๑. สารีปุตตเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ๓. เถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเถระ ๑. สารีปุตตเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสารีบุตรเถระ (พระอานนทเถระกล่าวว่า) ต่อไปนี้ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังประวัติ ในอดีต ชาติของพระเถระทั้งหลาย (ต่อไป) (พระสารีบุตรเถระบรรลุสาวกบารมีญาณแล้วได้อุทานขึ้นว่า)
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อลัมพกะ (ใกล้ๆ ภูเขาลัมพกะนั้น) เขาสร้างอาศรม และสร้างบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า
ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า มีแม่น้ำสายหนึ่งมีฝั่งตื้น ท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ มีทรายสะอาดเรี่ยรายกระจายอยู่ทั่ว
ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้านั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ไม่มีเงื้อมยื่นง้ำออกมา น้ำมีรสดี ไม่มีกลิ่น ไหลไป ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ในแม่น้ำ มีฝูงจระเข้ ฝูงมังกร ฝูงตะโขง และฝูงเต่า แหวกว่ายไปมา ในแม่น้ำสายนั้น ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน ฝูงปลานกกระจอก ว่ายเวียนไปมา ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม @เชิงอรรถ : @ พระอานนทเถระบอกให้พระเถระทั้งหลายผู้ร่วมทำปฐมสังคายนาตั้งใจฟัง (แปลเพิ่มตาม ขุ.อป.อ. ๑/๑๔๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ที่ฝั่งทั้ง ๒ ของแม่น้ำ หมู่ไม้ดอก ไม้ผล ห้อยระย้าอยู่ทั้ง ๒ ฝั่ง ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์อยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า
ต้นจำปา ต้นช้างน้าว ต้นกระทุ่ม ต้นกากะทิง ต้นบุนนาค และต้นการะเกด มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์อยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า
ต้นลำดวน ต้นอโศก ต้นกุหลาบ มีดอกบานสะพรั่ง ต้นปรู และต้นมะกล่ำหลวง ก็มีดอกบานสะพรั่งอยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า
ต้นลำเจียก ต้นกล้วย ต้นพิกุล และต้นมะลิซ้อน ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นกรรณิการ์ ต้นกรรณิการ์เขา ต้นประดู่ ต้นอัญชัน มากมาย ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นบุนนาค ต้นบุนนาคเขา ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ต้นราชพฤกษ์ ต้นอัญชันเขียว ต้นกระทุ่ม และต้นพิกุล มากมาย ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ถั่วดำ ถั่วเหลือง ต้นกล้วย ต้นมะงั่ว งอกงามด้วยน้ำหอม ออกฝัก ออกผล(เป็นทองคำ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม)
(ในบึงใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม บางกอมีเกสรกำลังแย้ม บางกอมีเกสร(ในกลีบ)ร่วงหล่น บางกอมีดอกบานสะพรั่งอยู่ในบึง ในครั้งนั้น
ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไปทั่ว กอกระจับมีใบดารดาษ งดงามอยู่ในบึง ในครั้งนั้น
ต้นตาเสือ ต้นจงกลนี ต้นอุตตลี และต้นชบา มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ อยู่ใกล้ๆ บึง ในครั้งนั้น
ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน ฝูงปลาสังกุลา(ปลาลูกดอก) และฝูงปลาทอง อาศัยอยู่ในบึง ในครั้งนั้น
(ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) มีฝูงจระเข้ ฝูงตะโขง ฝูงปลาฉนาก ฝูงผีเสื้อน้ำ(ยักษ์ร้าย)ฝูงงูหลาม ฝูงงูเหลือมอาศัยอยู่ในบึง ในครั้งนั้น
(ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) มีฝูงนกพิราบ ฝูงนกเป็ดน้ำ ฝูงนกจักรพาก ฝูงนกกาน้ำ ฝูงนกดุเหว่า ฝูงนกแก้ว และนกสาลิกา อาศัยสระนั้นหากิน @เชิงอรรถ : @ ตะโขง มีลักษณะคล้ายจระเข้แต่ปากเรียวและยาวกว่า อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ปลาร้าย @ ปลาฉนาก ได้แก่ปลามีปากมีลักษณะเป็นกระดูกแข็งยื่นออกไปเป็นก้านยาวมีฟันทั้ง ๒ ข้างคล้ายฟันเลื่อย @ จักรพาก หรือ จักรวาก คู่ของนกนี้ต้องพรากจากกันครวญถึงกัน ในเวลากลางคืน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ฝูงนกกวัก (ไก่เถื่อน ไก่ป่า) ฝูงไก่ป่า ฝูงนกนางนวล ฝูงนกต้อยตีวิด ฝูงนกแขกเต้า อาศัยสระนั้นหากิน (ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า)
ฝูงหงส์ ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงนกดุเหว่า ฝูงไก่งวง ฝูงนกช้อนหอย ฝูงนกโพระดก (นกกระจอก นกออก) อาศัยสระนั้นหากิน
ฝูงนกแสก (นกเค้าแมว นกทึดทือ) ฝูงนกหัวขวาน ฝูงนกออกขาว (นกเขา) ฝูงนกเหยี่ยวดำ ฝูงนกกาน้ำ มากมาย อาศัยสระนั้นหากิน
ฝูงเนื้อฟาน (อีเก้ง) ฝูงหมูป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอก (หมาป่า หมาใน) ฝูงแรด ฝูงละมั่ง ฝูงเนื้อทราย อาศัยสระนั้นหากิน
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว ช้างตระกูลมาตังคะตกมัน ๓ แห่ง (ไม่ทำอันตราย) อาศัยสระนั้นหากิน
เหล่ากินนร (สัตว์ครึ่งคนครึ่งนก) ฝูงวานร คนทำงานในป่า สุนัขไล่เนื้อ นายพราน อาศัยสระนั้นหากิน
ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะซาง ต้นหมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล อยู่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า @เชิงอรรถ : @ นกช้อนหอย นกกินปลา ปมฺปกา ลิงลม ก็แปล @ ตกมัน ๓ แห่ง คือ นัยน์ตา ใบหู และลูกอัณฑะ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๕/๒๖๑, ๖๕๗/๓๗๗ @ ต้นไม้ขนาดใหญ่ มีผลคล้ายมะปราง รสเปรี้ยวๆ หวานๆ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๗/๒๖๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน เผล็ดผลเป็นประจำ อยู่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า
ต้นสมอไทย ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม เหล่านั้น เผล็ดผลเป็นนิตย์
มันเทศ มันอ้อน มันมือเสือ หัวหอม หัวกระเทียม ต้นกะเม็ง ต้นขัดมอน มีอยู่มากมายใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า
ใกล้ๆ อาศรม(ของข้าพเจ้า)มีบึงน้ำที่บุญกรรมเนรมิตไว้อย่างดี มีน้ำใสเย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ
(สระน้ำเหล่านั้น) ดารดาษด้วยดอกบัวหลวง ดอกบัวขาบ สะพรั่งด้วยบัวขาว ดารดาษด้วยบัวเฝื่อน ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าอยู่ในอาศรม ซึ่งสร้างไว้อย่างดี น่ารื่นรมย์ ในป่ามีไม้ดอกไม้ผล สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่าง ดังกล่าวมานี้
ข้าพเจ้าเป็นดาบสชื่อสุรุจิ มีศีล สมบูรณ์ด้วยข้อวัตร มีปกติเพ่งฌาน @เชิงอรรถ : @ ไม้พุ่มชนิดหนึ่ง ต้นแสด หรือต้นคำแสด ก็เรียก @ ต้นดอกซ่อนกลิ่น @ ต้นไม้ขนาดเล็ก ต้นสีม่วง ใบเขียวขนคาย ดอกขาว ใช้ทำยารักษาโรคเด็ก @ ต้นข้าวต้ม ต้นขัดมอน ก็เรียก เปลือกเหนียว ดอกเหลือง เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง ใช้ทำไม้กวาดได้ @ บัวสีน้ำเงินแก่อมม่วง @ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงในครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นดาบส (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๓/๒๖๒) @ มีศีล ในที่นี้หมายถึงศีล ๕ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๔/๒๖๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ยินดีในฌานในกาลทุกเมื่อ สำเร็จอภิญญาพละ ๕ ประการ
ข้าพเจ้ามีศิษย์ ๑,๐๒๔ คน ทั้งหมดนั้น เป็นพราหมณ์ มีชาติตระกูล มียศ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่
ศิษย์ของข้าพเจ้าเข้าใจตัวบท(หลักไวยากรณ์) ฉลาดในการพยากรณ์ สำเร็จวิชาทำนายลักษณะ วิชาอิติหาสศาสตร์ และไตรเพทอันเป็นธรรมของตน พร้อมทั้งวิชานิฆัณฑุศาสตร์ และวิชาเกฏุภศาสตร์
ศิษย์ของข้าพเจ้าฉลาดในลางบอกเหตุ ในนิมิตร และในลักษณะ เป็นผู้ศึกษาดีแล้วในเรื่องดิน ในภาคพื้นดิน และในอากาศ
ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้มักน้อย มีปัญญารักษาตน บริโภคแต่น้อย ไม่โลภ สันโดษตามมีตามได้ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
ศิษย์ของข้าพเจ้ามีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น ปรารถนาความหมดกังวล ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ อภิญญาพละ ๕ คือ แสดงฤทธิ์ได้ หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ และตาทิพย์ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๔/๒๖๓) @ วิชาทำนายลักษณะ หมายถึงคัมภีร์ประกาศลักษณะของหญิงและบุรุษชาวโลกทั้งหมดมีทุกข์และสุข @อิติหาสศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ชี้แจงคำพูดที่ท่านกล่าวว่า อิติห อาสา @นิฆัณฑุศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ประกาศชื่อต้นไม้และภูเขาเป็นต้น @เกฏุภศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ว่าด้วยวิชาการกวี (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๖/๒๖๓, ดูเชิงอรรถเล่ม ๙ ข้อ ๒๕๖) @ไตรเพท หมายถึงพระเวท ๓ คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ศิษย์ของข้าพเจ้าสำเร็จอภิญญา ยินดีในอาหารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของบิดา เหาะไปมาทางอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น สำรวมทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ และไม่คลุกคลี เป็นนักปราชญ์ หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้นหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ให้เวลาผ่านไปด้วยการนั่งขัดสมาธิ การยืน และการจงกรม ตลอดคืน
ศิษย์ของข้าพเจ้าไม่กำหนัดในวัตถุที่น่ากำหนัด ไม่ขัดเคืองในวัตถุที่น่าขัดเคือง ไม่ลุ่มหลงในวัตถุที่น่าลุ่มหลง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ด้วยการแข่งดีทดลองแสดงฤทธิ์อยู่เป็นนิตย์ บันดาลให้แผ่นดินไหวได้
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เมื่อจะเล่น ก็เล่นฌาน(เข้าฌาน) ไปนำผลหว้ามาได้
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป @เชิงอรรถ : @ บาลี เปตฺติเก โคจเร รตา ยินดีในอาหารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของบิดา หมายถึงยินดีในอาหารที่ได้ไม่ใช่ออกปากขอ @(ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๐/๒๖๔) @ ไม่หวั่นไหว ในที่นี้หมายถึงไม่มีตัณหาเป็นเหตุให้หวั่นไหว (ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๑/๒๖๕) @ เป็นนักปราชญ์ ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้มั่นคง ไม่สะทกสะท้านถึงอันตรายที่เกิดจากสัตว์มีราชสีห์และเสือ @เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๐/๒๖๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น ส่งหาบ(บริขารดาบส) ไปข้างหน้า ส่วนตนเองไปทีหลัง ท้องฟ้าถูกดาบส ๑,๐๒๔ รูป ปิดบังไว้แล้ว
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น พวกหนึ่งเผา(ผลไม้น้อยใหญ่และผัก)ไฟฉัน พวกหนึ่งไม่เผาไฟฉันดิบๆ พวกหนึ่งกระแทะเปลือกออกฉัน พวกหนึ่งตำฉัน พวกหนึ่งเอาหินทุบฉัน พวกหนึ่งฉันผลไม้ที่หล่นเอง
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก พวกหนึ่งรักความสะอาดลงอาบน้ำทั้งเช้าทั้งเย็น พวกหนึ่งตักน้ำอาบ
ศิษย์ของข้าพเจ้า(ประพฤติวัตร) ปล่อยเล็บมือเล็บเท้าและขนรักแร้ยาว ขี้ฟันเขลอะ ศีรษะเปื้อนธุลี แต่หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก
ดาบสทั้งหลายผู้ทรงชฎา มีตบะแก่กล้า ประชุมกันแต่เช้าแล้ว ประกาศลาภน้อย ลาภใหญ่ให้ทราบแล้ว เหาะไปในท้องฟ้า
เมื่อดาบสเหล่านั้นเหาะไป เสียงดังย่อมสะพัดไป ทวยเทพย่อมยินดีเพราะได้ยินเสียงหนังสัตว์
ฤๅษีผู้เหาะไปทางอากาศไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ฤๅษีเหล่านั้นมีกำลังของตนอุปถัมภ์ จึงไปได้ตามปรารถนา
ฤๅษีเหล่านั้นทั้งหมดทำแผ่นดินให้ไหว เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ใครๆ ไม่อาจข่มได้ ผู้อื่นไม่อาจให้หวั่นไหวได้ ดังสมุทรสาครที่ใครอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ฤๅษีผู้เป็นศิษย์ของข้าพเจ้า บางพวกยืนและเดินจงกรม บางพวกถือการนั่งเป็นวัตร บางพวกฉันใบไม้ที่หล่นเอง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก
ศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้นมีปกติอยู่ด้วยการแผ่เมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกตน ไม่ข่มใครๆ
ศิษย์ของข้าพเจ้านั้นไม่สะดุ้งกลัวอะไร เหมือนราชสีห์ มีกำลังเหมือนพญาคชสาร หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เหมือนพญาเสือโคร่ง ย่อมมาอยู่ใกล้ข้าพเจ้า
พวกวิทยาธร พวกเทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ ทานพ(อสูร) ครุฑ อาศัยสระนั้นหากิน
ศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้นเกล้าชฎา คอนบริขาร นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อาศัยสระนั้นหากิน
ครั้งนั้น ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้เหมาะสมกันและกัน มีความเคารพต่อกันและกัน ศิษย์ ๑,๐๒๔ คน ไม่มีเสียงไอเสียงจามเลย
ศิษย์เหล่านั้นเดินเข้าแถวกัน เงียบเสียง สำรวมดี ทั้งหมดเข้ามากราบข้าพเจ้าด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้ามีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน อยู่ในอาศรมแห่งนั้นมีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้สงบ มีตบะ
อาศรมของข้าพเจ้าหอมด้วยกลิ่น ๒ อย่าง คือกลิ่นศีลของเหล่าฤๅษีและกลิ่นดอกไม้ ผลไม้ของต้นไม้ที่ผลิดอกออกผล {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ข้าพเจ้าไม่รู้คืนและวัน ความไม่พอใจมิได้มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสั่งสอนศิษย์ของตนได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง
เมื่อดอกไม้บานและผลไม้สุก มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไป ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม
ข้าพเจ้าออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียรเผากิเลส มีปัญญารักษาตน คอนหาบบริขาร(ดาบส)เข้าป่าไป
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ศึกษาจนชำนาญ ในลางบอกเหตุ ในความฝันและในลักษณะทั้งหลาย ทรงจำบทแห่งมนตร์ที่แพร่หลายอยู่
พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน ทรงประสงค์วิเวก ตรัสรู้เองโดยชอบ จึงเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์
พระองค์ผู้เป็นมุนีผู้เลิศ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ผู้สูงสุดแห่งบุรุษ เสด็จถึงป่าหิมพานต์แล้วประทับนั่งขัดสมาธิ
ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีแสงสว่างเจิดจ้า น่ารื่นรมย์ใจ ทรงรุ่งเรืองดังดอกบัวเขียว เป็นดุจแท่นบูชาไฟ สว่างเจิดจ้า
ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงรุ่งเรืองดุจต้นพฤกษาประทีป @เชิงอรรถ : @ ต้นพฤกษาประทีป หมายถึงดอกไม้ไฟ โคมไฟ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๔-๕๕/๑๓๑, ขุ.พุทฺธ.อ. ๔๕/๗๙, ๓๐/๑๘๙) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ดุจสายฟ้าสว่างจ้ากลางอากาศ ดุจต้นพญาไม้สาละ มีดอกบานสะพรั่งอยู่
พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ทรงเป็นผู้ประเสริฐ มีความเพียรมาก เป็นพระมุนีผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เวไนยสัตว์ได้อาศัยการพบเห็นนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
ครั้นข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพแล้ว จึงได้ตรวจดูลักษณะว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ เอาละ เราจะดูพระชินเจ้าผู้มีพระจักษุ
ที่พื้นฝ่าพระบาทอันยอดเยี่ยมปรากฏมีจักรมีกำตั้งพัน ข้าพเจ้าได้เห็นลักษณะทั้งหลายของพระองค์แล้ว จึงถึงความแน่ใจในพระตถาคต
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้หยิบไม้กวาดมากวาดสถานที่นั้นแล้ว ได้นำดอกไม้มา ๘ ดอก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด
ครั้นข้าพเจ้าบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ข้ามพ้นโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ พระองค์นั้นแล้ว จึงห่มหนังสัตว์เฉวียงบ่า นมัสการพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับอยู่ด้วยพระญาณอันใด ข้าพเจ้าจักประกาศพระญาณอันนั้น ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้ากล่าวเถิด @เชิงอรรถ : @ ผู้มีพระจักษุ หมายถึงทรงมีจักษุ ๕ (คือ มังสจักษุ ตาเนื้อ มีพระเนตรงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว @และเห็นไกล ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ปัญญาจักษุ ตาปัญญา พุทธจักษุ ตาพระพุทธเจ้า คือทรงทราบ @อัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ สมันตจักษุ ตาเห็นรอบ @ทรงมีพระสัพพัญญุตญาณหยั่งรู้ธรรมทุกประการ) (ขุ.อป.อ. ๑/๒๑๓/๒๗๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
(ดาบสสุรุจิกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคอโนมทัสสีว่า) ข้าแต่พระสยัมภู ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ขอพระองค์จงทรงช่วยสัตว์โลกนี้ให้พ้นจากสังสารวัฏเถิด สัตว์เหล่านั้นอาศัยการพบเห็นพระองค์แล้ว จะข้ามกระแสแห่งความสงสัยได้
พระองค์ทรงเป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นเสาหลัก เป็นจุดมุ่งหมาย เป็นที่พึ่ง เป็นดุจดวงประทีปของเหล่าสัตว์ เป็นผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ข้าแต่พระสัพพัญญู น้ำในมหาสมุทรสามารถที่จะประมาณได้ด้วยมาตราตวง แต่พระญาณของพระองค์ไม่มีใครสามารถจะประมาณได้เลย
ข้าแต่พระสัพพัญญู แผ่นดินยังสามารถที่จะนำมาวางไว้บนตาชั่งแล้วชั่งดูได้ แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะชั่งดูได้
ข้าแต่พระสัพพัญญู อากาศยังสามารถที่จะใช้เชือกหรือนิ้วมือวัดดูได้ แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะวัดดูได้
น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดและแผ่นดินทั้งสิ้น บุคคลก็ยังข้ามได้ แต่พระพุทธญาณ ไม่ควรโดยการนำมาเปรียบเทียบ @เชิงอรรถ : @ พระดาบสสุรุจิเป็นอดีตชาติของพระสารีบุตรเถระได้พบพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ตามข้อความในคาถาข้างต้น @ได้กล่าวชมเชยพระองค์ @ พ้นจากสังสารวัฏ หมายถึงให้สิ้นจากสงสารแล้วให้ถึงฝั่งคือพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๑๘/๒๗๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตว์เหล่าใดแล่นไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก สัตว์ผู้มีจิตเหล่านั้นได้อยู่ในข่ายคือญาณของพระองค์
ข้าแต่พระสัพพัญญู พระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณ อย่างสูงสุดทั้งสิ้นด้วยพระญาณใด พระองค์ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ทั้งหลายด้วยพระญาณนั้น
(พระเถระทั้งหลายผู้ทำสังคายนากล่าวว่า) ท่านสุรุจิดาบสนั้น ครั้นกล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว จึงปูลาดหนังสัตว์นั่งลงบนแผ่นดิน
(ดาบสสุรุจินั่งอยู่ ณ ที่นั้นแล้วกล่าวว่า) ผู้คนกล่าวกันในบัดนี้ว่า ขุนเขา หยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์เช่นกัน
ภูเขาสิเนรุก็สูงสุดเท่านั้น ภูเขาสิเนรุนั้น ทั้งด้านยาว ทั้งด้านกว้างถึงเพียงนั้น ก็ยังถูกบดให้ละเอียดเป็นแสนโกฏิด้วยการนับ
ข้าแต่พระสัพพัญญู เมื่อตั้งคะแนนไว้ ผงแห่งภูเขาสิเนรุก็จะพึงหมดสิ้นไปก่อน แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะนับได้
ผู้ใดพึงเอาข่ายตาถี่ๆ ขึงล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำทั้งหมดที่มีอยู่ก็จะพึงเข้าไปอยู่ภายในข่าย ฉันใด @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถ หน้า ๓๖ ในเล่มนี้ @ พระโพธิญาณ หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๕/๒๗๑) @ ขุนเขา หมายถึงขุนเขาพระสุเมรุ (ชื่อภูเขากลางจักรวาล มียอดเป็นที่ตั้งแผ่นดินของสวรรค์ดาวดึงส์ซึ่งมี @พระอินทร์อยู่) (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๗/๒๗๒) @ ตั้งคะแนน หมายถึงนับพระญาณของพระองค์ (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๙/๒๗๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก เดียรถีย์มากมายบางพวกก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเข้าไปสู่ป่าทึบคือทิฏฐิ ถูกความยึดถือทำให้ลุ่มหลง
เดียรถีย์เหล่านั้นเข้าไปภายในข่าย เพราะพระญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ซึ่งมีปกติเห็นสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรขัดขวาง เดียรถีย์เหล่านั้นหาล่วงเลยพระญาณของพระองค์ไปไม่
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ออกจากสมาธิแล้วตรวจดูทิศ
พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นมุนี มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เป็นผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่ แวดล้อมแล้ว
ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้บริสุทธิ์ ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่ ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
สาวกเหล่านั้นยืนกลางอากาศ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคนั้น ได้กระทำประทักษิณ ประนมมือ นมัสการแล้วลงมาเฝ้า ณ สำนักพระพุทธเจ้า
พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ @เชิงอรรถ : @ ข่าย ในที่นี้หมายถึงข่ายคือพระญาณของพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๒๓๒/๒๗๓) @ ผู้คงที่ หมายถึงผู้ไม่หวั่นไหวในอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา (ขุ.อป.อ. ๑/๒๓๔/๒๗๓) @ อภิญญา ๖ หมายถึงความรู้ยิ่งคือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้, ทิพพโสต หูทิพย์, เจโตปริยญาณ @ทายใจคนอื่นได้, ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้, ทิพพจักขุ ตาทิพย์, อาสวักขยญาณ @ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป (องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๒/๔๑๒-๔๑๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
พระสาวกนามว่าวรุณะ ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วทูลถามพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรหนอ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นจะไม่ทรงแย้มพระโอษฐ์ โดยไม่มีเหตุ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
เราจักพยากรณ์ดาบสผู้ที่ใช้ดอกไม้บูชาเรา และชมเชยญาณของเราเนืองๆ ขอท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
เทวดาทั้งปวง ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วมาประชุมกัน เทวดาเหล่านั้น ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หมู่เทวดาผู้มีฤทธิ์มากทั้ง ๑๐ โลกธาตุ เหล่านั้น ประสงค์จะฟังพระสัทธรรมจึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
เครื่องดนตรี ๑,๐๖๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จักบำรุงบำเรอผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า @เชิงอรรถ : @ ๑๐ โลกธาตุ หมายถึง หมื่นจักรวาล (ที.ม.อ. ๒/๓๓๑/๒๙๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
สตรีสาวล้วน ๑๖,๐๐๐ นาง ประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ
จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
เมื่อภพสุดท้ายมาถึง ผู้นี้จักไปเกิดเป็นมนุษย์ นางพราหมณีชื่อสารี จักตั้งครรภ์
ผู้นี้จักปรากฏนามว่าสารีบุตร ตามชื่อและโคตรของมารดา จักเป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม
จักเป็นผู้ไม่มีความกังวล ละทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช เที่ยวแสวงหาทางแห่งความสงบทั่วแผ่นดินนี้
ในกัปที่นับมิได้นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
ดาบสนี้จักมีนามว่าสารีบุตร เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นอัครสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น
แม่น้ำภาคีรถีนี้ไหลมาจากภูเขาหิมพานต์ ไหลลงสู่มหาสมุทร ทำมหาสมุทรให้เต็ม ฉันใด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
สารีบุตรนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักเป็นผู้สามารถแกล้วกล้าในไตรเพท จักสำเร็จปัญญาบารมี แล้วให้หมู่สัตว์อิ่มเอิบได้
ตั้งแต่ป่าหิมพานต์จนถึงทะเลมีห้วงน้ำกว้างใหญ่ ในช่วงระหว่างนี้ มีกองทรายอยู่ขนาดเท่าใด คำนวณนับไม่ได้
แม้กองทรายขนาดเท่านั้นสามารถจะคำนวณนับได้ โดยไม่มีเหลือด้วยการนับวิธีใด แต่ปัญญาของสารีบุตรจะมีที่สุดโดยวิธีนับนั้นๆ ก็หามิได้
เมื่อตั้งคะแนนไว้ บรรดาทรายในแม่น้ำคงคาก็จะพึงหมดสิ้นไป แต่ปัญญาของสารีบุตรหาหมดสิ้นไปไม่
คลื่นในมหาสมุทรคำนวณนับไม่ได้ ปัญญาของสารีบุตร จักไม่มีที่สุดอย่างนั้นเหมือนกัน
สารีบุตรนั้นจักทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงโปรดปรานแล้ว สำเร็จปัญญาบารมีเป็นอัครสาวก(ของพระองค์)
สารีบุตรนั้น จักประพฤติตามพระธรรมจักร ที่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยบุตร ผู้คงที่ ทรงประกาศไว้แล้ว บันดาลเม็ดฝนคือธรรมให้ตกลงโดยชอบ
พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้ง(สารีบุตร)ไว้ในตำแหน่งอัครสาวก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
โอ ! กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญญาธิการ แด่พระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีแล้ว สำเร็จบารมีในจำนวนคุณทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นกรรมที่ทำไว้ดีแล้วหนอ
กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกาลที่จะกำหนดจำนวนมิได้ แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว ดุจความเร็วแห่งลูกศรพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว
ข้าพเจ้านั้น เมื่อเที่ยวแสวงหาทาง ที่ไม่หวั่นไหวคือนิพพาน อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เลือกเฟ้นเจ้าลัทธิทั้งปวงจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ
คนเป็นไข้พึงแสวงหายารักษา พึงสะสมทรัพย์ทั้งปวงไว้เพื่อพ้นจากความเจ็บไข้ ฉันใด
ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อเที่ยวแสวงหาทาง คืออมตนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ จึงได้บวชเป็นฤๅษี ๕๐๐ ชาติ ติดต่อกัน
ข้าพเจ้าเพียบพร้อมด้วยชฎาและภาระ(บริขาร) นุ่งห่มหนังสัตว์ สำเร็จอภิญญา ได้ไป(เกิด)ยังพรหมโลก
เว้นศาสนาของพระชินเจ้าเสียแล้ว ก็หาความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่ได้ เหล่าสัตว์ผู้มีปัญญาย่อมบริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า
สิ่งที่สำเร็จด้วยการทำของตนนั้น ไม่เป็นดังที่ได้ยินกันต่อๆ มาว่า เป็นอย่างนี้ๆ ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาทางที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ จึงเที่ยวไปในลัทธิที่ผิด {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
คนที่ต้องการแก่นไม้ตัดต้นกล้วยแล้วผ่า ก็จะไม่พึงได้แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เขาย่อมเป็นผู้ไร้แก่นไม้ ฉันใด
เหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายในโลกก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างกัน ถึงจะมีจำนวนมาก ก็เป็นผู้ว่างเปล่าจากนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ดุจต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่นไม้ ฉะนั้น
เมื่อภพสุดท้ายมาถึง ข้าพเจ้าเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ได้ละทิ้งโภคสมบัติมากมายแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต ภาณวารที่ ๑ จบ
(พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า) ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพราหมณ์นามว่าสัญชัย ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พราหมณ์นามว่าอัสสชิ สาวกของพระองค์ ซึ่งหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก มีเดชแผ่ไป เที่ยวบิณฑบาตในครั้งนั้น
ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้ประเสริฐนั้น ผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี มีจิตสงบ เบิกบานดุจดอกปทุมที่แย้มบาน
เพราะเห็นท่านผู้ฝึกฝนดีแล้ว มีจิตบริสุทธิ์ องอาจ ประเสริฐ มีความเพียร ความคิดของข้าพเจ้าจึงเกิดขึ้นว่า ท่านผู้นี้คงจะเป็นพระอรหันต์ @เชิงอรรถ : @ ตั้งแต่คาถานี้ไปพระเถระได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทราบเรื่องราวของท่าน สมตามข้อความในธรรม @บทอรรถกถาด้วย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ท่านผู้นี้ เคลื่อนไหวกิริยาท่าทางน่าเลื่อมใส รูปงาม สำรวมดี ฝึกฝนแล้วในอุบายเครื่องฝึกอย่างสูงสุด คงจะเป็นผู้เห็นทางอมตะ
ทางที่ดี เราควรจะถามท่านผู้มีประโยชน์อย่างสูงสุด ผู้มีจิตยินดี หากท่านถูกเราถามแล้วจักตอบ เราก็จะย้อนถามท่านอีก ในครั้งนั้น
ข้าพระองค์ได้เดินตามไปข้างหลังท่านผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอยโอกาสอยู่เพื่อจะสอบถามทางอมตะ
จึงเข้าไปหาท่านซึ่งอยู่ในระหว่างถนนแล้วถามว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ผู้มีความเพียร ท่านมีโคตรตระกูลอย่างไร เป็นศิษย์ของใคร
ท่านถูกข้าพระองค์ถามแล้วก็ไม่ครั่นคร้าม เป็นดังพญาไกรสรราชสีห์ตอบว่า ท่านผู้มีอายุ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก อาตมาเป็นศิษย์ของพระองค์
(ข้าพระองค์ได้ถามต่อไปว่า) ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ท่านผู้มียศยิ่งใหญ่เกิดตามมา ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าของท่านเป็นเช่นไร ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอโอกาส ขอท่านโปรดบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
ท่านถูกข้าพระองค์ถามแล้ว จึงแสดงบททุกบทที่ลึกซึ้งละเอียด สำหรับกำจัดลูกศรคือตัณหา สำหรับเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงว่า
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสสอนอย่างนี้
เมื่อพระอัสสชิเถระแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง(โสดาปัตติผล) เป็นผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทินคือกิเลส เพราะได้ฟังคำสอนของพระชินเจ้า
ข้าพระองค์ได้ฟังคำของพระมุนีแล้ว ได้เห็นธรรมอันสูงสุด หยั่งรู้พระสัทธรรมจึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ถ้ามีเพียงเท่านั้น ธรรมนี้นั่นแหละ(ที่ข้าพเจ้าพึงบรรลุ) ท่านรู้แจ้งทางที่ไม่เศร้าโศก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นแล้ว ล่วงเลยมาหลายหมื่นกัป
ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาธรรม ได้เที่ยวไปในลัทธิที่ผิด (บัดนี้)ได้บรรลุความประสงค์นั้นแล้ว จึงมิใช่เวลาที่ข้าพเจ้าจะประมาท
ข้าพระองค์ที่พระอัสสชิเถระให้ยินดีแล้ว บรรลุทางที่ไม่หวั่นไหว เมื่อจะไปเสาะหาสหาย จึงได้ไปยังอาศรม
สหายของข้าพระองค์ ผู้ได้ศึกษามาดี เพียบพร้อมด้วยอิริยาบถ เห็นข้าพระองค์แต่ไกลเทียว จึงได้กล่าวคำนี้ว่า
ท่านมีหน้าตาผ่องใส ปรากฏประหนึ่งว่าจะเป็นมุนี ท่านได้บรรลุอมตนิพพานหรือได้บรรลุบทคือพระนิพพานอันไม่จุติ @เชิงอรรถ : @ ทางที่ไม่เศร้าโศก หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๘๙/๒๗๘) @ ทางที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงการถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๙๑/๒๗๘) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ท่านเป็นผู้สมควรแก่ความงาม เป็นเหมือนผู้ฝึกฝนตนมาแล้ว เหมือนช้างถูกแทงด้วยหอก ไม่หวั่นไหว พราหมณ์ ท่านเป็นผู้มีการฝึกฝนมาดี จึงสงบระงับแล้ว ในทางเป็นที่ฝึก
ข้าพระองค์ตอบว่า ข้าพเจ้าได้บรรลุอมตธรรม ซึ่งเป็นเครื่องบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกแล้ว ถึงตัวท่านก็จะบรรลุอมตธรรมนั้นได้ พวกเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากันเถิด
สหายนั้นอันข้าพระองค์ให้ศึกษาอย่างดีแล้ว จึงรับคำว่า ดีละ แล้วได้จูงมือกันมายังสำนักของพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ข้าพระองค์ทั้ง ๒ จักบวชในสำนักของพระองค์ อาศัยคำสอนของพระองค์อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ท่านโกลิตะเป็นผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์เลิศด้วยปัญญา ข้าพระองค์ทั้ง ๒ จะร่วมมือกันทำศาสนาให้งดงาม
(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงได้เที่ยวไปในลัทธิที่ผิด (แต่บัดนี้)เพราะได้อาศัยทัศนะของพระองค์ ความดำริของข้าพระองค์จึงเต็ม
หมู่ไม้เกิดบนแผ่นดินย่อมแย้มบานในฤดูกาล กลิ่นทิพย์หอมอบอวลไปทำให้สรรพสัตว์ยินดี (ฉันใด)
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ผู้เป็นศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมแสวงหากาลเวลาเพื่อจะแย้มบาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้คือวิมุตติ ซึ่งเป็นเหตุหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ให้สรรพสัตว์ยินดีด้วยการได้ดอกไม้คือวิมุตติ
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหามุนีเสีย ก็ไม่มีใครจะมีปัญญาเหมือนกับข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของพระองค์เลย
ศิษย์และชุมนุมชนของพระองค์ที่พระองค์ทรงแนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกฝนในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นมีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นมักน้อย มีปัญญารักษาตน เป็นนักปราชญ์ ฉันอาหารแต่น้อย ไม่โลภ สันโดษตามมีตามได้ แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในธุดงค์ เข้าฌาน ใช้จีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งในความสงัด เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติ(พรั่งพร้อมด้วยมรรค) ดำรงอยู่ในผล และเป็นพระเสขะพรั่งพร้อมด้วยผล มุ่งหวังประโยชน์อย่างสูงสุด(คือพระนิพพาน) แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ ดอกไม้คือวิมุตติ หมายถึงอรหัตตผลวิมุตติ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๒/๒๗๙) @ พุทธเขต หมายถึงมีแสนโกฏิจักรวาล (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๓/๒๘๐) @ ผล ในที่นี้หมายถึงผลเบื้องต่ำ ๓ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๘/๒๘๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ท่านเหล่านั้นทั้งที่เป็นพระโสดาบัน ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี ทั้งที่เป็นพระอนาคามี และที่เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากมลทิน(คือกิเลส) แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
สาวกของพระองค์จำนวนมาก ฉลาดในสติปัฏฐาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ ทุกท่านแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญสมาธิ หมั่นประกอบสัมมัปปธาน แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ท่านเหล่านั้นได้วิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ถึงความสำเร็จแห่งปัญญา แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ศิษย์ของพระองค์เป็นเช่นนี้ เป็นผู้ศึกษาดีแล้ว หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก มีเดชแผ่ไป แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
พระองค์มีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อม ผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ เป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามดังราชสีห์ ย่อมทรงงดงามดังดวงจันทร์
ต้นไม้เกิดบนแผ่นดินย่อมงอกงามไพบูลย์บนแผ่นดิน ต้นไม้เหล่านั้นย่อมเผล็ดผล (โดยลำดับ) @เชิงอรรถ : @ สติปัฏฐาน หมายถึงสติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา @(ขุ.อป.อ. ๑/๓๑๐/๒๘๐) @ วิชชา ๓ หมายถึง (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้ @(๒) จุตูปปาตญาณ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม (๓) อาสวักขยญาณ @ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความตรัสรู้ (ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๗, ๓๕๓/๒๔๕, @องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๐๒/๒๔๓-๒๔๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ (เป็นเช่นกับต้นไม้) ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้ผลเป็นอมตะ
แม่น้ำสินธุ แม่น้ำสรัสวดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี
เมื่อแม่น้ำหลายสายนั้นไหลไป(ถึงทะเล)ทะเลย่อมรองรับไว้ แม่น้ำเหล่านั้นย่อมละชื่อเดิม ปรากฏชื่อว่าทะเล ฉันใด
วรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น มาบวชในสำนักของพระองค์แล้ว ก็ย่อมละชื่อเดิม ปรากฏชื่อว่าพุทธบุตร
ดวงจันทร์ปราศจากมลทินโคจรอยู่ในอากาศ มีแสงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหมู่ดาวในโลกทั้งหมด ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศิษย์แวดล้อม ก็ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นทั้งหมดในกาลทุกเมื่อ
คลื่นเกิดขึ้นในน้ำลึกย่อมไม่ล่วงเลยล้นฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบฝั่งเป็นระลอก กระจายหายไปหมด ฉันใด
เดียรถีย์ทั้งหลายในโลกก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างกัน เป็นชนจำนวนมาก พวกเขาต้องการจะกล่าวธรรม แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าเดียรถีย์เหล่านั้น เข้ามาหาพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน ครั้นมาถึงสำนักของพระองค์แล้ว ก็จะกลายเป็นจุรณไป @เชิงอรรถ : @ วรรณะทั้ง ๔ หมายถึงตระกูล ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร (ขุ.อป.อ. ๑/๓๑๗-๓๑๙/๒๘๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ดอกโกมุท ดอกบัวเผื่อน จำนวนมาก เกิดในน้ำแล้วติดอยู่กับน้ำและเปือกตม ฉันใด
เหล่าสัตว์จำนวนมากก็ฉันนั้น เกิดมาในโลกแล้ว ถูกราคะและโทสะเบียดเบียน ย่อมงอกงาม(ในวัฏฏสงสาร) ดุจดอกโกมุทงอกงามในเปือกตม ฉะนั้น
ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ งดงามอยู่กลางน้ำ (แต่)ดอกบัวหลวงนั้นยังคงบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่กับน้ำ ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ทรงเป็นฉันนั้น เป็นมหามุนี เกิดมาแล้วในโลก (แต่)ไม่ทรงติดอยู่กับโลก ดุจดอกบัวหลวงไม่ติดอยู่กับน้ำ ฉะนั้น
ดอกไม้หลายชนิดที่เกิดในน้ำ ย่อมแย้มบานในเดือน ๑๒ ไม่ล่วงเลยเดือน ๑๒ นั้นไป เพราะเดือน ๑๒ นั้นเป็นกาลสมัยที่ดอกไม้จะบาน ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็เป็นผู้แย้มบานแล้ว ฉันนั้น เหล่าศิษย์ของพระองค์ก็เป็นผู้แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ ไม่ล่วงเลยคำสั่งสอนของพระองค์ไปได้ ดุจดอกบัวหลวงซึ่งแย้มบานด้วยน้ำ ไม่ล่วงเลยกาลสมัยเป็นที่แย้มบานไปได้ ฉะนั้น
ต้นพญาไม้สาละออกดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปคล้ายกลิ่นทิพย์ แวดล้อมด้วยไม้สาละชนิดอื่น ย่อมงดงาม ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงแย้มบานด้วยพระพุทธญาณ มีหมู่ภิกษุแวดล้อม ย่อมงดงาม ดุจพญาไม้สาละ ฉะนั้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
เปรียบเหมือนภูเขาศิลาล้วนชื่อหิมวา เป็นภูเขาที่มีโอสถสำหรับสรรพสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ทรงเป็นฉันนั้น ทรงเป็นดุจโอสถของสรรพสัตว์ ทรงได้วิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้วนั้น ย่อมยินดีในธรรม อยู่ในศาสนาของพระองค์
ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อพอออกจากถ้ำที่อาศัยแล้ว เหลียวดูทิศทั้ง ๔ จึงบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง
เมื่อราชสีห์ผู้พญาเนื้อคำราม สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งกลัว อันที่จริง ชาติราชสีห์นี้ ย่อมทำให้เหล่าสัตว์สะดุ้งกลัวทุกเมื่อ ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พื้นพสุธานี้ย่อมหวั่นไหว เหล่าสัตว์ผู้ควรตรัสรู้ก็ย่อมตรัสรู้ เหล่าสัตว์ผู้อยู่ในหมู่มารย่อมสะดุ้ง ฉันนั้น
ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ เหล่าเดียรถีย์ทั้งปวงย่อมสะดุ้ง ดุจฝูงกา ฝูงเหยี่ยวบินกระเจิงไป ดุจฝูงสัตว์แตกกระเจิงไปเพราะราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อ ฉะนั้น
เหล่าคณาจารย์บางพวกประชาชนเรียกกันว่า เป็นศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมที่สืบๆ กันมาแก่ชุมนุมชน
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แต่พระองค์หาเป็นอย่างนั้นไม่ ครั้นทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เองแล้ว จึงทรงแสดงโพธิปักขิยธรรมทั้งมวลแก่เหล่าสัตว์ @เชิงอรรถ : @ เพราะทรงปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นจากชรา พยาธิ และมรณะ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๓๓-๓๓๔/๒๘๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
พระองค์ทรงทราบอัธยาศัยและอนุสัย ทรงทราบว่าอินทรีย์มีกำลังแก่กล้าและไม่แก่กล้า ทรงทราบบุคคลสมควรและไม่สมควร จึงทรงบันลือดุจมหาเมฆ
เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของชุมนุมชนที่จะพึงนั่งรอบจักรวาล ผู้มีทิฏฐิต่างกัน มีความคิดคิดต่างกัน
พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงรู้จิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมา ตรัสแก้ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของเหล่าสัตว์เสียได้
พื้นแผ่นดินพึงเต็มด้วยมนุษย์ผู้เช่นกับจอกแหน พวกเขาทั้งหมดพึงประคองอัญชลี ประกาศคุณของพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก
อีกอย่างหนึ่งเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น เมื่อประกาศคุณอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พึงประกาศคุณโดยประการต่างๆ ก็ยังไม่สามารถจะประกาศคุณให้สิ้นสุดได้ พระตถาคตมีพระคุณหาประมาณมิได้
ก็ข้าพระองค์สรรเสริญพระชินเจ้าด้วยกำลังของตนอย่างไร เหล่าเทวดาและมนุษย์เมื่อสรรเสริญอยู่ตลอดโกฏิกัป ก็พึงสรรเสริญอย่างนั้นเหมือนกัน @เชิงอรรถ : @ สมควรและไม่สมควร ในที่นี้หมายถึงผู้สามารถบรรลุธรรมและไม่สามารถบรรลุธรรม @(ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๒/๒๘๒) @ กัปหนึ่ง ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน กำหนดกันว่าโลกคือสากลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่ง ท่านเปรียบด้วย @อุปมาว่า เหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูง ด้านละ ๑ โยชน์ ทุกๆ ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อบาง @ละเอียดอย่างดีมาลูบเขานั้นครั้งหนึ่งๆ จนกว่าภูเขาลูกนั้น จะสึกหรอหมดสิ้นไป กัปหนึ่งยังยาวนานกว่า @นั้นอีก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ก็ถ้าใครๆ จะเป็นเทวดา หรือมนุษย์ก็ตาม ได้ศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว จะพึงกำหนดเพื่อจะประมาณ(คุณ) ผู้นั้นจะพึงได้รับความลำบากเปล่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว สำเร็จปัญญาบารมีอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
ข้าพระองค์จะย่ำยีเหล่าเดียรถีย์ วันนี้ ข้าพระองค์เป็นจอมทัพธรรมในศาสนาของพระศากยบุตร ประกาศศาสนาของพระชินเจ้า
กรรมที่ข้าพระองค์ได้ทำไว้ในกาลที่จะกำหนดจำนวนมิได้ แสดงผลแก่ข้าพระองค์แล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพระองค์หลุดพ้นดีแล้ว ดุจกำลังลูกศรหลุดพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสของข้าพระองค์ได้แล้ว
มนุษย์คนใดคนหนึ่งพึงทูนของหนักไว้บนศีรษะตลอดเวลา เขาต้องลำบากเพราะของหนัก เป็นผู้เต็มไปด้วยของหนักทั้งหลาย
ข้าพระองค์ถูกไฟ ๓ กอง เผาไหม้อยู่ เป็นผู้เต็มไปด้วยของหนักคือภพ โดยประการนั้น ท่องเที่ยวไปแล้วในภพทั้งหลาย ภูเขาสิเนรุอันบุคคลถอนขึ้นแล้วฉันใด
ก็ภาระอันหนักข้าพระองค์ยกลงแล้ว ภพทั้งหลายข้าพระองค์ก็เพิกได้แล้ว ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๒/๒๘๓, ๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖) @ ของหนักคือภพ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดในภพ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๒-๓๕๓/๒๘๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน กิจที่ควรทำทั้งหมด ในศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร ข้าพระองค์ก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว
ตลอดพุทธเขตยกเว้นพระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ ผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีผู้เช่นกับข้าพระองค์
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ วันนี้ เมื่อต้องการจะเนรมิตคน ๑,๐๐๐ คนก็ได้
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมหามุนี เป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัสสอนแก่ข้าพระองค์ นิโรธสมาบัติเป็นที่นอนของข้าพระองค์
ข้าพระองค์มีทิพยจักษุบริสุทธิ์หมดจด ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์
ข้าพระองค์ได้ทำกิจทุกอย่างที่สาวกจะพึงบรรลุแล้ว ยกเว้นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกเสียแล้ว ไม่มีผู้เช่นกับข้าพระองค์
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์ เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ เป็นผู้บรรลุสาวกบารมีญาณ @เชิงอรรถ : @ กิจที่ควรทำทั้งหมด ในที่นี้หมายถึงกรรมเป็นเครื่องกำจัดกิเลสโดยลำดับแห่งมรรค @(ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๔/๒๘๔) @ สัมมัปปธานมี ๔ คือ (๑) เพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (๒) เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว @(๓) เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (๔) เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว (ที.ปา. ๑๑/๓๑๐/๒๐๑) @ วิโมกข์ คือ ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวเต็มที่ @ในอรรถกถาหมายเอาโลกุตตรวิโมกข์ ๘ (อฏฺฐนฺนํ โลกุตฺตรวิโมกฺขานญฺจ ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๐/๒๘๔) คือ @๑-๒-๓. ผู้เจริญกสิณต่างๆ แล้วได้รูปฌาน ๔; ๔-๖-๗. ผู้ได้อรูปฌาน ๔; ๘. ผู้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ @ดูอีก (สํ.นิ.อ. ๒/๗๐/๑๔๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ข้าพระองค์เป็นคนมีคารวะอย่างสูงสุด เพราะได้บรรลุสาวกบารมีญาณด้วยความรู้ ข้าพระองค์มีจิตอนุเคราะห์เพื่อนสพรหมจารี ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ
ข้าพระองค์ละทิ้งความถือตัวและความเย่อหยิ่งแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวเสียแล้ว (หรือ) ดุจโคอุสภะตัวเขาหักเสียแล้ว เข้าหาหมู่คณะด้วยความเคารพหนักแน่น
หากปัญญาของข้าพระองค์จะพึงมีรูปร่าง ปัญญาของข้าพระองค์ก็จะต้องเสมอกับพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลของการชมเชยพระญาณของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี
ข้าพระองค์ประพฤติตามโดยชอบซึ่งพระธรรมจักร นี้เป็นผลของการชมเชยพระญาณ
บุคคลผู้มีความปรารถนาเลวทราม เป็นคนเกียจคร้าน ละความเพียร มีการศึกษาน้อย ไม่มีมารยาท อย่าได้มาสมาคมกับข้าพระองค์ในที่ไหนๆ สักคราวเลย @เชิงอรรถ : @ คำว่า ปุริสุตฺตมคารวา ในฉบับพม่า และ ขุ.เถร.อ. ๒/๔๓๓ (ซึ่งท่านยกคาถาจากอปทานไปกล่าวไว้)เป็น @ปุริสุตฺตมภารวา จึงแปลตามนั้น ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่า เพราะคำว่า ปุริสุตฺตมคารวา เป็นพหูพจน์ ดูไม่สม @กับข้อความข้างต้นและข้างท้าย ซึ่งท่านกล่าวเป็นเอกพจน์ ส่วน ปุริสุตฺตมภารวา เป็นเอกพจน์ สมกับ @ข้างต้นและข้างท้าย ในอปทานอรรถกถาท่านมิได้แก้ไว้ @ เพื่อนสพรหมจารี หมายถึงผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน เพื่อนบรรพชิต @ คำว่า อุทฺธฏทาโฒ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น อุทฺธตวิโส ถูกรีดพิษออกแล้ว (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๒/๒๘๔) @ ธรรมจักร ในที่นี้หมายถึงพระไตรปิฎก (พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม) (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๔/๒๘๕) @ หีน ใช้ในอรรถว่าละ หา จาเค อิโน ทีฆาทิ หีโน = หา ธาตุใช้ในอรรถว่าละ อินปัจจัย ทีฆะต้นธาตุ @สำเร็จรูปเป็นหีโน (อภิธา.ฏีกา ข้อ ๗๕๔), มีความปรารถนาเลวทราม หมายถึงมีความปรารถนาลามกแล้ว @ประพฤติชั่ว, @เป็นคนเกียจคร้าน หมายถึงเกียจคร้านในการทำวัตรปฏิบัติในอิริยาบถมีการยืนและนั่งเป็นต้น {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน
ส่วนบุคคลผู้มีการศึกษามาก มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย หมั่นประกอบความสงบทางใจ ขอจงมาดำรงอยู่บนศีรษะของข้าพระองค์เถิด
(เมื่อพระสารีบุตรเถระจะชักชวนภิกษุอื่นๆ ในคุณสมบัตินั้น จึงกล่าวว่า) เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ตามจำนวนที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ยินดีให้ทานทุกเมื่อเถิด
ข้าพเจ้าพบสาวกรูปใดก่อนแล้ว ได้เป็นผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทินคือกิเลส สาวกรูปนั้นมีนามว่าอัสสชิ เป็นนักปราชญ์ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระอัสสชิเถระนั้น วันนี้ ข้าพเจ้าได้เป็นธรรมเสนาบดีถึงความสำเร็จในคุณทั้งปวง จึงอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
พระสาวกรูปใดชื่อว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า อยู่ ณ ทิศใด ข้าพเจ้าจะนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น
พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพเจ้าแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุ ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งอัครสาวก
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว @เชิงอรรถ : @ละความเพียร หมายถึงละความเพียรในการเจริญฌาณ สมาธิและมรรคเป็นต้น @มีการศึกษาน้อย หมายถึงเว้นจากคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ @ไม่มีมารยาท หมายถึงไม่มีมารยาทในบุคคลมีอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๕/๒๘๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้อยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ สารีปุตตเถราปทานที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ปฏิสัมภิทา ๔ คือ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ, ปรีชาแจ้งในความหมาย (๒) ธัมมปฏิ- @สัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม, ปรีชาแจ้งในหลัก (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ @ปรีชาแจ้งในภาษา (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ, ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ @มีไหวพริบ (องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๒/๒๔๒-๒๔๓, ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๑๐/๑๗๐, @อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๒๕/๔๖๑) @ วิโมกข์ ๘ คือ (๑) ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย (ได้แก่รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณที่กำหนด @วัตถุในกายของตน เช่น สีผม) (๒) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก (ได้แก่ อรูปฌาน @๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก) (๓) ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า “งาม” (ได้แก่ ฌานของ @ผู้เจริญวรรณกสิณกำหนดสีที่งาม หรือเจริญอัปปมัญญา) (๔) เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดย @ประการทั้งปวงเพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพระไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดย @มนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ (๕) เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง @วิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ (๖) เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดย @ประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่าไม่มีอะไรเลย (๗) เพราะล่วงเสียซึ่ง @อากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ (๘) เพราะล่วงเสียซึ่งเนว- @สัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ (ที.ปา. ๑๑/๓๓๙/๒๓๑, @องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๖๖/๓๖๘-๓๖๙) หรือ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ หรือ รูปฌาน และอรูปฌาน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๗๑/๒๘๖) @ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำให้สำเร็จแล้ว หมายถึงคำสั่งสอนเป็นอนุศาสนีและโอวาท @ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าให้สำเร็จด้วยอรหัตตมรรคญาณ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๗๑/๒๘๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘}