๑๐. โมฆราชเถราปทาน
บาลีและคำแปล
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก โมฆราชเถราปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยบุพจริยาของพระโมฆราชเถระ
ทสมํ โมฆราชตฺเถราปทานํ (๕๔๐)
ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสนหนึ่ง พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์ มีจักษุ ได้เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัด ยัง สรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปเสียเป็นอันมาก พระองค์เป็นผู้ อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา แสวงหาประโยชน์ให้สรรพ- สัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน เมื่อเป็น เช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความอากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตร ด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้น สูงประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มี พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้น อายุของสัตว์ แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาล ประมาณเท่านั้น ได้ทรงยังประชุมชนเป็นอันมาก ให้ข้ามพ้น วัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้น เราเป็นผู้ประกอบในหนทางแห่งการงาน ของบุคคลอื่น ในสกุลหนึ่ง ในพระนครหงสวดี ทรัพย์สิน อะไรๆ ของเราไม่มี เราอาศัยอยู่ที่พื้นซึ่งเขาทำไว้ที่หอฉัน เรา ได้ก่อไฟที่พื้นหอฉันนั้น พื้นศิลาจึงดำไปเพราะไฟลน ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้ประกาศสัจจะ ๔ ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ทรง จีวรเศร้าหมองในที่ประชุมชน เราชอบใจในคุณของท่าน จึงได้ ปฏิบัติพระตถาคตปรารถนาฐานันดรอันสูงสุด คือ ความเป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่า ปทุมุตระ ได้ตรัสกะพระสาวกทั้งหลายว่า จงดูบุรุษนี้ผู้มีผ้าห่มน่า เกลียด ผอมเกร็ง มีหน้าผ่องใสเพราะปีติประกอบด้วยทรัพย์ คือ ศรัทธา มีกายและใจสูง เพราะปีติ ร่าเริง ไม่หวั่นไหว หนาแน่น ไปด้วยธรรมที่เป็นสาระ บุรุษนี้ชอบใจในคุณของภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้า หมอง ปรารถนาฐานันดรนั้นอย่างจริงใจ เราได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้น แล้ว ก็เบิกบาน ถวายบังคมพระพิชิตมารด้วยเศียรเกล้า ทำแต่ กรรมที่ดีงามในศาสนาของพระชินเจ้าตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรม ที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะกรรมคือการเอาไฟลนพื้นที่หอฉัน เราจึงถูกเวทนาเบียดเบียน ไหม้แล้วในนรกพันปี ด้วยเศษกรรม ที่ยังเหลือนั้น เราเป็นมนุษย์เกิดในสกุล จึงเป็นผู้มีรอยเป็นเครื่อง หมายถึง ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ เพราะอำนาจกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้ เพียบพร้อมด้วยโรคเรื้อน เสวยมหันตทุกข์ถึง ๕๐๐ ชาติเหมือน กัน ในภัทรกัปนี้ เรามีจิตเลื่อมใสเลี้ยงดูพระอุปริฏฐะผู้มียศให้อิ่ม หนำด้วยบิณฑบาต เพราะเศษกรรมที่ยังเหลือนั้น และเพราะการ ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อถึงภพสุดท้าย ได้บังเกิดในสกุลกษัตริย์ เมื่อพระชนกล่วงไป แล้ว ก็ได้เป็นพระมหาราชา เราถูกโรคเรื้อนครอบงำ กลางคืนไม่ได้ รับความสุข เพราะสุขที่เกิดจากความเป็นพระเจ้าแผ่นดินหาประ- โยชน์มิได้ ฉะนั้น เราจึงชื่อว่า โมฆราช เราเห็นโทษของร่างกาย จึงได้บวชเป็นบรรพชิต มอบตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีผู้ ประเสริฐ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้นำนรชนพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้ทูลถามปัญหาอันละเอียดลึกซึ้งว่า โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลก กับทั้งเทวโลก ข้าพระองค์ไม่ทราบความเห็นของพระองค์ ผู้ทรง พระนามว่าโคดม ผู้มียศ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้มีปัญหามาถึง พระองค์ผู้ทรงเห็นล่วงสามัญชน ข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นโลก อย่างไร มัจจุราชจึงจะไม่เห็น พระพุทธเจ้าผู้ทรงรักษาโรคทุกอย่าง ให้หายได้ ได้ตรัสกะเราว่า ดูกรโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวตน เสีย บุคคลพึงข้ามพ้นมัจจุราชไปได้ด้วยอุบายเช่นนี้ ท่านพิจารณา เห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึงจะไม่เห็น เราเป็นผู้ไม่มีผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นภิกษุ พร้อมกับเวลาจบพระคาถา เราเป็น ผู้ถูกโรคเบียดเบียน ถูกเขาว่ากล่าวว่า วิหารอย่าเสียหายเสียเลย จึงไม่ได้อยู่ในวิหารของสงฆ์ เรานำเอาผ้ามาจากกองหยากเยื่อ ป่าช้า และหนทาง แล้วทำผ้าสังฆาฏิด้วยผ้าเหล่านี้ ทรงจีวรที่เศร้าหมอง พระผู้นำชั้นพิเศษผู้เป็นนายแพทย์ใหญ่ ทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น ของเรา จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ ทรงจีวรเศร้าหมอง เราสิ้นบุญและบาป หายโรคทุกอย่าง ไม่มี อาสวะ ดับสนิท เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อ เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ โมฆราชเถราปทาน. ----------------------------------------------------- รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มหากัจจายนเถราปทาน ๖. พหิยเถราปทาน ๒. วักกลิเถราปทาน ๗. มหาโกฏฐิตเถราปทาน ๓. มหากัปปินเถราปทาน ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน ๙. ราธเถราปทาน ๕. กุมารกัสสปเถราปทาน ๑๐. โมฆราชเถราปทาน ในวรรคนี้ บัณฑิตประมวลคาถาได้ ๓๖๒ คาถา. จบ กัจจายนวรรคที่ ๕๔. -----------------------------------------------------
|๑๓๐.๓๒๖| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู สพฺพโลกหิโต มุนิ อิโต สตสหสฺสมฺหิ กปฺเป อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๑๓๐.๓๒๗| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๓๐.๓๒๘| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ฯ |๑๓๐.๓๒๙| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ จ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิภิ ฯ |๑๓๐.๓๓๐| รตนานฏฺฐปญฺญาสํ อุคฺคโต โส มหามุนิ กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส พตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๓๐.๓๓๑| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๓๐.๓๓๒| ตทาหํ หํสวติยา กุเล อญฺญตเร อหุ ปรกมฺมายเน ยุตฺโต นตฺถิ เม กิญฺจิ สนฺธนํ ฯ |๑๓๐.๓๓๓| ปฏิกฺกมนสาลายํ วสนฺโต กตภูมิยํ อคฺคึ อุชฺชาลยึ ตตฺถ ฑยฺหกณฺหา สิลามหิ ฯ |๑๓๐.๓๓๔| ตทา ปริสติ นาโถ จตุสจฺจํ ปกาสโก สาวกํ สมฺปกิตฺเตสิ ลูขจีวรธารกํ ฯ |๑๓๐.๓๓๕| ตสฺส ตมฺหิ คุเณ ตุฏฺโฐ ปฏิปชฺช ตถาคตํ ลูขจีวรธารคฺคํ ปตฺถยึ ฐานมุตฺตมํ ฯ |๑๓๐.๓๓๖| ตทา อโวจ ภควา สาวเก ปทุมุตฺตโร ปสฺสเถตํ ปุริสกํ กุเจลํ ตนุเทหกํ ฯ |๑๓๐.๓๓๗| ปีติปฺปสนฺนวทนํ สทฺธาธนสมนฺวิตํ อุทคฺคตนุชํ หฏฺฐํ อจลํ สาลปิณฺฑิตํ ฯ |๑๓๐.๓๓๘| เอโส ปตฺเถติ ตํ ฐานํ สจฺจเสนสฺส ภิกฺขุโน ลูขจีวรธาริสฺส ตสฺส วณฺณคตาสโย ฯ |๑๓๐.๓๓๙| ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา นิปจฺจ สิรสา ชินํ ยาวชีวํ สุภํ กมฺมํ กริตฺวา ชินสาสเน ฯ |๑๓๐.๓๔๐| เตน กมฺเมน สุกเตน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๐.๓๔๑| ปฏิกฺกมนสาลายํ ภูมิทาหนกมฺมุนา สมสหสฺสํ นิรเย อฑยฺหึ เวทนาฏฺฏิโต ฯ |๑๓๐.๓๔๒| เตน กมฺมาวเสเสน ปญฺจ ชาติสตานิหํ มนุสฺโส กุลโช หุตฺวา ปาฏิยา ลกฺขณงฺกิโต ฯ |๑๓๐.๓๔๓| ปญฺจ ชาติสตาเนว กุฏฺฐโรคสมปฺปิโต มหาทุกฺขํ อนุภวึ ตสฺส กมฺมสฺส วาหสา ฯ |๑๓๐.๓๔๔| อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป อุปริฏฺฐํ ยสสฺสินํ ปิณฺฑปาเตน ตปฺเปสึ ปสนฺนมานโส อหํ ฯ |๑๓๐.๓๔๕| เตน กมฺมวิเสเสน เจตนาปณิธีหิ จ ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๑๓๐.๓๔๖| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต อชายึ ชตฺติเย กุเล ปิตุโน อจฺจเยนาหํ มหารชฺชสมปฺปิโต ฯ |๑๓๐.๓๔๗| กุฏฺฐโรคาภิภูโตหํ รตฺติยํ น สุขํ ลเภ โมฆํ รชฺชสุขํ ยสฺมา โมโฆ ราชา ตโต อหํ ฯ |๑๓๐.๓๔๘| กายสฺส โทสํ ทิสฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ พาวริสฺส ทิชคฺคสฺส สิสฺสตฺตํ อชฺฌุปาคมึ ฯ |๑๓๐.๓๔๙| มหตา ปริวาเรน อุเปจฺจ นรนายกํ อปุจฺฉึ นิปุณํ ปญฺหํ วาคิสํ วาทิสูทนํ ฯ |๑๓๐.๓๕๐| อยํ โลโก ปโร โลโก พฺรหฺมโลโก สเทวโก ทิฏฺฐินฺเต นาภิชานามิ โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ |๑๓๐.๓๕๑| เอวํ อภิกฺกนฺตทสฺสาวึ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ กถํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ ฯ |๑๓๐.๓๕๒| สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราชา สทา สโต อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา ฯ |๑๓๐.๓๕๓| เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ อิติ มํ อภณิ พุทฺโธ สพฺพโรคติกิจฺฉโก ฯ |๑๓๐.๓๕๔| สห คาถาวสาเนน เกสมสฺสุวิวชฺชิโต กาสาววตฺถวสโน อาสึ ภิกฺขุ ตถารหํ ฯ |๑๓๐.๓๕๕| สงฺฆิเกสุ วิหาเรสุ น วสึ โรคปีฬิโต มา วิหาโร ปทุสฺสีติ วาจายาภิสุปีฬิโต ฯ |๑๓๐.๓๕๖| สงฺการกุฏา อาหตฺวา สุสานา รถิกาหิ จ ตโต สงฺฆาฏึ กริตฺวาน ธารยึ ลูขจีวรํ ฯ |๑๓๐.๓๕๗| มหาภิสกฺโก ตสฺมึ เม คุเณ ตุฏฺโฐ วินายโก ลูขจีวรธารีนํ เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๑๓๐.๓๕๘| ปุญฺญปาปปริกฺขีโณ สพฺพโรควิวชฺชิโต สิขีว อนุปาทาโน นิพฺพายิสฺสมนาสโว ฯ |๑๓๐.๓๕๙| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๓๐.๓๖๐| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๑๓๐.๓๖๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา โมฆราชา เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ โมฆราชตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ อุทฺทานํ กจฺจาโน วกฺกลี เถโร มหากปฺปินสวฺหโย ทพฺโพ กุมารนาโม จ พาหิโย โกฏฺฐิโก วสี ฯ อุรุเวลกสฺสโป ราโธ โมฆราชา จ ปณฺฑิโต ตีณิ คาถาสตาเนตฺถ ทฺวาสฏฺฐิ เจว ปิณฺฑิตา ฯ กจฺจายนวคฺโค จตุปญฺญาโส ฯ ---------------------