คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๙. พลกถา

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๖๒๑–๖๓๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค๑๒ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค พลกถา

ยุคนทฺธวคฺเค พลกถา สาวตฺถีนิทานํ ฯ

๖๒๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้แล ฯ อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละ อนวัชชพละ สังคาหพละ ขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสริยพละ อธิษฐานพละ สมถพละ วิปัสสนาพละ เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ ขีณา- *สวพละ ๑๐ อิทธิพละ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐ ฯ

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว พลานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธาพลํ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ พลานิ ฯ {๖๒๑.๑} อปิ จ อฏฺฐสฏฺฐี พลานิ สทฺธาพลํ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ หิริพลํ โอตฺตปฺปพลํ ปฏิสงฺขานพลํ ภาวนาพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคาหพลํ ขนฺติพลํ ปญฺญตฺติพลํ นิชฺฌตฺติพลํ อิสฺสริยพลํ อธิฏฺฐานพลํ สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ทส ขีณาสวพลานิ ทส อิทฺธิพลานิ ทส ตถาคตพลานิ ฯ

๖๒๒

สัทธาพละเป็นไฉน ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่ หวั่นไหวไปในความไม่ศรัทธา เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม เพราะความ ว่าครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพราะความว่าเป็นความสะอาดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพราะความว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต เพราะความว่าเป็นที่ผ่องแผ้วแห่งจิต เพราะ ความว่าเป็นเครื่องบรรลุคุณวิเศษ เพราะความว่าแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง เพราะความ ว่าตรัสรู้สัจจะ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสัทธาพละ ฯ วิริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปใน ความเกียจคร้าน เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การก บุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นวิริยพละ ฯ สติพละเป็นไฉน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความ ประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคล ตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสติพละ ฯ สมาธิพละเป็นไฉน ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปใน อุทธัจจะ เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การบุคคล ตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสมาธิพละ ฯ ปัญญาพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไป ในความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การก บุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นปัญญาพละ ฯ

กตมํ สทฺธาพลํ ฯ อสฺสทฺธิเย น กมฺปตีติ สทฺธาพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สทฺธาพลํ กิเลสานํ ปริยาทานฏฺเฐน สทฺธาพลํ ปฏิเวธาทิวิโสธนฏฺเฐน สทฺธาพลํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺเฐน สทฺธาพลํ จิตฺตสฺส โวทานฏฺเฐน สทฺธาพลํ วิเสสาธิคมฏฺเฐน สทฺธาพลํ อุตฺตริปฏิเวธฏฺเฐน สทฺธาพลํ สจฺจาภิสมยฏฺเฐน สทฺธาพลํ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สทฺธาพลํ อิทํ สทฺธาพลํ ฯ {๖๒๒.๑} กตมํ วิริยพลํ ฯ โกสชฺเช น กมฺปตีติ วิริยพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน วิริยพลํ กิเลสานํ ปริยาทานฏฺเฐน วิริยพลํ ปฏิเวธาทิวิโสธนฏฺเฐน วิริยพลํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺเฐน วิริยพลํ จิตฺตสฺส โวทานฏฺเฐน วิริยพลํ วิเสสาธิคมฏฺเฐน วิริยพลํ อุตฺตริปฏิเวธฏฺเฐน วิริยพลํ สจฺจาภิสมยฏฺเฐน วิริยพลํ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน วิริยพลํ อิทํ วิริยพลํ ฯ {๖๒๒.๒} กตมํ สติพลํ ฯ ปมาเท น กมฺปตีติ สติพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สติพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สติพลํ อิทํ สติพลํ ฯ {๖๒๒.๓} กตมํ สมาธิพลํ ฯ อุทฺธจฺเจ น กมฺปตีติ สมาธิพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สมาธิพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สมาธิพลํ อิทํ สมาธิพลํ ฯ {๖๒๒.๔} กตมํ ปญฺญาพลํ ฯ อวิชฺชาย น กมฺปตีติ ปญฺญาพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน ปญฺญาพลํ อิทํ ปญฺญาพลํ ฯ

๖๒๓

หิริพละเป็นไฉน ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายกาม- *ฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละอายพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ละอายถีนมิทธะด้วย โลกสัญญา ละอายอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ละอายวิจิกิจฉาด้วยธรรมววัตถาน ละอายอวิชชาด้วยญาณ ละอายอรติด้วยความปราโมทย์ ละอายนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ละอายสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นหิริพละ ฯ โอตตัปปพละเป็นไฉน ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัว กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ เกรงกลัวสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็น โอตตัปปพละ ฯ ปฏิสังขานพละเป็นไฉน ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณา กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ พิจารณาสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็น ปฏิสังขานพละ ฯ

กตมํ หิริพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ หิริยตีติ หิริพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ หิริยตีติ หิริพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ หิริยตีติ หิริพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ หิริยตีติ หิริพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ หิริยตีติ หิริพลํ ญาเณน อวิชฺชํ หิริยตีติ หิริพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ หิริยตีติ หิริพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ หิริยตีติ หิริพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส หิริยตีติ หิริพลํ อิทํ หิริพลํ ฯ {๖๒๓.๑} กตมํ โอตฺตปฺปพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ญาเณน อวิชฺชํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อิทํ โอตฺตปฺปพลํ ฯ {๖๒๓.๒} กตมํ ปฏิสงฺขานพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ญาเณน อวิชฺชํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อิทํ ปฏิสงฺขานพลํ ฯ

๖๒๔

ภาวนาพละเป็นไฉน ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า พระ โยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญความไม่ พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเจริญอรหัตมรรค นี้เป็นภาวนาพละ ฯ อนวัชชพละเป็นไฉน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะ ไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ในความไม่พยาบาทไม่มีโทษน้อย หนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะ ละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ ฯ สังคาหพละเป็นไฉน ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อม สะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกด จิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นสังคาหพละ ฯ

กตมํ ภาวนาพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ฯ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต อวิกฺเขปํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ วิจิกิจฺฉํ ปชหนฺโต ธมฺมววตฺถานํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ญาณํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อรตึ ปชหนฺโต ปาโมชฺชํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ นีวรเณ ปชหนฺโต ปฐมชฺฌานํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อิทํ ภาวนาพลํ ฯ {๖๒๔.๑} กตมํ อนวชฺชพลํ ฯ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺเม นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาเท นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญาย นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขเป นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถาเน นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาเณ นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺเช นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌาเน นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺเค นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อิทํ อนวชฺชพลํ ฯ {๖๒๔.๒} กตมํ สงฺคาหพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ อิทํ สงฺคาหพลํ ฯ

๖๒๕

ขันติพละเป็นไฉน ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะ ย่อมอดทนเพราะละกามฉันทะได้แล้ว ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะละ พยาบาทได้แล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้ เป็นขันติพละ ฯ ปัญญัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมตั้งจิต ไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิตไว้ด้วย อำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นปัญญัตติพละ ฯ นิชฌัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อม เพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเพ่งจิตด้วย อำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ ฯ อิสริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอิสริยพละ ฯ อธิษฐานพละเป็นไฉน ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อม อธิษฐานจิตด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมอธิษฐาน จิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ ฯ

กตมํ ขนฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ ขมตีติ ขนฺติพลํ ฯ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท ขมตีติ ขนฺติพลํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญา ขมตีติ ขนฺติพลํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขโป ขมตีติ ขนฺติพลํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถานํ ขมตีติ ขนฺติพลํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาณํ ขมตีติ ขนฺติพลํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺชํ ขมตีติ ขนฺติพลํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌานํ ขมตีติ ขนฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค ขมตีติ ขนฺติพลํ อิทํ ขนฺติพลํ ฯ {๖๒๕.๑} กตมํ ปญฺญตฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ อิทํ ปญฺญตฺติพลํ ฯ {๖๒๕.๒} กตมํ นิชฺฌตฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ อิทํ นิชฺฌตฺติพลํ ฯ {๖๒๕.๓} กตมํ อิสฺสริยพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ อิทํ อิสฺสริยพลํ ฯ {๖๒๕.๔} กตมํ อธิฏฺฐานพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ อิทํ อธิฏฺฐานพลํ ฯ

๖๒๖

สมถพละเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถเนกขัมมะ เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วย สามารถความไม่พยาบาท เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถอาโลกสัญญาเป็นสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความ สละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ ฯ ชื่อว่าสมถพละ ในคำว่า สมถพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในปีติด้วยตติยฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุข และทุกข์ด้วยจตุตถฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไปในวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอุทธัจจะ ใน กิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์ นี้เป็นสมถพละ ฯ

กตมํ สมถพลํ ฯ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯ {๖๒๖.๑} สมถพลนฺติ เกนตฺเถน สมถพลํ ฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ น กมฺปตีติ สมถพลํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร น กมฺปตีติ สมถพลํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา น กมฺปตีติ สมถพลํ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺเข น กมฺปตีติ สมถพลํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตน- สญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อุทฺธจฺเจ จ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ สมถพลํ อิทํ สมถพลํ ฯ

๖๒๗

วิปัสสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ทุกขานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ การพิจารณาเห็น ความสละคืนในรูป เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็น วิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การ พิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ฯ ชื่อว่า วิปัสสนาพละ ในคำว่า วิปสฺสนาพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขสัญญา ด้วยทุกขา- *นุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทา- *นุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา เพราะ อรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่ หวั่นไหวไปในความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่ หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ในกิเลสอันสหรคตด้วย อวิชชา และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ ฯ

กตมํ วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ชรามรเณ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯ {๖๒๗.๑} วิปสฺสนาพลนฺติ เกนตฺเถน วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนาย ราเค น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทเย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทาเน น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อวิชฺชาย จ อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ วิปสฺสนาพลํ อิทํ วิปสฺสนาพลํ ฯ

๖๒๘

เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นไฉน ชื่อว่า เสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฐิ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษา ในสัมมาทิฐินั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมา- *สังกัปปะ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้น เสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ สัมมา- *กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ฯลฯ สัมมาวิมุติ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมา- *กัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ นั้นเสร็จแล้ว เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ นี้ ฯ

กตมานิ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ฯ สมฺมาทิฏฺฐึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ สมฺมาสงฺกปฺปํ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ สมฺมาวาจํ ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตํ สมฺมาอาชีวํ สมฺมาวายามํ สมฺมาสตึ สมฺมาสมาธึ สมฺมาญาณํ ฯเปฯ สมฺมาวิมุตฺตึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ อิมานิ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ฯ

๖๒๙

ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นไฉน ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เป็นผู้ เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ ตาม ความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความ เป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้น ไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบ ด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพ เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณ ความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ ตั้งอยู่ในวิเวก สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็น ธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดีในเนกขัมมะ สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงนี้ ก็เป็น กำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะ ทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของ พระขีณาสพ ซึ่งพระขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลาย ของเราสิ้นไปแล้ว ฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรค มีองค์ ๘ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว นี้เป็นกำลังของพระขีณาสพ ๑๐ ฯ

กตมานิ ทส ขีณาสวพลานิ ฯ อิธ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๑} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๒} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๓} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ {๖๒๙.๔} ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ฯเปฯ จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ปญฺจ พลานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ อิมานิ ทส ขีณาสวสฺส พลานิ ฯ

๖๓๐

อิทธิพละ ๑๐ เป็นไฉน ฤทธิ์เพราะการอธิษฐาน ๑ ฤทธิ์ที่ แผลงได้ต่างๆ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ ไปด้วยสมาธิ ๑ ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของท่าน ผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จมาแต่วิชชา ๑ ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จเพราะเหตุ แห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆ อิทธิพละ ๑๐ นี้ ฯ

กตมานิ ทส อิทฺธิพลานิ อธิฏฺฐานา อิทฺธิ วิกุพฺพนา อิทฺธิ มโนมยา อิทฺธิ ญาณวิปฺผารา อิทฺธิ สมาธิวิปฺผารา อิทฺธิ อริยา อิทฺธิ กมฺมวิปากชา อิทฺธิ ปุญฺญวโต อิทฺธิ วิชฺชามยา อิทฺธิ ตตฺถ ตตฺถ สมฺมาปโยคปฺปจฺจยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ อิมานิ ทส อิทฺธิพลานิ ฯ

๖๓๑

ตถาคตพละ ๑๐ เป็นไฉน พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงทราบ ซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ พระตถาคตทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ ตามความ เป็นจริงนี้ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยปฏิญาณฐานะ ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่ เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง แม้ ข้อที่พระตถาคตทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของ พระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ ทั้งปวง ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึง ประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกธาตุต่างๆ โดยความเป็น อเนกธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบโลกธาตุต่างๆ โดย ความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มี อัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระ ตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นและบุคคลอื่น ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความ ผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็น อันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการดังนี้ แม้ข้อที่พระตถาคต ทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงพิจารณา เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุต อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึง อยู่นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยทรงปฏิญาณฐานะ ของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ตถาคตพละ ๑๐ นี้ ฯ

กตมานิ ทส ตถาคตพลานิ อิธ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๖๓๑.๑} ปุน จปรํ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโต เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๖๓๑.๒} ปุน จปรํ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินีปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินีปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ {๖๓๑.๓} ปุน จปรํ ตถาคโต อเนกธาตุนานาธาตุโลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกธาตุนานาธาตุโลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๔} ปุน จปรํ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๕} ปุน จปรํ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริย- ปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๖} ปุน จปรํ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๗} ปุน จปรํ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๘} ปุน จปรํ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน ยมฺปิ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน ฯเปฯ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ {๖๓๑.๙} ปุน จปรํ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ยมฺปิ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ อิมานิ ทส ตถาคตพลานิ ฯ

๖๓๒

ชื่อว่าสัทธาพละ ชื่อว่าวิริยพละ ชื่อว่าสติพละ ชื่อว่า สมาธิพละ ชื่อว่าปัญญาพละ ชื่อว่าหิริพละ ชื่อว่าโอตตัปปพละ ชื่อว่าปฏิ- *สังขานพละ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปใน อวิชชา ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่า โอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าขันติพละ เพราะ อรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่า ปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า นิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า อิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วย เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่น ด้วยเนกขมมะเป็นต้น ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตมีอารมณ์เดียวด้วย เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณา เห็นธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้อง ศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาใน สัมมาทิฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลาย สิ้นไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อม สำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล ฯ จบพลกถา -----------------------------------------------------

เกนตฺเถน สทฺธาพลํ เกนตฺเถน วิริยพลํ เกนตฺเถน สติพลํ เกนตฺเถน สมาธิพลํ เกนตฺเถน ปญฺญาพลํ เกนตฺเถน หิริพลํ เกนตฺเถน โอตฺตปฺปพลํ เกนตฺเถน ปฏิสงฺขานพลํ เกนตฺเถน ตถาคตพลํ ฯ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ หิริยติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ หิริพลํ โอตฺตปฺปติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ โอตฺตปฺปพลํ ญาเณน กิเลเส ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา เอกรสา โหนฺตีติ ภาวนาพลํ ตตฺถ นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ เตน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ตํ ตสฺส ขมตีติ ขนฺติพลํ เตน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ เตน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ เตน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ เตน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ เตน จิตฺตํ เอกคฺคตนฺติ สมถพลํ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ วิปสฺสนาพลํ ตตฺถ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ เตน อาสวา ขีณาติ ขีณาสวพลํ ตํ ตสฺส อิชฺฌตีติ อิทฺธิพลํ อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคตพลนฺติ ฯ พลกถา ฯ -------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๙. พลกถา