มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทส
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
มหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ด้วยอาการ เป็นอันมาก จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ คือพระผู้มีพระภาคทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสอันไฟติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่พระมหา- *กรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาส ยกพลแล้ว ... โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว ... โลกสันนิวาสเดินทางผิดแล้ว ... โลกอันชรานำเข้าไป มิได้ยั่งยืน ... โลกไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่ ... โลกไม่มี อะไรเป็นของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป ... โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ... โลกสันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน ... โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น ... โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ... โลกสันนิวาสไม่เป็นที่พึ่งของใคร ... โลกสันนิวาส ฟุ้งซ่าน ไม่สงบ ... โลกสันนิวาสมีลูกศร ถูกลูกศรเป็นจำนวนมากเสียบแทงแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะถอนลูกศรทั้งหลายของโลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลก- *สันนิวาสมีความมืดตื้อคืออวิชชาปิดกั้นไว้ ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส ใครอื่นนอกจาก เราซึ่งจะแสดงธรรมเป็นแสงสว่างแก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาส ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา เป็นผู้มืด อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ยุ่งดังเส้นด้าย พันกันเป็น กลุ่มก้อน นุงนังดังหญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไม่ล่วงพ้นสงสาร คือ อบาย ทุคติและวินิบาต ... โลกสันนิวาสถูกอวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่แล้ว มีกิเลส เป็นโทษ ... โลกสันนิวาสรกชัฏด้วยราคะโทสะและโมหะ ใครอื่นนอกจากเรา ผู้จะช่วยสางรกชัฏให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกกองตัณหา สวมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหา พัดไป ... โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไป เพราะตัณหานุสัย ... โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา ... โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา ... โลกสันนิวาสถูกกองทิฐิ สวมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่ายทิฐิครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสทิฐิพัดไป ... โลกสันนิวาสถูกทิฐิเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะ ทิฏฐานุสัย ... โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลก- *สันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลกสันนิวาสไปตามชาติ ... โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา ... โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ ... โลกสันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น ... โลกสันนิวาสตกอยู่ในกองทุกข์ ... โลกสันนิวาส ถูกตัณหาซัดไป โลกสันนิวาสถูกกำแพงคือชราแวดล้อมไว้ ... โลกสันนิวาส ถูกบ่วงมัจจุคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูกเป็นอันมาก คือ เครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ กิเลส ทุจริต ใครอื่น นอกจากเราผู้จะช่วยแก้เครื่องผูกให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลก- *สันนิวาสเดินไปตามทางแคบมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยชี้ทางสว่างให้แก่ โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกความกังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยตัดความกังวลให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสตกลงไปในเหวใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้น ให้ขึ้นพ้นจากเหว เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินทางกันดารมาก ใครอื่นนอกจาก เราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นข้ามพ้นทางกันดารได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาส เดินทางไปในสังสารวัฏใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นพ้น จากสังสารวัฏได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสกลิ้งเกลือกอยู่ในหล่มใหญ่ ใครอื่น นอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้น ให้พ้นจากหล่มได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสร้อนอยู่บนเครื่องร้อนเป็นอันมากถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟ คือโมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำไว้ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยดับไฟเหล่านั้นให้แก่โลกสันนิวาสนั้นได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสทุรนทุราย เดือดร้อนเป็นนิตย์ ไม่มีอะไรต้านทาน ต้องรับอาชญา ต้องทำตามอาชญา ... โลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูกในวัฏฏะ ปรากฏอยู่ที่ตะแลงแกง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยโลกสันนิวาสนั้นให้หลุดพ้นได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง ใครอื่นนอกจาก เราผู้จะช่วยต้านทานให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกทุกข์ เสียบแทงบีบคั้นมานาน ... โลกสันนิวาสติดใจกระหายอยู่เป็นนิตย์ ... โลก สันนิวาสเป็นโลกบอด ไม่มีจักษุ ... โลกสันนิวาสมีนัยน์ตาเสื่อมไป ไม่มีผู้นำ ... โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด หลงทางแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยพาโลก สันนิวาสนั้นมาสู่ทางอริยะ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้นให้ขึ้นจากห้วงโมหะ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม ... โลกสันนิวาสปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ อย่าง ... โลกสันนิวาสเต็มไปด้วยกิเลสเครื่องประกอบ ถูกกิเลสเครื่องประกอบ ๔ อย่าง ประกอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องร้อยกรอง ๔ อย่างร้อยไว้ ... โลกสันนิวาสถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ ... โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ ... โลกสันนิวาส กำหนัดอยู่ด้วยกามคุณ ๕ ... โลกสันนิวาสถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ ... โลกสันนิวาสวิวาท กันอยู่ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง ... โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วยกองตัณหา ๖ ... โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖ กลุ้มรุมแล้ว ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะอนุสัย ๗ ... โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๗ เกี่ยวคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะมานะ ๗ ... โลกสันนิวาสเวียนอยู่เพราะโลกธรรม ๘ ... โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะ มิจฉัตตะ ๘ ... โลกสันนิวาสประทุษร้ายกันเพราะบุรุษโทษ ๘ ... โลกสันนิวาส มุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๙ ... โลกสันนิวาสพองขึ้นเพราะมานะ ๙ อย่าง ... โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่เพราะธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ ... โลกสันนิวาสย่อม เศร้าหมองเพราะกิเลสวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ... โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑๐ เกี่ยวคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๑๐ ... โลกสันนิวาส ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยสักกายทิฐิมีวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสต้องเนิ่นช้าเพราะตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า ๑๐๘ พระผู้มีพระภาค ทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖๒ กลุ้มรุม จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปให้หมู่สัตว์ว่า ส่วนเราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว แต่สัตว์โลก ยังข้ามไม่ได้ ส่วนเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่พ้นไป ส่วนเราทรมาน ได้แล้ว แต่สัตว์โลกยังทรมานไม่ได้ ส่วนเราสงบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่สงบ ส่วนเราเป็นผู้เบาใจแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่เบาใจ ส่วนเราเป็นผู้ดับรอบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่ดับรอบ ก็เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกข้ามได้ด้วย เราเป็นผู้พ้นไปแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกพ้นไปด้วย เราทรมานได้แล้ว จะช่วย ให้สัตว์โลกทรมานได้ด้วย เราเป็นผู้สงบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกสงบด้วย เราเป็นผู้เบาใจแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกเบาใจด้วย เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว จะช่วย ให้สัตว์โลกดับรอบด้วย พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นดังนี้ จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ นี้เป็นมหากรุณาสมาปัตติญาณของ พระตถาคต ฯ
กตมํ ตถาคตสฺส มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ พหุเกหิ อากาเรหิ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อาทิตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อุยฺยุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ฯเปฯ โอกฺกมติ ปยาโต โลกสนฺนิวาโสติ ฯเปฯ โอกฺกมติ กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อุปนียติ โลโก อทฺธุโวติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อตฺตาโณ โลโก อนภิสฺสโรติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียนฺติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อตฺตาโณ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ฯเปฯ อเลโณ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อสรโณ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ {๒๘๕.๑} อสรณีภูโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อุทฺธโต โลโก อวูปสนฺโตติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ สสลฺโล โลกสนฺนิวาโส วิทฺโธ ปุถุสลฺเลหิ ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ สลฺลานํ อุทฺธโต อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อวิชฺชนฺธการาวรโณ โลกสนฺนิวาโส กิเลสปญฺชรํ ปกฺขิตฺโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ อาโลกํ ทสฺเสตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อวิชฺชาคโต โลกสนฺนิวาโส อนฺธภูโต ปริโยนทฺโธ ตนฺตากุลชาโต คุฬาคุณฺฐิกชาโต มุญฺชปพฺพชภูโต อปายทุคฺคติวินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตตีติ ปสฺสนฺตานํ อวิชฺชาวิสโทสสลฺลิโต โลกสนฺนิวาโส กิเลสกลิภูโตติ ปสฺสนฺตานํ ราคโทสโมหชฏิโต โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ชฏํ วิชฏิตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาสงฺฆาฏปฏิมุกฺโก โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาชาเลน โอตฺถโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชเนน สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหานุสเยน อนุสโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาสนฺตาเปน สนฺตปฺปติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาปริฬาเหน ปริฑยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิสงฺฆาฏปฏิมุกฺโก โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิชาเลน โอตฺถโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสสนฺตานํ ทิฏฺฐิโสเตน วุยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิสญฺโญชเนน สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐานุสเยน อนุสโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิสนฺตาเปน สนฺตปฺปติ {๒๘๕.๒} โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิปริฬาเหน ปริฑยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ชาติยา อนุคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ชราย อนุสโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ พฺยาธีหิ อภิภูโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ มรเณน อภิหโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ทุกฺขปติโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาย อุฑฺฑิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ชราปาการปริกฺขิตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ มจฺจุปาเสน ปริกฺขิตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ มหาพนฺธนพนฺโธ โลกสนฺนิวาโส ราคพนฺธเนน โทสพนฺธเนน โมหพนฺธเนน มานพนฺธเนน ทิฏฺฐิพนฺธเนน กิเลสพนฺธเนน ทุจฺจริตพนฺธเนน ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ พนฺธํ โมเจตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาสมฺพาธปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ โอภาส ทสฺเสตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาปลิโพเธน ปลิพุทฺโธ โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ปลิโพธํ เฉเทตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ มหาปปาเตว ปติโต โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ปปาตา อุทฺธตฺตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหากนฺตารํ ปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ กนฺตารํ ตาเรตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาสํสาเร ปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส {๒๘๕.๓} ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ สํสารา โมเจตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาวิทุคฺเค สมฺปริวตฺตติ โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ วิทุคฺคา อุทฺธตฺตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาปลฺเลเป ปลิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อพฺภาหโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ นิพฺพาเปตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อุนฺนิตโก โลกสนฺนิวาโส หญฺญติ นิจฺจมตฺตาโณ ปตฺตทณฺโฑ ตกฺกาโรติ ปสฺสนฺตานํ วฏฺฏพนฺธนพนฺโธ โลกสนฺนิวาโส อาฆาตนปจฺจุปฏฺฐิโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ โมเจตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อนาโถ โลกสนฺนิวาโส ปรมการุญฺญปฺปตฺโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ตาเยตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ทุกฺขาภิตุนฺโน โลกสนฺนิวาโส จิรรตฺตปีฬิโตติ ปสฺสนฺตานํ นิจฺจคธิโต โลกสนฺนิวาโส นิจฺจปิปาสิโตติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อนฺโธ โลกสนฺนิวาโส อจกฺขุโกติ ปสฺสนฺตานํ หตเนตฺโต โลกสนฺนิวาโส อปริณายโกติ ปสฺสนฺตานํ วิปถํ ปกฺขนฺโต โลกสนฺนิวาโส อญฺชสาปรทฺโธ ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ อริยปถํ อาเนตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มโหฆปกฺขนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ โอฆา อุทฺธตฺตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตีหิ ทุจฺจริเตหิ วิปฺปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ โยเคหิ ปูริโต โลกสนฺนิวาโส {๒๘๕.๔} จตุโยคโยชิโตติ ปสฺสนฺตานํ จตูหิ คณฺเฐหิ คณฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ จตูหิ อุปาทาเนหิ อุปาทิยติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ปญฺจคติสมารุโฬฺห โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ปญฺจหิ กามคุเณหิ รชฺชติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ปญฺจหิ นีวรเณหิ โอตฺถโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฉหิ วิวาทมูเลหิ วิวทติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฉหิ ตณฺหากาเยหิ รชฺชติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฉหิ ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ สตฺตหิ อนุสเยหิ อนุสโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ สตฺตหิ สญฺโญชเนหิ สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ สตฺตหิ มาเนหิ อุณฺณโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐหิ โลกธมฺเมหิ สมฺปริวตฺตติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐหิ มิจฺฉตฺเตหิ นิยโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐหิ ปุริสโทเสหิ ทุสฺสติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ นวหิ อาฆาตวตฺถูหิ อาฆาโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ นววิธมาเนหิ อุณฺณโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ นวหิ ตณฺหามูลเกหิ ธมฺเมหิ รชฺชติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ กิเลสวตฺถูหิ กิลิสฺสติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ อาฆาตวตฺถูหิ อาฆาโต {๒๘๕.๕} โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ อกุสเลหิ กมฺมปเถหิ สมนฺนาคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ สญฺโญชเนหิ สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ มิจฺฉตฺเตหิ นิยโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสวตฺถุกาย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสวตฺถุกาย สกฺกายทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐสตตณฺหาปปญฺเจหิ ปปญฺจิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อหญฺจมฺหิ ติณฺโณ โลโก จ อติณฺโณ อหญฺจมฺหิ มุตฺโต โลโก จ อมุตฺโต อหญฺจมฺหิ ทนฺโต โลโก จ อทนฺโต อหญฺจมฺหิ สนฺโต โลโก จ อสนฺโต อหญฺจมฺหิ อสฺสตฺโถ โลโก จ อนสฺสตฺโถ อหญฺจมฺหิ ปรินิพฺพุโต โลโก จ อปรินิพฺพุโต อหญฺจมฺหิ ติณฺโณ ตาเรตุํ มุตฺโต โมเจตุํ ทนฺโต ทเมตุํ สนฺโต สเมตุํ อสฺสตฺโถ อสฺสาเสตุํ ปรินิพฺพุโต ปรินิพฺพาเปตุนฺติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อิทํ ตถาคตสฺส มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ ---------