๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปทุมปูชกเถระ (พระปทุมปูชกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าโคตมะ ดาษดื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เป็นที่อยู่ของหมู่มหาภูต (คือยักษ์)
อาศรมได้สร้างไว้ในท่ามกลางภูเขานั้น ข้าพเจ้ามีศิษย์ของตนห้อมล้อม อยู่ในอาศรม (ได้กล่าวกับศิษย์ว่า)
มาเถิดคณะศิษย์ของเรา จงนำดอกปทุมมาให้เรา เราจักทำการบูชาพระพุทธเจ้า แด่พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาและมนุษย์ ผู้คงที่ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๓. เสเรยยวรรค] ๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน
ศิษย์เหล่านั้นรับคำที่ข้าพเจ้าสั่งอย่างนี้แล้ว จึงนำดอกปทุมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำเครื่องหมายอย่างนั้นแล้ว จึงบูชาพระพุทธเจ้า
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าประชุมศิษย์ทั้งหลายแล้ว พร่ำสอนเป็นอย่างดีว่า เธอทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ความไม่ประมาทเป็นเหตุนำความสุขมาให้
ข้าพเจ้าครั้นพร่ำสอนศิษย์ทั้งหลายของตน ผู้อดทนต่อคำสอนอย่างนี้ ประกอบตนในคุณคือความไม่ประมาท แล้วได้สิ้นชีวิตลงในครั้งนั้น
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ใช้ดอกไม้บูชาไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๕๑ (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าชลุตตมะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระปทุมปูชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ปทุมปูชกเถราปทานที่ ๑๐ จบ เสเรยยวรรคที่ ๑๓ จบบริบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๓. เสเรยยวรรค] รวมอปทานที่มีในวรรค รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เสเรยยกเถราปทาน ๒. ปุปผถูปิยเถราปทาน ๓. ปายาสทายกเถราปทาน ๔. คันโธทกิยเถราปทาน ๕. สัมมุขาถวิกเถราปทาน ๖. กุสุมาสนิยเถราปทาน ๗. ผลทายกเถราปทาน ๘. ญาณสัญญิกเถราปทาน ๙. คัณฐิปุปผิยเถราปทาน ๑๐. ปทุมปูชกเถราปทาน บัณฑิตผู้เห็นแจ้งอรรถรวบรวมคาถาไว้ ๑๐๕ คาถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙๒}