๑๐. โมฆราชเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๑๐. โมฆราชเถราปทาน ๑๐. โมฆราชเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระโมฆราชเถระ (พระโมฆราชเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ เป็นพระมุนี มีพระจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป
พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงธรรมให้สัตว์รู้ชัดได้ ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น ทรงฉลาดในเทศนา เป็นพระพุทธเจ้า ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก
พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสรรพสัตว์ ทรงทำเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้งหมดให้ดำรงอยู่ในศีล ๕
เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนาจึงหมดความอากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ และงดงามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้วสี ผู้คงที่
พระมหามุนีพระองค์นั้น ทรงมีพระวรกายสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณคล้ายทองคำที่ล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ
ขณะนั้น สัตว์ทั้งหลายมีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระชินสีห์พระองค์นั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๘๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๑๐. โมฆราชเถราปทาน ก็ดำรงพระชนมายุอยู่ประมาณเท่านั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ารับจ้างทำงานของบุคคลอื่นในตระกูลหนึ่ง ในกรุงหงสวดี ข้าพเจ้าไม่มีทรัพย์สินอะไรที่เป็นของตนเลย
ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่ศาลาพักผ่อนที่เขาปรับพื้นไว้แล้ว ได้ก่อไฟขึ้นที่ศาลา พื้นศิลาจึงดำเพราะถูกไฟไหม้
ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้ประกาศสัจจะ ๔ ได้ตรัสสรรเสริญสาวกผู้ทรงจีวรเศร้าหมองในที่ประชุมชน
ข้าพเจ้าพอใจในคุณนั้นของพระองค์ จึงได้ปรนนิบัติพระตถาคต ปรารถนาตำแหน่งที่สูงสุดคือความเป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ได้ตรัสกับสาวกทั้งหลายว่า จงดูบุรุษนี้ผู้มีผ้าห่มเศร้าหมอง ร่างกายผอมบาง
แต่สีหน้าผ่องใสเพราะปีติ ประกอบด้วยทรัพย์คือ ศรัทธา มีโลมชาติชูชัน มีใจร่าเริง ไม่หวั่นไหว เหมือนหมู่ไม้สาละที่หนาแน่น
บุรุษนี้ผู้มีความพอใจในคุณของภิกษุชื่อสัจจเสนะ ผู้ทรงจีวรเศร้าหมองนั้น จึงปรารถนาตำแหน่งนั้น
ข้าพเจ้าได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้วเป็นผู้เบิกบาน ซบศีรษะลงถวายพระชินเจ้า กระทำแต่กรรมที่ดีงาม ในศาสนาพระชินเจ้าจนตลอดชีวิต @เชิงอรรถ : @ เหมือนหมู่ไม้สาละที่หนาแน่น ในที่นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ @(องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๕๐/๒๑๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๘๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๑๐. โมฆราชเถราปทาน
ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ด้วยกรรมคือการใช้ไฟลนที่พื้นศาลาพักผ่อน ข้าพเจ้าจึงถูกทุกขเวทนาเบียดเบียน หมกไหม้ในนรกนับพันปี
ด้วยวิบากกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ จึงมีรอยตำหนิติดตัวมาตามลำดับตลอด ๕๐๐ ชาติ
เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงเต็มไปด้วยโรคเรื้อน เสวยมหันตทุกข์ตลอด ๕๐๐ ชาติเหมือนกัน
ในภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส จึงได้นิมนต์พระอุปริฏฐะผู้มียศ ให้ฉันบิณฑบาตจนอิ่มหนำ
ด้วยผลกรรมอันวิเศษนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าได้เกิดในตระกูลกษัตริย์ เพียบพร้อมไปด้วยมหาสมบัติ เมื่อพระชนกสวรรคตไป
ข้าพเจ้าถูกโรคเรื้อนรบกวน ในเวลากลางคืน ก็ไม่ได้รับความสุขในการนอน เพราะความสุขในรัชสมบัติกลายเป็นโมฆะไป ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ชื่อว่าโมฆราช {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๘๕} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๑๐. โมฆราชเถราปทาน
ข้าพเจ้าเห็นโทษของร่างกาย จึงบวชเป็นบรรพชิต มอบตัวเป็นศิษย์ ของพราหมณ์ผู้เลิศชื่อพาวรี
ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระผู้ทรงเป็นผู้นำแห่งนรชน พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก ได้ทูลถามปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้ง กับพระองค์ผู้มีวาทะประเสริฐ ผู้มีวาทะเป็นประโยชน์ว่า
โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลก และเทวโลก ข้าพระองค์ไม่ทราบถึงความเห็นของพระองค์ พระนามว่าโคดม ผู้มีพระยศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีปัญหามาถึงพระองค์ ผู้ทรงเห็นล่วงสามัญชนว่า ข้าพระองค์พิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราชจึงจะมองไม่เห็น
โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าเป็นอัตตาเสีย เมื่อเป็นเช่นนี้ จะพึงข้ามพ้นมัจจุราชได้
เธอเมื่อพิจารณาเห็นโลกด้วยอุบายอย่างนี้ มัจจุราชจึงจะมองไม่เห็น พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเยียวยาโรคได้ทุกชนิด ได้ตรัสกับข้าพเจ้าดังว่ามานี้
พร้อมกับเวลาจบคาถา ข้าพเจ้าปราศจากผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวะได้เป็นภิกษุและเป็นพระอรหันต์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๘๖} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] ๑๐. โมฆราชเถราปทาน
ข้าพเจ้าถูกโรคเบียดเบียน ถูกเขาพูดบีบคั้นว่า วิหารอย่าได้เสียหายเลย จึงไม่อยู่ในวิหารของสงฆ์
ข้าพเจ้าเก็บผ้ามาจากกองขยะ ป่าช้า และทางรถทางเกวียน แล้วทำผ้าสังฆาฏิจากผ้านั้น ใช้สอยจีวรที่เศร้าหมอง
พระผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ เป็นนายแพทย์ใหญ่ ทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้นของข้าพเจ้า จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุ ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ใช้สอยจีวรเศร้าหมอง
ข้าพเจ้าสิ้นบุญและบาป หายจากโรคทุกชนิด ไม่มีอาสวะ ดับสนิท เหมือนเปลวไฟที่หมดเชื้อดับไป
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ โมฆราชเถราปทานที่ ๑๐ จบ กัจจายนวรรคที่ ๕๔ จบบริบูรณ์ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๘๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๕๔. กัจจายนวรรค] รวมอปทานที่มีในวรรค รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มหากัจจายนเถราปทาน ๒. วักกลิเถราปทาน ๓. มหากัปปินเถราปทาน ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน ๕. กุมารกัสสปเถราปทาน ๖. พาหิยเถราปทาน ๗. มหาโกฏฐิกเถราปทาน ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน ๙. ราธเถราปทาน ๑๐. โมฆราชเถราปทาน ในวรรคนี้ บัณฑิตนับคาถาได้ ๓๖๒ คาถา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๓ หน้า : ๒๘๘}