คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามแต่ละฉบับให้เรียงเทียบกัน และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ศาสนา · พระสุตตันตปิฎก

๖. พาหิยเถราปทาน

อ่านตัวบท · ไม่ตีความข้อ ๑๒๖พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก๑ ข้อ๒ ฉบับ

บาลีและคำแปล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก พาหิยเถราปทานที่ ๖ ว่าด้วยบุพจริยาของพระพาหิยเถระ

ฉฏฺฐํ พาหิยตฺเถราปทานํ (๕๓๖)

๑๒๖

ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระผู้มีพระภาคผู้นายกมีพระรัศมีใหญ่ เลิศกว่าไตรโลก มีพระนามชื่อว่าปทุมุตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เมื่อพระมุนี ตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลันอยู่ เรา ได้ฟังแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแด่พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหา คุณอันใหญ่ ถวายทานแด่พระมหามุนีพร้อมด้วยพระสาวกตลอด ๗ วัน ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ปรารถนาฐานันดรในกาล นั้น ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์เราว่า จงดูพราหมณ์ ที่หมอบอยู่แทบเท้าของเรานี้ ผู้สมบูรณ์ด้วยโสมนัส มีผิวพรรณ เหมือนเด็กอายุ ๑๖ ปี มีร่างกายอันบุญกรรมสร้างสรรให้คล้าย ทองคำ ผุดผ่อง ผิวบาง ริมฝีปากแดง เหมือนผลตำลึงสุก มี ฟันขาวคมเรียบเสมอ มากด้วยกำลังคือคุณ มีกายและใจสูงเพราะ โสมนัส เป็นบ่อเกิดแห่งกระแสน้ำ คือคุณ มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยปีติ เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้ตรัสรู้ได้โดยเร็วพลัน พระมหาวีรเจ้าพระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคตกาล เขา จักเป็นธรรมทายาทของพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น เป็นโอรสอัน ธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าพาหิยะ ก็ครั้งนั้น เราเป็นผู้ยินดี หมั่นกระทำสักการะพระมหามุนีเจ้า ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติแล้วได้ไปสวรรค์ ดุจไปที่อยู่ของตน ฉะนั้น เราจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ย่อมเป็นผู้ถึงความสุข เพราะกรรมนั้น ชักนำไป เราจึงได้ท่องเที่ยวไปเสวยราชสมบัติ เมื่อพระศาสนาของ พระกัสสปธีรเจ้าเสื่อมไปแล้ว เราได้ขึ้นสู่ภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหิน บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มี ปัญญา ทำกิจพระศาสนาของพระชินสีห์ เรา ๕ คนด้วยกัน จุติจาก อัตตภาพนั้นแล้วไปสู่เทวโลก เราเกิดเป็นบุรุษชื่อพาหิยะ ในภารุ กัจฉนคร อันเป็นเมืองอุดม ภายหลังได้แล่นเรือไปยังสมุทรสาคร ซึ่งมีความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ไปได้ ๒-๓ วัน เรือก็อัปปาง ครั้งนั้น เราตกลงไปยังมหาสมุทร อันเป็นที่อยู่แห่งมังกรร้ายกาจ น่าหวาดเสียว ครั้งนั้น เราพยายามว่ายข้ามทะเลใหญ่ไปถึงท่าสุป- ปารกะ มีคนรู้จักน้อย เรานุ่งผ้าครองเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต ครั้งนั้น หมู่ชนเป็นผู้ยินดีกล่าวว่านี้พระอรหันต์ท่านมาที่นี่ พวกเราสักการะ พระอรหันต์ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอนและเภสัชแล้วจักถึงความสุข ครั้งนั้น เราได้ปัจจัยอันเขาสักการะบูชา ด้วยปัจจัยเหล่านั้น เกิด ความดำริโดยไม่แยบคายขึ้นว่า เราเป็นพระอรหันต์ ทีนั้น บุรพเทวดา รู้วาระจิตของเรา จึงตักเตือนว่า ท่านหารู้ช่องทางแห่งอุบายไม่ ที่ไหนจะเป็นพระอรหันต์เล่า ครั้งนั้น เราอันเทวดานั้นตักเตือน แล้วสลดใจ จึงสอบถามเทวดานั้นว่า พระอรหันต์ผู้ประเสริฐกว่า นรชนในโลกนี้ คือใคร อยู่ที่ไหน เทวดานั้นบอกว่า พระพิชิตมารผู้มีพระปัญญามาก ประเสริฐ มีปัญญาเสมือน แผ่นดิน ประทับอยู่ที่นครสาวัตถีแคว้นโกศล พระองค์ เป็นโอรสของพระเจ้าศากยะ เป็นพระอรหันต์ไม่มีอาสวะ ทรงแสดงธรรมเพื่อบรรลุอรหัตฯ เราได้สดับคำของเทวดา นั้นแล้ว อิ่มใจเหมือนคนกำพร้าได้ขุมทรัพย์ ถึงความ อัศจรรย์ เบิกบานใจที่จะได้พบพระอรหันต์อันอุดม เห็น งาม พึงใจ มีอารมณ์ ไม่มีที่สุด ครั้งนั้น เราออกจากที่ นั้นไป ด้วยตั้งใจว่า เมื่อเราชนะกิเลสได้ ก็จะได้เห็น พระพักตร์อันปราศจากมลทิน ของพระศาสดาทุกทิพาราตรี กาล เราไปถึงแคว้นอันน่ารื่นรมย์นั้นแล้ว ได้ถาม พวกพราหมณ์ว่า พระศาสดาผู้ยังโลกให้ยินดี ประทับอยู่ ที่ไหน ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายตอบว่า พระศาสดา อันนรชนและทวยเทพถวายวันทนาเสด็จเข้าไปสู่บุรีเพื่อทรง แสวงหาพระกระยาหารแล้ว พระองค์ก็คงเสด็จกลับมา ท่านขวนขวายที่จะเข้าเฝ้าพระมุนีเจ้า ก็จงรีบเข้าไปถวาย บังคมพระองค์ผู้เป็นเอกอัครบุคคลนั้นเถิด ลำดับนั้น เรารีบไปยังเมืองสาวัตถีบุรีอันอุดม ได้พบพระองค์ผู้ไม่ กำหนัดในอาหาร ไม่ทรงมุ่งด้วยความโลภ ทรงยังอมตธรรมให้ โชติช่วง อยู่ ณ พระนครนี้ ประหนึ่งว่าเป็นที่อยู่ของศิริ พระ- พักตร์โชติช่วงเหมือนรัศมีพระอาทิตย์ ทรงถือบาตรกำลังเสด็จโคจร บิณฑบาตอยู่ ครั้นพบพระองค์แล้ว เราจึงได้หมอบลงแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดม ขอพระองค์โปรดเป็นที่พึ่งของข้า พระองค์ผู้เสียหายไปในทางที่น่าเกลียดด้วยเถิด พระมุนีผู้สูงสุด ได้ตรัสว่า เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต เพื่อประโยชน์แก่การยังสัตว์ ให้ข้ามพ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงธรรมแก่ท่าน ครั้งนั้น เรา ปรารถนาได้ธรรมนัก จึงได้ทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าบ่อยๆ พระองค์ ได้ตรัสพระธรรมเทศนาสุญญตบทอันลึกซึ้งแก่เรา เราได้สดับธรรม ของพระองค์แล้ว โอ เราเป็นผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. พระพาหิยทารุจิริยเถระผู้ล้มลงที่กองหยากเยื่อ เพราะแม่โคภูตผีมอง ไม่เห็นตัวขวิดเอา ได้กล่าวพยากรณ์ด้วยประการดังกล่าวฉะนี้ พระเถระผู้มีปรีชามาก เป็นนักปราชญ์ ครั้นกล่าวบุรพจริตของตน แล้ว ท่านปรินิพพาน ณ พระนครสาวัตถี เมืองอุดมสมบูรณ์ สมเด็จพระฤาษีผู้สูงสุดเสด็จออกจากพระนคร ทอดพระเนตรเห็น ท่านพระพาหิยะผู้นุ่งผ้าคากรองนั้น ผู้เป็นนักปราชญ์ มีความเร่าร้อน อันลอยเสียแล้ว ล้มลงที่ภูมิภาค ดุจเสาคันธงถูกลมล้มลง ฉะนั้น หมดอายุ กิเลสแห้ง ทำกิจพระศาสนาของพระชินสีห์เสร็จแล้ว ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระสาวกทั้งหลาย ผู้ยินดีในพระ- ศาสนามาสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับร่างของเพื่อนสพรหมจารี แล้วเผาเสีย จงสร้างสถูปบูชา เขาเป็นคนมีปรีชามาก นิพพานแล้ว สาวกผู้ทำตามคำของเราผู้นี้ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ตรัสรู้ได้เร็ว พลัน คาถาแม้ตั้งพัน ถ้าประกอบด้วยบทที่แสดงความฉิบหายมิใช่ ประโยชน์ไซร้ คาถาบทเดียวที่บุคคลฟังแล้วสงบระงับได้ ก็ ประเสริฐกว่า น้ำ ดิน ไฟ และ ลม ไม่ตั้งอยู่ในนิพพานใด ในนิพพานนั้น บุญกุศลส่องไปไม่ถึง พระอาทิตย์ส่องแสงไม่ถึง พระจันทร์ก็ส่องแสงไม่ถึง ความมืดก็ไม่มี อนึ่ง เมื่อใด พราหมณ์ ผู้ชื่อว่ามุนีเพราะความเป็นผู้นิ่ง รู้จริงด้วยตนเองแล้ว เมื่อนั้นเขา ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุขและทุกข์ พระโลกนาถผู้เป็นมุนี เป็นที่ นับถือของโลกทั้งสาม ได้ภาษิตไว้ด้วยประการดังกล่าวฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระพาหิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบ พาหิยเถราปทาน.

|๑๒๖.๑๗๘| อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก มหปฺปโภ ติโลกคฺโค นาเมน ปทุมุตฺตโร ฯ |๑๒๖.๑๗๙| ขิปฺปาภิญฺญสฺส ภิกฺขุสฺส คุณํ กิตฺตยโต มุเน สุตฺวา อุทคฺคจิตฺโตหํ การํ กตฺวา มเหสิโน ฯ |๑๒๖.๑๘๐| ทตฺวา สตฺตาหิกํ ทานํ สสิสฺสสฺส มุเน อหํ อภิวาทิย สมฺพุทฺธํ ตํ ฐานํ ปตฺถยึ ตทา ฯ |๑๒๖.๑๘๑| ตโต มํ พฺยากริ พุทฺโธ เอตํ ปสฺสถ พฺราหฺมณํ ปติตํ ปาทมูเล เม ปินสมฺปนฺนเวกฺขณํ ฯ |๑๒๖.๑๘๒| เหมยญฺโญปจิตงฺคํ อวทาตํ ตนุตฺตจํ ปลมฺพพิมฺพตมฺโพฏฺฐํ สีตติณฺหสมนฺทิชํ ฯ |๑๒๖.๑๘๓| คุณกามํ พหุตรํ สมุทฺธคฺคตนุรุหํ คุโณฆายตนีภูตํ ปีติสมฺผุลฺลิตานนํ ฯ |๑๒๖.๑๘๔| เอโส ปตฺถยเต ฐานํ ขิปฺปาภิญฺญสฺส ภิกฺขุโน อนาคเต มหาวีโร โคตโม นาม เหสฺสติ ฯ |๑๒๖.๑๘๕| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต พาหิโย นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๑๒๖.๑๘๖| ตทา ตุฏฺโฐ จ วุฏฺฐาย ยาวชีวํ มหามุนึ การํ กตฺวา จุโต สคฺคํ อคา สภวนํ ยถา ฯ |๑๒๖.๑๘๗| เทวภูโต มนุสฺโส วา สุขิโต ตสฺส กมฺมุโน วาหสา สํสริตฺวาน สมฺปตฺติมนุโภสหํ ฯ |๑๒๖.๑๘๘| ปุโน กสฺสปธีรสฺส อตฺถงฺคตมฺหิ สาสเน อารุยฺห เสลสิขรํ ยุญฺชิตฺวา ชินสาสนํ ฯ |๑๒๖.๑๘๙| วิสุทฺธสีโล สปฺปญฺโญ ชินสาสนการโก ตโต จุตา ปญฺจ ชนา เทวโลกํ อคมฺหเส ฯ |๑๒๖.๑๙๐| ตตฺถาหํ พาหิโย ชาโต ภารุกจฺเฉ ปุรุตฺตเม ตโต นาวาย ปกฺขนฺโน สาครํ อปฺปสิทฺธิกํ ฯ |๑๒๖.๑๙๑| ตโต นาวา อภิชฺชิตฺถ คนฺตฺวาน กติปาหกํ ตทา ภึสนเก โฆเร ปติโต มกราลเย ฯ |๑๒๖.๑๙๒| ตทาหํ วายมิตฺวาน สนฺตริตฺวา มโหทธึ สุปฺปารกํ ปฏฺฏนวรํ สมฺปตฺโต มนฺทเวทิโต ฯ |๑๒๖.๑๙๓| ทารุจีรํ นิวาเสตฺวา คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ตทาห โส ชโน ตุฏฺโฐ อรหายมิธาคโต ฯ |๑๒๖.๑๙๔| อิมํ อนฺเนน ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ เภสชฺเชน จ สกฺกตฺวา เหสฺสาม สุขิตา มยํ ฯ |๑๒๖.๑๙๕| ปจฺจยานํ ตทา ลาภี เตหิ สกฺกตปูชิโต อรหาหนฺติ สงฺกปฺปํ อุปฺปาเทสึ อโยนิโส ฯ |๑๒๖.๑๙๖| ตโต เม จิตฺตมญฺญาย โจทยิ ปุพฺพเทวตา น ตฺวํ อุปายมคฺคญฺญู กุโต หิ อรหา ภเว ฯ |๑๒๖.๑๙๗| โจทิโต ตาย สํวิคฺโค ตทาหํ ปริปุจฺฉิ ตํ เก วา เอเต กุหึ โลเก อรหนฺโต นรุตฺตมา ฯ |๑๒๖.๑๙๘| สาวตฺถิยํ โกสลมนฺทิเร ชิโน ปหูตปญฺโญ วรภูริเมธโส โส สกฺยปุตฺโต อรหา อนาสโว เทเสติ ธมฺมํ อรหตฺตปตฺติยา ฯ |๑๒๖.๑๙๙| ตทสฺส สุตฺวา วจนํ สุปีณิโต นิธึว ลทฺธา กปโณ สุวิมฺหิโต อุทคฺคจิตฺโต อรหตฺตมุตฺตมํ สุทสฺสนํ ทฏฺฐุมนนฺตโคจรํ ฯ |๑๒๖.๒๐๐| ตทา ตโต นิกฺขมิตฺวาน สตฺถุโน สทา ชินํ ปสฺสามิ วิมลานนํ อุเปจฺจ รมฺมํ วิชิตวฺหยํว ตํ ทิเช อปุจฺฉึ กุหึ โลกนนฺทโน ฯ |๑๒๖.๒๐๑| ตโต อโวจุํ นรเทววนฺทิโต ปุรํ ปวิฏฺโฐ อสเนสนาย โส ปจฺเจหิ ขิปฺปํ มุนิทสฺสนุสฺสุโก อุเปจฺจ วนฺทาหิ ตมคฺคปุคฺคลํ ฯ |๑๒๖.๒๐๒| ตโตหํ ตุวฏํ คนฺตฺวา สาวตฺถึ ปุรมุตฺตมํ วิจรนฺตํ ตมทฺทกฺขึ ปิณฺฑตฺถํ อปิหาคิธํ ฯ |๑๒๖.๒๐๓| ปตฺตปาณึ อโลลกฺขํ โชตยนฺตํ อิธามตํ สิรินิลยสงฺกาสํ รวิทิตฺติหรานนํ ฯ |๑๒๖.๒๐๔| ตํ สเมจฺจ นิปจฺจาหํ อิทํ วจนมพฺรวึ กุปเถ วิปฺปนฏฺฐสฺส สรณํ โหหิ โคตม ฯ |๑๒๖.๒๐๕| ปาณสนฺตารณตฺถาย ปิณฺฑาย วิจรามหํ น เต ธมฺมกถากาโล อิจฺจาห มุนิ สตฺตโม ฯ |๑๒๖.๒๐๖| ตทา ปุนปฺปุนํ พุทฺธํ อายาจึ ธมฺมลาลโส โส เม ธมฺมมเทเสสิ คมฺภีรํ สุญฺญตํ ปทํ ฯ |๑๒๖.๒๐๗| ตสฺส ธมฺมํ สุณิตฺวาน ปาปุณึ อาสวกฺขยํ ปริกฺขีณายุโก สนฺโต อโห สตฺถานุกมฺปโก ฯ |๑๒๖.๒๐๘| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๒๖.๒๐๙| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สาสเน ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๒๖.๒๑๐| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ |๑๒๖.๒๑๑| เอวํ เถโร วิยากาสิ พาหิโย ทารุจิริโย สงฺการกูเฏ ปติโต ภูตาทิฏฺฐาย คาวิยา ฯ |๑๒๖.๒๑๒| อตฺตโน ปุพฺพจริตํ กิตฺตยิตฺวา มหามติ ปรินิพฺพายิ โส ธีโร สาวตฺถิยํ ปุรุตฺตเม ฯ |๑๒๖.๒๑๓| นครา นิกฺขมนฺโต ตํ ทสฺวาน อิสิ สตฺตโม ทารุจีรธรํ ธีรํ พาหิยํ พาหิตาตปํ ฯ |๑๒๖.๒๑๔| ภูมิยํ ปติตํ ทณฺฑํ อินฺทเกตุว ปาติตํ คตายุํ สุกฺขกิเลสํ ชินสาสนการกํ ฯ |๑๒๖.๒๑๕| ตโต อามนฺตยิ สตฺถา สาวเก สาสเน รเต คณฺหถ หุตฺวา ฌาเปถ ตนุํ สพฺรหฺมจาริโน ฯ |๑๒๖.๒๑๖| ถูปํ กโรถ ปูเชถ นิพฺพุโต โส มหามติ ขิปฺปาภิญฺญานเมสคฺโค สาวโก เม วโจกโร ฯ |๑๒๖.๒๑๗| สหสฺสมปิ เจ คาถา อนตฺถปทสญฺหิตา เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุตฺวา อุปสมฺมติ ฯ |๑๒๖.๒๑๘| ยตฺถ อาโป จ ปฐวี เตโช วาโย น คาธติ น ตตฺถ สุกฺกา โชตนฺติ อาทิจฺโจ นปฺปกาสติ ฯ |๑๒๖.๒๑๙| น ตตฺถ จนฺทิมา ภาติ ตโม ตตฺถ น วิชฺชติ ยทา จ อตฺตนาเวทิ มุนิ โมเนน พฺราหฺมโณ ฯ |๑๒๖.๒๒๐| อถ รูปา อรูปา จ สุขทุกฺขา วิมุจฺจติ อิจฺเจวํ อภณิ นาโถ ติโลกสรโณ มุนีติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา พาหิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ พาหิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๖. พาหิยเถราปทาน