๕. อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕)
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕) ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม
ปญฺจมํ อุปสีวตฺเถราปทานํ (๔๐๕)
เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้ภูเขาชื่ออโนมะ อันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้น ในแม่น้ำนั้น มีปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา ตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น มีต้นดีหมี ต้นอโสก ต้นเข็ม ต้นชาตบุด มะงั่ว และมะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรม ของเรา ไม่มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้นอยู่ เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มี ดอกบาน ต้นประดู่ และมะซางหอม มีดอกบานมีอยู่ในที่ใกล้อาศรม ของเรา ต้นราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำหลวง ไม้ข้างน้าว มีดาษดาอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์ มาตกรา ต้นชบาซ้อน ต้น โลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังดอกบาน มีอยู่มาก ต้นสมอมีอยู่มาก กำลังดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา เมื่อ ต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งามมาก โดยรอบที่อาศรมของเรา ย่อมหอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น มีต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก ต้นกะเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปราง ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะทราง ต้นมะดูก ต้นขนุนสำมะลอ ต้น ขนุน ต้นกล้วย ต้นจันทรีผลา ต้นมะกอก ต้นวัลลิการ ผลานิ มี มากมาย ผลกำลังสุกงอมหล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา อาฬกา อิสิมุคคา จ ตโต โสรผลา พหูอวฏา ปกกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ เถาดีปลี กะวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ มีมากมาย มีผลสุก ปาริโย ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรมของเรา แม้ต้น ไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา เช่นมะลิวัน ต้นกระทุ่ม ต้นนมแมว และคนทา อาลกา และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเรา ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระหนึ่ง มีน้ำใสแจ๋ว จืด เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ ในสระนั้น มีกอปทุม กอ อุบล และกอบุณฑริก มากมาย ดาษดาด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัด พากลิ่นหอมต่างๆ มา กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่นๆ มีดอกบาน ดอกปทุมบานแล้ว ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก น้ำหวานที่ ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสด และเนยใส ดอก โกมุทมีกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย เราเห็น อยู่โดยรอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกตเป็นอันมาก มีดอกบาน ต้น ชบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาวดอกมีกลิ่นหอม จระเข้ ปลาฉลาม คหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระนั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลา สลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน เต่า มากมาย อโถ สปฏเกหิ จ นกพิราบ นกคับแค นกควัก นกกาน้ำ นกต้อย- ตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยว อุทธรา มีอยู่มาก หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มาก กาเสนิยา จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรม ของเรา เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม อยู่ใน อาศรมของเรา เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขา ไฟ) นกโชติกร หงส์ นกกระเรียน นกยูง และประกอบด้วยนกดุเหว่า อยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้นโปตฺถสีสกา มีอยู่มาก พวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนกครุฑ งู ย่อมอยู่ ใกล้อาศรมของเรา ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคง ทั้งหมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ ทั่งเล็บ สวมชฎา และมีหาบ เต็ม อยู่ในอาศรมของเรา ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความ ประพฤติสงบ ยินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ในอาศรมของเรา ฤาษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็งแรงด้วยกำลัง ของตน ย่อมเหาะไปได้ในอากาศในกาลนั้น นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับ ทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอาเอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตนๆ ฤาษี เหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบเหมือนช้างกุญชร มหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม ฤาษีพวกหนึ่งไปสู่อุตตรกุรุทวีป ต่างก็เห็นกำลังของตนๆ (ของกันและกัน) ฤาษีเหล่านั้น ต่างนำเอา อาหารจากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน เมื่อฤาษีทั้งหมดผู้มีเดชรุ่งเรือง ผู้คงที่ หลีกไป ด้วยเสียงหนังสัตว์ ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในกาลนั้น ข้าแต่ พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพระองค์ เหล่านั้นมีเดชรุ่งเรืองเช่นนี้ ข้าพระองค์แวดล้อมด้วยฤาษีเหล่านั้น อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษี เหล่านี้ยินดีด้วยกรรมของตน ข้าพระองค์แนะนำแล้วมาประชุมกัน เพลิดเพลินในกรรมของตน ยังข้าพระองค์ให้ยินดี และเป็นผู้มีศีล มี ปัญญา ฉลาดในอัปปมัญญา พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา เป็นผู้นำวิเศษ ทรงทราบเวลาแล้ว เสด็จเข้ามาใกล้ ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีความเพียร มีปัญญา เป็นมุนี เสด็จมาใกล้ จึงทรงรับบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา ข้าพระองค์ได้เห็นพระมหาวีระ พระนามว่าปทุมุตระเสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วเกลี่ยด้วยดอก รัง ทูลเชิญพระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้วทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้น ไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา ได้เก็บเอาขนุนอันมีกลิ่นหอม ผลโต ประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นบ่าแบกมา เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ ได้ถวายผลขนุนแก่พระพุทธเจ้าแล้ว ไล้ทากฤษณา ข้าพระองค์มีจิต เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งใน ท่ามกลางพวกฤาษี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายผลขนุน กฤษณา และอาสนะแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว โภชนาหารดังจะรู้จิตคนผู้นี้ จักเกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในป่า ที่เงื้อมเขาหรือใน ถ้ำ คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลก จักอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วย โภชนาหารและผ้าผ่อน คนผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติร้อยล้านแสนโกฏิท่องเที่ยวไป จักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน ไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป สกุลโอกกากะจักสมภพ พระ- ศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก เสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาโดยมีนามชื่อว่า อุปสีวะ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้เห็น พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกนี้ เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในบ้านก็ตาม ในป่า ก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มา ในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุปสีวเถราปทาน.
|๔๐๗.๑๐๐| หิมวนฺตสฺส อวิทูเร อโนโม นาม ปพฺพโต อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ |๔๐๗.๑๐๑| นที จ สนฺทติ ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา อนูปติตฺเถ ชายนฺติ ปทุมุปฺปลกา พหู ฯ |๔๐๗.๑๐๒| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา นทิกา สนฺทเต ตทา ฯ |๔๐๗.๑๐๓| ติมิรา ปุปฺผิตา ตตฺถ อโสกา ขุทฺทมาลกา ปุณฺณา วา คิริปุณฺณา วา สมฺปวนฺติ มมสฺสมํ ฯ |๔๐๗.๑๐๔| กุฏชา ปุปฺผิตา ตตฺถ ติณสูลวนานิ จ สาลา จ สลฬา ตตฺถ จมฺปกา ปุปฺผิตา พหู ฯ |๔๐๗.๑๐๕| อชฺชุนา อธิมุตฺตา จ มหานามา จ ปุปฺผิตา อสนา มธุคนฺธี จ ปุปฺผิตา เต มมสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๐๖| อุทฺทาลกา ปาฏลิกา ยูถิกา จ ปิยงฺคุกา พิมฺพิชาลกสญฺฉนฺนา สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ |๔๐๗.๑๐๗| มาตกรา สตฺตลิโย ปาฏลี สินฺธุวาริตา องฺโกลกา พหู ตตฺถ ตาลกุฏา จ ปุปฺผิตา ฯ |๔๐๗.๑๐๘| เสเลยฺยกา พหู ตตฺถ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม เอเตสุ ปุปฺผชาเตสุ โสภนฺติ ปาทปา พหู ฯ |๔๐๗.๑๐๙| สมนฺตา เตน คนฺเธน วายเต มม อสฺสเม หรีตกา อามลกา อมฺพชมฺพู วิเภทกา ฯ |๔๐๗.๑๑๐| โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผารุสกผลานิ จ ตินฺทุกา จ ปิยาลา จ มธุกา กาสมาริโย ฯ |๔๐๗.๑๑๑| ลพุชา ปนสา ตตฺถ กทลี จนฺทรีผลา อมฺพาฏกา พหู ตตฺถ วลฺลิการผลานิ จ ฯ |๔๐๗.๑๑๒| จิรสํรสปากา จ ผลิตา มม อสฺสเม อาฬกา อิสิมุคฺคา จ ตโต โสรผลา พหู ฯ |๔๐๗.๑๑๓| อวฏา ปกฺกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ ปิปฺผลี มริจา ตตฺถ นิโคฺรธา จ กปิฏฺฐนา ฯ |๔๐๗.๑๑๔| อุทุมฺพรกา พหโว กณฺฑปกฺกา จ ปาริโย เอเต จญฺเญ จ พหโว ผลิตา อสฺสเม มม ฯ |๔๐๗.๑๑๕| ปุปฺผรุกฺขาปิ พหโว ปุปฺผิตา มม อสฺสเม อาลุวา จ กทมฺพา จ พิฬาลิตกฺกลานิ จ ฯ |๔๐๗.๑๑๖| อาลกา ตาลกา เจว วิชฺชนฺติ มม อสฺสเม อสฺสมสฺสาวิทูเร เม มหาชาตสฺสโร อหุ ฯ |๔๐๗.๑๑๗| อจฺโฉทโก สีตชโล สุปติตฺโถ มโนรโม ปทุมุปฺปลา พหู ตตฺถ ปุณฺฑริกสมายุตา ฯ |๔๐๗.๑๑๘| มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา นานาคนฺธสมีริตา คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา อญฺเญ ปุปฺผนฺติ เกสรี ฯ |๔๐๗.๑๑๙| โอปุปฺผปตฺตา ติฏฺฐนฺติ ปทุมา กณฺณิกา พหู มธุ ภิสมฺหา สวติ ขีรสปฺปิ มุฬาลิภิ ฯ |๔๐๗.๑๒๐| สมนฺตา เตน คนฺเธน นานาคนฺธสโมหิตา กุมุทา อมฺพคนฺธี จ นยิตา ทิสฺสเร พหู ฯ |๔๐๗.๑๒๑| ชาตสฺสรสฺสานุกูลํ เกตกา ปุปฺผิตา พหู สุผุลฺลา พนฺธุชีวา จ เสตวารี สุคนฺธิกา ฯ |๔๐๗.๑๒๒| กุมฺภีลา สุํสุมารา จ คหกา ตตฺถ ชายเร อุคฺคาหกา อชครา ตตฺถ ชาตสฺสเร พหู ฯ |๔๐๗.๑๒๓| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา อโถ สปฏเกหิ จ ฯ |๔๐๗.๑๒๔| ปาเรวตา รวิหํสา กุกฺกุตฺถกา นทีจรา ทินฺทิภา จกฺกวากา จ จปฺปกา ชีวชีวกา ฯ |๔๐๗.๑๒๕| กลนฺทกา อุกฺกุสา จ เสนกา อุทฺธรา พหู โกตฺถกา สุกโปตา จ กุฬีรา จมรา พหู ฯ |๔๐๗.๑๒๖| กาเสนิยา จ ติลกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ |๔๐๗.๑๒๗| วานรา กินฺนรา เจว ทิสฺสนฺติ มม อสฺสเม ตานิ คนฺธานิ ฆายนฺโต ภกฺขยนฺโต ผลานหํ ฯ |๔๐๗.๑๒๘| คนฺโธทกํ ปิวนฺโต จ วสามิ มม อสฺสเม เอณิมิคา วราหา จ ปสทา ขุทฺทรูปกา ฯ |๔๐๗.๑๒๙| อคฺคิกา โชติกา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม หํสา โกญฺจา มยูรา จ สหิตาปิจ โกกิลา ฯ |๔๐๗.๑๓๐| มญฺชริกา พหู ตตฺถ โกสิกา โปตฺถสีสกา ปิสาจา ทานวา เจว กุมฺภณฺฑา รกฺขสา พหู ฯ |๔๐๗.๑๓๑| ครุฬา ปนฺนคา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม มหานุภาวา อิสโย สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ |๔๐๗.๑๓๒| กมณฺฑลุธรา สพฺเพ อชินุตฺตรวาสิโน ชฏาภารภริตา จ วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๓๓| ยุคมตฺตญฺจ เปกฺขนฺตา นิปกา สนฺตวุตฺติโน ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๓๔| วากจีรํ ธุนนฺตา เต โปเฐนฺตา ชินจมฺมกํ สพเลหิ อุปตฺถทฺธา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ |๔๐๗.๑๓๕| นโวทกํ อาหรนฺติ กฏฺฐํ วา อคฺคิทารุกํ สยญฺจ อุปสมฺปนฺนา สปฺปาฏิหิรสฺสิทํ ผลํ ฯ |๔๐๗.๑๓๖| โลหโทณึ คเหตฺวาน วนมชฺเฌ วสนฺติ เต กุญฺชราว มหานาคา อฉมฺภิตาว เกสรี ฯ |๔๐๗.๑๓๗| อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ สกมฺพลมปสฺสิตา ฯ |๔๐๗.๑๓๘| ตโต ปิณฺฑํ อาหริตฺวา ปริภุญฺชนฺติ เอกโต สพฺเพสํ ปกฺกมนฺตานํ อุคฺคเตชาน ตาทินํ ฯ อชินจมฺมสทฺเทน วนํ สทฺทายเต ตทา ฯ |๔๐๗.๑๓๙| เอทิสา เต มหาวีร สิสฺสา อุคฺคตปา มม ปริวุโต อหํ เตหิ วสามิ มม อสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๔๐| โตสิตา สกกมฺเมน วินีตาปิ สมาคตา อาราธยึสุ มํ เอเต สกกมฺมาภิลาสิโน ฯ |๔๐๗.๑๔๑| สีลวนฺโต จ นิปกา อปฺปมญฺญาสุ โกวิทา ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๔๐๗.๑๔๒| สมยํ สํวิทิตฺวาน อุปคญฺฉิ วินายโก อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺโธ อาตาปี นิปโก มุนิ ฯ |๔๐๗.๑๔๓| ปตฺตํ ปคฺคยฺห สมฺพุทฺโธ ภิกฺขาย สมุปาคมิ อุปาคตํ มหาวีรํ ชลชุตฺตมนามกํ ฯ |๔๐๗.๑๔๔| ติณตฺถรํ ปญฺญาเปตฺวา สาลปุปฺเผหิ โอกิรึ นิสีทิตฺวาน สมฺพุทฺธํ หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส ฯ |๔๐๗.๑๔๕| ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห อคฬุํ อคฺคหึ อหํ กุมฺภมตฺตํ คเหตฺวาน ปนสํ เทวคนฺธิกํ ฯ |๔๐๗.๑๔๖| ขนฺเธ อาโรปยิตฺวาน อุปคญฺฉึ วินายกํ ผลํ พุทฺธสฺส ทตฺวาน อคฬุํ อนุลิมฺปหํ ฯ |๔๐๗.๑๔๗| ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทิหํ ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๔๐๗.๑๔๘| อิสิมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ โย จ เม ผลมคฬุํ อาสนญฺจ อทาสิ เม ฯ |๔๐๗.๑๔๙| ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา ฯ |๔๐๗.๑๕๐| อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิพฺพตฺติสฺสติ โภชนํ เทวโลเก มนุสฺเส วา อุปปนฺโน อยํ นโร ฯ |๔๐๗.๑๕๑| โภชเนหิ จ วตฺเถหิ ปริสนฺตปฺปยิสฺสติ อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ ฯ |๔๐๗.๑๕๒| อกฺโขพฺภโภโค หุตฺวาน สํสริสฺสติยํ นโร ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ |๔๐๗.๑๕๓| สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ เอกสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ |๔๐๗.๑๕๔| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ |๔๐๗.๑๕๕| โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต ฯ |๔๐๗.๑๕๖| อุปสีโว นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหริสฺสตินาสโว ฯ |๔๐๗.๑๕๗| สุลทฺธลาโภ ลทฺโธ เม โยหํ อทฺทกฺขิ นายกํ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๐๗.๑๕๘| คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา มม สงฺกปฺปมญฺญาย โภชนํ โหติ เม สทา ฯ |๔๐๗.๑๕๙| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๐๗.๑๖๐| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๐๗.๑๖๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปสีโว เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปสีวตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ