ธรรมนานัตตญาณนิทเทส
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณอย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็น ฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่าย กุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยา กฤต ย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ฯ
กถํ นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํ ฯ กถํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่าย อกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอกุศลธรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายอกุศล ย่อมกำหนดรูป วิบากและกิริยา เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่าย อกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ทส กุสลกมฺมปเถ กุสลโต ววตฺเถติ ทส อกุสลกมฺมปเถ อกุสลโต ววตฺเถติ รูปญฺจ วิปากญฺจ กิริยญฺจ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่าย อัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่าย กุศล ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อิธฏฺฐสฺส จตฺตาริ ฌานานิ กุสลโต ววตฺเถติ ตตฺรูปปนฺนสฺส จตฺตาริ ฌานานิ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็น ฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ใน โลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดใน พรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่าย กุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อิธฏฺฐสฺส จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย กุสลโต ววตฺเถติ ตตฺรูปปนฺนสฺส จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ
พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่าย อัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอริยมรรค ๕ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนด สามัญญผล ๔ และนิพพาน เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนด โลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ
กถํ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ จตฺตาโร อริยมคฺเค กุสลโต ววตฺเถติ จตฺตาริ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ
ธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาว- *จรมนสิการโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อม เกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความ เป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความ กำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิด ปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อ มนสิการรูปโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความ เป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ เมื่อมนสิการ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความ ไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิด ปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อ เบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น ธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ
นว ปามุชฺชมูลกา ธมฺมา อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ฯเปฯ รูปํ อนตฺตโต ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ ชรามรณํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ชรามรณํ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺสปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ อิเม นว ปามุชฺชมูลกา ธมฺมา ฯ
ธรรมมีโยนิโสมนนิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระ โยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปิติ เมื่อใจมีปิติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบ ย่อมได้เสวยความสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิด ปราโมทย์ ... เมื่อมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิด ปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความ เป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อม ตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ธรรมอันมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ
นว โยนิโส มนสิการมูลกา ธมฺมา อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ {๑๘๓.๑} สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ รูปํ อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ชรามรณํ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ ชรามรณํ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม นว โยนิโส มนสิการมูลกา ธมฺมา ฯ
ความต่าง ๙ ประการ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความต่างแห่ง ธาตุเกิดขึ้น ความต่างแห่งเวทนาอาศัยความต่างแห่งผัสสะเกิดขึ้น ความต่างแห่ง สัญญาอาศัยความต่างแห่งเวทนาเกิดขึ้น ความต่างแห่งความดำริอาศัยความต่างแห่ง สัญญาเกิดขึ้น ความต่างแห่งฉันทะอาศัยความต่างแห่งความดำริเกิดขึ้น ความ ต่างแห่งความเร่าร้อน อาศัยความต่างแห่งฉันทะเกิดขึ้น ความต่างแห่งการแสวงหา อาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อนเกิดขึ้น ความต่างแห่งการได้ (รูปเป็นต้น) อาศัย ความต่างแห่งการแสวงหาเกิดขึ้น ความต่าง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะ อรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ประการ เป็นธรรมนานัตตญาณ ฯ
นว นานตฺตา ธาตุนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ผสฺสนานตฺตํ ผสฺสนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เวทนานานตฺตํ เวทนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺญานานตฺตํ สญฺญานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สงฺกปฺปนานตฺตํ สงฺกปฺปนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทนานตฺตํ ฉนฺทนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริฬาหนานตฺตํ ปริฬาหนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริเยสนานานตฺตํ ปริเยสนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ลาภนานตฺตํ อิเม นว นานตฺตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํ ฯ --------