุลิเต ธมฺเม ตีริเต ธมฺเม วิภาวิเต ธมฺเม วิภูเต ธมฺเมติ เอวมฺปิ ทิฏฺเฐ ธมฺเม กถยิสฺสามิ ฯ อถวา ทุกฺเข ทิฏฺเฐ ทุกฺขํ กถยิสฺสามิ สมุทเย ทิฏฺเฐ สมุทยํ กถยิสฺสามิ มคฺเค ทิฏฺเฐ มคฺคํ กถยิสฺสามิ นิโรเธ ทิฏฺเฐ นิโรธํ กถยิสฺสามีติ เอวมฺปิ ทิฏฺเฐ ธมฺเม กถยิสฺสามิ ฯ อถวา ทิฏฺเฐ ธมฺเม สนฺทิฏฺฐิกํ อกาลิกํ เอหิปสฺสิกํ โอปนยิกํ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺพํ วิญฺญูหีติ เอวมฺปิ ทิฏฺเฐ ธมฺเม กถยิสฺสามีติ ทิฏฺเฐ ธมฺเม ฯ อนีติหนฺติ น อิติหํ น อิติกิราย น ปรมฺปราย น ปิฏกสมฺปทาย น ตกฺกเหตุ น นยเหตุ น อาการปริวิตกฺเกน น ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา สามํ สยมภิญฺญาตํ อตฺตปจฺจกฺขํ ธมฺมํ กถยิสฺสามีติ ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหํ ฯ
คำว่า ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ความว่า กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้รู้ ... ทำให้แจ่มแจ้งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเป็นเครื่อง พิจารณาเห็นกายในกาย ฯลฯ บุคคลนั้นเรียกว่า มีสติ. คำว่า จรํ คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นไป รักษาบำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ธรรมใดแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.
ยํ วิทิตฺวา สโต จรนฺติ ยํ วิทิตํ กตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ วิทิตํ กตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ฯ สโตติ จตูหิ การเณหิ สโต กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต ฯเปฯ โส วุจฺจติ สโต ฯ จรนฺติ จรนฺโต วิจรนฺโต อิริยนฺโต วตฺเตนฺโต ปาเลนฺโต ยเปนฺโต ยาเปนฺโตติ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ฯ
ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา. ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในอุเทศว่า "ตเร โลเก วิสตฺติกํ" ชื่อว่า วิสัตติกา ในคำว่า วิสตฺติกา เพราะอรรถว่ากระไร? เพราะอรรถว่า แผ่ไป เพราะอรรถว่า กว้างขวาง เพราะอรรถว่า ซ่านไป เพราะอรรถว่า ครอบงำ เพราะอรรถว่า นำไปผิด เพราะอรรถว่า ให้กล่าวผิด เพราะอรรถว่า มีรากเป็นพิษ เพราะอรรถว่า มีผลเป็นพิษ เพราะ อรรถว่า มีการบริโภคเป็นพิษ. อนึ่ง ตัณหานั้นกว้างขวาง ซ่านไป แผ่ซ่านไปใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย- *เภสัชบริขาร กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบันกาล ธรรม คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และธรรมที่รู้แจ้ง เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า โลก คือในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. คำว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เราจักบอกธรรมในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน ที่บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก แก่ท่าน.
ตเร โลเก วิสตฺติกนฺติ วิสตฺติกา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ วิสตฺติกาติ เกนตฺเถน วิสตฺติกา ฯ วิสตาติ วิสตฺติกา ฯ วิสาลาติ วิสตฺติกา ฯ วิสฏาติ วิสตฺติกา ฯ วิสกฺกตีติ วิสตฺติกา ฯ วิสํหรตีติ วิสตฺติกา ฯ วิสํวาทิกาติ วิสตฺติกา ฯ วิสมูลาติ วิสตฺติกา ฯ วิสผลาติ วิสตฺติกา ฯ วิสปริโภคาติ วิสตฺติกา ฯ วิสาลา วา ปน สา ตณฺหา รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ กุเล คเณ อาวาเส ลาเภ ยเส ปสํเส สุเข จีวเร ปิณฺฑปาเต เสนาสเน คิลานปจฺจยเภสชฺช- ปริกฺขาเร กามธาตุยา รูปธาตุยา อรูปธาตุยา กามภเว รูปภเว อรูปภเว สญฺญาภเว อสญฺญาภเว เนวสญฺญานาสญฺญาภเว เอกโวการภเว จตุโวการภเว ปญฺจโวการภเว อตีเต อนาคเต ปจฺจุปฺปนฺเน ทิฏฺฐสุตมุตวิญฺญาตพฺเพสุ ธมฺเมสุ วิสฏา วิตฺถตาติ วิสตฺติกา ฯ โลเกติ อปายโลเก มนุสฺสโลเก เทวโลเก ขนฺธโลเก ธาตุโลเก อายตนโลเก ฯ ตเร โลเก วิสตฺติกนฺติ ยา สา โลเก วิสตฺติกา โลเก ตํ วิสตฺติกํ สโต ตเรยฺย อุตฺตเรยฺย ปตเรยฺย สมติกฺกเมยฺย วีติวตฺเตยฺยาติ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ เตนาห ภควา กิตฺตยิสฺสามิ เต ธมฺมํ (เมตฺตคูติ ภควา) ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกนฺติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ชอบใจ พระดำรัสของพระองค์นั้น และธรรมอันสูงสุดที่บุคคลทราบ แล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยวใน อารมณ์ต่างๆ ในโลกได้.
ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ
คำว่า ตํ ในอุเทศว่า "ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ" ความว่า ซึ่งพระดำรัส คือ ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์. คำว่า อภินนฺทามิ คือ ข้าพระองค์ย่อมยินดี ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอ ประสงค์ รักใคร่ ติดใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระดำรัส ของพระองค์นั้น.
ตญฺจาหํ อภินนฺทามีติ ตนฺติ ตุยฺหํ วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ ฯ อภินนฺทามีติ นนฺทามิ อภินนฺทามิ โมทามิ อนุโมทามิ อิจฺฉามิ สาทิยามิ ยาจามิ ปตฺถยามิ ปิหยามิ อภิชปฺปามีติ ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ ฯ
คำว่า มเหสี ในอุเทศว่า มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่ากระไร? ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ ซึ่งสมาธิขันธ์ใหญ่ ซึ่งปัญญาขันธ์ใหญ่ ซึ่งวิมุตติขันธ์ใหญ่ ซึ่งวิมุตติญาณ- *ทัสสนขันธ์ใหญ่ ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา แล้วซึ่งความทำลายกองมืดใหญ่ ซึ่งความทำลายวิปลาสใหญ่ ซึ่งความถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่ ซึ่งความตัดความสืบต่อทิฏฐิใหญ่ ซึ่งความให้มานะเป็นเช่นธงใหญ่ตกไป ซึ่งความระงับ อภิสังขารใหญ่ ซึ่งความสละโอฆะใหญ่ ซึ่งความปลงภาระใหญ่ ซึ่งความตัดสังสารวัฏใหญ่ ซึ่งการ ให้ความเร่าร้อนใหญ่ดับไป ซึ่งความสงบระงับความเดือดร้อนใหญ่ ซึ่งความยกขึ้นซึ่งธรรมเป็น ดังว่าธงใหญ่ ซึ่งสติปัฏฐานใหญ่ ซึ่งสัมมัปปธานใหญ่ ซึ่งอิทธิบาทใหญ่ ซึ่งอินทรีย์ใหญ่ ซึ่ง พละใหญ่ ซึ่งโพชฌงค์ใหญ่ ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ใหญ่ ซึ่งอมตนิพพานเป็น ปรมัตถ์ใหญ่. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า อันสัตว์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ ใหญ่แสวงหา เสาะหา สืบหาว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาประทับ ณ ที่ไหน พระนราศภประทับ ณ ที่ไหน. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า เป็น ธรรมอุดม ในคำว่า ธมฺมมุตฺตมํ. คำว่า อุตฺตมํ คือ ธรรมอันเลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ... ซึ่งธรรมอุดม.
มเหสี ธมฺมมุตฺตมนฺติ มเหสีติ เกนตฺเถน มเหสี ฯ ภควา มหนฺตํ สีลกฺขนฺธํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหนฺตํ สมาธิกฺขนฺธํ มหนฺตํ ปญฺญากฺขนฺธํ มหนฺตํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ มหนฺตํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต วา ตโมกายสฺส ปทาลนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต วิปฺปลฺลาสสฺส ปเภทนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต ตณฺหาสลฺลสฺส อพฺพูหนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต ทิฏฺฐิสงฺฆาตสฺส วินิพฺเพธนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต มานทฺธชสฺส ปาตนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต อภิสงฺขารสฺส วูปสมํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต โอฆสฺส นิตฺถรณํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต ภารสฺส นิกฺขิปนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต สํสารวฏฺฏสฺส อุจฺเฉทํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต สนฺตาปสฺส นิพฺพาปนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต ปริฬาหสฺส ปฏิปฺปสฺสทฺธึ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มหโต ธมฺมทฺธชสฺส อุสฺสาปนํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ {๑๗๓.๑} มหนฺเต สติปฏฺฐาเน มหนฺเต สมฺมปฺปธาเน มหนฺเต อิทฺธิปาเท มหนฺตานิ อินฺทฺริยานิ มหนฺตานิ พลานิ มหนฺเต โพชฺฌงฺเค มหนฺตํ อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ มหนฺตํ ปรมตฺถํ อมตํ นิพฺพานํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯ มเหสกฺเขหิ วา สตฺเตหิ เอสิโต คเวสิโต ปริเยสิโต กหํ พุทฺโธ กหํ ภควา กหํ เทวเทโว กหํ นราสโภติ มเหสี ฯ ธมฺมมุตฺตมนฺติ ธมฺมมุตฺตมํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ อุตฺตมนฺติ อคฺคํ เสฏฺฐํ วิเสฏฺฐํ ปาโมกฺขํ อุตฺตมํ ปวรํ ธมฺมนฺติ มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ฯ
คำว่า ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ความว่า ทำให้ทราบ คือ เทียบเคียง พิจารณา ให้เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว คือ ทำให้ทราบ ... ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเป็นเครื่อง พิจารณาเห็นกายในกาย ฯลฯ บุคคลนั้นท่านกล่าวว่า เป็นผู้มีสติ. คำว่า จรํ คือ เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ... เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.
ยํ วิทิตฺวา สโต จรนฺติ วิทิตํ กตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯเปฯ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ วิทิตํ กตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ฯ สโตติ จตูหิ การเณหิ สโต กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต สโต ฯเปฯ โส วุจฺจติ สโต ฯ จรนฺติ จรนฺโต วิจรนฺโต อิริยนฺโต วตฺเตนฺโต ปาเลนฺโต ยเปนฺโต ยาเปนฺโตติ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ฯ
ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า วิสัตติกา ตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในอุเทศว่า "ตเร โลเก วิสตฺติกํ" วิสัตติกา ในบทว่า วิสตฺติกา เพราะอรรถว่ากระไร? ฯลฯ ซ่านไป แผ่ซ่านไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ฯลฯ ธรรม คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ และ ธรรมที่รู้แจ้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า วิสัตติกา. คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก. คำว่า ตเร โลเก วิสตฺติกํ ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหา อันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆ ในโลก. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ชอบใจ พระดำรัสของพระองค์นั้น และธรรมอันสูงสุดที่บุคคล ทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันเกาะเกี่ยว ในอารมณ์ต่างๆ ในโลกได้.
ตเร โลเก วิสตฺติกนฺติ วิสตฺติกา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ วิสตฺติกาติ เกนตฺเถน วิสตฺติกา ฯเปฯ วิสฏา วิตฺถตาติ วิสตฺติกา ฯ โลเกติ อปายโลเก ฯเปฯ อายตนโลเก ฯ ตเร โลเก วิสตฺติกนฺติ ยา สา โลเก วิสตฺติกา โลเก ตํ วิสตฺติกํ สโต ตเรยฺย อุตฺตเรยฺย ปตเรยฺย สมติกฺกเมยฺย วีติวตฺเตยฺยาติ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกนฺติ ฯ
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรเมตตคู) ท่านย่อมรู้ธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง ส่วนกว้าง ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และ วิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ.
ยงฺกิญฺจิ สมฺปชานาสิ (เมตฺตคูติ ภควา) อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ภเว น ติฏฺเฐ ฯ
คำว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ท่านย่อมรู้ คือ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดซึ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านย่อมรู้ธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า เมตตคู. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรเมตตคู.
ยงฺกิญฺจิ สมฺปชานาสีติ ยงฺกิญฺจิ ปชานาสิ อาชานาสิ วิชานาสิ ปฏิวิชานาสิ ปฏิวิชฺฌสีติ ยงฺกิญฺจิ สมฺปชานาสิ ฯ เมตฺตคูติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ นาเมน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ เมตฺตคูติ ภควา ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสอนาคตว่า ชั้นสูง ในอุเทศว่า "อุทธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ" ดังนี้. ตรัสอดีตว่า ชั้นต่ำ. ตรัสปัจจุบันว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสเทวโลกว่า ชั้นสูง. ตรัสนิรยโลกว่า ชั้นต่ำ. ตรัสมนุษยโลกว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสกุศลธรรมว่า ชั้นสูง. ตรัสอกุศลธรรมว่า ชั้นต่ำ. ตรัสอพยากตธรรมว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสอรูปธาตุว่า ชั้นสูง ตรัสกามธาตุว่า ชั้นต่ำ. ตรัสรูปธาตุว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสสุขเวทนาว่า ชั้นสูง. ตรัสทุกขเวทนาว่า ชั้นต่ำ. ตรัสอทุกขมสุขเวทนาว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. ตรัสส่วนเบื้องบน ตลอดถึงพื้นเท้าว่า ชั้นสูง. ตรัสส่วนเบื้องต่ำตลอดถึงปลายผมว่า ชั้นต่ำ. ตรัสส่วนกลางว่า ชั้นกลาง ส่วนกว้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง ส่วนกว้าง.
อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ อุทฺธนฺติ วุจฺจติ อนาคตํ ฯ อโธติ อตีตํ ฯ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ ปจฺจุปฺปนฺนํ ฯ อุทฺธนฺติ วุจฺจติ เทวโลโก ฯ อโธติ นิรยโลโก ฯ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ มนุสฺสโลโก ฯ อุทฺธนฺติ กุสลา ธมฺมา ฯ อโธติ อกุสลา ธมฺมา ฯ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ อพฺยากตา ธมฺมา ฯ อุทฺธนฺติ อรูปธาตุ ฯ อโธติ กามธาตุ ฯ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ รูปธาตุ ฯ อุทฺธนฺติ สุขา เวทนา ฯ อโธติ ทุกฺขา เวทนา ฯ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ อทุกฺขมสุขา เวทนา ฯ อุทฺธนฺติ อุทฺธํ ปาทตลา ฯ อโธติ อโธ เกสมตฺถกา ฯ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌติ เวมชฺเฌติ อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ ฯ
คำว่า เอเตสุ ในอุเทศว่า "เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ภเว น ติฏฺเฐ" ดังนี้ ความว่า ในธรรมทั้งหลายที่เราบอกแล้ว ... ประกาศแล้ว ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่าความยินดี. ความพัวพันในบทว่า นิเวสนํ มี ๒ อย่าง คือ ความพัวพันด้วยตัณหา ๑ ความพัวพัน ด้วยทิฏฐิ ๑. ความพัวพันด้วยตัณหาเป็นไฉน? ความถือว่าของเราอันทำให้เป็นแดน ... ด้วยส่วน ตัณหาเท่าใด ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความพัวพันด้วยตัณหา. ความพัวพันด้วยทิฏฐิเป็นไฉน? สักกายทิฏฐิ มีวัตถุ ๒๐ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความพัวพันด้วยทิฏฐิ. คำว่า ปนุชฺช วิญฺญาณํ ความว่า วิญญาณอันสหรคตด้วยปุญญาภิสังขาร วิญญาณอัน สหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร. ท่านจงบรรเทา คือ จงสลัด จงถอน จงถอนทิ้ง จงละ จงทำให้ไกล จงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขารในธรรมเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน จงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณในธรรมเหล่านี้. ภพมี ๒ คือ กรรมภพ ๑ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ ๑ ชื่อว่าภพในอุเทศว่า "ภเวน น ติฏเฐ". กรรมภพเป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้เป็นกรรมภพ. ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิเป็นไฉน? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีในปฏิสนธิ นี้เป็นภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ. คำว่า ภเว น ติฏฺเฐ ความว่า เมื่อละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความยินดี ความพัวพัน วิญญาณอันสหรคตด้วยอภิสังขาร กรรมภพ และภพใหม่อันมีใน ปฏิสนธิ ไม่พึงตั้งอยู่ในกรรมภพ ไม่พึงดำรงอยู่ ไม่พึงประดิษฐานอยู่ในภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านจงบรรเทา ... วิญญาณไม่พึงตั้งอยู่ในภพ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง. ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ.
เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ภเว น ติฏฺเฐติ เอเตสูติ อาจิกฺขิเตสุ เทสิเตสุ ปญฺญปิเตสุ ปฏฺฐปิเตสุ วิวริเตสุ วิภชิเตสุ อุตฺตานีกเตสุ ปกาสิเตสุ ฯ นนฺทิ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ นิเวสนนฺติ เทฺว นิเวสนา ตณฺหานิเวสนา จ ทิฏฺฐินิเวสนา จ ฯ กตมา ตณฺหานิเวสนา ฯ ยาวตา ตณฺหาสงฺขาเตน ฯเปฯ อยํ ตณฺหานิเวสนา ฯ กตมา ทิฏฺฐินิเวสนา ฯ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ทิฏฺฐินิเวสนา ฯ ปนุชฺช วิญฺญาณนฺติ ปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ อปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ อาเนญฺชาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ ฯ เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ อภิสงฺขารสหคตญฺจ วิญฺญาณํ นุชฺช ปนุชฺช นุท ปนุท ชห ปชห วิโนเทหิ พฺยนฺตีกโรหิ อนภาวงฺคเมหีติ เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ฯ ภเว น ติฏฺเฐติ ภวาติ เทฺว ภวา กมฺมภโว จ ปฏิสนฺธิโก จ ปุนพฺภโว ฯ {๑๗๙.๑} กตโม กมฺมภโว ฯ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อาเนญฺชาภิสงฺขาโร อยํ กมฺมภโว ฯ กตโม ปฏิสนฺธิโก ปุนพฺภโว ฯ ปฏิสนฺธิกา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อยํ ปฏิสนฺธิโก ปุนพฺภโว ฯ ภเว น ติฏฺเฐติ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ อภิสงฺขารสหคตญฺจ วิญฺญาณํ กมฺมภวญฺจ ปฏิสนฺธิกญฺจ ปุนพฺภวํ ปชหนฺโต วิโนเทนฺโต พฺยนฺตีกโรนฺโต อนภาวงฺคเมนฺโต กมฺมภเว น ติฏฺเฐยฺย ปฏิสนฺธิเก ปุนพฺภเว น ติฏฺเฐยฺย น สนฺติฏฺเฐยฺยาติ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ภเว น ติฏฺเฐ ฯ เตนาห ภควา ยงฺกิญฺจิ สมฺปชานาสิ (เมตฺตคูติ ภควา) อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช วิญฺญาณํ ภเว น ติฏฺเฐติ ฯ
ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท มีความรู้แจ้ง ละความยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว เที่ยวไป พึงละชาติ ชรา ความโศกและความรำพันอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เสียทีเดียว.
เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขํ ฯ
คำว่า เอวํวิหารี ในอุเทศว่า "เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต" ดังนี้ ความว่า ละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความยินดี ความพัวพัน วิญญาณอันสหรคต ด้วยอภิสังขาร กรรมภพ และภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปกติอยู่อย่างนี้. คำว่า สโต ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติเจริญสติปัฏฐานเครื่อง- *พิจารณาเห็นกายในกาย ฯลฯ ภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นผู้มีสติ. คำว่า อปฺปมตฺโต ความว่า ภิกษุเป็นผู้ทำด้วยความเต็มใจ คือ ทำเนืองๆ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน ไม่ปลงฉันทะ ไม่ทอดธุระ ไม่ประมาทในกุศลธรรม คือ ความพอใจ ความพยายาม ความหมั่น ความเป็นผู้มีความหมั่น ความไม่ถอยหลัง สติ สัมปชัญญะ ความเพียรให้กิเลสร้อนทั่ว ความเพียรชอบ ความตั้งใจ ความประกอบเนืองๆ ใด ในกุศลธรรม นั้นว่า เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ศีลขันธ์ที่ บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์สมาธิขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญปัญญา- *ขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรม นั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติขันธ์ ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น ... เมื่อไร เราพึงบำเพ็ญวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ ให้บริบูรณ์ หรือพึงอนุเคราะห์วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในกุศลธรรมนั้น. ความ พอใจเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม ความพอใจ ความพยายาม ... ความตั้งใจ ความประกอบเนืองๆ ใดในกุศลธรรมนั้นว่า เมื่อไรเราพึงกำหนดรู้ทุกข์ที่ยังไม่กำหนดรู้ เราพึง ละกิเลสทั้งหลายที่ยังไม่ได้ละ เราพึงเจริญมรรคที่ยังไม่เจริญ หรือเราพึงทำให้แจ้งซึ่งนิโรธที่ยัง ไม่ทำให้แจ้ง ความพอใจเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ เป็นผู้มีสติไม่ประมาท.
เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโตติ เอวํวิหารีติ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ อภิสงฺขารสหคตญฺจ วิญฺญาณํ กมฺมภวญฺจ ปฏิสนฺธิกญฺจ ปุนพฺภวํ ปชหนฺโต วิโนเทนฺโต พฺยนฺตีกโรนฺโต อนภาวงฺคเมนฺโตติ เอวํวิหารี ฯ สโตติ จตูหิ การเณหิ สโต กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ ภาเวนฺโต ฯเปฯ โส วุจฺจติ สโต ฯ อปฺปมตฺโตติ สกฺกจฺจการี สาตจฺจการี อฏฺฐิตการี อโนลีนวุตฺตี อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺโท อนิกฺขิตฺตธุโร อปฺปมตฺโต กุสเลสุ ธมฺเมสุ กทาหํ อปริปูรํ วา สีลกฺขนฺธํ ปริปูเรยฺยํ ปริปูรํ วา สีลกฺขนฺธํ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเณฺหยฺยนฺติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อาตปฺปํ ปธานํ อธิฏฺฐานํ อนุโยโค อปฺปมาโท กุสเลสุ ธมฺเมสุ กทาหํ อปริปูรํ วา สมาธิกฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรยฺยํ ปริปูรํ วา วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเณฺหยฺยนฺติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อาตปฺปํ ปธานํ อธิฏฺฐานํ อนุโยโค อปฺปมาโท กุสเลสุ ธมฺเมสุ กทาหํ อปริญฺญาตํ วา ทุกฺขํ ปริชาเนยฺยํ อปฺปหีเน วา กิเลเส ชเหยฺยํ อภาวิตํ วา มคฺคํ ภาเวยฺยํ อสจฺฉิกตํ วา นิโรธํ สจฺฉิกเรยฺยนฺติ โย ตตฺถ ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหี จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ อาตปฺปํ ปธานํ อธิฏฺฐานํ อนุโยโค อปฺปมาโท กุสเลสุ ธมฺเมสูติ เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต ฯ
ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ดี ภิกษุเป็นพระเสขะก็ดี ชื่อว่า ภิกษุ ในอุเทศว่า "ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ" ดังนี้. คำว่า จรํ ความว่า เที่ยวไป คือ เที่ยวไปทั่ว ... เยียวยา. ความยึดถือว่าของเรามี ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของเรา ด้วยอำนาจตัณหา ๑ ความ ยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ชื่อว่าความยึดถือว่าของเรา. ละความยึดถือว่าของเราด้วย อำนาจตัณหา สละคืนความยึดถือว่าของเราด้วยอำนาจทิฏฐิ ละ สละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุ ... ละแล้วซึ่งความ ยึดถือว่าของเราทั้งหลายเที่ยวไป.
ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานีติ ภิกฺขูติ กลฺยาณปุถุชฺชโน วา ภิกฺขุ เสกฺโข วา ภิกฺขุ ฯ จรนฺติ จรนฺโต วิจรนฺโต อิริยนฺโต วตฺเตนฺโต ปาเลนฺโต ยเปนฺโต ยาเปนฺโต ฯ มมตฺตาติ เทฺว มมตฺตา ตณฺหามมตฺตํ จ ทิฏฺฐิมมตฺตํ จ ฯเปฯ อิทํ ตณฺหามมตฺตํ ฯเปฯ อิทํ ทิฏฺฐิมมตฺตํ ฯ ตณฺหามมตฺตํ ปหาย ทิฏฺฐิมมตฺตํ ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา มมตฺเต หิตฺวา ปริจฺจชิตฺวา วิโนเทตฺวา พฺยนฺตีกตฺวา อนภาวงฺคเมตฺวาติ ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ ฯ
ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลายในหมู่สัตว์ นั้นๆ แห่งสัตว์เหล่านั้นๆ ชื่อว่าชาติ ในอุเทศว่า "ชาติชฺชรํ โสกปริทฺเทวญฺจ อิเมว วิทฺวา ปชฺชเหยฺย ทุกขํ" ดังนี้. ความแก่ ความเสื่อม ... ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ชื่อว่าชรา. ความโศก กิริยาที่โศก ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ความโศก. ความร้องไห้ ความรำพัน ... หรือของคนที่ถูกเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบเข้า ชื่อว่า ปริเทวะ. คำว่า อิธ ความว่า ในทิฏฐินี้ ฯลฯ ในมนุษยโลกนี้. คำว่า วิทฺวา ความว่า ผู้รู้แจ้ง คือถือความรู้แจ้ง มีญาณ มีความแจ่มแจ้ง เป็น นักปราชญ์. ชาติทุกข์ ฯลฯ ทุกข์คือโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ชื่อว่าทุกข์. คำว่า ชาติชฺชรํ โสกปริทฺเทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชฺชเหยย ทุกฺขํ ความว่า ผู้รู้แจ้ง คือ ถึงความรู้แจ้ง มีญาณ มีความแจ่มแจ้ง เป็นปราชญ์ พึงละ คือ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งชาติ ชรา ความโศก และความร่ำไรในอัตภาพนี้เทียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้รู้แจ้งพึงละชาติ ชรา ความโศก และความร่ำไรอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เทียว. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท มีความรู้แจ้ง ละความยึดถือว่าเป็นของเรา แล้วเที่ยวไป พึงละชาติ ชรา ความโศกและความรำพันอันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้เสียทีเดียว.
ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขนฺติ ชาตีติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ ฯ ชราติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชิรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ฯ โสโกติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส โสโก โสจนา โสจิตตฺตํ อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโก อนฺโตฑาโห อนฺโตปริฑาโห เจตโส ปริชฺฌายนา โทมนสฺสํ โสกสลฺลํ ฯ ปริเทโวติ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน วา ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อาเทโว ปริเทโว อาเทวนา ปริเทวนา อาเทวิตตฺตํ ปริเทวิตตฺตํ ลาโป ปลาโป วิปฺปลาโป ลาลปฺโป ลาลปฺปายนา ลาลปฺปายิตตฺตํ ฯ อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา ฯเปฯ อิมสฺมึ มนุสฺสโลเก ฯ วิทฺวาติ วิทฺวา วิชฺชาคโต ญาณี วิภาวี เมธาวี ฯ ทุกฺขนฺติ ชาติทุกฺขํ ฯเปฯ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ ฯ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขนฺติ วิทฺวา วิชฺชาคโต ญาณี วิภาวี เมธาวี อิเธว ชาติชรญฺจ โสกปริเทวญฺจ ปชเหยฺย วิโนเทยฺย พฺยนฺตีกเรยฺย อนภาวงฺคเมยฺยาติ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขํ ฯ เตนาห ภควา เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขนฺติ ฯ
ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัส ของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ. พระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่.จริงอย่างนั้น ธรรม นั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว.
เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกฺขํ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ
คำว่า เอตํ ในอุเทศว่า "เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน" ดังนี้ ความว่า ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์. คำว่า อภินนฺทามิ ความว่า ย่อมยินดี คือ ชอบใจ เบิกบาน อนุโมทนา ปรารถนา พอใจ ขอประสงค์ รักใคร่ ติดใจ. คำว่า มเหสิโน ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาศีลขันธ์ใหญ่ ฯลฯ พระนราศภประทับที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโนติ เอตนฺติ ตุยฺหํ วจนํ พฺยปถํ เทสนํ อนุสนฺธึ ฯ อภินนฺทามีติ นนฺทามิ อภินนฺทามิ โมทามิ อนุโมทามิ อิจฺฉามิ สาทิยามิ ยาจามิ ปตฺถยามิ ปิหยามิ อภิชปฺปามิ ฯ มเหสิโนติ ภควา มหนฺตํ สีลกฺขนฺธํ เอสิ คเวสิ ปริเยสีติ มเหสี ฯเปฯ กหํ นราสโภติ มเหสีติ เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน ฯ
คำว่า สุกิตฺติตํ ในอุเทศว่า "สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ" ดังนี้ ความว่า อันพระองค์ตรัสแล้ว คือ ตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตรัสดีแล้ว. กิเลสทั้งหลายก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ท่านกล่าวว่า อุปธิ ในอุเทศว่า "โคตม นูปธีกํ" เป็นธรรมที่ละอุปธิ คือ เป็นที่สงบอุปธิ ที่สละคืนอุปธิ ที่ระงับอุปธิ อมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระโคตม ... ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิ.
สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกนฺติ สุกิตฺติตนฺติ สุกิตฺติตํ สุอาจิกฺขิตํ สุเทสิตํ สุปญฺญปิตํ สุปฏฺฐปิตํ สุวิวริตํ สุวิภชิตํ สุอุตฺตานีกตํ สุปกาสิตนฺติ สุกิตฺติตํ ฯ โคตม นูปธีกนฺติ อุปธิ วุจฺจนฺติ กิเลสา จ ขนฺธา จ อภิสงฺขารา จ ฯ อุปธิปหานํ อุปธิวูปสมํ อุปธิปฏินิสฺสคฺคํ อุปธิปฏิปฺปสฺสทฺธึ อมตํ นิพฺพานนฺติ สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ ฯ
คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า "อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกขํ" ดังนี้ เป็น เครื่องกล่าวโดยส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มีความสงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่มีความ เคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่เป็นสองแง่ เป็นเครื่องกล่าวแน่นอน เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวแน่แท้. คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภวคา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ปหาสิ ทุกขํ ความว่า พระองค์ทรงละ คือ ทรงละขาด ทรงบรรเทา ทรงทำ ให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งชาติทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความโศก ความรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคทรง ละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่.
อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกฺขนฺติ อทฺธาติ เอกํสวจนํ นิสฺสํสยวจนํ นิกฺกงฺขาวจนํ อเทฺวชฺฌวจนํ อเทฺวฬฺหกวจนํ นิยฺยานวจนํ อปณฺณกวจนํ อวตฺถานวจนเมตํ อทฺธาติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ ปหาสิ ทุกฺขนฺติ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ ปหาสิ ปชหิ วิโนเทสิ พฺยนฺตีกโรสิ อนภาวงฺคเมสีติ อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกฺขํ ฯ
คำว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว ความว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบ คือ ทรงรู้ ทรงเทียบเคียง ทรงพิจารณา ทรงให้แจ่มแจ้ง ปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จริงอย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว. เพราะ ฉะนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระโคตม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมไม่มี อุปธิ. พระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วเป็นแน่. จริง อย่างนั้น ธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้ว.
ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ตถา หิ เต วิทิโต ญาโต ตุลิโต ตีริโต วิภาวิโต วิภูโต เอส ธมฺโมติ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน สุกิตฺติตํ โคตม นูปธีกํ อทฺธา หิ ภควา ปหาสิ ทุกฺขํ ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโมติ ฯ
พระองค์เป็นพระมุนีตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อยๆ ก็ชนแม้ เหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่. ข้าพระองค์มาพบแล้วซึ่ง พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ จักขอนมัสการพระองค์. ขอ พระผู้มีพระภาคพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ บ้าง.
เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุ ทุกฺขํ เย ตฺวํ มุนี อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคํ อปฺเปว มํ ภควา อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ฯ
คำว่า เต จาปิ ในอุเทศว่า "เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุํ ทุกฺขํ" ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ พึงละได้. คำว่า ทุกฺขํ ความว่า พึงลง คือ พึงบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่ง ชาติทุกข์ ... ความคับแค้นใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็แม้ชนเหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่.
เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุ ทุกฺขนฺติ เต จาปีติ ขตฺติยา จ พฺราหฺมณา จ เวสฺสา จ สุทฺทา จ คหฏฺฐา จ ปพฺพชิตา จ เทวา จ มนุสฺสา จ ปชเหยฺยุํ ฯ ทุกฺขนฺติ ชาติทุกฺขํ ชราทุกฺขํ พฺยาธิทุกฺขํ มรณทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสทุกฺขํ ปชเหยฺยุํ วิโนเทยฺยุํ พฺยนฺตีกเรยฺยุํ อนภาวงฺคเมยฺยุนฺติ เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุ ทุกฺขํ ฯ
คำว่า เย ในอุเทศว่า "เย ตฺวํ มุนี อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย" ดังนี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ เมตตคูพราหมณ์ย่อมกล่าวกับ พระผู้มีพระภาคว่า ตฺวํ. ญาณ เรียกว่า โมนะ ในคำว่า มุนี ฯลฯ บุคคลนั้นล่วงแล้วซึ่งราคาทิธรรมเป็น เครื่องข้อง และตัณหาเป็นดังว่าข่าย ย่อมเป็นมุนี. คำว่า อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ความว่า ตรัสสอนโดยเอื้อเฟื้อ คือ ตรัสสอนเนืองๆ ตรัสสอน พร่ำสอนบ่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์เป็นพระมุนี ตรัสสอนชนเหล่าใด บ่อยๆ.
เย ตฺวํ มุนี อฏฺฐิตํ โอวเทยฺยาติ เยติ ขตฺติเย จ พฺราหฺมเณ จ เวสฺเส จ สุทฺเท จ คหฏฺเฐ จ ปพฺพชิเต จ เทเว จ มนุสฺเส จ ฯ ตฺวนฺติ ภควนฺตํ ภณติ ฯ มุนีติ โมนํ วุจฺจติ ญาณํ ฯเปฯ สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ อฏฺฐิตํ โอวเทยฺยาติ สกฺกจฺจํ โอวเทยฺย อภิณฺหํ โอวเทยฺย ปุนปฺปุนํ โอวเทยฺย อนุสาเสยฺยาติ เย ตฺวํ มุนี อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ฯ
เมตตคูพราหมณ์กล่าวกับพระผู้มีพระภาคว่า ตํ ในอุเทศว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคํ. คำว่า นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอนมัสการ คือ ขอ สักการะ เคารพ นับถือ บูชาด้วยกาย ด้วยจิต ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นไปตามประโยชน์ หรือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม. คำว่า สเมจฺจ ความว่า ข้าพระองค์มาพบ คือ มาประสบ มาหา มาเฝ้าแล้ว ขอ นมัสการพระองค์เฉพาะพระพักตร์. คำว่า นาคํ ความว่า ผู้ไม่มีความชั่ว, พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. ไม่เสด็จ มาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่วอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. อกุศล- *ธรรมทั้งปวงอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะต่อไป ท่านกล่าวว่าความชั่ว. บุคคลไม่ทำความชั่วน้อยหนึ่งในโลก สลัดแล้วซึ่งกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ทั้งปวง ซึ่งเครื่องผูกทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องในที่ทั้งปวง. บุคคลนั้นท่านกล่าวว่าเป็น นาค ผู้คงที่ มีจิตอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคไม่ทรงทำความชั่วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค? พระผู้มี- *พระภาคไม่เสด็จไปสู่ฉันทาคติ ไม่เสด็จไปสู่โทสาคติ ไม่เสด็จไปสู่โมหาคติ ไม่เสด็จไปสู่ ภยาคติ. พระองค์ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจราคะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจโทสะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจ โมหะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจทิฏฐิ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจมานะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจอุทธัจจะ ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจวิจิกิจฉา ไม่เสด็จไปด้วยอำนาจอนุสัย ไม่ดำเนิน ไม่เสด็จออก ไม่ถูก พัดไป ไม่ถูกนำไป ไม่ถูกเคลื่อนไปด้วยธรรมอันเป็นพวก พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค. พระผู้มีพระภาคไม่เสด็จมาอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค? พระผู้มี- *พระภาคไม่มาอีก ไม่ย้อนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสทั้งหลาย ที่พระองค์ทรงละได้แล้วด้วยโสดาปัตติ- *มรรค ... ด้วยสกทาคามิมรรค ... ด้วยอนาคามิมรรค ... ด้วยอรหัตมรรค. พระผู้มีพระภาค ไม่เสด็จมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า นาค เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ มาพบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนาค จึงขอนมัสการพระองค์.
ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคนฺติ ตนฺติ ภควนฺตํ ภณติ ฯ นมสฺสามีติ กาเยน วา นมสฺสามิ จิตฺเตน วา นมสฺสามิ อนฺวตฺถปฏิปตฺติยา วา นมสฺสามิ ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา วา นมสฺสามิ สกฺกโรมิ ครุกโรมิ มาเนมิ ปูเชมิ ฯ สเมจฺจาติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ สมาคนฺตฺวา อภิสมาคนฺตฺวา สมฺมุขา ตํ นมสฺสามิ ฯ นาคนฺติ นาโค ฯ ภควา อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ น คจฺฉตีติ นาโค ฯ น อาคจฺฉตีติ นาโค ฯ {๑๙๒.๑} กถํ ภควา อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ อาคู วุจฺจนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึชาติชรามรณียา ฯ อาคุํ น กโรติ กิญฺจิ โลเก สพฺพสํโยเค วิสชฺช พนฺธนานิ สพฺพตฺถ น สชฺชตี วิมุตฺโต นาโค ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตาติ ฯ เอวํ ภควา อาคุํ น กโรตีติ นาโค ฯ {๑๙๒.๒} กถํ ภควา น คจฺฉตีติ นาโค ฯ ภควา น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ น ราควเสน คจฺฉติ น โทสวเสน คจฺฉติ น โมหวเสน คจฺฉติ น ทิฏฺฐิวเสน คจฺฉติ น มานวเสน คจฺฉติ น อุทฺธจฺจวเสน คจฺฉติ น วิจิกิจฺฉาวเสน คจฺฉติ น อนุสยวเสน คจฺฉติ น วคฺเคหิ ธมฺเมหิ ยายติ นิยฺยติ วุยฺหติ สํหริยติ เอวํ ภควา น คจฺฉตีติ นาโค ฯ {๑๙๒.๓} กถํ ภควา น อาคจฺฉตีติ นาโค ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ สกทาคามิมคฺเคน อนาคามิมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ อรหตฺตมคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉติ เอวํ ภควา น อาคจฺฉตีติ นาโคติ ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคํ ฯ
คำว่า อปฺเปว มํ ภควา อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ความว่า ขอพระผู้มีพระภาค พึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ คือ โปรดตรัสสอนโดยเอื้อเฟื้อ ตรัสสอนเนืองๆ ตรัสสอน พร่ำสอนบ่อยๆ บ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ บ้าง. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า พระองค์เป็นพระมุนี ตรัสสอนชนเหล่าใดบ่อยๆ ก็ชน แม้เหล่านั้นพึงละทุกข์ได้เป็นแน่. ข้าพระองค์มาพบแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ จักขอนมัสการพระองค์. ขอพระผู้มีพระภาคพึงตรัสสอนข้าพระองค์บ่อยๆ บ้าง.
อปฺเปว มํ ภควา อฏฺฐิตํ โอวเทยฺยาติ อปฺเปว มํ ภควา อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย สกฺกจฺจํ โอวเทยฺย อภิณฺหํ โอวเทยฺย ปุนปฺปุนํ โอวเทยฺย อนุสาเสยฺยาติ อปฺเปว มํ ภควา อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ เต จาปิ นูน ปชเหยฺยุ ทุกฺขํ เย ตฺวํ มุนี อฏฺฐิตํ โอวเทยฺย ตนฺตํ นมสฺสามิ สเมจฺจ นาคํ อปฺเปว มํ ภควา อฏฺฐิตํ โอวเทยฺยาติ ฯ
บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลสเครื่อง กังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ ผู้นั้นข้ามได้แล้วซึ่งโอฆะนี้ โดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความ สงสัย.
ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺญา อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโข ฯ
คำว่า พฺราหฺมณํ ในอุเทศว่า ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญญา ความว่า ชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะเป็นผู้ลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ. เป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ. เป็นผู้ลอยอกุศลบาปธรรมอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชราและมรณะ ต่อไป. (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสภิยะ) พระผู้มีพระภาค ลอยเสียแล้วซึ่งธรรมอันลามกทั้งปวง ปราศจากมลทิน มีจิต ตั้งมั่นดี มีจิตคงที่ ล่วงแล้วซึ่งสงสาร เป็นผู้บริบูรณ์. พระผู้มีพระภาคนั้นอันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ประเสริฐ. ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่าเวท ในคำว่า เวทคุํ ฯลฯ พราหมณ์นั้นเป็นเวทคู เพราะล่วง เสียซึ่งเวททั้งปวง. คำว่า อภิชญฺญา ความว่า พึงรู้จัก คือ พึงรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงรู้จักผู้ใดว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงเวท.
ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺญาติ พฺราหฺมณนฺติ สตฺตนฺนํ ธมฺมานํ พาหิตตฺตา พฺราหฺมโณ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ พาหิตา โหติ วิจิกิจฺฉา พาหิตา โหติ สีลพฺพตปรามาโส พาหิโต โหติ ราโค พาหิโต โหติ โทโส พาหิโต โหติ โมโห พาหิโต โหติ มาโน พาหิโต โหติ ฯ พาหิตสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา ฯ พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ (สภิยาติ ภควา) ภควา วิมโล สาธุสมาหิโต ฐิตตฺโต สํสารมติจฺจ เกวลี โส อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต พฺรหฺมา ฯ {๑๙๕.๑} เวทคุนฺติ เวโท วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ฯเปฯ สพฺพเวทมติจฺจ เวทคู โสติ ฯ อภิชญฺญาติ อภิชาเนยฺย อาชาเนยฺย วิชาเนยฺย ปฏิวิชาเนยฺย ปฏิวิชฺเฌยฺยาติ ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺญา ฯ
คำว่า อกิญฺจนํ ในอุเทศว่า อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ดังนี้ ความว่า เครื่องกังวล คือ ราคะ เครื่องกังวล คือ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต. เครื่องกังวลเหล่านี้อันผู้ใดละขาดแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล. โดยอุทานว่า กาม กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ตรัสว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ตรัสว่า กิเลสกาม. ชื่อว่าภพ คือ ภพ ๒ อย่าง. คือ กรรมภพ ๑ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ ๑. ฯลฯ นี้ ชื่อว่าภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ. คำว่า อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ความว่า ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยว คือ ไม่ข้องแวะ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่พัวพัน ในกามภพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ.
อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตนฺติ อกิญฺจนนฺติ ราคกิญฺจนํ โทสกิญฺจนํ โมหกิญฺจนํ มานกิญฺจนํ ทิฏฺฐิกิญฺจนํ กิเลสกิญฺจนํ ทุจฺจริตกิญฺจนํ ฯ ยสฺเสเต กิญฺจนา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ อกิญฺจโน ฯ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ ภวาติ เทฺว ภวา กมฺมภโว จ ปฏิสนฺธิโก จ ปุนพฺภโว ฯเปฯ อยํ กมฺมภโว ฯเปฯ อยํ ปฏิสนฺธิโก ปุนพฺภโว ฯ อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตนฺติ อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ อลคฺคํ อลคฺคิตํ อปลิพุทฺธนฺติ อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ ฯ
คำว่า อทฺธา ในอุเทศว่า อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ดังนี้ เป็นเครื่อง กล่าวโดยส่วนเดียว ฯลฯ คำว่า อทฺธา นี้เป็นเครื่องกล่าวแน่แท้. คำว่า โอฆํ คือ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ. คำว่า อตาริ ความว่า ข้ามแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้าม พ้นแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้นั้นได้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะนี้ โดยแท้.
อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตารีติ อทฺธาติ เอกํสวจนํ ฯเปฯ อวตฺถานวจนเมตํ อทฺธาติ ฯ โอฆนฺติ กาโมฆํ ภโวฆํ ทิฏฺโฐฆํ อวิชฺโชฆํ ฯ อตารีติ อตาริ อุตฺตริ ปตริ สมติกฺกมิ วีติวตฺตีติ อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ฯ
คำว่า ติณฺโณ ในอุเทศว่า "ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโข" ดังนี้ ความว่า ผู้นั้นข้ามได้แล้ว คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ล่วงพ้นแล้ว เป็นไปล่วงแล้ว ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ มีความอยู่จบแล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว มีทางไกลอันถึงแล้ว มีทิศอันถึงแล้ว มีที่สุดอันถึงแล้ว มีพรหมจรรย์อันรักษาแล้ว ถึงแล้วซึ่งทิฏฐิอันอุดม มีมรรค อันเจริญแล้ว มีกิเลสอันละแล้ว มีอกุปปธรรมอันแทงตลอดแล้ว มีนิโรธอันทำให้แจ้งแล้ว. ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว เจริญมรรคแล้ว ทำนิโรธให้แจ่มแจ้งแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรม ที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละซึ่งธรรมที่ควรละแล้ว เจริญซึ่งธรรมที่ ที่ควรเจริญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว. ผู้นั้นมีอวิชชาเพียงดังกลอนอันถอด ออกแล้ว มีชาติสงสารเพียงดังคูอันกลบแล้ว มีตัณหาเพียงดังเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว ไม่มี ลิ่มสลัก เป็นผู้ไกลจากกิเลสดังข้าศึก มีอัสมิมานะดังว่าธงล้มไปแล้ว มีภาระปลงเสียแล้ว เป็น ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ละนิวรณ์มีองค์ ๕ เสียแล้ว ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ มีสติเป็นเครื่องรักษา อย่างเอก มีธรรมเป็นที่พึ่งพิง ๔ มีทิฏฐิสัจจะเฉพาะอย่างหนึ่งๆ บรรเทาเสียแล้ว มีความ แสวงหาอันประเสริฐบริบูรณ์โดยชอบ มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารระงับแล้ว มีจิตพ้น วิเศษดีแล้ว มีปัญญาพ้นวิเศษดีแล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว เป็นบุรุษอุดม เป็นบุรุษประเสริฐ เป็นผู้ถึงอรหันตผลอันประเสริฐ. ผู้นั้นย่อมไม่ก่อ ไม่ทำลาย ทำลายเสร็จแล้วดำรงอยู่ ไม่ต้องละ ไม่ต้องยึดถือ ละเสร็จ แล้วดำรงอยู่ ย่อมไม่เย็บ ไม่ยก ตัดเสร็จแล้วดำรงอยู่ ไม่ต้องกำจัด ไม่ต้องก่อ ก่อเสร็จ แล้วดำรงอยู่ ชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ ยังอริยสัจทั้งปวงให้ถึงเฉพาะแล้ว ดำรงอยู่ ล่วงเสียอย่างนี้แล้วดำรงอยู่ ดับไฟกิเลสแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่วนเวียน ยึดถือความชนะเสร็จแล้วดำรงอยู่ ดำรงอยู่ในความซ่องเสพวิมุติ ดำรงอยู่ในเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์ส่วนเดียว ดำรงอยู่ในความเป็นผู้ไม่มี กัมมัญญะ (ตัณหา ทิฏฐิ มานะ) ดำรงอยู่เพราะความเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว ดำรงอยู่เพราะความ เป็นผู้มีจิตสงบ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งขันธ์ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งธาตุ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งอายตนะ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งคติ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งอุปบัติ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งปฏิสนธิ ดำรงอยู่ใน ที่สุดแห่งภพ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งสังขาร ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งวัฏฏะ ดำรงอยู่ในภพอันมีในที่สุด ดำรงอยู่ในอัตภาพอันมีในที่สุด เป็นพระอรหันต์ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด. พระขีณาสพนั้น มีภพนี้เป็นครั้งหลัง มีอัตภาพนี้และมีสงสาร คือ ชาติ ชราและมรณะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีภพใหม่. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว. อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่าฝั่ง ในบทว่า ปารํ ดังนี้. ผู้นั้นถึงแล้วซึ่งฝั่ง คือ บรรลุถึงฝั่ง ไปสู่ส่วนสุด ถึงส่วนสุด ไปสู่ที่สุด ถึงที่สุด ไปสู่ส่วนสุดรอบ ถึงส่วนสุดรอบ ไปสู่ที่จบ ถึงที่จบ ไปสู่ที่ต้านทาน ถึงที่ต้านทาน ไปสู่ ที่เร้น ถึงที่เร้น ไปสู่ที่พึ่ง ถึงที่พึ่ง ไปสู่ที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่มีภัย ไปสู่ที่ไม่เคลื่อน ถึงที่ไม่เคลื่อน ไปสู่อมตะ ถึงอมตะ ไปสู่นิพพาน ถึงนิพพาน. ผู้นั้นมีพรหมจรรย์อันเป็นเครื่องอยู่ อยู่จบแล้ว มีจรณะประพฤติแล้ว ฯลฯ ไม่มีสงสาร คือ ชาติ ชราและมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง. คำว่า ไม่มีเสาเขื่อน คือ ราคะเป็นเสาเขื่อน โทสะเป็นเสาเขื่อน โมหะเป็นเสาเขื่อน ความโกรธเป็นเสาเขื่อน ความผูกโกรธเป็นเสาเขื่อน ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวงเป็นเสาเขื่อน. ผู้ใดละเสาเขื่อนเหล่านี้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือญาณ ผู้นั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีเสาเขื่อน. คำว่าผู้ไม่มีความสงสัย คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย ความ สงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความสงสัยในเงื่อนเบื้องต้น ความ สงสัยในเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยในปฏิจจสมุปันนธรรม คือ ความเป็นปัจจัยแห่งสงขารา- *ทิธรรมนี้ ความสงสัย กิริยาที่สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ตกลง ความเป็นสองแง่ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือเอาโดยส่วนเดียว ความระแวง ความระแวงรอบ ความตัดสินไม่ลง ความมีจิตครั่นคร้าม ความมีใจสนเท่ห์ เห็นปานนี้. ผู้ใด ละความสงสัยเหล่านี้ ... เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ ผู้นั้นตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีความสงสัย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความสงสัย. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่า เป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท ไม่มีกิเลสเครื่อง กังวล ไม่ข้องเกี่ยวในกามภพ ผู้นั้นได้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะนี้ โดยแท้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อน ไม่มีความ สงสัย.
ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโขติ ติณฺโณติ กาโมฆํ ติณฺโณ ภโวฆํ ติณฺโณ ทิฏฺโฐฆํ ติณฺโณ อวิชฺโชฆํ ติณฺโณ อุตฺติณฺโณ นิตฺติณฺโณ อติกฺกนฺโต วีติวตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ คตทฺโธ คตทิโส คตโกฏิโก ปาลิตพฺรหฺมจริโย อุตฺตมทิฏฺฐิปฺปตฺโต ภาวิตมคฺโค ปหีนกิเลโส ปฏิวิทฺธากุปฺโป สจฺฉิกตนิโรโธ ฯ ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน มคฺโค ภาวิโต นิโรโธ สจฺฉิกโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ ฯ โส อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริกฺโข อพฺพูเฬฺหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสํยุตฺโต ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ฉฬงฺคสมนฺนาคโต เอการกฺโข จตุราปสฺเสโน ปนุณฺณปจฺเจกสจฺโจ สมวยสฏฺเฐสโน อนาวิลสงฺกปฺโป ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร สุวิมุตฺตจิตฺโต สุวิมุตฺตปญฺโญ เกวลี วุสิตวา อุตฺตมปุริโส ปรมปุริโส ปรมปฺปตฺติปฺปตฺโต ฯ {๑๙๘.๑} โส เนว อาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโต เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโต เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสิเนตฺวา ฐิโต เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ ธูเปตฺวา ฐิโต อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคตตฺตา ฐิโต อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน อเสกฺเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน อเสกฺเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคตตฺตา ฐิโต สพฺพํ ปฏิปาทยิตฺวา ฐิโต เอวํ สมติกฺกมิตฺวา ฐิโต กิเลสคฺคึ ปริยาทยิตฺวา ฐิโต อปริคมนตาย ฐิโต กฏํ สมาทาย ฐิโต วิมุตฺติปฏิเสวนตาย ฐิโต เมตฺตาย ปาริสุทฺธิยา ฐิโต กรุณาย มุทิตาย อุเปกฺขาย ปาริสุทฺธิยา ฐิโต อจฺจนฺตปาริสุทฺธิยา ฐิโต อกมฺมญฺญตาย ฐิโต วิมุตฺตตฺตา ฐิโต สนฺตจิตฺตตาย ฐิโต ขนฺธปริยนฺเต ฐิโต ธาตุปริยนฺเต ฐิโต อายตนปริยนฺเต ฐิโต คติปริยนฺเต ฐิโต อุปปตฺติปริยนฺเต ฐิโต ปฏิสนฺธิปริยนฺเต ฐิโต ภวปริยนฺเต ฐิโต สํสารปริยนฺเต ฐิโต วฏฺฏปริยนฺเต ฐิโต อนฺติมภเว ฐิโต อนฺติมสมุสฺสเย ฐิโต อนฺติมเทหธโร อรหา ฯ ตสฺสายํ ปจฺฉิมโก ภโว จริโมยํ สมุสฺสโย ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ฯ {๑๙๘.๒} ติณฺโณ จ ปารนฺติ ปารํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ โส ปารคโต ปารปฺปตฺโต อนฺตคโต อนฺตปฺปตฺโต โกฏิคโต โกฏิปฺปตฺโต ปริยนฺตคโต ปริยนฺตปฺปตฺโต โวสานคโต โวสานปฺปตฺโต ตาณคโต ตาณปฺปตฺโต เลณคโต เลณปฺปตฺโต สรณคโต สรณปฺปตฺโต อภยคโต อภยปฺปตฺโต อจฺจุตคโต อจฺจุตปฺปตฺโต อมตคโต อมตปฺปตฺโต นิพฺพานคโต นิพฺพานปฺปตฺโต โส วุฏฺฐวาโส จิณฺณจรโณ ฯเปฯ ชาติชรามรณสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ติณฺโณ จ ปารํ ฯ {๑๙๘.๓} อขิโลติ ราโค ขิโล โทโส ขิโล โมโห ขิโล โกโธ ขิโล อุปนาโห ขิโล ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา ขิลา ฯ ยสฺเสเต ขิลา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ อขิโล ฯ อกงฺโขติ ทุกฺเข กงฺขา ทุกฺขสมุทเย กงฺขา ทุกฺขนิโรเธ กงฺขา ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย กงฺขา ปุพฺพนฺเต กงฺขา อปรนฺเต กงฺขา ปุพฺพนฺตาปรนฺเต กงฺขา อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขา ยา เอวรูปา กงฺขา กงฺขายนา กงฺขายิตตฺตํ วิมติ วิจิกิจฺฉา เทฺวฬฺหกํ เทฺวธาปโถ สํสโย อเนกํสคฺคาโห อาสปฺปนา ปริสปฺปนา ปริโยคาหนา ฉมฺภิตตฺตํ จิตฺตสฺส มโนวิเลโข ฯ ยสฺเสตา กงฺขา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ อกงฺโขติ ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโข ฯ เตนาห ภควา ยํ พฺราหฺมณํ เวทคุํ อภิชญฺญา อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ อทฺธา หิ โส โอฆมิมํ อตาริ ติณฺโณ จ ปารํ อขิโล อกงฺโขติ ฯ
นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู สลัดแล้วซึ่ง บาปธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่ นรชน นั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง. เรา กล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา.
วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช โส วีตตโณฺห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ
คำว่า วิทฺวา ในอุเทศว่า "วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ" ดังนี้ ความว่า ไปแล้วในวิชชา มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส. คำว่า โย ความว่า ฯลฯ มนุษย์ใด คือ เช่นใด. ญาณในมรรค ๔ ตรัสว่าเวท ในบทว่า เวทคู นรชน นั้น ชื่อว่าเป็นเวทคู เพราะล่วง เสียซึ่งเวททั้งปวง. คำว่า นโร ได้แก่ สัตว์ นระ มาณพ ผู้อันเขาเลี้ยง บุคคล ผู้เป็นอยู่ ผู้ถึงชาติ สัตว์เกิด ผู้ถึงความเป็นใหญ่ ชนผู้เกิดแต่พระมนู. คำว่า อิธ คือ ในทิฏฐินี้ ฯลฯ ในมนุษยโลกนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนใดใน ศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู.
วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธาติ วิทฺวาติ วิชฺชาคโต ญาณี วิภาวี เมธาวี ฯ โยติ โย ยาทิโส ฯเปฯ มนุสฺโส วา ฯ เวทคูติ เวโท วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ฯเปฯ สพฺพเวทมติจฺจ เวทคู โสติ ฯ นโรติ สตฺโต นโร มานโว โปโส ปุคฺคโล ชีโว ชาตุ ชนฺตุ อินฺทคู มนุโช ฯ อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา ฯเปฯ อิมสฺมึ มนุสฺสโลเกติ วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ ฯ
คำว่า ภวาภเว ในอุเทศว่า "ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช" ดังนี้ ความว่า ในภพน้อยและภพใหญ่ คือ ในกรรมภพ (กรรมวัฏ) ในปุนัพภพ (วิปากวัฏ) ในกามภพ (กามธาตุ) ในกรรมภพ ในกามภพ ในปุนัพภพ ในรูปภพ ในกรรมภพ ในรูปภพ ในปุนัพภพ ในอรูปภพ ในกรรมภพ ในวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ในอรูปภพ ในภพบ่อยๆ ในคติบ่อยๆ ในอุปบัติบ่อยๆ ในปฏิสนธิบ่อยๆ ในความเกิดแห่งอัตภาพบ่อยๆ. บาปธรรมเป็นเครื่องข้อง ในบทว่า สงฺคํ มี ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต เป็น เครื่องข้อง. คำว่า สละแล้ว คือ สลัดแล้ว ซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เปลื้องปล่อยบาปธรรมทั้งหลายเป็นเครื่องข้อง คือ เป็นเครื่องผูก เครื่องพัน เครื่อง คล้อง เครื่องเกี่ยวข้อง เครื่องผูกพัน เครื่องพัวพัน. เปรียบเหมือนชนทั้งหลายย่อมทำความ ปลดปล่อยยาน คานหาม รถ เกวียน หรือล้อเลื่อน ย่อมให้เสียไป ฉันใด นรชนนั้น สละ สลัดบาปธรรมเป็นเครื่องข้องเหล่านั้น หรือปลดเปลื้องบาปธรรมทั้งหลายเป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องผูกไว้ เป็นเครื่องพัน เป็นเครื่องคล้องไว้ เป็นเครื่องเกี่ยวข้อง เป็นเครื่องพัวพัน เป็นเครื่องผูกพัน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สลัดแล้วซึ่งบาปธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่.
ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺชาติ ภวาภเวติ ภวาภเว กมฺมภเว ปุนพฺภเว กามภเว กมฺมภเว กามภเว ปุนพฺภเว รูปภเว กมฺมภเว รูปภเว ปุนพฺภเว อรูปภเว กมฺมภเว อรูปภเว ปุนพฺภเว ปุนปฺปุนํ ภเว ปุนปฺปุนํ คติยา ปุนปฺปุนํ อุปปตฺติยา ปุนปฺปุนํ ปฏิสนฺธิยา ปุนปฺปุนํ อตฺตภาวาภินิพฺพตฺติยา ฯ สงฺคนฺติ สตฺต สงฺคา ราคสงฺโค โทสสงฺโค โมหสงฺโค มานสงฺโค ทิฏฺฐิสงฺโค กิเลสสงฺโค ทุจฺจริตสงฺโค ฯ วิสชฺชาติ สงฺเค โวสฺสชฺชิตฺวา วา วิสชฺช ฯ อถวา สงฺเค พนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โมจยิตฺวา วา วิสชฺช ฯ ยถา จ ยานํ วา วยฺหํ วา รถํ วา สกฏํ วา สนฺทมานิกํ วา สชฺชํ วิสชฺชํ กโรนฺติ วิโกเปนฺติ เอวเมว เต สงฺเค โวสฺสชฺชิตฺวา วิสชฺช อถวา สงฺเค พนฺเธ อาพนฺเธ ลคฺเค ลคฺคิเต ปลิพุทฺเธ พนฺธเน โมจยิตฺวา วา วิสชฺชาติ ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช ฯ
รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า "โส วีตตณฺโห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โสชาติชรนฺติ พฺรูมิ" ดังนี้ นรชนใดละตัณหานี้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ นรชนนั้นตรัสว่า เป็นผู้ปราศจาก ตัณหา คือ เป็นผู้สละตัณหา คายตัณหา ปล่อยตัณหา ละตัณหา สละคืนตัณหา ปราศจาก ราคะ สละราคะ คายราคะ ปล่อยราคะ ละราคะ สละคืนราคะ ไม่มีความหิว เป็นผู้ดับ เยือกเย็นแล้ว เสวยสุขอยู่ด้วยตนอันประเสริฐ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจาก ตัณหา. คำว่า อนิโฆ ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นทุกข์. นรชนใดละทุกข์เล่านี้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ นรชนนั้นตรัสว่า ไม่มีทุกข์. คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ตรัสว่าความหวัง. นรชนใดละความหวัง คือ ตัณหานี้แล้ว ... เผาเสียแล้วด้วยไฟ คือ ญาณ นรชนนั้นตรัสว่า ไม่มีความหวัง. ความเกิด ความเกิดพร้อม ... ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ ชื่อว่าชาติ. ความแก่ ความเสื่อม ... ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายในหมู่สัตว์ นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ ชื่อว่า ชรา. ความตาย ความจุติ ... ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ทั้งหลาย จากหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ ชื่อว่ามรณะ. คำว่า นรชนนั้น เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้ว ซึ่ง ชาติชรา ความว่า นรชนนั้นใดเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าว บอก ... ประกาศว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้ว คือ ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนนั้นเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าวว่า นรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า นรชนใดในศาสนานี้ มีความรู้ เป็นเวทคู สลัดแล้วซึ่งบาป ธรรมเป็นเครื่องข้องนี้ ในภพน้อยและภพใหญ่ นรชนนั้น เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เรากล่าว ว่านรชนนั้นได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชรา. พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา เมตตคูพราหมณ์ ฯลฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มี- *พระภาคประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์ เป็นสาวก ดังนี้แล. จบ เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส ที่ ๔. -----------------------------------------------------
โส วีตตโณฺห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ตณฺหาติ รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา ฯ ยสฺเสสา ตณฺหา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ วีตตโณฺห จตฺตตโณฺห วนฺตตโณฺห มุตฺตตโณฺห ปหีนตโณฺห ปฏินิสฺสฏฺฐตโณฺห วีตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรตีติ โส วีตตโณฺห ฯ อนิโฆติ ราโค นีโฆ โทโส นีโฆ โมโห นีโฆ โกโธ นีโฆ อุปนาโห นีโฆ ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารา นีฆา ฯ ยสฺเสเต นีฆา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ อนีโฆ ฯ นิราโสติ อาสา วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ {๒๐๒.๑} ยสฺเสสา อาสา ตณฺหา ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒา โส วุจฺจติ นิราโส ฯ ชาตีติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ ฯ ชราติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชิรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก ฯ มรณนฺติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท ฯ {๒๐๒.๒} โส วีตตโณฺห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ โย โส วีตตโณฺห จ อนีโฆ จ นิราโส จ โส ชาติชรามรณํ อตฺตาริ ปตริ สมติกฺกมิ วีติวตฺตีติ พฺรูมิ อาจิกฺขามิ เทเสมิ ปญฺญเปมิ ปฏฺฐเปมิ วิวรามิ วิภชามิ อุตฺตานีกโรมิ ปกาเสมีติ โส วีตตโณฺห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ฯ เตนาห ภควา วิทฺวา จ โย เวทคู นโร อิธ ภวาภเว สงฺคมิมํ วิสชฺช โส วีตตโณฺห อนิโฆ นิราโส อตฺตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ฯ สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ เมตฺตคูมาณวกปญฺหานิทฺเทโส จตุตฺโถ ฯ -------------