๓. มหากัปปินเถราปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก มหากัปปินเถราปทานที่ ๓ ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหากัปปีนเถระ
ตติยํ มหากปฺปินตฺเถราปทานํ (๕๓๓)
พระพิชิตมารผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่าปทุมุตระ ปรากฏใน อัษฎากาศ เหมือนพระอาทิตย์ปรากฏในอากาศในสรทกาล ฉะนั้น พระองค์ยังดอกบัว คือเวไนยสัตว์ให้บานด้วยพระรัศมีคือพระดำรัส สมเด็จพระโลกนายก ทรงยังเปือกตม คือกิเลสให้แห้งไปด้วย พระรัศมี คือพระปรีชา ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์เสียด้วย พระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัดความมืด ฉะนั้น สมเด็จพระทิพากรเจ้าทรงส่องแสงสว่างจ้าทั้งกลางคืน และกลางวัน ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ เหมือนสาครเป็นบ่อเกิด แห่งรัตนะ ทรงยังเมฆ คือ ธรรม ให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์ เหมือน เมฆยังฝนให้ตก ฉะนั้น ครั้งนั้น เราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระนคร หงสวดี ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าปทุมุตระ ซึ่งกำลังประกาศคุณของพระสาวกผู้มีสติ ผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย อยู่ ทรงยังใจของเราให้ยินดี เราได้ฟังแล้วเกิดปีติโสมนัส นิมนต์ พระตถาคตพร้อมด้วยศิษย์ ให้เสวยและฉันแล้ว ปรารถนาฐานันดร นั้น ครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีส่วนเสมอด้วยหงส์ มี พระสุรเสียงเหมือนหงส์และมโหรทึก ได้ตรัสว่า จงดูมหาอำมาตย์ ผู้นี้ ผู้แกล้วกล้าในการตัดสินหมอบอยู่แทบเท้าของเรา มีประกาย ดุจลอยขึ้นและมีใจสูงด้วยปิติ มีวรรณะเหมือนแสงแห่งแก้วมุกดา งดงาม นัยน์ตาและหน้าผ่องใส มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการ มี ยศใหญ่ มหาอำมาตย์นี้เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุ ผู้ให้โอวาทแก่ ภิกษุ เพราะพลอยยินดีด้วย ด้วยการบริจาคบิณฑบาตนี้ และด้วย การตั้งเจตน์จำนงไว้ เขาจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป จัก เสวยความเป็นผู้มีโชคดีในหมู่ทวยเทพ และจักเสวยความเป็น ใหญ่ในหมู่มนุษย์ จักบรรลุถึงนิพพานด้วยผลกรรมส่วนที่เหลือ ในแสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ทรงสมภพ ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาอำมาตย์นี้ จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดา พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอัน ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่ากัปปินะ ต่อ แต่นั้น เราก็ได้ทำสักการะด้วยดี ในพระศาสนาของพระชินสีห์ ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต เราครองราชย์ในเทวดา และมนุษย์โดยเป็นส่วนๆ แล้วเกิดในสกุลช่างหูก ที่ตำบลบ้าน ใกล้พระนครพาราณสี เรากับภรรยามีบริวารแสนคน ได้อุปัฏฐาก พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้ถวายโภชนาหารตลอดไตรมาส แล้วให้ครองไตรจีวร เราทั้งหมดจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เข้าถึง สวรรค์ชั้นไตรทส เราทั้งหมดจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว กลับมาเป็น มนุษย์อีก พวกเราเกิดในกุกกุฏบุรี ข้างป่าหิมพานต์ เราได้ เป็นโอรสผู้มียศใหญ่ พระนามว่ากัปปินะ พวกที่เหลือเกิดในสกุล อำมาตย์ เป็นบริวารของเรา เราเป็นผู้ถึงความสุขอันเกิดแต่ความ เป็นมหาราชา ได้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกประการ ได้สดับข่าวสาร อุบัติของพระพุทธเจ้าที่พวกพ่อค้าบอกดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้เอก อัครบุคคลไม่มีใครเสมอเสมือน เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ ทรงประกาศพระสัทธรรมอันเป็นธรรมไม่ตาย เป็นอุดมสุข และ สาวกของพระองค์เป็นผู้หมั่นขยัน พ้นทุกข์ ไม่มีอาสวกิเลส ครั้น เราได้สดับคำของพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ได้ทำการสักการะพวกพ่อค้า สละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์ เป็นพุทธมามกะ พากันออก เดินทาง ได้พบแม่น้ำมหาจันทานที มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้งไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เราระลึก ถึงพระพุทธคุณแล้วก็ข้ามแม่น้ำไปได้โดยสวัสดี ถ้าพระพุทธองค์ ทรงข้ามกระแสน้ำ คือ ภพไปได้ ถึงที่สุดแห่งโลก ทรงรู้แจ้งชัด ไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ก็ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ ถ้ามรรคเป็น เครื่องให้สัตว์ถึงความสงบได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรม สงบระงับ นำความสุขมาให้ได้ไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การ ไปของเราจงสำเร็จ ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นทางกันดารไปได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้ ด้วยสัจจาวาจานี้ ก็ขอให้การไปของเราจง สำเร็จ พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะอันประเสริฐดังนี้ น้ำได้ไหลหลีก ออกไปจากหนทาง ลำดับนั้น เราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำอันน่า รื่นรมย์ใจได้โดยสะดวก ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่เหมือน พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย ดังภูเขาทองที่ลุกโพลงเหมือนไม้ประทีปที่ ถูกไฟไหม้โชติช่วง ผู้อันสาวกแวดล้อม เปรียบดังพระจันทร์ที่ ประกอบด้วยดวงดาว ยังเทวดาและมนุษย์ให้เพลิดเพลิน ปานท้าว- วาสวะผู้ยังฝนคือรัตนะให้ตกลง เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคม แล้ว เฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรง ทราบอัธยาศัยของเรา ได้แสดงพระธรรมเทศนา เราฟังธรรมอัน ปราศจากมลทินแล้ว ได้กราบทูลพระพิชิตมารว่า ข้าแต่พระมหา- วีรเจ้า ขอได้โปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด พวกข้าพระองค์ เป็นผู้ลงสู่ภพแล้ว พระมหามุนีผู้สูงสุดตรัสว่า ท่านทั้งหลายจง เป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติ พรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์เถิด พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคนล้วนทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว เป็น ภิกษุผู้โสดาบันในพระศาสนา ต่อแต่นั้น พระผู้นำชั้นพิเศษได้ เสด็จเข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้วทรงสั่งสอน เราอันพระพิชิตมาร ทรงสั่งสอนแล้ว ได้บรรลุอรหัต ลำดับนั้น เราได้สั่งสอนภิกษุ พันรูป แม้พวกเขาทำตามคำสอนของเรา ก็เป็นผู้ไม่มีอาสวะ พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ ณ ท่ามกลางมหาชนว่าภิกษุกัปปินะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ กรรมที่ได้ทำไว้ในแสนกัป ได้แสดงผลให้เรา ในครั้งนี้ เราพ้นจากกิเลส ดุจลูกศรที่พ้นจากแล่ง เราได้เผากิเลส ของเราแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมหากัปปินเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบ มหากัปปินเถราปทาน.
|๑๒๓.๖๖| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน สพฺพธมฺมาน ปารคู อุทิโต อชตากาเส รวิว สรทมฺพเร ฯ |๑๒๓.๖๗| วจนาภาย โพเธติ เวเนยฺยปทุมานิ โส กิเลสปงฺกํ โสเสติ มติรํสีหิ นายโก ฯ |๑๒๓.๖๘| ติตฺถิยานํ ยเส หนฺติ วชิรตา ยถา รวิ สพฺพตฺถ สมฺปกาเสติ รตฺตินฺทิวํ ทิวากโร ฯ |๑๒๓.๖๙| คุณานํ อายติภูโต รตนานํว สาคโร ปชุนฺโนริว ภูตานํ ธมฺมเมเฆน วสฺสติ ฯ |๑๒๓.๗๐| อกฺขทสฺโส ตทา อาสึ นคเร หํสสวฺหเย อุเปจฺจ ธมฺมมสฺโสสึ ชลชุตฺตมนามิโน ฯ |๑๒๓.๗๑| โอวาทกสฺส ภิกฺขูนํ สาวกสฺส สตาวิโน คุณํ ปกาสยนฺตสฺส หาสยนฺตสฺส เม มนํ ฯ |๑๒๓.๗๒| สุตฺวา ปีติโต สุมโน นิมนฺเตตฺวา ตถาคตํ สสิสฺสํ โภชยิตฺวาน ตณฺฐานํ อภิปตฺถยึ ฯ |๑๒๓.๗๓| ตทา หํสสมภาโค หํสทุนฺทุภินิสฺสโน ปสฺสเถตํ มหามตฺตํ วินิจฺฉยวิสารทํ ฯ |๑๒๓.๗๔| มม ปาทมูเล ปติตํ สมุทฺธคฺคตนุรุหํ ชูมุตฺตวณฺณํ รุจิรํ ปสนฺนยนานนํ ฯ |๑๒๓.๗๕| ปริวาเรน มหตา ราชยุตฺตํ มหายสํ เอโส กถาวิโน ฐานํ ปตฺเถติ มุทิตาย โส ฯ |๑๒๓.๗๖| อิมินา ปิณฺฑปาเตน จาเคน ปณิธีหิ จ กปฺปสตสหสฺสานิ นุปปชฺชติ ทุคฺคตึ ฯ |๑๒๓.๗๗| เทเวสุ เทวโสภาคฺยํ มนุสฺเสสุ มหคฺคตํ อนุโภตฺวาวเสเสน นิพฺพานํ ปาปุณิสฺสติ ฯ |๑๒๓.๗๘| สตสหสฺเส อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๒๓.๗๙| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต กปฺปิโน นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๒๓.๘๐| ตโตหํ สุกตํ การํ กตฺวาน ชินสาสเน ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตุสิตํ อคมาสหํ ฯ |๑๒๓.๘๑| เทวมนุสฺสรชฺชานิ สุตฺตโส อนุสาสิย พาราณสีสมาสนฺเน ชาโต เกณิยชาติยา ฯ |๑๒๓.๘๒| สตสหสฺสปริวาโร สปชาปติโก อหํ ปญฺจปจฺเจกพุทฺธานํ สตานิ สมุปฏฺฐหึ ฯ |๑๒๓.๘๓| เตมาสํ โภชยิตฺวาน อจฺฉาทมฺปิ ติจีวรํ ตโต จุตา มยํ สพฺเพ อหุมฺห ติทสูปคา ฯ |๑๒๓.๘๔| ปุโน สพฺเพ มนุสฺสตฺตํ อาคตมฺห ตโต จุตา กุกฺกุฏมฺหิ ปุเร ชาตา หิมวนฺตสฺส ปสฺสโต ฯ |๑๒๓.๘๕| กปฺปิโน นามหํ อาสึ ราชปุตฺโต มหายโส เสสามจฺจกุเล ชาตา มเมว ปริวารยุํ ฯ |๑๒๓.๘๖| มหารชฺชสุขํ ปตฺโต สพฺพกามสมิทฺธิโม วาณิเชหิ สมกฺขาตํ พุทฺธุปฺปาทมหํ สุณึ ฯ |๑๒๓.๘๗| พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน อสโม เอกปุคฺคโล โส ปกาเสติ สทฺธมฺมํ อมตํ สุขมุตฺตมํ ฯ |๑๒๓.๘๘| สุยุตฺตา ตสฺส สิสฺสา จ สุมุตฺตา จ อนาสวา สุตฺวา เนสํปิ วจนํ สกฺกริตฺวาน วาณิเช ฯ |๑๒๓.๘๙| ปหาย รชฺชํ สามจฺโจ นิกฺขมึ พุทฺธมามโก นทึ ทิสฺวา มหาจนฺทํ ปูริตํ สมติตฺติกํ ฯ |๑๒๓.๙๐| อปฺปติตฺถํ อนาลมฺพํ ทุตฺตรํ สีฆพาหินึ คุณํ สริตฺวา พุทฺธสฺส โสตฺถินา สมติกฺกมึ ฯ |๑๒๓.๙๑| ภวโสตํ สเจ พุทฺโธ ติณฺโณ โลกนฺตคู วิทู เอเตน สจฺจวชฺเชน คมนํ เม สมิชฺฌตุ ฯ |๑๒๓.๙๒| ยทิ สนฺติคโม มคฺโค โมกฺขทํ สนฺติกํ สุขํ เอเตน สจฺจวชฺเชน คมนํ เม สมิชฺฌตุ ฯ |๑๒๓.๙๓| สงฺโฆ เจ ติณฺณกนฺตาโร ปุญฺญเขตฺโต อนุตฺตโร เอเตน สจฺจวชฺเชน คมนํ เม สมิชฺฌตุ ฯ |๑๒๓.๙๔| สห กเต สจฺจวเร มคฺคา อปคตํ ชลํ ตโต สุเขน อุตฺติณฺโณ นทีตีเร มโนรเม ฯ |๑๒๓.๙๕| นิสินฺนํ อทฺทสํ พุทฺธํ อุเทนฺตํว ปภงฺกรํ ชลนฺตํ เหมเสลํว ทีปรุกฺขํว โชติตํ ฯ |๑๒๓.๙๖| สสึว ตาราสหิตํ สาวเกหิ ปุรกฺขตํ วาสวํ วิย วสฺสนฺตํ เทเวน ชนนนฺทนํ ฯ |๑๒๓.๙๗| วนฺทิตฺวาน สหามจฺโจ เอกมนฺตํ อุปาวิสึ ตโต อชฺฌาสยํ ญตฺวา พุทฺโธ ธมฺมมเทสยิ ฯ |๑๒๓.๙๘| สุตฺวาน ธมฺมํ วิมลํ อโวจุมฺห มยํ ชินํ ปพฺพาเชหิ มหาวีร โอติณฺณมฺห ภเว มยํ ฯ |๑๒๓.๙๙| สฺวากฺขาโต ภิกฺขเว ธมฺโม ทุกฺขนฺตสฺส กราย โว จรถ พฺรหฺมจริยํ อิจฺจาห มุนิ สตฺตโม ฯ |๑๒๓.๑๐๐| สห วาจาย สพฺเพปิ ภิกฺขุเวสธรา มยํ อหุมฺห อุปสมฺปนฺนา โสตาปนฺนาว สาสเน ฯ |๑๒๓.๑๐๑| ตโต เชตวนํ คนฺตฺวา อนุสาสิ วินายโก อนุสิฏฺโฐ ชิเนนาหํ อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๒๓.๑๐๒| ตโต ภิกฺขุสหสฺสานิ อนุสาสิมหํ ตทา มมานุสาสนกรา เตปิ อาสุํ อนาสวา ฯ |๑๒๓.๑๐๓| ชิโน ตสฺมึ คุเณ ตุฏฺโฐ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ภิกฺขุโอวาทกานคฺโค กปฺปิโนติ มหาชเน ฯ |๑๒๓.๑๐๔| สตสหสฺเส กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มม ฯ |๑๒๓.๑๐๕| กเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๓.๑๐๖| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๓.๑๐๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหากปฺปิโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ มหากปฺปินตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ