๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙)
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๑๑ (๙) ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก
เอกาทสมํ ขทิรวนิยเรวตตฺเถราปทานํ (๙)
แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ท่าอัน ขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้นายกของโลก สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จัก ข้ามกระแสแม่น้ำคงคา เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือ ที่นายช่างตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภ ก็สัมพุทธเจ้าเสด็จมา แล้วเสด็จขึ้นเรือ พระศาสดาประทับยืน ณ ท่ามกลางน้ำ (เมื่อเรือถึง กลางน้ำพระศาสดาประทับยืน) ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดข้ามส่ง พระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดัง เรือ จักเกิดแก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ ในกัลปที่ ๕๔ ผู้นี้จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าตารณะ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่ลุด ในกัลปที่ ๕๗ จักได้เป็น กษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ ทรงพระกำลังมาก จักรุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์ อุทัย ฉะนั้น ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่ง สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เคลื่อนจาก ไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่งพราหมณ์ มีนาม ชื่อว่าเรวตะ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบ ความเพียร เจริญวิปัสสนากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษม จากโยคะ เราทรงกายอันมีในที่สุด ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน. -----------------------------------------------------
|๑๑.๖๒๕| คงฺคา ภาคีรสี นาม หิมวนฺตา ปภาวิตา กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ โอริมํ จ ตเร อหํ ฯ |๑๑.๖๒๖| ปทุมุตฺตรนายโก สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม วีสสตสหสฺเสหิ คงฺคาโสตํ ตริสฺสติ ฯ |๑๑.๖๒๗| พหู นาวา สมาเนตฺวา วฑฺฒกีหิ สุสงฺขตํ นาวาย ฉทนํ กตฺวา ปฏิมานึ นราสภํ ฯ |๑๑.๖๒๘| อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ อารุยฺหิ นาวลญฺชกํ วาริมชฺเฌ ฐิโต สตฺถา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๑๑.๖๒๙| โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ สงฺฆํ จาปิ อนาสวํ เตน จิตฺตปฺปสาเทน เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๐| นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ สุกตํ นาวสณฺฐิตํ อากาเส ปุปฺผฉทนํ ธารยิสฺสติ สพฺพทา ฯ |๑๑.๖๓๑| อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ ตารโณ นาม ขตฺติโย จาตุรนฺโต วิชิตาวี จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๒| สตฺตปญฺญาสกปฺปมฺหิ จมฺพโก นาม ขตฺติโย อุคฺคจฺฉนฺโตว สุริโย โชติสฺสติ มหาพโล ฯ |๑๑.๖๓๓| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๔| ติทสาว จวิตฺวาน มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ เรวโต นาม นาเมน พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๕| อคารา นิกฺขมิตฺวาน สุกฺกมูเลน โจทิโต โคตมสฺส ภควโต สาสเน ปพฺพชิสฺสติ ฯ |๑๑.๖๓๖| โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน ยุตฺตโยโค วิปสฺสโก สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตฺยนาสโว ฯ |๑๑.๖๓๗| วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ โยคกฺเขมาธิวาหนํ ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ สมฺมาสมฺพุทฺธสาสเน ฯ |๑๑.๖๓๘| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ขทิรวนิโย เรวตตฺเถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ขทิรวนิยเรวตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ