๑. มหากัจจายนเถราปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก กัจจายวรรคที่ ๕๔ มหากัจจายนเถราปทานที่ ๑ ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหากัจจายนเถระ
จตุปญฺญาสโม กจฺจายนวคฺโค ปฐมํ มหากจฺจายนตฺเถราปทานํ (๕๓๑)
พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ ใครๆ เอาชนะไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ ภัทกัปนี้ พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้าสามารถ มีพระอินทรีย์เสมือน ใบบัว มีพระพักตร์ปราศจากมลทินคล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณ ปานดังทองคำ มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์เหมือนรัศมีพระ- อาทิตย์ นำตาและใจของสัตว์ลง ประดับด้วยพระลักษณะอัน ประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุกอย่าง อันหมู่มนุษย์และอมรเทพ สักการะ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้ ทรง นำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระสันดานหนาไป ด้วยพระกรุณา ทรงแกล้วกล้าในที่ประชุม พระองค์ทรงแสดง ธรรมอันไพเราะ ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ทรงฉุดขึ้นซึ่งหมู่สัตว์ที่ จมอยู่ในเปือกตมคือโมหะ ครั้งนั้นเราเป็นดาบส สัญจรไปแต่คน เดียว มีป่าหิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษยโลก ทางอากาศ ก็ได้พบพระพิชิตมาร เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้วสดับพระธรรม เทศนาของพระธีรเจ้า ผู้ทรงพรรณนาคุณอันใหญ่ของพระสาวกอยู่ว่า เราไม่เห็นสาวกองค์อื่นใดในธรรมวินัยนี้ ที่จะเสมอเหมือนกับ กัจจายนภิกษุนี้ ผู้ซึ่งประกาศธรรมที่เราแสดงแล้วแต่โดยย่อได้โดย พิสดาร ทำบริษัทและเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น กัจจายนภิกษุนี้ จึงเลิศกว่าภิกษุผู้เลิศในการกล่าวได้โดยพิสดาร ซึ่งอรรถแห่งภาษิต ที่เรากล่าวไว้แต่โดยย่อนั้น ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงจำไว้ อย่างนี้เถิด ครั้งนั้น เราได้ฟังพระดำรัสอันรื่นรมย์ใจแล้ว เกิด ความอัศจรรย์ จึงไปป่าหิมพานต์นำเอากลุ่มดอกไม้มาบูชาพระผู้ เป็นที่พึ่งของโลก แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระผู้เป็น ที่อยู่แห่งสรณะ ทรงทราบอัธยาศัยของเราแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ว่า จงดูฤาษีผู้ประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำที่ไล่มลทิน ออกแล้ว มีโลมชาติชูชันและใจโสมนัส ยืนประนมอัญชลีนิ่งไม่ ไหวติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปในคุณของพระ พุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง มีหทัยร่าเริง เหมือนกับถูกรดด้วย น้ำอมฤต เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุเข้า จึงได้ปรารถนา ฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤาษีผู้นี้จะได้เป็นธรรมทายาทของพระ โคดมมหามุนี เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นพระสาวกของ พระศาสดา มีนามชื่อว่ากัจจายนะ เขาจักเป็นพหุสูต มีญาณใหญ่ รู้อธิบายแจ้งชัด เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดังที่เราได้ พยากรณ์ไว้แล้ว ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราท่อง เที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเกิดสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และ สกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดในสกุลที่ต่ำทราม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และในภพสุดท้าย เราเกิดเป็นบุตรของติปิติวัจฉพราหมณ์ผู้เป็น ปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในพระนครอุชเชนีอันรื่นรมย์ เราเป็นคนฉลาดเรียนจบไตรเพท ส่วนมารดาของเราชื่อจันทนปทุมา เราชื่อกัจจานะ เป็นผู้มีผิวกายงาม เราอันพระเจ้าแผ่นดินทรงส่งไป เพื่อพิจารณาพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้นำซึ่งเป็นประตูของโมกขบุรี เป็นที่สั่งสมคุณ และได้สดับพระพุทธภาษิตอันปราศจากมลทิน เป็นเครื่องชำระล้างเปือกตมคือคติ จึงได้บรรลุอมตธรรมอันสงบ ระงับ พร้อมกับบุรุษ ๗ คนที่เหลือ เราเป็นผู้อธิบายในพระมติ อันใหญ่ของพระสุคตเจ้าได้แจ้งชัด และพระศาสดาทรงตั้งไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ เราเป็นผู้มีความปรารถนาสำเร็จด้วยดีแล้ว เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ มหากัจจายนเถราปทาน.
|๑๒๑.๑| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน อเนโช อชิตญฺชิโน สตสหสฺเส กปฺปานํ อิโต อุปฺปชฺชิ นายโก ฯ |๑๒๑.๒| วีโร กมลปตฺตกฺโข สสงฺกวิมลานโน กญฺจนตจสงฺกาโส รวิทิตฺติสมปฺปโภ ฯ |๑๒๑.๓| สตฺตเนตฺตมโนหรี วรลกฺขณภูสิโต สพฺพวากฺยปถาตีโต มนุชามรสกฺกโต ฯ |๑๒๑.๔| สมฺพุทฺโธ โพธยํ สตฺเต วาติโห มธุรสฺสโร กรุณานทฺธสนฺตาโน ปริสาสุ วิสารโท ฯ |๑๒๑.๕| เทเสติ มธุรํ ธมฺมํ จตุสจฺจุปสํหิตํ นิมุคฺเค โมหปงฺกมฺหิ สมุทฺธรติ ปาณิโน ฯ |๑๒๑.๖| ตทา เอกจโร หุตฺวา ตาปโส หิมวาลโย นภสา มานุสํ โลกํ คจฺฉนฺโต ชินมทฺทสํ ฯ |๑๒๑.๗| อุเปจฺจ สนฺติกํ ตสฺส อสฺโสสึ ธมฺมเทสนํ วณฺณยนฺตสฺส ธีรสฺส สาวกสฺส มหาคุณํ ฯ |๑๒๑.๘| สงฺขิตฺเตน มยา วุตฺตํ วิตฺถาเรน ปกาสยํ ปริสํ มญฺจ โตเสติ ยถา กจฺจายโน อยํ ฯ |๑๒๑.๙| นาหํ เอวมิเธกจฺจํ อญฺญํ ปสฺสามิ สาวกํ ตสฺมา ตทคฺเค เอสคฺโค เอวํ ธาเรถ ภิกฺขโว ฯ |๑๒๑.๑๐| ตทาหํ วิมฺหิโต หุตฺวา วากฺยํ สุตฺวา มโนรมํ หิมวนฺตํ คมิตฺวาน อาหิตฺวา ปุปฺผสญฺจยํ ฯ |๑๒๑.๑๑| ปูเชตฺวา โลกสรณํ ตํ ฐานํ อภิปตฺถยึ ตทา มมาสยํ ญตฺวา พฺยากาสิ สรณาลโย ฯ |๑๒๑.๑๒| ปสฺสเถตํ อิสิวรํ นิทฺธนฺตกนกตฺตจํ อุทคฺคโลมมานสํ อจลํ ปญฺชลึ ฐิตํ ฯ |๑๒๑.๑๓| หาสํ สุปุณฺณนยนํ พุทฺธวณฺณคตาสยํ ธมฺมชํ อุคฺคหทยํ อมตาสิตฺตสนฺนิภํ ฯ |๑๒๑.๑๔| กจฺจานสฺส คุณํ สุตฺวา ตํ ฐานํ ปตฺถยึ ฐิโต อนาคตมฺหิ อทฺธาเน โคตมสฺส มหามุเน ฯ |๑๒๑.๑๕| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต กจฺจาโน นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๒๑.๑๖| พหุสฺสุโต มหาญาณี อธิปฺปายวิทู มุนิ ปาปุณิสฺสติ ตํ ฐานํ ยถายํ พฺยากโต มยา ฯ |๑๒๑.๑๗| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๑.๑๘| ทุเว ภเว สํสรามิ เทวตฺเต อถ มานุเส อญฺญํ คตึ น ชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๑.๑๙| ทุเว กุเล ปชานามิ ขตฺติเย จาปิ พฺราหฺมเณ นีเจ กุเล น ชายามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๑๒๑.๒๐| ปจฺฉิเม จ ภเว ชาโต อุชฺเชนิยํ ปุเร รเม ปชฺโชตสฺส สจณฺฑสฺส ปุโรหิตนุชาติโน ฯ |๑๒๑.๒๑| ปุตฺโต ติปิติวจฺฉสฺส นิปุโณ เวทปารคู มาตา จ จนฺทนปทุมา กจฺจาโนหํ วรตฺตโจ ฯ |๑๒๑.๒๒| วีมํสนตฺถํ พุทฺธสฺส ภูมิปาเลน เปสิโต ทิสฺวา โมกฺขปุรทฺวารํ นายกํ คุณสญฺจยํ ฯ |๑๒๑.๒๓| สุตฺวาน วิมลํ วากฺยํ คติปงฺกวิโสธนํ ปาปุณึ อมตํ สนฺตํ เสเสหิ สห สตฺตหิ ฯ |๑๒๑.๒๔| อธิปฺปายวิทู ชาโต สุคตสฺส มหามเต ฐปิโต เอตทคฺเค จ สุสมิทฺธมโนรโถ ฯ |๑๒๑.๒๕| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๑.๒๖| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๑.๒๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหากจฺจายโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ มหากจฺจายนตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ