๒. เสลเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๒. เสลเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเสลเถระ (พระเสลเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของถนนอยู่ในกรุงหงสวดี เรียกประชุมบรรดาญาติของตนแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของชาวโลกทั้งปวง
กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณมหาศาลก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก
พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก
นายทหารระดับสูงก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๐๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
คนทำขนมก็ดี พ่อครัวก็ดี คนจัดแจงเครื่องอาบน้ำก็ดี ช่างดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก
ช่างย้อมก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกหญิงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก
ช่างศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก
ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกก็ดี ช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมาก
ลูกจ้างก็ดี คนเชิญธงก็ดี ทาสก็ดี กรรมกรก็ดี จำนวนมาก ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ
คนตักน้ำขายก็ดี คนหาฟืนขายก็ดี ชาวนาก็ดี คนขนหญ้าก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ
คนขายดอกไม้ก็ดี คนขายพวงมาลัยก็ดี คนขายใบไม้ก็ดี คนขายผลไม้ก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ
หญิงแพศยาก็ดี นางกุมภทาสีก็ดี คนขายขนมก็ดี คนขายปลาก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมจำนวนมากตามกำลังของตนๆ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
พวกเราทั้งหมดนี้มาประชุม รวมเป็นพวกเดียวกันแล้ว จักทำบุญกุศลในพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม
ญาติเหล่านั้นฟังคำของข้าพเจ้าแล้ว รวมกันเป็นคณะในขณะนั้นกล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันที่สร้างอย่างสวยงามถวายแด่ภิกษุสงฆ์
ข้าพเจ้าจึงให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จแล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีใจยินดี มีญาติทั้งหมดนั้นห้อมล้อม เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงองอาจกว่านรชน กราบพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า
ข้าแต่พระมุนีวีรเจ้า บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ รวมกันเป็นคณะ ขอมอบถวายโรงฉันที่สร้างอย่างสวยงามแด่พระองค์
ขอพระองค์ผู้มีพระจักษุ เป็นประธานหมู่ภิกษุ โปรดทรงรับเถิด พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า
บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ประพฤติตามเป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านทั้งปวงพากันทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติ
เมื่อถึงภพสุดท้าย ท่านทั้งหลายจักเห็นนิพพาน ซึ่งมีภาวะเย็นยอดเยี่ยม ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
พระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าสมณะ ทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้ว ได้เสวยโสมนัส
ข้าพเจ้ารื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป เป็นใหญ่ในหมู่เทวดา ครองเทวสมบัติตลอด ๕๐๐ ชาติ
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
ในรัชสมบัติในมนุษยโลกนี้ มีพวกญาติเป็นบริวาร ในภพสุดท้ายที่มาถึงนี้ มีพราหมณ์ชื่อวาเสฏฐะ
ข้าพเจ้าเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น สะสมสมบัติไว้ ๘๐ โกฏิ ข้าพเจ้ามีนามว่าเสละถึงความสำเร็จในองค์ ๖
มีพวกศิษย์ของตนแวดล้อม เดินเที่ยวพักผ่อนอิริยาบถ ดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เพียบพร้อมด้วยชฎาและบริขาร จัดแจงเครื่องบูชา
ข้าพเจ้าได้เห็นท่านแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล หรือว่าท่านเชื้อเชิญพระราชา
ดาบสชื่อเกนิยะตอบว่า ข้าพเจ้าใคร่จะใช้เครื่องบูชา @เชิงอรรถ : @ องค์ ๖ ในที่นี้หมายถึงมนตร์พรหมจินดา ๖ คือ (๑) กัปปศาสตร์ (๒) พยากรณ์ศาสตร์ (๓) นิรุตติ- @ศาสตร์ (๔) สิกขาศาสตร์ (๕) ฉันโทวิจิติศาสตร์ (๖) โชติสัตถศาสตร์ (ขุ.วิ.อ. ๙๙๖/๓๐๙, @ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน บูชาพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง
อาวาหมงคลและวิวาหมงคลของข้าพเจ้าก็ไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประเสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง นำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ ข้าพเจ้าทูลนิมนต์พระองค์ จึงจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์
พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีผู้เปรียบปาน ไม่มีใครเหมือนด้วยพระรูป ข้าพเจ้าทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้
พระองค์มีรัศมีเรืองรองดุจถ่านเพลิงไม้ตะเคียน กระทบปากเบ้าทองคำ เปรียบด้วยสายฟ้า ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นดุจไฟบนยอดภูเขา ดุจดวงจันทร์ในวันเพ็ญ และดุจสีแห่งเปลวไฟไม้อ้อ ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไม่ทรงครั่นคร้าม ทรงล่วงพ้นภัยแล้ว ทรงทำภพให้สิ้นไป เป็นพระมุนีดุจราชสีห์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในพุทธธรรม ไม่มีใครอื่นข่มได้ ดุจพญาช้างเชือกประเสริฐ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่งคือพระสัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ไม่มีใครเหมือน ดุจโคอุสภราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระคุณที่พรรณนาไม่สิ้นสุด มีพระยศนับมิได้ มีพระลักษณะทั้งหมดงดงาม ดุจท้าวสักกเทวราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีความเพียร มีเดช หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ดุจพระพรหม ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระธรรมล้ำเลิศ น่าบูชา เป็นพระทศพล ทรงถึงความสำเร็จพลธรรมเหนือพลธรรม(ของคนทั่วไป) เปรียบด้วยแผ่นดิน ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีศีลและปัญญาแผ่กระจาย ทรงระบือไปด้วยการรู้แจ้งธรรม เปรียบด้วยท้องทะเล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ใครๆ ไม่อาจจะข่มได้ ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเลิศกว่าพรหม เปรียบดังภูเขาเนรุราช ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระญาณไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่มีใครเทียมเท่า ทรงบรรลุถึงความเป็นยอด เปรียบดังท้องฟ้า ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว ภาณวารที่ ๑๕ จบ
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัวภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่อาศัยแห่งท่านผู้มีความรู้ เป็นเนื้อนาบุญของผู้แสวงหาความสุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ปลอบโยนให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้เป็นเทพ เป็นผู้ประทานสามัญผล เปรียบดังเมฆ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่เขายกย่องในโลก ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบดังดวงอาทิตย์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาวะในอารมณ์ และความหลุดพ้น เป็นพระมุนี เปรียบดังดวงจันทร์ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว อันบัณฑิตยกย่องในโลก ทรงประดับด้วยพระลักษณะทั้งหลาย ใครๆ ประมาณมิได้ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระญาณหาประมาณมิได้ ทรงมีศีลที่ไม่มีอะไรเปรียบได้ เครื่องทรงจำที่ไม่มีอะไรเหมือน ทรงมีพลังซึ่งเป็นอจินไตย(ไม่ควรคิด) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน ทรงมีความบากบั่นอย่างยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนพิษ คือราคะ โทสะ โมหะได้หมดแล้ว ทรงเปรียบดังยา ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิคือกิเลสและความทุกข์มาก ดุจดังโอสถ เปรียบดังหมอ ทรงเป็นผู้มีความเพียรมาก ข้าพเจ้าทูลนิมนต์แล้ว
เกนิยพราหมณ์ประกาศว่าพุทโธ เสียงประกาศนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังแสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่าพุทโธ ข้าพเจ้าก็เกิดปีติซาบซ่าน
ข้าพเจ้ามิได้มีปีติอยู่เฉพาะภายใน แต่แผ่ซ่านออกมาภายนอก ข้าพเจ้ามีใจอิ่มเอิบ ได้กล่าวคำนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน เสด็จประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าจักไปนอบน้อมพระองค์ ผู้ทรงประทานสามัญผล ณ ที่นั้น
ขอท่านผู้เกิดโสมนัสซึ่งประนมมืออยู่ โปรดยกมือข้างขวาขึ้นชี้บอกพระผู้มีพระภาค {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน ผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา ผู้ทรงบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด
(เกนิยพราหมณ์ กล่าวว่า) ท่านคงเห็นป่าใหญ่ เขียว ดุจดังก้อนมหาเมฆตั้งขึ้น เปรียบด้วยดอกอัญชัน ซึ่งปรากฏดุจท้องทะเล
พระพุทธเจ้า ผู้ทรงฝึกฝนคนที่ยังมิได้รับการฝึกฝน ทรงเป็นมุนี ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ให้ตรัสรู้โพธิปักขิยธรรม พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ป่านั้น
ข้าพเจ้าเที่ยวค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคนกระหายน้ำแสวงหาน้ำดื่ม เปรียบเหมือนคนหิวข้าวแสวงหาข้าวกิน เปรียบเหมือนแม่โครักลูกโคเที่ยวค้นหาลูกโค
ข้าพเจ้ารู้จักอาจาระและอุปจาระ สำรวมระวังเหมาะสมแก่เหตุ ให้บรรดาศิษย์ของตนซึ่งจะไปยังสำนักพระชินเจ้า ศึกษาว่า
พระผู้มีพระภาคทั้งหลาย หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เสด็จเที่ยวไปเพียงพระองค์เดียว ดุจดังราชสีห์ มาณพทั้งหลาย พวกท่านควรเข้าแถวกันมา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ดุจอสรพิษกล้า ดุจพญาเนื้อไกรสรราชสีห์ ดุจช้างกุญชรตกมันที่ได้รับการฝึกแล้ว
มาณพทั้งหลาย พวกท่านจงอย่าไอ อย่าจาม เดินเข้าแถวพากันเข้าไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าเถิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงเป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบสถานที่เงียบเสียง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ยากที่จะเข้าเฝ้า ทรงเป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก
ข้าพเจ้าทูลถามปัญหาข้อใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่ ขณะนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงนิ่งเฉยอยู่
พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมใด ซึ่งเป็นธรรมปลอดโปร่ง เพื่อบรรลุนิพพาน ขอท่านทั้งหลายจงพิจารณาเนื้อความแห่งพระสัทธรรมนั้น เพราะการฟังพระสัทธรรมเป็นเหตุนำสุขมาให้
ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้สนทนาปราศรัยกับพระมุนี ให้การสนทนานั้นผ่านไปแล้วจึงตรวจดูพระลักษณะ
ข้าพเจ้าสงสัยพระลักษณะ ๒ ประการ ได้เห็นเพียงพระลักษณะ ๓๐ ประการ พระมุนีจึงได้ทรงแสดงพระคุยหฐาน ซึ่งเร้นอยู่ในฝักให้ปรากฏด้วยฤทธิ์
อนึ่ง พระชินเจ้าได้ทรงแลบพระชิวหา สอดเข้าในช่องพระกรรณและเข้าในช่องพระนาสิก แล้วปกปิดไปถึงสุดพระนลาฏทั้งสิ้น
ข้าพเจ้าได้เห็นพระลักษณะของพระองค์ ครบถ้วนบริบูรณ์พร้อมทั้งพระอนุพยัญชนะ จึงแน่ใจได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บวชพร้อมกับบรรดาศิษย์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๑๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบรรดาศิษย์ ๓๐๐ คน ได้บวชเป็นบรรพชิต ยังไม่ทันถึงครึ่งเดือน พวกเราทั้งหมดก็ได้บรรลุนิพพาน
ศิษย์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรมในนาบุญที่ยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน
ข้าพเจ้าได้ถวายไม้กลอนทั้งหลาย จึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าย่อมได้เหตุ ๘ ประการ
คือข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เขาบูชาในทิศทั้งหลาย ๑ มีโภคสมบัตินับไม่ถ้วน ๑ เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑
ข้าพเจ้าไม่มีความเจ็บไข้ ๑ รักษาอายุได้ยืนยาว มีผิวพรรณละเอียดอ่อน ๑ อยู่ในที่อยู่ที่ปรารถนาได้ ๑
เพราะได้ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพเจ้าจึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ความเป็นพระอรหันต์ถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นข้อที่ ๘ อีกข้อหนึ่งของข้าพเจ้า
ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่องอยู่ทั้งปวงอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ มีชื่อว่าอัฏฐโคปานสี เป็นบุตรของพระองค์
เพราะได้ถวายเสา ๕ ต้น ข้าพเจ้าจึงได้อยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เหตุ ๕ ประการ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีเมตตาไม่หวั่นไหว ๑ มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำที่ควรเชื่อถือได้ โดยที่ข้าพเจ้าไม่พูดกำจัด ๑
ข้าพเจ้ามีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ๑ ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใครๆ ๑ ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ปราศจากมลทินในศาสนา
ข้าแต่พระมุนีผู้มีความเพียรมาก ภิกษุสาวกของพระองค์มีความเคารพ มีความยำเกรง ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ขอกราบไหว้พระองค์
ข้าพเจ้าได้ทำบัลลังก์ที่ทำอย่างสวยงามแล้วจัดตั้งไว้ในศาลา ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เหตุ ๕ ประการ
คือเกิดในตระกูลสูง ๑ มีโภคะมาก ๑ มีสมบัติทุกอย่าง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑
เมื่อข้าพเจ้าปรารถนาจะไป บัลลังก์ก็ตั้งขึ้น ข้าพเจ้าย่อมไปพร้อมกับบัลลังก์อันประเสริฐ ตามที่ข้าพเจ้าปรารถนา ๑
เพราะการถวายบัลลังก์นั้น ข้าพเจ้ากำจัดความมืดทั้งหมดได้แล้ว ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพลธรรมทั้งปวง ขอกราบไหว้พระองค์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๒. เสลเถราปทาน
ข้าพเจ้าทำกิจทั้งปวงทั้งที่เป็นกิจ ของผู้อื่นและกิจของตนสำเร็จแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปยังบุรีที่ไม่มีภัย
ข้าพเจ้าได้ถวายเครื่องบริโภคในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงได้บรรลุความเป็นผู้ประเสริฐ
ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึกเหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า พวกเขาให้ทำเหตุต่างๆ แล้วฝึกอย่างหนัก
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์หาทรงฝึกเหล่าชายหญิงเช่นนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึกในวิธีฝึกอย่างสูงสุด โดยไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศัสตรา
พระมุนีทรงฉลาดในเทศนา ทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน และตรัสปัญหาข้อเดียว ก็ให้เวไนยสัตว์ ๓๐๐ ตรัสรู้ได้
ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว จึงพ้นวิเศษด้วยดี ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพลธรรมทั้งปวง ดับแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ถวายทานไว้ในครั้งนั้น ภัยทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๒๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๓. สัพพกิตติกเถราปทาน
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระเสลเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ เสลเถราปทานที่ ๒ จบ